Sukkot

all-of-a-kind-family[๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๗]  หนังสือเล่มหนึ่งที่ฉันโปรดปรานมากสมัยเด็ก ๆ คือ หนังสือเรื่อง “ครอบครัวขั้นบันได” แปลโดย “เนื่องน้อย ศรัทธา” จำได้ว่าอ่านซ้ำแล้วซ้ำอีกไม่เคยเบื่อ หนังสือเล่าเรื่องครอบครัวครอบครัวหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ในนิวยอร์ก มีพ่อ แม่ และลูกสาว ๕ คน อายุไล่เลี่ยกัน ตั้งแต่พี่สาวคนโตอายุ ๑๒ ขวบไล่ไปจนถึงน้องคนละเล็ก ๒ ขวบ เนื้อหาของหนังสือสอดแทรกขนบธรรมเนียมประเพณีแปลก ๆ (สำหรับเด็กไทยอย่างฉัน) เช่น พอถึงเทศกาลนี้ ต้องเก็บหม้อไหชามที่ใช้ปกติให้หมด และเอาภาชนะอีกชุดหนึ่งออกมาใช้แทน ห้ามกินขนมปังที่ใส่เชื้อ เป็นต้น (ตอนนั้นอ่าน ก็ยังไม่รู้เรื่องว่า “ใส่เชื้อ” คืออะไร จนโตขึ้นถึงได้บางอ้อว่า หมายถึงใส่ยีสต์ นั่นเอง)

เป็นเรื่องตลกและน่าอายเล็กน้อยคือว่า เพิ่งได้มาค้นพบตอนที่ย้ายมาอยู่คลีฟแลนด์นี่เองว่า  เรื่องทั้งหลายที่ได้อ่านตอนเด็ก ๆ นั้น เป็นเรื่องของคนยิว อันที่จริงในหนังสือก็บอกไว้เหมือนกัน แต่ฉันไม่ได้สนใจ หรือถึงสนใจ ก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ายิวคือใคร ซึ่งนับเป็นเรื่องแปลก ใครจะไปคิดว่า โตขึ้นมาต้องมาเช่าบ้านคนยิวอยู่

เหตุผลที่เพิ่งมาถึงบางอ้อว่าเป็นเรื่องของคนยิว เพราะเทศกาลหลาย ๆ เทศกาลในหนังสือ ช่างละม้ายคล้ายคลึงกับสิ่งที่มินนี่พูดถึงเหลือเกิน ทั้งพาสโอเวอร์เอย ยอมคิปปัวเอย ซึ่งหลังจากค้นคว้าหาต้นตออยู่พักหนึ่ง ฉันก็พบว่า หนังสือเรื่อง ครอบครัวขั้นบันได นี่ แปลมาจากหนังสือฝรั่งเรื่อง “All of a Kind Family” ซึ่งเขียนโดยนักเขียนสตรีชาวยิว ชื่อ ซิดนี่ย เทย์เลอร์ เป็นหนังสือได้รับรางวัลหนังสือเด็กดีเด่นด้วย

เขียนมาเสียยาว จะเล่าว่าขณะที่เขียนอยู่นี่ เป็นช่วงเทศกาลที่เขาเรียกกันว่า “Sukkot” หรือ “Succos” โดยคนยิวจะมีประเพณีสร้างเพิงไม้หลังเล็ก ไว้ที่สนามหลังบ้าน ตกเย็นก็จะย้ายเข้าไปรับประทานอาหารในนั้น เพิงนี่เป็นเพิงไม้ ทำง่าย ๆ มีฝากั้นสี่ด้าน ไม่มีหน้าต่าง ไม่มีหลังคา แต่ใช้ใบไม้มุงไว้อย่างหลวม ๆ ตั้งใจให้เห็นเดือนเห็นตะวัน ข้างในประดับด้วยกระดาษสีตัดเป็นรูปผลไม้บ้าง เป็นสายโซ่ห้อยบ้าง ที่มาของการสร้างเพิงไม้ Sukkot นี่ เพื่อเป็นการรำลึกถึงบรรพบุรุษชาวยิวที่ต้องเร่ร่อนอยู่ในทะเลทรายหลายสิบปี หลังจากที่อพยพออกมาจากอียิปต์ และอาศัยอยู่ในเพิ่งไม้ระหว่างที่เดินทางนั่นเอง

จำได้ว่าในหนังสือ ครอบครัวขั้นบันได เด็ก ๆ ตื่นเต้นกันมากเมื่อถึงหน้าเทศกาลนี้ เพราะเหมือนได้มีบ้านตุ๊กตาน้อย ๆ อยู่หลังบ้าน

ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา คนยิวมีเทศกาลต่อเนื่องกันมากมาย ตั้ง Rosh Hashana (รอชชาชานา – วันขึ้นปีใหม่) Yom Kimpur  (ยอมคิปปัวร์ – วันสารภาพบาป ถือศีลอด) และมาถึง Sukkot (ซุก-คอท) นี่เอง

(หมายเหตุ: ข่าวจากหนังสือพิมพ์ประจำเมืองลงบทความเกี่ยวกับ Sukkot (Sue-COAT) เพิ่งรู้ว่า ที่ร้านขายเครื่องมือซ่อมบ้านอย่าง Home Depot มีอุปกรณ์สร้าง Sukkot สำเร็จรูปด้วย http://www.cleveland.com/shaker-heights/index.ssf/2014/10/sukkot.html)

Pizza

*** Warning: if you are Italian, you might want to skip this post!!! ***

พิซซ่าทำกินเองที่บ้าน

พิซซ่าทำกินเองที่บ้าน

[๒๕ กันยายน ๒๕๕๗] เด็กอเมริกันนี่ เวลาพ่อแม่เค้าบอกว่า คืนนี้เราจะกินพิซซ่าเป็นอาหารเย็นกัน (It’s a Pizza night!) เด็ก ๆ ส่วนใหญ่จะตื่นเต้นกรี๊ดกร๊าดกันมาก ทั้ง ๆ ที่ก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษ พ่อแม่ก็ยกหู โทรสั่งพิซซ่าที่ร้านให้เอามาส่งให้

สมัยเป็นเด็ก ๆ ฉันก็ชอบกินพิซซ่า หรือจะพูดให้ถูกต้องคือ ชอบกินเฉพาะแป้งพิซซ่า เขี่ยหน้าที่เป็นเนื้อ เป็นผัก ทิ้งหมด โตขึ้นมาได้กินพิซซ่าของดั้งเดิมที่อิตาลี แล้วทำให้ถึงบางอ้อว่าพิซซ่าที่เรากินมาตั้งแต่เด็ก ๆ แบบหนานุ่มนี่ เป็นสไตล์อเมริกัน พิซซ่าอิตาลีส่วนใหญ่จะแป้งบางกรอบ ท้อปปิ้ง หรือ หน้าพิซซ่าก็ไม่ได้ใส่อะไรมากมายเหมือนของคนอเมริกัน อย่างไรก็ดี กินพิซซ่าอิตาเลียนแล้วจุใจ ลืมพิซซ่าหน้าซุปเปอร์สุพรีมที่เคยกินที่พิซซ่าฮัทเมืองไทยไปเลย

พิซซ่าหน้าโปรดประจำบ้านเรา เป็นพิซซ่าหน้าปลาเค็มฝรั่ง หรือแอนโชวี่  (Acciughe) คนอิตาเลียนรู้จักกันในนาม Pizza alla Napoletana ทำง่ายมาก แค่ใส่ซอสมะเขือเทศและปลาเค็มก็เป็นอันเสร็จพิธี

พิซซ่าอีกชนิดที่ฉันติดอกติดใจมาก คือพิซซ่าหน้ามันฝรั่ง (Pizza con le Patate) ยังไม่เคยเห็นขายทั้งในอเมริกาหรือเมืองไทย แต่พบเห็นได้ทั่วไปในอิตาลี วิธีทำก็ง่ายอีกเช่นเดียวกัน แค่ฝานมันฝรั่งบาง ๆ แปะลงหน้าพิซซ่า ราดน้ำมันมะกอกพอเหมาะ และโรยโรสแมรี่ลงไปหน่อยให้หอม ๆ แล้วก็เอาเข้าเตาอบ เป็นอันเสร็จพิธี

อย่างไรก็ตามพิซซ่าอีกชนิดที่ฉันชอบอีกคือ พิซซาหน้าฮาวายเอี้ยน (ใส่แฮม มอซาเรลลาชีสและสับปะรด) เข้าใจว่าเป็นพิซซ่าตำหรับชาวอเมริกัน เพราะไม่เคยเห็นในอิตาลีเลย แถมพอบอกพี่เอ็นโซว่าอยากกิน คุณสามีก็ทำท่าขนพองสยองเกล้า ราวกับมีแมลงสาปมาดิ้นกระแด่ว ๆ เป็นสิบ ๆ ตัว พี่เอ็นโซบอกว่า ถ้าฉันอยากจะกิน ก็กินได้ แต่อย่าให้เห็น เพราะพี่รับไม่ได้ (เดาว่าคงเป็นอารมณ์เอาปลาร้าไปใส่แกงส้ม ทำนองนั้น)

Hawaiian Pizza

Hawaiian Pizza

อย่างไรก็ดี ล่าสุดฉันก็เกิดอาการฮึกเหิม อยากทำแป้งพิซซ่ากินเอง เหตุผลก็คือกินแป้งพิซซ่าแบบแช่แข็งมานานแล้ว ไม่รู้ว่าผสมอะไรอยู่บ้าง มีสารกันบูดมากน้อยแค่ไหน ไม่มีใครรู้ เปิดดูตำราแล้วก็ไม่ยากเท่าไหร่ น่าจะทำได้เอง จำได้ว่าสมัยเด็ก ๆ แม่ก็ทำให้กินบ่อย ๆ ฉันลองทำสองครั้งก็ออกมาได้ผลเป็นที่น่าพอใจ และได้เรียนรู้ด้วยว่า ถ้าเราเอาแป้งพิซซ่าไปแช่ในตู้เย็นค้างคืน (หรือค้างวัน) แป้ง(ที่มียีสต์ผสมอยุ่) ก็จะฟูขึ้นมาอย่างจุใจ พอเอาไปอบแล้วกรอบนอกนุ่มใน อร่อยมาก

ข้อสังเกตที่ได้จากการศึกษาวิธีการทำแป้งพิซซ่าของคนอเมริกาเปรียบเทียบกับคนอิตาเลียนคือ คนอเมริกันเป็นประเภทใช้เครื่องมือทุ่นแรงมาก ผสมแป้งกับยีสต์ก็ต้องใช้เครื่องปั่น ในขณะที่คนอิตาลีใช้มือ ใช้ส้อม กวน ๆ คน ๆ แป๊ปเดียวก็ใช้ได้แล้ว เห็นอย่างนี้แล้ว เลยทำให้นึกได้ว่า บ้านที่โรมแทบไม่มีเครื่องมือทุ่นแรงพรรค์นี้อยู่เลย เวลาซินยอร่าทำพาสต้าสด ก็ใช้มือผสมและนวดแป้ง (แถมยังไม่ได้ต้องใช้ถ้วยตวงวัดปริมาณแป้งอีกต่างหาก)

สุดท้ายฉันเลยได้ทำพิซซ่าฮาวายเอี้ยนกินเองที่บ้าน ตอนนี้ชักติดใจ เดี๋ยวเวลาพี่เอ็นโซไปสอนหนังสือ จะทำกินอีก

เพิ่งสังเกตว่าช่วงนี้ตัวเองเขียนเรื่องของกินบ่อยหน่อย เข้าใจว่าคงเป็นเพราะมีเวลาว่างมากขึ้น ทำโน่นทำนี้ได้อย่างสบายใจ

 

Nutella

[๒๐ กันยายน ๒๕๕๗] วิทยุออกข่าวว่า ต่อไปนี้มีแนวโน้มว่าจะเกิดภาวะขาดแคลน นูเทลลา (Nutella) เพราะฮาเซลนัท ซึ่งเป็นส่วนผสมสำคัญของครีมทาขนมปังรสช๊อกโกแลตนี้ขาดตลาด ปกติฮาเซลนัท (Hazelnut) ปลูกมากในตุรกี แต่ปีนี้อากาศไม่เป็นใจ หนาวนานเกินไป น้ำค้างแข็ง ทำให้ต้นฮาเซลนัทออกลูกออกผลเพียงครึ่งเดียวจากปริมาณที่เคยผลิตได้ในแต่ละปี

คนอเมริกันชอบกินนูเทลล่า เพราะทั้งหวาน ทั้งมัน ในนิวยอร์กมีร้านขายขนม Nutella Bar ขายแต่ขนมปังนานาชนิดทานูเทลล่า ปรากฏว่าได้รับความนิยมมาก  ในเมื่อเป็นของที่คนโปรดปรานกันขนาดนั้น ตอนนี้เลยกลายเป็นว่าใคร ๆ ก็หันมาปลูกฮาเซลนัทกันใหญ่ แม้แต่ในอเมริกาเอง มหาวิทยาลัยเก่าของฉันคือ Rutgers ก็พยายามจะทำการทดลองปลูกฮาเซลนัทเช่นกัน ข่าวว่าแรก ๆ ก็ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร เพราะเป็นโรค ทำให้ตายไปหลายต้น จนสุดท้าย ก็หาสายพันธุ์ที่ทนทานกับอากาศและโรคแถว ๆ นิวเจอร์ซีย์ได้

อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปแล้ว ฮาเซลนัทที่ได้รับการยอมรับว่าคุณภาพดี มักจะเป็นฮาเซลนัทจากยุโรปและตุรกี พี่เอ็นโซเล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนบ้านที่โรมมีต้นฮาเซลนัทขึ้นริมรั้วไปหมด ซินยอร่าเก็บใส่ถุงมากินกันในครอบครัวอย่างเอร็ดอร่อย

ที่มาของนูเทลลา ก็คล้าย ๆ กับขนม Pavesini ที่เขียนไว้ครั้งที่แล้ว คือเกิดขึ้นสมัยสงคราม ยุคข้าวยากหมากแพง สมัยนั้น ผงโกโก้หายาก คุณแฟร์ราโร เจ้าของต้นตำหรบนูเทลล่า หัวใสเอาถั่วฮาเซลนัทมาบดผสมเพิ่มเข้าไปแทนผงโกโก้ ปรากฏว่าออกมาอร่อยเด็ด เป็นที่ติดใจทั่วไป

มีคนบอกด้วยว่ารสชาติของนูเทลล่าที่ขายในเมืองอเมริกาไม่อร่อยเท่ากับของอิตาลีดั่งเดิม ของอิตาลีหวานน้อยกว่า เค็มน้อยกว่า และใส่ฮาเซลนัทมากกว่า แต่เท่าที่ฉันเคยกินมาทั้งสองแบบ ก็ไม่รู้สึกว่าแตกต่างกันแม้แต่น้อย

Fette Biscotte

ปิดท้ายด้วยเกร็ดสั้น ๆ เรื่องอาหารเช้าในอิตาลี อาหารเช้าในอิตาลีส่วนใหญ่จะเป็นขนมปัง กับแยมนานาชนิด บางคนก็กินซีเรียลบ้าง พร้อมชาหรือกาแฟ แต่แน่นอนว่าไม่มีเนื้อสัตว์ใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นไส้กรอก แฮม หรืออะไรก็ตาม อย่างไรก็ตาม ขนมปังที่กินกัน ก็ไม่ใช่ขนมปังนิ่มแบบขนมปังฟาร์มเฮาส์บ้านเรา แต่เป็นขนมปังแบบอบกรอบ แผ่นขนาดฝ่ามือเด็กสองขวบ ทำสำเร็จรูป ขายเป็นถุงตามซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป ภาษาอิตาเลียนเรียกว่า “Fette biscotte” ยี่ห้อที่เห็นประจำคือของ Milino Bianco

สุดท้ายไม่รู้ว่าต้องไปซื้อนูเทลล่ามาตุนไว้รึเปล่า เพราะยังเห็นวางขายตามปกติ เผลอ ๆ อาจจะเป็นกระแสข่าวเพื่อโปรโมทสินค้าก็ได้

 

ปาเวซีนี่… อร่อย

[๒๓ กันยายน ๒๕๕๗] ไปอิตาลีคราวนี้เจอขนมถูกใจอีกอย่าง เป็นขนมปังกรอบๆ แต่หอมถูกจริตฉันเป็นอย่างมาก รสชาติคล้าย ๆ ขนมไข่อบกรอบที่เคยกินในวัยเด็ก ตอนที่แปะยังถีบรถขายโอเลี้ยงในอาคารสงเคราะห์

Pavesiniคุณสามีเข้าไปค้นในอินเทอร์เน็ตแล้วมาเล่าว่า ปาเวซีนี่ มีวิวัฒนาการมาจากขนมปังกรอบ Lady Finger นี่เอง แต่ช่วงหนึ่งเกิดสงคราม คนทำก็เลยต้องปรับเปลี่ยนให้เข้ากับชวงเวลานั้น ซึ่งแน่นอนว่าข้าวยากหมากแพง ต้องลดแป้ง ลดน้ำตาล ปรากฏว่าออกมาเป็นปาเวซินี่ ขนมปังกรอบบาง ๆ หวานไม่มาก เป็นที่ติดใจคนทั่วไปเป็นอย่างยิ่ง

เสียดายว่าคราวนี้ซื้อมาแค่ห่อเดียว ไปคราวหน้าคงต้องขนกลับมาอีกหลาย ๆ ห่อ จะซื้้อทางอินเทอร์เน็ตก็ได้เหมือนกัน แต่ราคาแพงกว่าซื้อที่อิตาลีมากโขอยู่

Pavesini… Buoni e leggeri con solo 9 calorie per biscotto

 

ว่าด้วยเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ

Hundred Dollar Bills Folded in a Money Clip[๙ กันยายน ๒๕๕๗] หลายอาทิตย์ที่แล้ว ฟังรายงานข่าวทาง npr ว่าแบงก์ร้อย แบงก์ห้าร้อยในอเมริกานี่ จริง ๆ ไม่ค่อยได้ใช้กันในอเมริกาหรอก  หาไม่ค่อยเจอด้วย คนที่เอาแบงก์ใหญ่ ๆ มาใช้ในอเมริกา ส่วนใหญ่ก็จะเป็นนักท่องเที่ยวที่แลกเงินมาจากประเทศตัวเอง  รายงานบอกว่าส่วนใหญ่จะไปอยู่เมืองนอกกันหมด พวกประเทศนี่นิยมใช้เงินดอลลาร์มากกว่าเงินของประเทศตัวเอง อย่างเช่น พม่า กัมพูชา  หรือไม่ก็ไปอยู่กับพวกค้าขายของผิดกฏหมาย เช่น ยาเสพติด ในเม็กซิโก เป็นต้น เพราะคนเหล่านี้ต้องใช้เงินสดจำนวนมากในการทำธุรกรรม จะได้เครดิตการ์ด หรือเช็คก็ไม่ได้ เดี๋ยวมีหลักฐานมารัดตัว

จำได้เหมือนกันว่า แต่ก่อนเวลาไปแลกเงินก่อนมาอเมริกา ที่ธนาคารก็ให้แต่แบงก์ใหญ่ ๆ เวลาจะกลับไปแลกคืน ถ้าคืนแบงก์ $100 หรือ $500 จะได้เรทดีกว่าแบงก์เล็ก ๆ อย่าง $20

นักวิชาการบางคนถึงกับบอกว่า ถ้าแบงก์พวกนี้ไม่ได้ใช้กันในอเมริกา ก็เลิกผลิตไปเสียเถิด ผลิตไปทำไม ผลิตแล้ว พวกที่เอาไปใช้ก็คือพวกค้ายาเสพติด พวกทำธุรกิจขายบริการทางเพศ เป็นต้น

วันต่อมาอ่านข่าวอีกข่าว บอกว่า คนอเมริกันรุ่นใหม่เดี๋ยวนี้หันมาใช้บัตรเดบิตการ์ดจ่ายเงินมากกว่าที่จะใช้เงินสด บางทีซื้อของแค่สี่ห้าเหรียญ ก็จ่ายด้วยบัตรแทนที่จะเป็นเงินสด

ในข่าวไม่ได้อธิบายว่าเป็นเพราะเหตุผลใด แต่ฉันก็ออกจะเห็นดีงามด้วย ถือเงินสดอันตราย ใครจะมาเอาไปก็ได้ หล่นหายก็หายเลย พิมพ์ธนบัตรก็ต้องโค่นต้นไม้ แถมการใช้บัตรก็ช่วยทำให้เรารู้ว่าเราจ่ายเงินไปมากน้อยแค่ไหน แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น ก็ต้องใช้สติควบคุมการใช้จ่าย ถ้าใช้เครดิตการ์ดแล้วเป็นหนี้ธนาคารนี่ ฉันไม่เห็นด้วยเป็นอย่างมาก

ร้านค้าในอเมริกาแทบทุกร้านรับบัตรเครดิตและเดบิต มีไม่กี่ร้านที่ตั้งข้อแม้ว่าถ้าจะจ่ายบัตรแล้วต้องบวกราคาเพิ่ม อย่างไรก็ตาม มีร้านพิซซ่าร้านดังใกล้ ๆ บ้าน ที่ยืนยันว่ารับแต่เงินสดอย่างเดียว แอบสงสัยเหมือนกันว่า เขาไม่กลัวคนเข้าไปปล้นขโมยเงินในร้านหรืออย่างไร

 

Speed is the Enemy of Accuracy

FergusonMO[๗ กันยายน ๒๕๕๗] เหตุการณ์ที่เมืองเฟอร์กูสัน รัฐมิสซูรี่ เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๕๗ นับถึงวันนี้ก็ผ่านไปเกือบเดือนแล้ว แต่สื่อก็ยังประโคมข่าวเรื่องนี้อยู่ ตอนที่ฉันได้ยินข่าวเรื่องนี้ครั้งแรก (จำได้ว่าตอนนั้นกำลังเที่ยวนิวยอร์กอยู่กับแป้ง) ก็คิดว่าคงเป็นข่าวเรื่องเด็กผิวดำโดนตำรวจผิวขาวยิงอีกหนึ่งข่าว ที่ไม่ช้าไม่นานก็จะหายไปสายลม ไม่เคยคิดว่าเรื่องนี้จะกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว โจษจันกันทั้งประเทศได้นานขนาดนี้

ครั้งนี้คงไม่พูดถึงรายละเอียดของเหตุการณ์ครั้งนี้มาก เพราะสื่อมวลชนได้รายงานข่าวไปมากมายแล้ว อ.วรากรณ์ สามโกเศศ ก็เขียนวิเคราะห์เกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้อย่างครบถ้วนและน่าสนใจในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ (บทความเรื่อง “จลาจลอเมริกาให้บทเรียน” — ๒ กันยายน ๒๕๕๗)

ถามเพื่อนร่วมงานซึ่งเป็นคนผิวดำว่า รู้สึกอย่างไรกับเรื่องนี้ เขาบอกว่ารู้สึกว่าพวกที่ออกมาประท้วงนี่ ไม่ฉลาดเลย น่าจะรอฟังข้อมูลให้ครบถ้วนเสียก่อน หรือรอให้ศาลตัดสินเสียก่อนถึงค่อยออกมาโวยวายน่าจะดีกว่า ทำไปตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าจริง ๆ เหตุการณ์เป็นอย่างไร

ฉันไม่ได้ออกความเห็นอะไรไป ได้แต่นั่งฟังเขาพูดเฉย ๆ แต่ในใจก็อดคิดไม่ได้ว่า นั่นสินะ ทำไมป่านนี้ยังไม่มีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการจากทางการว่าเหตุการณ์จริง ๆ คืออะไร ทำไมตำรวจถึงได้ยิงเด็ก จริงหรือไม่ว่าเด็กไม่มีอาวุธ และยกมือยอมทุกอย่างแล้ว

ฉันคิดว่านี่คือเหตุผลหลักว่าทำไมเหตุการณ์จึงได้ลุกลามใหญ่โตขนาดนี้ ประเด็นคือข้อมูลอย่างเป็นทางการจากภาครัฐออกมาช้าเกินไป ตำรวจใช้เวลาถึงหกวันกว่าจะเปิดเผยชื่อของนายตำรวจคนที่ยิงเด็ก ใช้เวลาเก้าวันถึงได้แถลงผลการชันสูตรพลิกศพของเด็ก (ว่าโดนยิงกี่นัด ที่ไหนของร่างกายบ้าง เป็นต้น)

ปกติไม่ควรใช้เวลานานขนาดนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดวิกฤติในลักษณะนี้

จากกรณีเฟอร์กูสันครั้งนี้ นอกจากจะมีการวิพากวิจารณ์เรื่องประเด็นการปฏิบัติต่อคนผิวสีและเรื่องสิทธิมนุษยชนแล้ว อีกเรื่องหนึ่งที่ได้รับการกล่าวถึงมากคือความน่าเชื่อถือของการรายงานข่าวของสื่อ ในรายการเดอะไดแอน เรมโชว์ รายการวิทยุรายการโปรดของฉันทาง NPR มีการพูดถึงเรื่องนี้อย่างเจาะลึก

นักวิชาการบอกว่า สื่อเดี๋ยวนี้รายงานข่าวแบบเอาเร็วเข้าว่า เพราะต้องพยายามเป็นผู้นำรายงานข่าวชิ้นนีก่อนคนอื่น ทำให ไม่มีเวลาตรวจสอบข้อเท็จอย่างถี่ถ้วน ได้ยินคนนี้บอกว่าเห็นเหตุการณ์อย่างนี้ อย่างนี้ ก็นำมารายงานต่อเลย แถมยังมีการนำข่าวจาก Facebook จาก Twitter ไปรายงานง่าย ๆ อีก โดยไม่มีการซักถามอย่างละเอียดว่าเป็นจริงอย่างที่เขาว่ารึเปล่า บวกกับความเป็นจริงที่วา เจ้าอินเทอร์เน็ตนี้ ทำให้ใคร ๆ ก็เป็นนักข่าวได้ (หรือที่เรียกว่า Citizen journalist) ได้ยินอะไร เห็นอะไรมา ก็พิมพ์เผยแพร่ลงอินเทอร์เน็ต คนก็ส่งต่อ ๆ กันไป (แหม กดปุ่ม ‘Retweet’ ปุ่ม ‘Share’ กด Copy and Paste ง่ายออก ส่งต่อได้เลยทาง Line ไม่ต้องคิดอะไรเลย) ข่าวก็แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว

นี่เป็นที่มาของชื่อเรื่องในวันนี้ คือ Speed is the Enemy of Accuracy. — การทำอะไรอย่างรวดเร็วเป็นศัตรูตัวฉกาจของความถูกต้องแม่นยำ

ฉันว่าเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เป็นกรณีศึกษาจากเฟอร์กูสันเท่านั้น เมืองไทยเอง ในช่วงวิกฤติที่ผ่านมา ก็ตกอยู่ในกระแสข่าวลือปนข่าวจริงทางโซเชียลมีเดีย ทำให้ปั่นป่วนกันไปหลายที (โดยเฉพาะข่าวลือเรื่องทหารจะปฏิวัติ) ยุคนี้เรามีข่าวสารให้อ่านมากมายเต็มไปหมดจากทุกช่องทาง ดูเหมือนว่าจะสะดวกดี (จากที่แต่ก่อนต้องรับข่าวสารจากหนังสือพิมพ์หรือโทรทัศน์) แต่จริง ๆ แล้วยิ่งมีข้อมูลเยอะ คนอ่านยิ่งต้องใช้วิจารณญาณมากเป็นพิเศษ ขนาดว่าสื่อที่เราเคยคิดว่าจะพึ่งพาเชื่อข่าวที่นำเสนอมาได้ ปัจจุบันก็อาจจะไม่เป็นอย่างนั้นเสียแล้ว

กำเนิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

[๖ กันยายน ๒๕๕๗] ตั้งอกตั้งใจจะเขียนเรื่องนี้ตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายน เพราะ วันที่ ๒๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๕๗ เป็นวันครบรอบ ๑๐๐ ปีของการลอบสังหารอาร์ชดยุกฟรันซ์ แฟร์ดีนันด์แห่งออสเตรีย – Archduke Franz Ferdinand of Austria แต่ก็ลืมไปเสียสนิท คิดว่ามาบันทึกไว้ตอนนี้คงไม่เสียหายอะไร

เหตุผลที่อยากบันทึกเรื่องเก็บไว้นี้ มาจากว่าเหตุการณ์ลอบสังหารของมกุฏราชกุมารแห่งจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีนี้ นอกจากจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ซึ่งก่อให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ ๑ และตามมาด้วยสงครามโลกครั้งที่ ๒ แล้ว แต่เหตุการณ์นี้เป็นกรณีที่มีความแปลกพิศวงหลาย ๆ เรื่อง ฝรั่งทั่งไปคงคิดว่าเป็นความบังเอิญสุดจะเหลือแสน ในขณะที่คนไทยอย่างฉันอ่านแล้วทำให้เชื่อเลยว่า นี่คือเป็นเรื่องของคราวเคราะห์จริง ๆ

บทความที่ได้อ่านจาก PBS เล่าทำนองว่า ฟรันซ์ แฟร์ดีนันด์นี่ ก็ทรงเสี่ยงพระองค์มากเกินไปโดยใช่เหตุ ในช่วงนั้นกระแสการเรียกร้องแบ่งแยกดินแดนของชาวเซิร์บกำลังรุนแรง วันที่ท่านถูกลอบสังหารนั้น ท่านเสด็จฯ ไปซาราเยโว เพื่อร่วมเฉลิมฉลองวันชาติของเซิร์บ (Serb) ซึ่งดูตามสถานการณ์แล้ว ท่านก็ไม่น่าจะไปร่วม  (นักประวัติศาสตร์อ้างว่า สำหรับท่านแล้ว “Death is better than humiliation” — ให้ตายดีกว่าจะเสียหน้า)

เช้าวันนั้นปรากฏว่าเกิดเหตุการณ์ลอบสังหารจริง ๆ ระหว่างที่ขบวนรถพระที่นั่งแล่นไปตามถนนในเมืองซาราเยโว ก็มีพวกหัวรุนแรงพยายามจะขว้างระเบิดสังหารใส่รถของพระองค์และพระชายา แต่โชคช่วย ระเบิดพลาดไปโดนรถยนต์คันหลังแทน

ถึงขนาดนี้แล้ว แทนที่ฟรันซ์ แฟร์ดินันด์จะรีบยกเลิกกำหนดการและเดินทางออกจากเมือง ท่านกลับยืนยันว่า ในตอนบ่ายวันนั้นท่านจะเสด็จฯ ไปเยี่ยมทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ระเบิดในตอนเช้า

Archduke Ferdinand’s assassination

ถึงตรงนี้มีเกร็ดในประวัติศาสตร์ที่น่าพิศวงมาก (โปรดอ่านพร้อมดูรูปด้านบนประกอบ) ก็คือ ได้มีการเปลี่ยนกำหนดการเสด็จฯ กระทันหัน (ว่าจะไปเยี่ยมผู้ป่วยที่โรงพยาบาล) แต่ไม่มีใครแจ้งให้คนขับรถทราบ!!!! คนขับรถก็ขับไปทางที่เคยตกลงกันไว้ จนกระทั่งผู้ว่าการของรัฐเซิร์บซึ่งร่วมอยู่ในขบวนด้วย (นายพลโปติโอเรก – Potiorek) ร้องขึ้นมาว่า “เฮ้ย! เราเข้ามาผิดทางแล้ว ถอยรถเร็ว “ แต่อนิจจา รถสมัยก่อนไม่มีเกียร์ถอยหลัง (หรือเกียร์อาจจะติด หรืออาจจะต้องใช้เวลามากที่จะถอยหลัง) ทำให้ขบวนรถพระที่นั่งติดนิ่งอยู่กับที่ และเชื่อหรือไม่ว่า เป็นคราวเคราะห์ถึงที่จริง ๆ ที่รถพระที่นั่งของฟรันซ์ แฟร์ดีนันด์ เกิดไปจอดนิ่งอยู่หน้าร้านขายเครื่องดื่มซึ่งกราวิโล ปรินซีป  (Gavrilo Princip) หนึ่งในผู้นำของขบวนการเรียกร้องอิสรภาพของเซิร์บ ยืนอยู่ตรงนั้นพอดิบพอดี รถหยุดเป็นเป้านิ่งเป็นเวลานานพอที่ปรินซีปจะคว้าปืนไปยิงไปที่ฟรันซ์ แฟร์ดีนันด์เป็นจำนวน 2 นัด

จากนั้นก็คงไม่ต้องเล่าอะไรต่อแล้ว … และนี่คือจุดเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่ ๑

ยังมีเกร็ดอื่น ๆ เกี่ยวกับฟรันซ์ แฟร์ดีนันด์ที่น่าสนใจอีกมากมาย เกร็ดหนึ่งที่อาจจะช่วยอธิบายลักษณะการถูกลอบสังหารของพระองค์ก็ได้คือการที่พระองค์โปรดการล่าสัตว์เป็นชีวิตจิตใจ ทรงล่ามาแล้วทุกชนิด เสือ จิงโจ้ กวาง นกไก่ฟ้า ช้าง ทั้งหมดกว่า ๓๐๐,๐๐๐ ตัว (นักประวัติศาสตร์เล่าว่าตกวันละ ๒,๑๔๐ ตัว)

คุณสามีบอกว่า นี่แหละหนา กรรมมีจริง

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 28 other followers

%d bloggers like this: