เวนิซและโคมไฟแชนเดอเลียร์

(9-11 April 2004)

เมืองนี้เรื่องยาว

มีเรื่องตื่นเต้นเล็กน้อยระหว่างทางจากเวโรนามาที่เวนิซ รถไฟเกิดเสียเวลาไปเกือบ 30 นาที เพราะเกิดมีคนบาดเจ็บบนตู้ที่เรานั่ง ต้องหยุดรถ เอารถพยาบาลมาหามคนลงจากรถไฟ ตอนนั้นก็ตื่นเต้น ไม่คิดอะไรบ้าง แต่หลังจากนั้น แล้วรู้สึกแย่มากว่ารถไม่น่าเสียเวลาเลย ถ้าเราถึงเวนิซเร็วกว่านั้น เราคงไม่หลงทางมาก ไม่ไปโรงแรมช้า อาจได้ไปนอนโรงแรมอื่น และไม่ต้องยืนรอหน้าโรงแรมในวันต่อมา การมาแสวงบุญคราวนี้ โชคชะตาเล่นตลกจริงๆ

เราไปถึงเวนิซ ถ้าจำไม่ผิดประมาณ 6 โมงเย็นได้ เริ่มมืดแล้ว เพราะฝนตก สถานีรถไฟของเวนิซมี 2 แห่งคือ ที่ Mestre (ฝั่งแผ่นดินใหญ่) และที่ Santa Lucia (ฝั่งเกาะ) ไม่ไกลกันมาก ห่างกันประมาณ 5 นาที เราลงกันที่ Santa Lucia หาโรงแรมจากแผนที่แล้วปรากฏว่ามันอยู่ไปทาง Castello ชื่อสถานี Celestia ลงจากเรือ ไปหลงทางหาอีตรอก Calle dell’Olio ไม่เจอ เริ่มเครียดและเหนื่อย หนาวและฝนตก มืด สุดท้ายก็เลยเดินไปถามคุณลุงในร้านขายของชำ คุณลุงใจดีมาก โทรไปถามให้เลย เขียนทางให้ละเอียด สรุปว่าต้องนั่งเรือกลับมาแถวๆ สถานีรถไฟ ลงที่ สถานี Guglie แล้วจะเจอ

ถึงโรงแรม ตอนประมาณเกือบ สองทุ่ม อนิจจา เรื่องยังไม่จบ คนเฝ้าโรงแรมพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย ฟังไม่ฟังมา เค้าบอกว่า มันเกิดข้อผิดพลาดตอนเค้าจัดที่ให้เรา เค้าเหลือแต่ห้องนอนสำหรับคนเดียว เค้าขอโทษ และได้จัดห้องทีโรงแรมอีกแห่งไว้ให้แล้ว ด้วยความที่เหนื่อยสุดกำลัง (นึกภาพการเดินแบกเป้ พร้อมถือถุงหนังสือจาก La Scala) เราเลยบอกเค้าว่า ไม่เปลี่ยนละ ไม่อยากไปหลงตอนหาโรงแรมใหม่อีก (เพราะยังบอกทางไปอีกที่หนึ่งเป็นภาษาอิตาเลียนเลย) เอาอย่างนี้ ผู้หญิงจะนอนบนเตียง แล้วผู้ชายจะนอนที่พื้น ทีนี่พูดยังไงก็ไม่รู้เรื่อง เนียมจัดการนั่งคุกเข่า วาดรูปให้ดูเลย พอเห็นเค้าก็ร้องว่า oh! terra (อะไรทำนองนี้) สุดท้ายก็โอเค

ได้นอนประมาณเกือบ 5 ทุ่ม น้ำตาแทบไหล กินแซนวิชชิ้นเล็กๆ ไปคนละชิ้น (ราคาชิ้นละ 1 ยูโร) เป็นอาหารเย็น

เดินทางที่เวนิซใช้เป็นเรือ กับเท้าเป็นหลัก ระบบเรือเหมือนระบบรถใต้ดิน คือแบ่งเป็นเบอร์ๆ จอดตามสถานีต่างๆ เบอร์คี่วนตามเข็มนาฬิกา ถ้าเบอร์คู่วนทวนเข็ม ใช้การซื้อตั๋ว Day Ticket วันละ 10.50 ยูโร แล้วนั่งเรือไปไหนก็ได้ทั้งวัน คุ้มดี ถ้าอยู่ซัก 4 วันจะคุ้มมาก อากาศที่เวนิซดี คนเยอะ เพราะเป็นวันอีสเตอร์ พ่อบอกว่าเมืองนี้น่าเดินมาก ก็ท่าจะจริง เพราะหยุดถ่ายรูปตลอด สวยมาก มีการปกครองมานมนาน โดย Dodge ตรง Palazzo Ducale มีสะพานสะอื้น (Ponte dei Sospiri) ที่ได้ยินเรื่องราวมานาน เมืองนี้มีการส่งคนเดินทางไปโน่นมานี่ อย่าง มาร์โคโปโลเป็นต้น น้ำไม่สกปรก คนหน้าตาดีสุดๆ แม้แต่ตอนหลงทางยังอดมองน้องกระเป๋าเรือไม่ได้ นั่งดูรูป ดูแชนเดอเลียร์จนชินตา เนียมร้องๆ จะซื้อกลับบ้านตลอดเวลา คิดว่าถ้าถือมาได้ คงเอากลับมาแน่ ไหนจะหุ่นกระบอกอีก เมืองนี้เป็นเมืองของเนียมจริงๆ เสียดายที่ไม่ได้ไปดูหรือฟังเพลงเลย เพราะมันเล่นกันดึก (ประมาณ 3 ทุ่ม) ไม่งั้นเนียมคงบรรลุโสดาบันแน่

เรื่องราวยังไม่จบแค่นี้ เย็นวันแรก หลังจากเหนื่อยเหน็ด เราก็ให้รางวัลตัวเอง โดยการแวะกินอาหารจีนใกล้ๆ บ้าน กินเสร็จก็มาเช็คเมล์ แล้วจะเข้าบ้านตอน 3 ทุ่ม เฮ้ย กดออดเรียกแล้วไม่มีคนมาเปิดแฮะ มีอะไรเกิดขึ้น กดแล้วกดอีก ก็ไม่มี เดินไปโทรศัพท์ก็ไม่มีคนรับ ถามตำรวจ ตำรวจพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ในขณะที่เราเริ่มเย้วๆ เนียมว่า ไปหาโรงแรมอื่นนอนเถอะ ทันใดนั้น เทวดาก็ปรากฏตัวหน้าตรอก ชาวอเมริกันที่พักอยู่ที่นั่นด้วยกันนั่นเอง เค้ากลับบ้านพอดี อ้าว เค้ามีกุญแจใหญ่ไขเข้าไปได้แฮะ ปรากฏว่าคุณผู้หญิงที่รับเราเมื่อวาน ไม่ได้ให้กุญแจใหญ่เราไว้ ตั้งแต่นั้นมา ไปนอนโรงแรมไหน คำถามที่ต้องถามตลอดคือ Do you have a lock-out time?

คิดว่า ทั้งหลายทั้งปวง เป็นเหตุให้ไม่ค่อยชอบเวนิซเท่าไหร่ ทุกวันนี้ มันยังหลอนอยู่ลึกๆ จริงๆมีที่เที่ยวเยอะมาก แต่เรื่องผจญภัยเยอะกว่า

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: