ฉลาก

Pad Thai Noodle Soup

ซุปก๊วยเตี๋ยวผัดไทย!@!##@!&^

[๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๗] ไปจ่ายตลาด หันไปเจอข้าวสารใส่ถุงขาย มีฉลากเขียนโฆษณาสรรพคุณว่า “ไร้ไขมัน” (Fat free) และ “ไร้สารกลูเตน” (Gluten free) แล้วทำให้เกิดอาการงง

เรื่องสารกลูเตน นี่พอจะเข้าใจได้บ้างว่าเอาไว้บอกคนที่แพ้สารกลูเตน (ซึ่งพบได้ในอาหารที่ทำจากข้าวสาลีหรือ Wheat หรือพูดง่าย ๆ ว่า ขนมปังเกือบทุกประเภทจะมีสารนี้) เค้าจะได้ซื้อไปกินได้ แต่เรื่อง “ไร้ไขมัน” นี่ เห็นแล้วแอบขำว่า จะต้องบอกด้วยเหรอ ข้าวสารหน้าตาอย่างนี้ จะมีไขมันได้อย่างไร กลัวจะขายของไม่ออกหรืออย่างไร

พวกพ่อค้าแม่ขายเดี๋ยวนี้ก็พยายามจะขายของมากเหลือเกิน อาหารสุขภาพประเภทไร้ไขมัน กำลังเป็นที่นิยมในหมู่คนกินอาหารรักษาสุขภาพ นมก็ต้อง Fat free ชีสก็ต้อง Fat free วิปปิ้งครีม ซุปกระป๋อง แฮมไร้ไขมันหมด เวลาเดินจ่ายกับข้าว เห็นอะไรที่ปิดป้าย Fat free ก็เป็นที่น่าสนใจไปหมด ที่บ้านฉันก็นิยมกินอาหาร Fat free แพงหน่อย แต่น่าจะดีกับสุขภาพในระยะยาว

นอกจากฉลากโฆษณาว่า Fat free แล้ว ฉลากอีกประเภทที่ชอบกันมากคือ Organic อะไร ๆ ที่เป็นออร์แกนิกแล้วรับประกันได้ว่าไม่มีการปนเปื้อนของสารเคมี อาหารพวกนี้แพงกว่าอาหารธรรมดามากอยู่ทีเดียว ยังไม่รวมถึงยี่ห้อทั้งหลายที่ชอบตั้งชื่อว่า Nature อย่างนั้น Nature อย่างนี้กันอย่างเอิกเกริก ทั้ง “Back to Nature” “Nature’s Plus” หรือ “Natural Choice” (อันนี้อาหารสุนัข) ซึ่งไม่รู้ว่า เอาเข้าจริง ๆ แล้ว Nature มากน้อยแค่ไหน แต่เคยอ่านข่าวว่า สินค้าหลาย ๆ ชนิดที่ตั้งชื่อแบรนด์โดยมีคำว่า Nature เอาเข้าจริง ก็มีส่วนประกอบที่เป็น GMO (Genetically Modified Organisms – สิ่งมีชีวิตที่ถูกดัดแปลงทางพันธุกรรม) อยู่เยอะอยู่เหมือนกัน

ฉลากอีกชนิดที่เป็นที่ชื่นชอบของนักรับประทานเพื่อสุขภาพคือ ฉลากสำหรับอาหารที่ช่วยลดระดับคลอเรสโตรอล เข้าใจว่าเป็นอาหารที่มีส่วนผสมของสารที่ชื่อว่า Plant sterols and stanols ทางการแพทย์อ้างว่ามีสรรพคุณช่วยลดคลอเรสโตรอล (LDL) ได้  ฉลากพวกนี้จะใช้ชื่อหรือรูปภาพที่เกี่ยวกับหัวใจ เช่น Heart Wise หรือ Heart Healthy เป็นต้น

ก่อนจบขอนินทาฝรั่งเพิ่มว่า มีการทำซุปสำเร็จรูปรส ผัดไทย ออกมาขายด้วย แค่เห็นก็ตกใจแล้ว ไม่กล้าซื้อมาลองรับประทาน อยากจะเขียนป้ายติดไว้ที่หิ้งเหลือเกินว่า “ผัดไทยเป็นอาหารประเภทแห้ง ผัดไทยน้ำไม่มี คำว่า ผัด ภาษาไทย แปลว่า ทำให้สุกด้วยกะทะและตะหลิว” เขียนถึงตอนนี้แล้วก็ทำให้พอจะเข้าใจ เวลาที่คนอิตาเลียนออกอาการพะอืดพะอม เมื่อเห็นพิซซ่าฮาวายเอี้ยนใส่สับปะรด ได้ดีทีเดียว

Sukkot

all-of-a-kind-family[๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๗]  หนังสือเล่มหนึ่งที่ฉันโปรดปรานมากสมัยเด็ก ๆ คือ หนังสือเรื่อง “ครอบครัวขั้นบันได” แปลโดย “เนื่องน้อย ศรัทธา” จำได้ว่าอ่านซ้ำแล้วซ้ำอีกไม่เคยเบื่อ หนังสือเล่าเรื่องครอบครัวครอบครัวหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ในนิวยอร์ก มีพ่อ แม่ และลูกสาว ๕ คน อายุไล่เลี่ยกัน ตั้งแต่พี่สาวคนโตอายุ ๑๒ ขวบไล่ไปจนถึงน้องคนละเล็ก ๒ ขวบ เนื้อหาของหนังสือสอดแทรกขนบธรรมเนียมประเพณีแปลก ๆ (สำหรับเด็กไทยอย่างฉัน) เช่น พอถึงเทศกาลนี้ ต้องเก็บหม้อไหชามที่ใช้ปกติให้หมด และเอาภาชนะอีกชุดหนึ่งออกมาใช้แทน ห้ามกินขนมปังที่ใส่เชื้อ เป็นต้น (ตอนนั้นอ่าน ก็ยังไม่รู้เรื่องว่า “ใส่เชื้อ” คืออะไร จนโตขึ้นถึงได้บางอ้อว่า หมายถึงใส่ยีสต์ นั่นเอง)

เป็นเรื่องตลกและน่าอายเล็กน้อยคือว่า เพิ่งได้มาค้นพบตอนที่ย้ายมาอยู่คลีฟแลนด์นี่เองว่า  เรื่องทั้งหลายที่ได้อ่านตอนเด็ก ๆ นั้น เป็นเรื่องของคนยิว อันที่จริงในหนังสือก็บอกไว้เหมือนกัน แต่ฉันไม่ได้สนใจ หรือถึงสนใจ ก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ายิวคือใคร ซึ่งนับเป็นเรื่องแปลก ใครจะไปคิดว่า โตขึ้นมาต้องมาเช่าบ้านคนยิวอยู่

เหตุผลที่เพิ่งมาถึงบางอ้อว่าเป็นเรื่องของคนยิว เพราะเทศกาลหลาย ๆ เทศกาลในหนังสือ ช่างละม้ายคล้ายคลึงกับสิ่งที่มินนี่พูดถึงเหลือเกิน ทั้งพาสโอเวอร์เอย ยอมคิปปัวเอย ซึ่งหลังจากค้นคว้าหาต้นตออยู่พักหนึ่ง ฉันก็พบว่า หนังสือเรื่อง ครอบครัวขั้นบันได นี่ แปลมาจากหนังสือฝรั่งเรื่อง “All of a Kind Family” ซึ่งเขียนโดยนักเขียนสตรีชาวยิว ชื่อ ซิดนี่ย เทย์เลอร์ เป็นหนังสือได้รับรางวัลหนังสือเด็กดีเด่นด้วย

เขียนมาเสียยาว จะเล่าว่าขณะที่เขียนอยู่นี่ เป็นช่วงเทศกาลที่เขาเรียกกันว่า “Sukkot” หรือ “Succos” โดยคนยิวจะมีประเพณีสร้างเพิงไม้หลังเล็ก ไว้ที่สนามหลังบ้าน ตกเย็นก็จะย้ายเข้าไปรับประทานอาหารในนั้น เพิงนี่เป็นเพิงไม้ ทำง่าย ๆ มีฝากั้นสี่ด้าน ไม่มีหน้าต่าง ไม่มีหลังคา แต่ใช้ใบไม้มุงไว้อย่างหลวม ๆ ตั้งใจให้เห็นเดือนเห็นตะวัน ข้างในประดับด้วยกระดาษสีตัดเป็นรูปผลไม้บ้าง เป็นสายโซ่ห้อยบ้าง ที่มาของการสร้างเพิงไม้ Sukkot นี่ เพื่อเป็นการรำลึกถึงบรรพบุรุษชาวยิวที่ต้องเร่ร่อนอยู่ในทะเลทรายหลายสิบปี หลังจากที่อพยพออกมาจากอียิปต์ และอาศัยอยู่ในเพิ่งไม้ระหว่างที่เดินทางนั่นเอง

จำได้ว่าในหนังสือ ครอบครัวขั้นบันได เด็ก ๆ ตื่นเต้นกันมากเมื่อถึงหน้าเทศกาลนี้ เพราะเหมือนได้มีบ้านตุ๊กตาน้อย ๆ อยู่หลังบ้าน

ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา คนยิวมีเทศกาลต่อเนื่องกันมากมาย ตั้ง Rosh Hashana (รอชชาชานา – วันขึ้นปีใหม่) Yom Kimpur  (ยอมคิปปัวร์ – วันสารภาพบาป ถือศีลอด) และมาถึง Sukkot (ซุก-คอท) นี่เอง

(หมายเหตุ: ข่าวจากหนังสือพิมพ์ประจำเมืองลงบทความเกี่ยวกับ Sukkot (Sue-COAT) เพิ่งรู้ว่า ที่ร้านขายเครื่องมือซ่อมบ้านอย่าง Home Depot มีอุปกรณ์สร้าง Sukkot สำเร็จรูปด้วย http://www.cleveland.com/shaker-heights/index.ssf/2014/10/sukkot.html)

Pizza

*** Warning: if you are Italian, you might want to skip this post!!! ***

พิซซ่าทำกินเองที่บ้าน

พิซซ่าทำกินเองที่บ้าน

[๒๕ กันยายน ๒๕๕๗] เด็กอเมริกันนี่ เวลาพ่อแม่เค้าบอกว่า คืนนี้เราจะกินพิซซ่าเป็นอาหารเย็นกัน (It’s a Pizza night!) เด็ก ๆ ส่วนใหญ่จะตื่นเต้นกรี๊ดกร๊าดกันมาก ทั้ง ๆ ที่ก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษ พ่อแม่ก็ยกหู โทรสั่งพิซซ่าที่ร้านให้เอามาส่งให้

สมัยเป็นเด็ก ๆ ฉันก็ชอบกินพิซซ่า หรือจะพูดให้ถูกต้องคือ ชอบกินเฉพาะแป้งพิซซ่า เขี่ยหน้าที่เป็นเนื้อ เป็นผัก ทิ้งหมด โตขึ้นมาได้กินพิซซ่าของดั้งเดิมที่อิตาลี แล้วทำให้ถึงบางอ้อว่าพิซซ่าที่เรากินมาตั้งแต่เด็ก ๆ แบบหนานุ่มนี่ เป็นสไตล์อเมริกัน พิซซ่าอิตาลีส่วนใหญ่จะแป้งบางกรอบ ท้อปปิ้ง หรือ หน้าพิซซ่าก็ไม่ได้ใส่อะไรมากมายเหมือนของคนอเมริกัน อย่างไรก็ดี กินพิซซ่าอิตาเลียนแล้วจุใจ ลืมพิซซ่าหน้าซุปเปอร์สุพรีมที่เคยกินที่พิซซ่าฮัทเมืองไทยไปเลย

พิซซ่าหน้าโปรดประจำบ้านเรา เป็นพิซซ่าหน้าปลาเค็มฝรั่ง หรือแอนโชวี่  (Acciughe) คนอิตาเลียนรู้จักกันในนาม Pizza alla Napoletana ทำง่ายมาก แค่ใส่ซอสมะเขือเทศและปลาเค็มก็เป็นอันเสร็จพิธี

พิซซ่าอีกชนิดที่ฉันติดอกติดใจมาก คือพิซซ่าหน้ามันฝรั่ง (Pizza con le Patate) ยังไม่เคยเห็นขายทั้งในอเมริกาหรือเมืองไทย แต่พบเห็นได้ทั่วไปในอิตาลี วิธีทำก็ง่ายอีกเช่นเดียวกัน แค่ฝานมันฝรั่งบาง ๆ แปะลงหน้าพิซซ่า ราดน้ำมันมะกอกพอเหมาะ และโรยโรสแมรี่ลงไปหน่อยให้หอม ๆ แล้วก็เอาเข้าเตาอบ เป็นอันเสร็จพิธี

อย่างไรก็ตามพิซซ่าอีกชนิดที่ฉันชอบอีกคือ พิซซาหน้าฮาวายเอี้ยน (ใส่แฮม มอซาเรลลาชีสและสับปะรด) เข้าใจว่าเป็นพิซซ่าตำหรับชาวอเมริกัน เพราะไม่เคยเห็นในอิตาลีเลย แถมพอบอกพี่เอ็นโซว่าอยากกิน คุณสามีก็ทำท่าขนพองสยองเกล้า ราวกับมีแมลงสาปมาดิ้นกระแด่ว ๆ เป็นสิบ ๆ ตัว พี่เอ็นโซบอกว่า ถ้าฉันอยากจะกิน ก็กินได้ แต่อย่าให้เห็น เพราะพี่รับไม่ได้ (เดาว่าคงเป็นอารมณ์เอาปลาร้าไปใส่แกงส้ม ทำนองนั้น)

Hawaiian Pizza

Hawaiian Pizza

อย่างไรก็ดี ล่าสุดฉันก็เกิดอาการฮึกเหิม อยากทำแป้งพิซซ่ากินเอง เหตุผลก็คือกินแป้งพิซซ่าแบบแช่แข็งมานานแล้ว ไม่รู้ว่าผสมอะไรอยู่บ้าง มีสารกันบูดมากน้อยแค่ไหน ไม่มีใครรู้ เปิดดูตำราแล้วก็ไม่ยากเท่าไหร่ น่าจะทำได้เอง จำได้ว่าสมัยเด็ก ๆ แม่ก็ทำให้กินบ่อย ๆ ฉันลองทำสองครั้งก็ออกมาได้ผลเป็นที่น่าพอใจ และได้เรียนรู้ด้วยว่า ถ้าเราเอาแป้งพิซซ่าไปแช่ในตู้เย็นค้างคืน (หรือค้างวัน) แป้ง(ที่มียีสต์ผสมอยุ่) ก็จะฟูขึ้นมาอย่างจุใจ พอเอาไปอบแล้วกรอบนอกนุ่มใน อร่อยมาก

ข้อสังเกตที่ได้จากการศึกษาวิธีการทำแป้งพิซซ่าของคนอเมริกาเปรียบเทียบกับคนอิตาเลียนคือ คนอเมริกันเป็นประเภทใช้เครื่องมือทุ่นแรงมาก ผสมแป้งกับยีสต์ก็ต้องใช้เครื่องปั่น ในขณะที่คนอิตาลีใช้มือ ใช้ส้อม กวน ๆ คน ๆ แป๊ปเดียวก็ใช้ได้แล้ว เห็นอย่างนี้แล้ว เลยทำให้นึกได้ว่า บ้านที่โรมแทบไม่มีเครื่องมือทุ่นแรงพรรค์นี้อยู่เลย เวลาซินยอร่าทำพาสต้าสด ก็ใช้มือผสมและนวดแป้ง (แถมยังไม่ได้ต้องใช้ถ้วยตวงวัดปริมาณแป้งอีกต่างหาก)

สุดท้ายฉันเลยได้ทำพิซซ่าฮาวายเอี้ยนกินเองที่บ้าน ตอนนี้ชักติดใจ เดี๋ยวเวลาพี่เอ็นโซไปสอนหนังสือ จะทำกินอีก

เพิ่งสังเกตว่าช่วงนี้ตัวเองเขียนเรื่องของกินบ่อยหน่อย เข้าใจว่าคงเป็นเพราะมีเวลาว่างมากขึ้น ทำโน่นทำนี้ได้อย่างสบายใจ

 

Nutella

[๒๐ กันยายน ๒๕๕๗] วิทยุออกข่าวว่า ต่อไปนี้มีแนวโน้มว่าจะเกิดภาวะขาดแคลน นูเทลลา (Nutella) เพราะฮาเซลนัท ซึ่งเป็นส่วนผสมสำคัญของครีมทาขนมปังรสช๊อกโกแลตนี้ขาดตลาด ปกติฮาเซลนัท (Hazelnut) ปลูกมากในตุรกี แต่ปีนี้อากาศไม่เป็นใจ หนาวนานเกินไป น้ำค้างแข็ง ทำให้ต้นฮาเซลนัทออกลูกออกผลเพียงครึ่งเดียวจากปริมาณที่เคยผลิตได้ในแต่ละปี

คนอเมริกันชอบกินนูเทลล่า เพราะทั้งหวาน ทั้งมัน ในนิวยอร์กมีร้านขายขนม Nutella Bar ขายแต่ขนมปังนานาชนิดทานูเทลล่า ปรากฏว่าได้รับความนิยมมาก  ในเมื่อเป็นของที่คนโปรดปรานกันขนาดนั้น ตอนนี้เลยกลายเป็นว่าใคร ๆ ก็หันมาปลูกฮาเซลนัทกันใหญ่ แม้แต่ในอเมริกาเอง มหาวิทยาลัยเก่าของฉันคือ Rutgers ก็พยายามจะทำการทดลองปลูกฮาเซลนัทเช่นกัน ข่าวว่าแรก ๆ ก็ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร เพราะเป็นโรค ทำให้ตายไปหลายต้น จนสุดท้าย ก็หาสายพันธุ์ที่ทนทานกับอากาศและโรคแถว ๆ นิวเจอร์ซีย์ได้

อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปแล้ว ฮาเซลนัทที่ได้รับการยอมรับว่าคุณภาพดี มักจะเป็นฮาเซลนัทจากยุโรปและตุรกี พี่เอ็นโซเล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนบ้านที่โรมมีต้นฮาเซลนัทขึ้นริมรั้วไปหมด ซินยอร่าเก็บใส่ถุงมากินกันในครอบครัวอย่างเอร็ดอร่อย

ที่มาของนูเทลลา ก็คล้าย ๆ กับขนม Pavesini ที่เขียนไว้ครั้งที่แล้ว คือเกิดขึ้นสมัยสงคราม ยุคข้าวยากหมากแพง สมัยนั้น ผงโกโก้หายาก คุณแฟร์ราโร เจ้าของต้นตำหรบนูเทลล่า หัวใสเอาถั่วฮาเซลนัทมาบดผสมเพิ่มเข้าไปแทนผงโกโก้ ปรากฏว่าออกมาอร่อยเด็ด เป็นที่ติดใจทั่วไป

มีคนบอกด้วยว่ารสชาติของนูเทลล่าที่ขายในเมืองอเมริกาไม่อร่อยเท่ากับของอิตาลีดั่งเดิม ของอิตาลีหวานน้อยกว่า เค็มน้อยกว่า และใส่ฮาเซลนัทมากกว่า แต่เท่าที่ฉันเคยกินมาทั้งสองแบบ ก็ไม่รู้สึกว่าแตกต่างกันแม้แต่น้อย

Fette Biscotte

ปิดท้ายด้วยเกร็ดสั้น ๆ เรื่องอาหารเช้าในอิตาลี อาหารเช้าในอิตาลีส่วนใหญ่จะเป็นขนมปัง กับแยมนานาชนิด บางคนก็กินซีเรียลบ้าง พร้อมชาหรือกาแฟ แต่แน่นอนว่าไม่มีเนื้อสัตว์ใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นไส้กรอก แฮม หรืออะไรก็ตาม อย่างไรก็ตาม ขนมปังที่กินกัน ก็ไม่ใช่ขนมปังนิ่มแบบขนมปังฟาร์มเฮาส์บ้านเรา แต่เป็นขนมปังแบบอบกรอบ แผ่นขนาดฝ่ามือเด็กสองขวบ ทำสำเร็จรูป ขายเป็นถุงตามซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป ภาษาอิตาเลียนเรียกว่า “Fette biscotte” ยี่ห้อที่เห็นประจำคือของ Milino Bianco

สุดท้ายไม่รู้ว่าต้องไปซื้อนูเทลล่ามาตุนไว้รึเปล่า เพราะยังเห็นวางขายตามปกติ เผลอ ๆ อาจจะเป็นกระแสข่าวเพื่อโปรโมทสินค้าก็ได้

 

ปาเวซีนี่… อร่อย

[๒๓ กันยายน ๒๕๕๗] ไปอิตาลีคราวนี้เจอขนมถูกใจอีกอย่าง เป็นขนมปังกรอบๆ แต่หอมถูกจริตฉันเป็นอย่างมาก รสชาติคล้าย ๆ ขนมไข่อบกรอบที่เคยกินในวัยเด็ก ตอนที่แปะยังถีบรถขายโอเลี้ยงในอาคารสงเคราะห์

Pavesiniคุณสามีเข้าไปค้นในอินเทอร์เน็ตแล้วมาเล่าว่า ปาเวซีนี่ มีวิวัฒนาการมาจากขนมปังกรอบ Lady Finger นี่เอง แต่ช่วงหนึ่งเกิดสงคราม คนทำก็เลยต้องปรับเปลี่ยนให้เข้ากับชวงเวลานั้น ซึ่งแน่นอนว่าข้าวยากหมากแพง ต้องลดแป้ง ลดน้ำตาล ปรากฏว่าออกมาเป็นปาเวซินี่ ขนมปังกรอบบาง ๆ หวานไม่มาก เป็นที่ติดใจคนทั่วไปเป็นอย่างยิ่ง

เสียดายว่าคราวนี้ซื้อมาแค่ห่อเดียว ไปคราวหน้าคงต้องขนกลับมาอีกหลาย ๆ ห่อ จะซื้้อทางอินเทอร์เน็ตก็ได้เหมือนกัน แต่ราคาแพงกว่าซื้อที่อิตาลีมากโขอยู่

Pavesini… Buoni e leggeri con solo 9 calorie per biscotto

 

ว่าด้วยเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ

Hundred Dollar Bills Folded in a Money Clip[๙ กันยายน ๒๕๕๗] หลายอาทิตย์ที่แล้ว ฟังรายงานข่าวทาง npr ว่าแบงก์ร้อย แบงก์ห้าร้อยในอเมริกานี่ จริง ๆ ไม่ค่อยได้ใช้กันในอเมริกาหรอก  หาไม่ค่อยเจอด้วย คนที่เอาแบงก์ใหญ่ ๆ มาใช้ในอเมริกา ส่วนใหญ่ก็จะเป็นนักท่องเที่ยวที่แลกเงินมาจากประเทศตัวเอง  รายงานบอกว่าส่วนใหญ่จะไปอยู่เมืองนอกกันหมด พวกประเทศนี่นิยมใช้เงินดอลลาร์มากกว่าเงินของประเทศตัวเอง อย่างเช่น พม่า กัมพูชา  หรือไม่ก็ไปอยู่กับพวกค้าขายของผิดกฏหมาย เช่น ยาเสพติด ในเม็กซิโก เป็นต้น เพราะคนเหล่านี้ต้องใช้เงินสดจำนวนมากในการทำธุรกรรม จะได้เครดิตการ์ด หรือเช็คก็ไม่ได้ เดี๋ยวมีหลักฐานมารัดตัว

จำได้เหมือนกันว่า แต่ก่อนเวลาไปแลกเงินก่อนมาอเมริกา ที่ธนาคารก็ให้แต่แบงก์ใหญ่ ๆ เวลาจะกลับไปแลกคืน ถ้าคืนแบงก์ $100 หรือ $500 จะได้เรทดีกว่าแบงก์เล็ก ๆ อย่าง $20

นักวิชาการบางคนถึงกับบอกว่า ถ้าแบงก์พวกนี้ไม่ได้ใช้กันในอเมริกา ก็เลิกผลิตไปเสียเถิด ผลิตไปทำไม ผลิตแล้ว พวกที่เอาไปใช้ก็คือพวกค้ายาเสพติด พวกทำธุรกิจขายบริการทางเพศ เป็นต้น

วันต่อมาอ่านข่าวอีกข่าว บอกว่า คนอเมริกันรุ่นใหม่เดี๋ยวนี้หันมาใช้บัตรเดบิตการ์ดจ่ายเงินมากกว่าที่จะใช้เงินสด บางทีซื้อของแค่สี่ห้าเหรียญ ก็จ่ายด้วยบัตรแทนที่จะเป็นเงินสด

ในข่าวไม่ได้อธิบายว่าเป็นเพราะเหตุผลใด แต่ฉันก็ออกจะเห็นดีงามด้วย ถือเงินสดอันตราย ใครจะมาเอาไปก็ได้ หล่นหายก็หายเลย พิมพ์ธนบัตรก็ต้องโค่นต้นไม้ แถมการใช้บัตรก็ช่วยทำให้เรารู้ว่าเราจ่ายเงินไปมากน้อยแค่ไหน แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น ก็ต้องใช้สติควบคุมการใช้จ่าย ถ้าใช้เครดิตการ์ดแล้วเป็นหนี้ธนาคารนี่ ฉันไม่เห็นด้วยเป็นอย่างมาก

ร้านค้าในอเมริกาแทบทุกร้านรับบัตรเครดิตและเดบิต มีไม่กี่ร้านที่ตั้งข้อแม้ว่าถ้าจะจ่ายบัตรแล้วต้องบวกราคาเพิ่ม อย่างไรก็ตาม มีร้านพิซซ่าร้านดังใกล้ ๆ บ้าน ที่ยืนยันว่ารับแต่เงินสดอย่างเดียว แอบสงสัยเหมือนกันว่า เขาไม่กลัวคนเข้าไปปล้นขโมยเงินในร้านหรืออย่างไร

 

Speed is the Enemy of Accuracy

FergusonMO[๗ กันยายน ๒๕๕๗] เหตุการณ์ที่เมืองเฟอร์กูสัน รัฐมิสซูรี่ เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๕๗ นับถึงวันนี้ก็ผ่านไปเกือบเดือนแล้ว แต่สื่อก็ยังประโคมข่าวเรื่องนี้อยู่ ตอนที่ฉันได้ยินข่าวเรื่องนี้ครั้งแรก (จำได้ว่าตอนนั้นกำลังเที่ยวนิวยอร์กอยู่กับแป้ง) ก็คิดว่าคงเป็นข่าวเรื่องเด็กผิวดำโดนตำรวจผิวขาวยิงอีกหนึ่งข่าว ที่ไม่ช้าไม่นานก็จะหายไปสายลม ไม่เคยคิดว่าเรื่องนี้จะกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว โจษจันกันทั้งประเทศได้นานขนาดนี้

ครั้งนี้คงไม่พูดถึงรายละเอียดของเหตุการณ์ครั้งนี้มาก เพราะสื่อมวลชนได้รายงานข่าวไปมากมายแล้ว อ.วรากรณ์ สามโกเศศ ก็เขียนวิเคราะห์เกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้อย่างครบถ้วนและน่าสนใจในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ (บทความเรื่อง “จลาจลอเมริกาให้บทเรียน” — ๒ กันยายน ๒๕๕๗)

ถามเพื่อนร่วมงานซึ่งเป็นคนผิวดำว่า รู้สึกอย่างไรกับเรื่องนี้ เขาบอกว่ารู้สึกว่าพวกที่ออกมาประท้วงนี่ ไม่ฉลาดเลย น่าจะรอฟังข้อมูลให้ครบถ้วนเสียก่อน หรือรอให้ศาลตัดสินเสียก่อนถึงค่อยออกมาโวยวายน่าจะดีกว่า ทำไปตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าจริง ๆ เหตุการณ์เป็นอย่างไร

ฉันไม่ได้ออกความเห็นอะไรไป ได้แต่นั่งฟังเขาพูดเฉย ๆ แต่ในใจก็อดคิดไม่ได้ว่า นั่นสินะ ทำไมป่านนี้ยังไม่มีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการจากทางการว่าเหตุการณ์จริง ๆ คืออะไร ทำไมตำรวจถึงได้ยิงเด็ก จริงหรือไม่ว่าเด็กไม่มีอาวุธ และยกมือยอมทุกอย่างแล้ว

ฉันคิดว่านี่คือเหตุผลหลักว่าทำไมเหตุการณ์จึงได้ลุกลามใหญ่โตขนาดนี้ ประเด็นคือข้อมูลอย่างเป็นทางการจากภาครัฐออกมาช้าเกินไป ตำรวจใช้เวลาถึงหกวันกว่าจะเปิดเผยชื่อของนายตำรวจคนที่ยิงเด็ก ใช้เวลาเก้าวันถึงได้แถลงผลการชันสูตรพลิกศพของเด็ก (ว่าโดนยิงกี่นัด ที่ไหนของร่างกายบ้าง เป็นต้น)

ปกติไม่ควรใช้เวลานานขนาดนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดวิกฤติในลักษณะนี้

จากกรณีเฟอร์กูสันครั้งนี้ นอกจากจะมีการวิพากวิจารณ์เรื่องประเด็นการปฏิบัติต่อคนผิวสีและเรื่องสิทธิมนุษยชนแล้ว อีกเรื่องหนึ่งที่ได้รับการกล่าวถึงมากคือความน่าเชื่อถือของการรายงานข่าวของสื่อ ในรายการเดอะไดแอน เรมโชว์ รายการวิทยุรายการโปรดของฉันทาง NPR มีการพูดถึงเรื่องนี้อย่างเจาะลึก

นักวิชาการบอกว่า สื่อเดี๋ยวนี้รายงานข่าวแบบเอาเร็วเข้าว่า เพราะต้องพยายามเป็นผู้นำรายงานข่าวชิ้นนีก่อนคนอื่น ทำให ไม่มีเวลาตรวจสอบข้อเท็จอย่างถี่ถ้วน ได้ยินคนนี้บอกว่าเห็นเหตุการณ์อย่างนี้ อย่างนี้ ก็นำมารายงานต่อเลย แถมยังมีการนำข่าวจาก Facebook จาก Twitter ไปรายงานง่าย ๆ อีก โดยไม่มีการซักถามอย่างละเอียดว่าเป็นจริงอย่างที่เขาว่ารึเปล่า บวกกับความเป็นจริงที่วา เจ้าอินเทอร์เน็ตนี้ ทำให้ใคร ๆ ก็เป็นนักข่าวได้ (หรือที่เรียกว่า Citizen journalist) ได้ยินอะไร เห็นอะไรมา ก็พิมพ์เผยแพร่ลงอินเทอร์เน็ต คนก็ส่งต่อ ๆ กันไป (แหม กดปุ่ม ‘Retweet’ ปุ่ม ‘Share’ กด Copy and Paste ง่ายออก ส่งต่อได้เลยทาง Line ไม่ต้องคิดอะไรเลย) ข่าวก็แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว

นี่เป็นที่มาของชื่อเรื่องในวันนี้ คือ Speed is the Enemy of Accuracy. — การทำอะไรอย่างรวดเร็วเป็นศัตรูตัวฉกาจของความถูกต้องแม่นยำ

ฉันว่าเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เป็นกรณีศึกษาจากเฟอร์กูสันเท่านั้น เมืองไทยเอง ในช่วงวิกฤติที่ผ่านมา ก็ตกอยู่ในกระแสข่าวลือปนข่าวจริงทางโซเชียลมีเดีย ทำให้ปั่นป่วนกันไปหลายที (โดยเฉพาะข่าวลือเรื่องทหารจะปฏิวัติ) ยุคนี้เรามีข่าวสารให้อ่านมากมายเต็มไปหมดจากทุกช่องทาง ดูเหมือนว่าจะสะดวกดี (จากที่แต่ก่อนต้องรับข่าวสารจากหนังสือพิมพ์หรือโทรทัศน์) แต่จริง ๆ แล้วยิ่งมีข้อมูลเยอะ คนอ่านยิ่งต้องใช้วิจารณญาณมากเป็นพิเศษ ขนาดว่าสื่อที่เราเคยคิดว่าจะพึ่งพาเชื่อข่าวที่นำเสนอมาได้ ปัจจุบันก็อาจจะไม่เป็นอย่างนั้นเสียแล้ว

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 28 other followers

%d bloggers like this: