The Present ของขวัญที่ต้องหาด้วยตนเองเท่านั้น

เวลา

เวลา

(ลอกจากบทความโดย วรากรณ์ สามโกเศศ หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 30 ตุลาคม 2546)

“จงมีความสุขกับสิ่งที่มีอยู่ ดีกว่ามีความทุกข์กับสิ่งที่ยังไม่มี”
“ความกังวลเหมือนเก้าอี้โยก คือทำให้เรามีอะไรทำแต่ไม่ได้ช่วยให้เราไปไหนเลย”
“สุขหรือทุกข์อยู่ที่ใจ”

คำพูดเหล่านี้ได้ยินมานาน แต่เมื่อได้อ่านหนังสือน่าสนใจอย่างยิ่งที่เพิ่งออกมาใหม่เมื่อเร็วๆ นี้ ชื่อ “The Present” ของ นายแพทย์ นักเขียน Dr. Spencer Johnson ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นหนังสือฮิตติดอันดับโลกแน่นอนในเวลาอันใกล้นี้ ก็ทำให้สามารถเข้าใจความโยงใยของคำพูดเหล่านี้ และได้รู้หลักการในการทำให้ชีวิตมีความสุขมากขึ้นจากอีกแง่มุมหนึ่ง

Dr. Johnson คือผู้เขียนหนังสือฮิตติดอันดับหนึ่งของโลกเมื่อ 3-4 ปีก่อน “Who Moved My Cheese?” หนังสือเล่มเล็กแทรกรูปวาดที่สอนให้เข้าใจเรื่องการเปลี่ยนแปลงและการเตรียมตัวรับการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบของนิทานสมัยใหม่

ครั้งนี้ก็มาในรูปแบบเดียวกันคือ เป็นหนังสือเล่มเล็กหนาเพียง 104 หน้า เป็นเรื่องเล่าของคำสอนที่ผู้เฒ่าอุดมปัญญาให้แก่เด็กน้อย ถึงวิธีที่จะมีความสุข ประสบความสำเร็จในชีวิตและในการทำงาน

หนังสือเล่มนี้โดยแท้จริงแล้ว เขียนขึ้นในสไตล์ใหม่จากเนื้อหาที่ปรากฏอยู่ในหนังสือของผู้เขียนคนเดียวกันนี้ที่ตีพิมพ์ในปี 1984 ในชื่อว่า “The Precious Present”

ผู้เฒ่าใจดีผู้อยู่ข้างบ้านบอกเด็กน้อยว่า ในโลกนี้มีของขวัญ (Present) อยู่ชิ้นหนึ่งที่เลิศกว่าของขวัญใดๆ ทั้งสิ้นที่เจ้าหนูจะได้รับในชีวิตเพราะมีคุณค่าอย่างที่สุด

เจ้าหนูถามว่าทำไมมันจึงมีค่ามากนัก ผู้เฒ่าก็ตอบว่าเพราะเมื่อใครได้รับ The Present นี้แล้วจะมีความสุขมากขึ้น และสามารถทำสิ่งต่างๆ ตามที่ต้องการได้ดีกว่าเดิม

เมื่อเจ้าหนูโตขึ้นในเวลาว่าง ก็รับจ้างตัดสนามหญ้า มีความสุขร้องเพลงไปทำงานไป ใจจดจ่ออยู่กับงานที่ทำอย่างเต็มที่ และมักถามผู้เฒ่าว่า The Present คือไม้วิเศษที่ชี้และเสกคาถาบันดาลให้เกิดอะไรก็ได้ ให้รวยก็ได้ ไปเที่ยวที่ไหนก็ได้ ฯลฯ ใช่ไหม

ผู้เฒ่าตอบว่าไม่ใช่โดยตรง แต่ The Present นี้จะทำให้เจ้ารวยได้ในหลายลักษณะ มูลค่าของมันไม่อาจวัดได้ด้วยทองคำหรือเงิน

เจ้าหนูก็รู้สึกมึนๆ กับคำตอบนี้

หลายปีผ่านไป เจ้าหนูก็โตขึ้นเป็นหนุ่มและเริ่มทำงาน เมื่อพบกันก็รบเร้าถามอีกว่า The Present นั้นคืออะไร จะทำให้ประสบความสำเร็จได้อย่างไร และความสำเร็จคืออะไร

ผู้เฒ่าก็ตอบว่า ความสำเร็จคือการก้าวกระเถิบเข้าใกล้สิ่งอะไรก็ได้ที่เราคิดว่าสำคัญ อาจเป็นการได้คะแนนส่วนดีขึ้น เล่นกีฬาเก่งขึ้น มีความสัมพันธ์ที่ดีกับพ่อแม่ ได้เงินเดือนขึ้น มีความสุขกับชีวิต ร่ำรวย ได้รับการยอมรับจากคนอื่นๆ ฯลฯ

ความสำเร็จคือสิ่งที่เราทุกคนต้องให้คำจำกัดความด้วยตัวของเราเองในแต่ละขั้นตอนของชีวิต

เมื่อเจ้าหนูทำงานก็ประสบปัญหาผิดหวังที่ไม่ได้เลื่อนตำแหน่ง รู้สึกเหนื่อยหน่ายกับชีวิตเพราะทำงานหนัก และผิดหวังกับความรัก เวลาทำงานใจก็คิดล่องลอยว่าถ้าทำงานที่อื่นจะมีความสุขกว่าไหม ทำงานนานกว่านี้จะได้เป็นอะไร หรือจะถูกไล่ออกไหม ถ้าได้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ก็คงไม่ต้องเลิกกับแฟน โกรธผิดหวังที่ไม่ได้เลื่อนตำแหน่ง ฯลฯ กล่าวคือขาดความสนใจในงานที่ทำอย่างแท้จริง เพราะไปอยู่ในอดีตและในอนาคตเสียหมด ไม่ได้อยู่กับปัจจุบันจนการงานตกต่ำ ชีวิตขาดความหวัง

เมื่อหาทางออกไม่ได้ก็ไปหาผู้เฒ่าทวงถาม The Present เพื่อจะเอามาแก้ปัญหา

ผู้เฒ่าก็ถามว่าทำไมตอนเป็นเด็กตัดสนามหญ้าจึงมีความสุขมาก เจ้าหนุ่มก็บอกว่า เพราะตอนนั้นคิดแต่เรื่องตัดหญ้ายิ่งตัดได้ดีก็ยิ่งมีคนจ้าง

ผู้เฒ่าก็บอกว่า ฟังให้ดีนะ The Present นั้น คือของขวัญที่เจ้าจะต้องหาให้ตัวเอง ไม่มีใครให้ใครได้ และตัวเองเท่านั้นที่จะมีอำนาจค้นพบว่ามันคืออะไร

เจ้าหนุ่มหลบไปอยู่กระท่อมบนภูเขาคืนหนึ่งคนเดียว ได้ไปเห็นเตาผิงที่เรียงด้วยก้อนหินสวยงามยิ่ง ก็ฉุกคิดว่า ตอนสร้างเตาเขาคงต้องให้ความสนใจและทำงานอย่างเต็มที่แก่งานนั้น โดยไม่ได้นึกถึงสิ่งอื่นใดเลยจึงสามารถสร้างสิ่งที่สวยงามเช่นนี้ได้ และนึกถึงคำพูดของผู้เฒ่าที่ว่า หากจะหา The Present ให้พบ ต้องพยายามนึกถึงเวลาเมื่อมีความสุขที่สุด และรู้สึกประสบความสำเร็จที่สุด คิดไปๆ ก็นึกได้ว่าคนเราเมื่อมีจิตมุ่งเต็มที่ต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งในขณะนั้น ไม่วอกแวกนึกถึงเรื่องอดีต หรือกังวลกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่า อยู่กับปัจจุบันอย่างให้ความสำคัญเต็มที่ และมีความพอใจกับสิ่งที่ทำอยู่ ซาบซึ้งสิ่งที่ตนเองเป็นอยู่และกระทำอยู่แล้ว ก็จะมีความรู้สึกดีมีความสุข

เขานึกขึ้นมาได้ทันทีว่า The Present (ของขวัญ) ที่เขามองหาอยู่นั้นที่แท้ก็คือ The Present ที่หมายถึง ปัจจุบันนั่นเอง (Present มีความหมายว่าของขวัญหรือปัจจุบันก็ได้)

การหา “ของขวัญ” เจอก็คือการตระหนักว่า ต้องอยู่กับห้วงเวลาปัจจุบัน เน้นให้ความสำคัญแก่สิ่งที่เกิดขึ้นและกระทำอยู่ในปัจจุบัน ซาบซึ้งในสิ่งที่เกิดขึ้นและที่มีอยู่ในปัจจุบันเท่านั้น คนเราเมื่ออยู่ในปัจจุบันโดยไม่ถูกกระทบกระทั่ง โดยสิ่งที่เรียกว่า Noises หรือ Disturbances (สิ่งกวนใจตรงนี้ผมว่าเอง) จากการกระทำในอดีตหรือจากความฝันเฟื่องหรือจากความกังวลใจกับอนาคตแล้วก็จะรู้สึกมีความสุข และรู้สึกว่าประสบผลสำเร็จ

เขาดีใจมากรีบไปหาผู้เฒ่า ก็หัวเราะชอบใจและบอกว่าเจ้าได้พบ The Present แล้ว มันเป็นของขวัญที่เจ้าให้กับตัวเอง

นั่นก็คือการมุ่งเน้นคิดถึงสิ่งที่เกิดอยู่ในปัจจุบันเท่านั้น เพราะมันจะทำให้เจ้ามีพลังและศักยภาพในการทำงานได้เต็มที่และจะมีความรู้สึกเป็นสุข ในเวลาปัจจุบันเมื่อประสบบางสิ่งที่เลวร้ายขอให้นึกถึงสิ่งดีๆ ที่เจ้ามีอยู่ พยายามมองหาสิ่งดีๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากสิ่งที่ร้ายๆ นั้น เพื่อให้มีพลังและความเชื่อมั่นไปสู้กันสิ่งเลวร้ายเหล่านั้น

หลัก 3 ข้อที่ต้องจำก็คือ

(ก) เน้นให้ความสำคัญแก่ห้วงเวลาปัจจุบัน
(ข) ซาบซึ้งและหาความสุขจากสิ่งที่มีอยู่ และ
(ค) ให้ความสำคัญต่อสิ่งที่สำคัญในปัจจุบัน

ในกรณีของเจ้าถึงไม่ได้เลื่อนตำแหน่ง ผิดหวังในความรัก เจ้าก็ยังมีงานที่ดีทำในองค์กรที่มั่นคงมีอนาคต มีโอกาสพบผู้หญิงอีกมากมาย อย่าปล่อยให้ความผิดพลาดหรือความเจ็บปวดในอดีต หรือความกังวลเกี่ยวกับอนาคตมารบกวน

วันเวลาผ่านไป เจ้าหนุ่มก็กลับมาหาผู้เฒ่าอีกและถามว่าผมไปคิดๆ ดู เราจะมุ่งเน้นแต่ปัจจุบันโดยไม่สนใจอดีต และอนาคตเชียวหรือ ของขวัญชิ้นสำคัญนี้จะเพียงพอต่อการมีความสุขในชีวิตและในการทำงานตลอดไปจริงหรือ

ผู้เฒ่าก็บอกว่า เพียงพอแน่นอนแต่เจ้าจะต้องจัดการเกี่ยวกับเรื่องอดีต อนาคตและปัจจุบันอย่างสมดุลกัน เราต้องเรียนรู้อดีตที่ผิดพลาด เพื่อเอาไว้เป็นบทเรียนหรือถ้าเป็นสิ่งที่ทำไว้ดีในอดีตก็ต้องเอามาศึกษาเช่นกัน ส่วนอนาคตนั้นเราต้องวางแผน เพราะการวางแผนสำหรับอนาคตจะช่วยลดความกลัวและความกังวลใจลง เราต้องมีการวางแผนตราบที่เราต้องการให้อนาคตดีกว่าปัจจุบัน

ผู้เฒ่ากล่าวต่อว่า ลองจินตนาการกล้องถ่ายรูปที่ตั้งอยู่บนฐานสามขา ขาแรกคือการเรียนรู้จากอดีต ขาที่สองคือการมีชีวิตอยู่กับปัจจุบัน และขาที่สามคือการวางแผนสำหรับอนาคต ทั้งสามขาต้องสมดุลกันเพื่อสนับสนุนกล้องถ่ายรูปที่หาค่าไม่ได้นั้น

ถ้าไม่อยู่กับปัจจุบันก็จะไม่ตระหนักถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นรอบตัวเรา ถ้าไม่เรียนรู้จากอดีตก็วางแผนอนาคตไม่ได้

และถ้าไม่มีแผนสำหรับอนาคตก็จะล่องลอยอย่างไร้ความหมาย

วันหนึ่งชายหนุ่มก็ประสบกับโลกแห่งความเป็นจริงว่าผู้เฒ่าได้จากเขาไปแล้ว เขาเศร้าเสียใจและยิ่งคิดก็ยิ่งเห็นความยิ่งใหญ่ของผู้เฒ่าซึ่งประสบความสำเร็จในชีวิตและการงาน เป็นคนมีความสุขใจ มีความสงบมีพลังล้นเหลือและเป็นที่รักเคารพของผู้คนทั่วไป

เขาสงสัยว่าทำไมผู้เฒ่าถึงยอมเสียเวลามากมายกับเขาและเด็กๆ แทนที่จะเอาเวลาเหล่านั้นไปหาความสุขอย่างอื่น

และเขาก็ตระหนักว่าเพราะผู้เฒ่ามีจุดมุ่งหมายในชีวิต (Purpose) ที่จะเผยแพร่เรื่อง The Present และให้ปัญญา (Wisdom) แก่คนรุ่นใหม่ เพื่อให้พบความสุข ทุกอย่างที่ผู้เฒ่าทำไปล้วนมี Sense of Purpose ทั้งสิ้น

และเขาก็เข้าใจว่า Sense of Purpose ในชีวิตนี้แหละที่เป็นตัวเชื่อมต่ออดีต ปัจจุบัน และอนาคตเข้าด้วยกัน และให้ความหมายแก่ชีวิต

เขาเข้าใจว่าการมีชีวิตอยู่อย่างมีจุดมุ่งหมายนั้น ไม่ได้หมายถึงการรู้ว่าจุดหมายคืออะไร หรือรู้ว่าต้องทำอะไรเท่านั้น หากต้องรู้ว่า “ทำไม” ด้วยการมีชีวิตอย่างมีจุดหมาย อย่างคำนึงถึงแต่ปัจจุบันโดยเรียนรู้จากอดีตและมีการวางแผนชีวิต ไม่ใช่การวางแผนการชีวิตที่ใหญ่โตอะไร มันเป็นวิธีการปฏิบัติในการดำเนินชีวิตประจำวันที่ได้ผล และทำให้รู้สึกมี ความสุขในชีวิต ซึ่งในที่สุดจะทำให้มีความสามารถในการนำ บริหารจัดการ สนับสนุนช่วยเหลือ เป็นมิตรกับผู้คนและให้ความรักแก่คนอื่นๆ ได้ดียิ่งขึ้น

เสียงหัวเราะของเด็ก เสียงร้องอันไพเราะของนก ความงดงามของต้นไม้ดอกไม้ ใบหญ้า ความสุขจากการอยู่กับคนที่รัก ความสุขจากความรักในครอบครัว ความงดงามที่ได้รับจากเพื่อนมนุษย์ ความสุขจากการให้ ความสุขทางกาย และใจต่างๆ แม้เล็กน้อยเพียงใด ไม่ว่าจะมีเงินมากหรือน้อยล้วนเป็นเรื่องของปัจจุบันที่สามารถตักตวงความสุข มาได้อย่างเบิกบานทั้งสิ้น โดยมิพักต้องกังวลกับอดีตที่ผ่านไปแล้วหรืออนาคตที่ยังมาไม่ถึง

ถ้าท่านชอบนิทานเรื่องนี้ กรุณาช่วยผู้เฒ่าใจดีของเราโดยการเผยแพร่ให้คนอื่นๆ ต่อไปด้วยครับ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: