คิดถึงเจ๊ตตาชโช

[๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๗] ท่ามกลางข่าวปฏิวัติของเมืองไทยที่กำลังโด่งดังไปทั่วโลก เมื่อวานนี้ฉันก็ได้เอาเจ๊ตตาชโชไปเทิร์นเป็นรถคันใหม่เรียบร้อยแล้ว เจ๊ตตาชโชอยู่กับบ้านเรามาเกือบ 5 ปีเต็ม ๆ ถือว่านานกว่าที่คาดไว้มาก ล่าสุดพบว่ามีอุปกรณ์ชำรุดหลายจุด ต้องใช้เงินซ่อมเกือบ 2,000 เหรียญ คิดสะระตะแล้ว ซื้อรถใหม่น่าจะคุ้มกว่า

ฉันไม่ได้ซื้อรถใหม่มานานมาก ว่าไปแล้วสมัยอยู่เมืองไทย พ่อเป็นคนจัดการเรื่องนี้ทุกครั้ง ฉันไม่เคยมีโอกาสได้ไปนั่งฟังคนขายบรรยายสรรพคุณรถยนต์ให้ฟังเลย การไปซื้อรถใหม่กับคุณสามีคราวนี้เลยถือว่าเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ที่สนุกสนานทีเดียว

รถเดี๋ยวนี้เป็นคอมพิวเตอร์วิ่งได้(แต่ก่อนเข้าใจว่าเป็นเฉพาะรุ่นหรือยี่ห้อที่แพง ๆ) บอกข้อมูลครบถ้วนว่า ตอนนี้มีน้ำมันอยู่ในถังเท่าไร จะวิ่งไปได้อีกไกลแค่ไหน เฉลี่ยแล้วเราวิ่งได้กี่กิโลเมตรต่อน้ำมันหนึ่งลิตร ข้อมูลพวกนี้จะเป็นข้อมูลพื้นฐานที่ระบุอยู่ที่หน้าปัทม์รถยนต์ ไม่นับที่ว่า เดี๋ยวนี้ใช้กดปุ่มสตาร์ทเครื่อง ไม่ต้องใช้กุญแจไขอีกแล้ว นอกจากนี้ยังมีเรื่องการเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือ หรือระบบ GPS ที่เอาไว้บอกทาง หรือแม้กระทั่งการสั่งงานในรถด้วยเสียง (เช่น เปิดวิทยุ เล่นซีดี เป็นต้น) ฟังแล้วน่าเวียนหัวอยู่เหมือนกัน

Mazda 3

Molto felice!

คนขายอธิบายให้ฟังว่า คุณลักษณะใหม่ล่าสุดที่ออกมาคือ Automatic 911 Call Setup ถ้าคนขับเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือไว้กับระบบของรถยนต์ ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ และถุงลมนิรภัยทำงาน โทรศัพท์ของเราจะจัดการโทรติดต่อไปที่หมายเลขฉุกเฉินคือ 911 (ซึ่งก็คือ 191 ในบ้านเรา) ให้เองโดยอัตโนมัติ เพราะเขาถือว่าโดยทั่วไป คนขับมักจะโดนถุงลมนิรภัยตีใส่หน้า ทำให้หมดสติไปพักหนึ่ง ไม่สามารถโทรเรียกตำรวจได้เอง

ฟังแล้วก็คิดในใจว่าตำรวจคงต้องทำงานหนักเพิ่มขึ้นโขเลย

จริง ๆ ฉันกับคุณสามีก็คุ้นเคยกับคอมพิวเตอร์ดี แต่พอมาเรื่องรถแล้ว กลับไม่ค่อยอยากให้มีคอมพิวเตอร์เข้ามายุ่งเท่าไร คอมพิวเตอร์เวลาแฮงก์ยังรีบู้ทได้ แต่ถ้ารถยนต์แฮงก์นี่คงยุ่งน่าดู พี่เอ็นโซเล่าให้ฟังว่า ช่วงที่เศรษฐกิจอิตาลีบูมมาก ๆ (ประมาณ ปี 1960′s) รถที่ผลิตในอิตาลีช่วงนั้นคุณภาพดีมาก โดยเฉพาะรถเฟียต 500 (ที่คุณสามีบอกว่า แข็งแกร่งราวกับหิน  - roccia ) ทนทาน ไม่เสียง่าย เหตุผลก็คือเป็นรถที่ผลิตมาดิบ ๆ เน้นเพื่อใช้ขับขี่เพียงอย่างเดียว ไม่มีเครื่องประทินโฉมอื่น ๆ เช่น พวกปุ่มปรับเบาะด้วยไฟฟ้า ปุ่มเปิด-ปิดกระจกไฟฟ้า ฯลฯ ทุกอย่างต้องทำเองหมด

รถเฟียต 500 นี่มีอายุใช้งานยืนยาวมาก จนบัดนี้ไปอิตาลี ก็ยังเห็นขับอยู่ตามท้องถนน

ไปซื้อรถที่นี่สะดวกสบายราวกับไปห้าง พอได้ลองขับแล้วติดใจ นั่งคุยกับคนขาย ตกลงรายละเอียดของรถได้ปุ๊ป คุยเรื่องราคาเสร็จสรรพ ทำเอกสารอีกเล็กน้อย ก็ขับรถใหม่กลับบ้านได้เลย (สมัยอยู่เมืองไทยต้องสั่งไว้ และนัด (ดูฤกษ์) ไปรับกันอีกที) ข้อสังเกตุอย่างหนึ่งคือว่าคนขายจะพยายามโน้มน้าวเราให้ซื้อ โดยจะมีประโยคเด็ดตอนจบ (ในกรณีที่เราทำท่าจะยังไม่ซื้อรถ) ว่า “มีข้อเสนออะไรจะทำให้คุณเปลี่ยนใจและซื้อรถในวันนี้ได้หรือไม่” ฉันได้ยินคนขายพูดประโยคนี้มาอย่างน้อย 3 เจ้าแล้ว

สรุปว่าคุณสามีได้รถคันใหม่มาแล้ว เอาเจ๊ตตาชโชไปแลก ได้ลดไป $500 รถคันใหม่สีดำเมี่ยม ขับด้วยเกียร์กระปุกอีกต่างหาก เจ้าของยิ้มแก้มปริ สุขเกินพรรณา

Sabbath

[๑๗ เมษายน ๒๕๕๗] ช่วงนี้มีโอกาสได้ทำหน้าที่เป็นสารถีขับรถรับส่งมินนี่ไปโน้นมานี่หลายครั้ง ตั้งแต่แดนไม่สบาย จริง ๆ ก็ไม่ได้พามินนี่ไปไหนไกล ส่วนใหญ่ก็ไปซุปเปอร์มาร์เก็ตใกล้ ๆ 2-3 อาทิตย์ที่ผ่านมา แดนย้ายเข้าไปอยู่ในสถานพยาบาล ก็เลยทำให้ต้องขับรถไปส่งมินนี่ที่ Menorah Park  ที่แดนไปรักษาตัวอยู่บ้างเหมือนกัน

มโนร่าพาร์คนี่ เป็นที่รู้จักกันว่าเป็นสถานพยาบาลสำหรับคนนับถือศาสนายิว แต่ถามมินนี่แล้ว มินนี่บอกว่า ถ้ามีเงินจ่าย ไม่เป็นยิวมาก็อยู่ได้ เรื่องเงินทองสำหรับรักษาพยาบาลคนสูงอายุในประเทศนี้เป็นเรื่องใหญ่จริง ๆ ทุกอย่างราคาสูงไปหมด ค่าหมอ ค่าพยาบาล ค่าคนดูแลรักษา ได้รู้เรื่องพวกนี้แล้วทำให้เชื่อว่า อเมริกานี้ ไม่เหมาะกับคนสูงอายุ (ที่ไม่มีเงินล้นฟ้า) เลยจริง ๆ

Sabbath Entrance

Sabbath Entrance

ไปมโนร่าเมื่อวาน สังเกตเห็นป้ายข้างตึกเขียนว่า “Sabbath Entrance” ตามประสาคนขี้สงสัย เลยถามมินนี่ว่า มันคืออะไร เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าคนยิวถือว่า ตั้งแต่พระอาทิตย์ตกดินในวันศุกร์ไปจนถึงกลางคืนของวันเสาร์ถือว่าเป็นวัน Sabbath เป็นวันหยุดพักผ่อน ไม่อนุญาตให้ทำงานใด ๆ ทั้งสิ้น คุณสามีให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า กฏข้อหนึ่งก็คือ ห้ามจุดไฟ (ในสมัยโบราณ) ซึ่งก็รวมมาถึง ห้ามใช้ไฟฟ้า (ในสมัยนี้) คนยิวที่เคร่งจริง ๆ เขาจะไม่ใช้แม้กระทั่งลิฟต์ขึ้นตึกในวัน Sabbath (ใช้เดินขึ้นบันไดเอาแทน)

มินนี่อธิบายว่า ป้าย Sabbath Entrance นี่ ชี้ไปที่ประตูเข้าตึกอีกบานหนึ่ง ปกติประตูใหญ่สำหรับเข้าตึกนี้เป็นประตูเลื่อนอัตโนมัติ (ซึ่งใช้ไฟฟ้า) เพราะฉะนั้นในวัน Sabbath คนยิวไม่ควรจะใช้ประตูเลื่อนอัตโนมัติ ควรเดินอ้อมไปเข้าตึกโดยใช้ประตูแบบปกติ คือใช้มือผลักเข้าไป

ถามมินนี่ว่า แล้วปกติมินนี่ใช้ประตู Sabbath Entrance บ้างรึเปล่า มินนี่ยักไหล่ (ทำนองว่า จะได้ไปแคร์ทำไม — ซึ่งก็แปลว่า มินนี่ไม่เคยใช้ประตูนั้นเลย)

Thai Sour Curry (Also known as แกงส้ม)

[๑๓ เมษายน ๒๕๕๗] ปีนี้ฉันและพี่เอ็นโซฉลองเทศกาลได้อย่างอลังการงานสร้าง

นอกจากการสรงน้ำพระพุทธรูป ๒ องค์ที่เรามีประจำบ้านแล้ว ปีนี้พี่เอ็นโซยังลงมือทำแกงส้ม พร้อมทอดไข่เจียวให้กินด้วย ทั้งหลายทั้งปวงต้องขอบคุณหวาน (น้องที่มาเรียนโรคลมชัก ช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา) ที่เป็นแรงบันดาลใจให้เราอยากทำแกงส้ม และต้องขอบคุณพี่อ้น สามีดอนน่าด้วย ที่หยิบเครื่องแกงส้มกระป๋องใส่มือมาให้จากนิวยอร์ก พร้อมให้ความมั่นใจว่า แกงส้มทำไม่ยากเลย

แกงส้มถ้วยแรกที่พี่เอ็นโซทำ เป็นแกงส้มสับปะรดใส่ปลา Sea bass อร่อยจริง ๆ

เนื่องจากเราใช้เครื่องแกงไปเพียงครึ่งกระป๋อง อีก 4 วันต่อมา คุณสามีก็คว้าผ้ากันเปื้อนลงมือ เอาเครื่องแกงที่เหลือมาทำแกงส้มอีกครั้ง คราวนี้ใส่ผักรวม (ถั่วและผักกาดขาว) กับกุ้ง อร่อยเหาะอีกเหมือนเคย

 

 

กินแกงส้ม ซดน้ำจนหมดถ้วยแล้ว พี่เอ็นโซก็บ่นคิดถึงแกงส้มของป้าพร้อม บอกว่าเจ้านั้นรสชาติจัดจ้านถึงใจ ขนาดที่ว่าต้องกินด้วยช้อนกระเบื้องเท่านั้น เพราะถ้ากินด้วยช้อนแสตนเลสทั่วไป ความเผ็ดผสมเปรี้ยวจนเป็นกรดอาจจะไปละลายช้อนกินข้าวได้ (ขนาดนั้น!)

ฝรั่งชอบกินแกงส้ม นี่ก็ประหลาดดี

ป.ล. คุณคนนี้เขียนบล๊อกเรื่องแกงส้มเป็นภาษาอังกฤษได้ดีมาก น่าอ่าน
http://shesimmers.com/2011/06/thai-sour-curry-kaeng-som-%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B9%89%E0%B8%A1.html

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.