และแล้ว… ลายัน ก็ไม่เป็นแดนลี้ลับอีกต่อไป…

วันอาทิตย์ที่ 11 กรกฎาคม 2547
@สนามบินดอนเมือง

ตื่นมาตั้งแต่ตีห้า ด้วยความตื่นเต้น ว่าอาจจะไปขึ้นเครื่องไม่ทัน ทั้งๆที่เพิ่งได้นอนไปเมื่อเที่ยงคืนกว่าๆ (เพราะเพิ่งจัดของเสร็จ) แต่ก็ไม่งัวเงียเท่าไหร่ เข้าใจว่าคงเป็นเพราะตื่นเต้น วันนี้ผู้หญิงแรงดีสี่คน ได้กลับมาร่วมผจญภัยด้วยกันอีก คราวนี้เราจะไปภูเก็ต ในราคาที่ถูกมาก ซึ่งคุณป้อ คุณหลี คุณจิ๊บ และคุณเก๋ ไปค้นหากันมาจากงานของการท่องเที่ยวฯ เมื่อเดือนพฤษภาที่ผ่านมา เพียง 4,350 บาทต่อคน คุณก็จะได้เหินฟ้าไปเที่ยวชายทะเลสวยๆ หาดขาวๆ กับ บางกอก แอร์เวย์ พร้อมที่พักอีกสองคืน ที่ลายัน บีช รีสอร์ท และ สปาวิลเลจ (รวมอาหารเช้าอีกต่างหาก) คุ้มจนต้องกลั้นหายใจ

เครื่องออกตั้งแต่เจ็ดโมงห้าสิบ คนโล่ง มีเราและคุณฝรั่งอีกสองสามครอบครัว นั่งสบายราวกับเป็นพระราชาล้อแตะดินภูเก็ตตอนเก้าโมงกว่าๆ ฟ้าสวย แดดใส เป็นบุญของเราเหลือเกิน

เรานั่งรถของโรงแรมเข้าสู่ที่พักอย่างใจจดใจจ่อ อยากให้ถึงที่เร็วๆ จะได้ออกมาหาของกินเสียที กลางวันนี้ ตามกำหนดการที่ตกลงกันไว้ เราจะไปกินหมี่ต้นโพธิ์กัน (อร่อย)

มาเที่ยวนี้ ต้องบอกว่าโชคดี ได้เจอคนนำเที่ยว+ขับรถที่ประเสริฐมาก พี่ฟ้าจัดมาให้ พี่ชื่อ “โกขาว” รอบรู้และเชี่ยวชาญตั้งแต่เรื่องที่กิน ไปจนถึงทีเที่ยว เล่าเรื่องตำนานพระผุด ได้ดีราวกับตาเห็น ขอสำคัญคือเส้นใหญ่มาก เพราะโกขาวสามารถไปจิ๊ก หอยชักตีนที่พ่อครัว เค้าเก็บไว้แกงกินเอง มาให้เรากินกันได้ คุณแน่จริงๆ!!!!

วันอาทิตย์ที่ 11 กรกฎาคม 2547
@หมี่ต้นโพธิ์ เขารัง วัดฉลอง ถนนรอบเกาะ หาดกะตะ หาดป่าตอง หาดสุรินทร์ หาดกมลา และลากูน่า

เรื่องนี้ ไม่รู้ควรจะเขียนดีมั้ย เพราะอาจไม่ปลอดภัยกับตัวเอง แต่ก็ควรเล่าสู่กันฟังจะได้เป็นอุทธาหรณ์สอนใจ ให้อย่ายอมแพ้ และจงยืนหยัดในความถูกต้อง

ระหว่างทางจะไปกิน หมี่ต้นโพธิ์สุดอร่อย ก็มีเหตุได้เจอกลุ่มหัวปิงปองหนึ่งกลุ่ม พี่แกเรียกให้หยุดรถ จำได้แม่นว่า ตรงอนุสาวรีย์ท้าวเทพสตรี ท้าวศรีสุนทรพอดี พี่หัวปิงปองคนนี้ ซึ่งขอเรียกเป็นนามแฝงว่า Mr. Offer แกเดินอาดๆ มา แล้วก็ขอใบขับขี่ไป ปากก็บอกว่า “เอาใบสั่งไปเลยนะ เพราะใช้รถผิดประเภท คุณเป็นป้ายดำแล้วเอามารับแขกได้ยังไง” ข้าพเจ้าก็ประมาณยั๊วะ ว่าอะไรวะ ผิดประเภทอะไรกัน “ก็ญาติ(ร่วมโลก) กันทั้งรถ” Mr. Offer แกก็คงเริ่มยั๊วะ (และเสียหน้า) แกบอกว่า “เอ้า ลงมาเลย ลงมาให้หมดทั้งรถเลย ลงมาให้รู้เลยว่า ญาติกันเนี่ย พูดไทยได้หมดรึเปล่า”

แว้บนั้นที่ได้ยิน อย่างแรกที่คิด ก็คือ เอ หรือเค้าจะนึกว่า เราเป็นพวกต่างด้าว เพราะรัฐกำลังรณรงค์อยู่ แต่สุดท้าย พบว่า เค้านึกว่าเราเป็นนักท่องเที่ยว แล้วคิดว่ารถโกขาวซึ่งเป็นป้ายดำ เอามารับจ้าง ทำให้ผิดกฏหมาย

พอลงจากรถ เดินไปคุยจริงๆ Mr. Offer แกคงเริ่มปอดแหก วิ่งไปหานายที่ยืนอยู่ด้วย พร้อมโบ้ยว่า “พี่เค้า (ก็คือนายของ Mr. Offer) เป็นคนเรียกให้หยุด” ฟังแล้วโกรธมาก อะไรกัน อยู่ดีๆ จะมาแจกใบสั่งง่ายๆ อย่างนี้ แจกเป็นกระดาษทิชชูเลย

สุดท้าย เราก็ลาจาก Mr. Offer และนายของแกโดยดี โดยไม่ถูกยึดใบขับขี่ ไม่มีเลือด ไม่มีน้ำตา พร้อมได้บทเรียนว่า ต้องยืนยันในความถูกต้องของตนเอง อย่าได้ยอม โดยเด็ดขาด!!!

อนึ่ง ในฐานะที่เคยอยู่ในวงการการขายของอย่างหน้าเลือดมาก่อน ข้าพเจ้าเข้าใจเป็นอย่างยิ่ง ถึงระบบโควต้า การต้อง meet target ซึ่ง Mr. Offer เอง แกคงเซ็นต์ Goal Sheet รับมาว่าวันนี้ต้องเก็บได้เท่าไหร่ แต่มันไม่ยุติธรรมเลย ถ้าอยากหาตังค์ ข้าพเจ้าคิดว่า ท่านออกไปค้าขายจะเหมาะกว่า แล้วท่านจะโขกจะสับ เอากำไรจากลูกค้าเท่าไหร่ ตามสบาย แต่การที่เอาหัวปิงปองมาบังหน้าอย่างนี้ ไม่ดี ไม่ดี ไม่ดี

เสียอารมณ์ เสียดาย น่าจะโทรหาศูนย์ดำรงฯไปให้หมดเรื่อง

This slideshow requires JavaScript.

วันอาทิตย์ที่ 11 กรกฎาคม 2547
@แหลมทรายซีฟู้ด

เย็นวันนั้น เราได้ตระหนักว่า สวรรค์บนดินมีจริง อร่อยด้วย ไม่แพงด้วย สด ชื่นใจ อิ่มพุง ร้านอาหารที่โกขาวพาเราไปชวนชิมคืนแรก ชื่อว่า “แหลมทรายซีฟู้ด” เท่าที่ฟังจากผู้สันทัดกรณี ร้านนี้อร่อยจริง สิ่งที่เป็นเครื่องพิสูจน์คือ จังหวัดมักพาผู้ใหญ่ในกระทรวงฯมาเลี้ยงรับรองที่นี่อยู่เนืองๆ อาหารอร่อย สด บรรยากาศดี แต่ไม่ได้เลิศหรู ไม่มีบริการดีเลิศ ไม่มีน้องผู้ชายหน้าตาดี มารอรับออเดอร์ คนมากินมีสองมือ ก็ต้องช่วยเหลือกันเองไปก่อน แต่นั่นก็ไม่ถือเป็นข้อด้อย เพราะด้วยรสชาติและคุณภาพอาหารระดับนี้ ขนาดต้องเดินไปตักน้ำเอง เราก็ยอม คืนนั้นเราสั่ง ปูสองกิโล ต้มยำกุ้ง กุ้งอบวุ้นเส้น ไข่เจียวหอยนางรม ผัดผักกูด และที่จะลืมไม่ได้คือ ปลาเก๋าทอดตัวนั้น อื้อ ฮือ ทีเด็ดคือหอยชักตีน ที่ตอนแรกเกือบไม่ได้ชักแล้ว เพราะที่ร้านบอกว่าหมด แต่อีท่าไหนก็ไม่รู้ เส้นโกขาวแรงมาก ซักพักนึง เดินถือมาเองเลย สดๆ ร้อนๆ จากลังถึง อร่อยมาก

กินกัน ห้าคน หมดไป 1,300 บาท จริงๆ ไม่ได้คิดผิดด้วย เพราะป้อเช็คบิลแล้ว เช็คอีก เช็คแล้ว เช็คอีก

ต้องขอโทษด้วยที่ไม่สามารถอธิบายได้ว่า ร้านตั้งอยู่ที่ไหน แต่คิดว่า ถามคนในพื้นที่ ใครๆ ก็น่าจะรู้จัก เจ้าของร้านใจดี นุ่งผ้าลายตารางออกมารับเป็นอย่างดี

ราตรีนี้ยังเยาว์นัก ต่อจากสวรรค์บนดิน เราไปเยี่ยมดูแสงสีเสียงที่หาดป่าตอง กินไอติมบาสกิ้นโรบิ้นไปคนละก้อนสองก้อน เดินเล่นอีกนิดหน่อย ตาก็เริ่มจะปิด ร้านอาหาร และร้านเหล้าในป่าตอง แต่งอย่างเก๋ไก๋มาก ไม่แน่ใจว่า เพราะสิ่งเหล่านี้รึเปล่า ที่ทำให้คืนนั้น ที่โรงแรม จิ๊บรำพึงว่า “อยากชวนเก๋ ไปข้าวสารเหลือเกิน”

วันจันทร์ที่ 12 กรกฎาคม 2547
@ลายัน วัดพระทอง และแหลมพรหมเทพ

ตื่นมาอย่างสบายๆ หลังจากนอนหลับสนิททั้งคืน จิ๊บชมว่า นอนไม่กรนเลย วันนี้เรามีนัดกันไปไหว้พระทอง ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่ชาวบ้านไปเจอว่า ท่านค่อยๆ ผุดออกมาจากพื้นดิน วัดที่ภูเก็ตสะอาดมาก ทุกที่จะมีเตา รูปร่างคล้ายๆ รังผึ้ง เอาไว้จุดประทัด จุดทีเสียงดัง ตกใจทุกครั้งที่ได้ยิน

ที่วัดนี้ มีพิพิธภัณฑ์สำหรับเก็บของเก่า ของภูเก็ต เช่นเตียงเจ้าสาว อายุเป็นร้อยปี เป็นเตียงไม้ แกะสลักสวยมาก มีโต๊ะเครื่องแป้งเจ้าสาว มีรองเท้าของผู้หญิงจีนโบราณ คู่เล็กนิดเดียว มีเสื้อกันฝนที่ทำจากต้นไม้ สำหรับคนงานเมืองแร่แต่ก่อน เอาไว้ใส่ จัดตั้งได้อย่างสวยงาม และเป็นระเบียบ แต่ยังเป็นห่วงว่า ต่อไปมันคงต้องเสื่อมสภาพเร็ว เพราะเจอลม เจอฝุ่น จริงๆ จะได้ดี อาจต้องมีการควบคุมอุณหภูมิห้อง ก็จะดีมาก

เย็นนั้น เรามีแผนจะไปชมพระอาทิตย์ตกดินที่ you-know-where ใครจะไปคิดว่า บนนั้นจะมีอะไรมากกว่า พระอาทิตย์ที่กำลังโรยราไป

บนแหลมพรหมเทพ ตอนที่พระอาทิตย์กำลังลับอัสดง แสงสีทองพาดข้ามขอบฟ้า คลื่นกระทบผาเบาๆ ทันใดนั้น เราก็ไปประสบพบกับน้อง.. มองแวบแรก คิดว่า “เจ้าชายวิลเลียม” แน่ๆ หน้าตาอย่างนี้ แล้วจิ๊บก็รับรองวิทยฐานะว่า โอ้ แต่งตัว สีเข้ากันมาก เสื้อสีน้ำตาล กางเกงสีฟ้า

น้องนั่งเหม่อมองพระอาทิตย์ตกดิน มีแม่และพี่สาวใส่เสื้อสีชมพู เอาใจช่วยอยู่ด้านหลัง

แอบถ่ายรูปน้องไป 1 รูป หลีซ้ำอีก 2 รูป

คิดว่าน้องยังใช่คำนำหน้าว่าเด็กชายแน่เลย ยังไม่น่าจะเป็นนายได้

วันอังคารที่ 13 กรกฎาคม 2547
@ลายัน/ กรุงเทพฯ

ระลึกขึ้นได้ว่า ยังไม่ได้เล่าเรื่องโรงแรมเลย ในห้องพักที่เรานอน จะมีก๊อปปี้ของ บทสัมภาษณ์เจ้าของโรงแรมในบางกอกโพสต์ เดือนพฤศจิกายน ปี 2000 ชื่อเรื่องว่า “Layan is Secret No More” วางอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง

ในบทสัมภาษณ์เล่าถึงประวัติของอ่าวลายัน ว่าเป็นเส้นทางที่พม่าใช้ยกทัพบุกเมืองถลางเมื่อประมาณ 200 ปีที่แล้ว เจ้าของโรงแรมบอกว่า ตั้งใจเลยว่า จะสร้างที่นี่ให้ได้อารมณ์ตั้งอยู่ในที่ลี้ลับ (mystery) คือต้องใช้ความพยายามในการแสวงหา ค้นหาที่ตั้งของโรงแรมนี้ จุดขายของโรงแรมคือ สปาวิลเลจ ลูกค้าจะมาสปา แล้ว ก็พลอยมาเช่าห้องพักด้วย

มั่นใจได้เลยว่า เจ้าของเค้าบรรลุเป้าหมายได้อย่างดีเยี่ยมเลยทีเดียว โรงแรมตั้งอยู่ในที่ลึกมาก ต้องขับรถเข้ามาพอสมควร ถนนไม่มีเสาไฟ กลางคืนมืดตึดตื๋อ คิดว่าถ้าต้องขับมาเอง คงมาไม่ถูกแน่ แต่โรงแรม ก็ใช้ได้ สะอาด พนักงานน่ารักดี ใจดี อ่าวลายัน เป็นอ่าวเล็กๆ น้ำนิ่งๆ หน่อย คลื่นเล็กๆ แต่สวยดีทีเดียว ไม่ได้มีโอกาสใช้สปาที่นี่ แต่เห็น จิ๊บบอกว่าใช้ได้ทีเดียว นวดสบาย ลมเย็นจากทะเลพัดมาเอื่อยๆ ทำให้อยากหลับ

ก่อนจากมา พี่คนรถของโรมแรมเล่าว่า กำลังสร้างวิลล่าเพิ่ม อีกหลายหลัง เป็นวิลลาแบบไฮโซ มีสระน้ำส่วนตัวด้านหน้าด้วย

ก็ขอให้การค้าเจริญรุ่งเรืองนะคะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: