Day Seven: มหัศจรรย์แห่งชีวิตที่อัลฮัมบร้า

Alhambra

Alhambra

เช้านี้ ตื่นมาเหมือนฝันไป เพราะได้ยินเสียงฝนตก ปกติถ้านอนโรงแรมที่มีทีวี เราจะต้องดูพยากรณ์อากาศกันทุกเช้าว่าวันนี้ชีวิตจะเป็นยังไง บ้านป้ามาเรียไม่มีทีวี แถมอากาศก็ดีมาตลอด เลยเริ่มชะล่าใจไม่ได้สนใจอากาศเท่าไหร่ ในที่สุดก็ได้เจอฝน

อย่างไรก็ดี ฝนห่านี้ก็ไม่ได้ทำความเดือดร้อนให้กับเราเท่าไหร่ ถึงแม้ลมจะแรงพัดกระถางต้นไม้ใบโตล้มระเนระนาด แต่กำหนดการวันนี้คือสบายๆ ตอนเช้า เก็บของเพื่อเตรียมตัวบินลงใต้สู่กรานาด้า เครื่องออกบ่ายโมงครึ่ง มีเวลาอีกเยอะแยะ เช้านี้เลยนอนฟังเสียงฝนพรำๆ อย่างสบายใจ จิ๊บชวนว่าเราไปบอกลา MNG Outlet ใกล้บ้านก่อนไปดีมั้ย ไปซื้อของฝากเพื่อนๆ ด้วย แน่นอน ขอกันอย่างนี้ไม่มีปฎิเสธอยู่แล้ว

วันนี้เราจะมุ่งหน้าลงทางใต้ของสเปน เพื่อยลโฉม The Alhambra อาณาจักรสุดท้ายของพวกแขกมัวร์บนดินแดนไอบีเรียแห่งนี้ ที่ที่กำลังอยู่ใน short-listed ของการเป็น 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก

เช้านั้น หายจากอาการป่วยแล้ว งัดเอา Beef and Vegetable ที่ take-away มาจากร้านจีนเมื่อคืนออกมากิน เสร็จแล้วออกไปเบิกตังค์จ่ายป้ามาเรีย ขากลับแวะซื้อน้ำส้มมากินตรงร้านใกล้ๆ บ้าน เดาเอาว่าแถวบ้านคงเป็นแหล่งคนจีน เพราะมีร้านทำผม ร้านอินเทอร์เน็ตภาษาจีน วันหนึ่งพยายามจะเข้าไปขอใช้บริการ ปรากฎว่าอาตี๋ในร้านพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย ถามว่าชั่วโมงนึงเท่าไหร่คะ น้องก็พยายามจะบอกว่า “12” ก็ไม่เข้าใจอยู่ดีว่าเลขที่ใบ้มาคืออะไร (ใช้สมองน้อยๆ คิดแล้วก็ยังไม่ make sense ว่า จะนาทีละ 12 เซ็นต์เหรอ เพราะปกติเรทจะอยู่ที่ 40 เซ็นต์ต่อ 15 นาที) ยืนคุยอยู่นานเลยบอกว่า อะพี่ให้ 1 Euro แล้วจะให้ใช้นานเท่าไหร่ ก็บอกนะ ทีร้านน้องใช้วินโดวส์เป็นภาษาจีนอีกต่างหาก

จนบัดนี้ยังเป็นปริศนาในใจว่าเลข 12 ที่น้องบอกมาคืออะไร หรือว่าเค้าจะให้เฉพาะเด็กอายุ 12 หรือมากกว่าเข้าไปใช้เท่านั้น!!! พูดกันไม่รู้เรื่องจริงๆ

audio guide

Audio guide

นึกถึงว่าก่อนออกเดินทาง พลอยเดินมาถามว่าพูดภาษาสเปนได้แล้วเหรอ ถ้าพูดไม่ได้ ไปแล้วจะลำบากนะ เพราะเค้าไม่พูดภาษาอังกฤษกันเลย แล้วพลอยก็ขู่ต่อไปด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า ที่บาร์เซโลน่าเค้าก็พูด Catalan อีกเรื่องนึงเลย แย่แน่!!! คนที่ร่ำเรียนภาษาสเปนมาจริงๆจังอย่างพลอยคงเป็นห่วง (รึเปล่า) เพราะคนบาร์เซโลน่ามี dialect ของตัวเองที่ไม่เหมือนคนแมดริด เผอิญว่าเราไม่รู้จักซักภาษา สิ่งนี้เลยไม่เป็นปัญหาเลย เขียนอะไรมา พูดอะไรมาก็ฟังไม่ออกซักอย่าง วันๆ ก็ได้แต่นั่งอ่านป้าย แล้วก็ทึ่งว่า ประเทศเดียวกันแท้ๆ แต่มีป้ายบอกตั้งสามภาษา (ภาษาอังกฤษ ภาษา Castellano ซึ่งเป็นภาษากลาง และภาษา Catalan ซึ่งเป็นภาษาถิ่นของคนบาร์เซโลน่า) เข้าใจเอาเองว่า Catalan จะได้อิทธิพลอะไรหลายๆอย่างจากภาษาฝรั่งเศส (เพราอยู่ใกล้กัน) อย่างเช่นคำว่า “Please” ถ้าเป็น Castellano จะบอกว่า Por Favor แต่ถ้าเป็น Catalan จะกลายเป็น Si Us Plau ซึ่งชวนให้คิดถึงคำว่า S’il Vous Plait เป็นอย่างยิ่ง Catalan ยังมีอะไรเก๋ๆ อีกเยอะ อย่างคำว่า ช็อคโกแลต ก็เขียนว่า Xocolate ประหลาดดี

อยู่สเปนมาหกวัน เริ่มไม่อายที่พูดภาษาเค้าแล้ว สั่งน้ำก็บอกว่า Aqua สั่งน้ำส้มก็บอกว่า Zumo Naranja (เพราะพูดว่า Orange Juice แล้วไม่มีใครเข้าใจ) คำที่พูดบ่อยก็นอกจาก Hola และ Gracias คือ Donde (ที่ไหน เวลาหลงทาง) La cuenta, por favor (เก็บตังค์ด้วยค่ะ) Aqui (ตรงนี้แหละค่ะ – here บอกแท๊กซี่ให้จอด) Uno Dose Tre ก็พูดกันไปเรื่อย ขำดี

แวบไปช้อปที่ MNG ประมาณ 1 ชั่วโมงได้ของฝากทุกคนแล้ว จากนี้เราก็พร้อมที่จะเปลี่ยนทิศสู่กรานาด้า ออกจากบ้าน 11 โมงครึ่ง รถติดตรงทางเข้าสนามบิน ใช้เวลาเกือบชั่วโมง ตอนนั่งอยู่ในรถ พี่คนขับแท๊กซี่ก็ช่างชวนคุยจริงๆ รู้เรื่องบ้าง แต่ไม่รู้เรื่องเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็คุยจัง เราก็เริ่มออกอาการเมารถ จะแย่แล้วก็แต่ต้องรักษามารยาท พี่คนขับออกอาการตื่นเต้นมากที่รู้ว่าเรากำลังจะไปกรานาด้า มีการให้ความเห็นว่าเมืองทีนั่นเฉื่อยๆ ช้าๆ หน่อยนะ ไม่เหมือนบาร์เซโลน่า สุดท้ายก่อนจากกัน ทิ้งโน้ตเขียนว่า “Cartuja” ทำนองว่าต้องไปให้ได้นะ สวยมาก

มาเช็คดูที่หลังพบว่าเป็นวัด (Monasterio) อยู่แถวๆกรานาด้า แต่ก็ไม่ได้ไป…

เดินทางระหว่างเมืองเที่ยวนี้ ใช้เครื่องบินเป็นส่วนใหญ่ เพราะต้องการประหยัดเวลาและค่าเดินทาง ตั๋วตอนบินจากแมดริดมาบาร็เซโลน่า แค่ 17 ยูโรเอง ถ้าเราจะบินจากบาร์เซโลน่าไปกรานาด้า เราต้องใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่ง ในขณะที่ถ้านั่งรถไฟไปอาจต้องใช้ถึง 11 ชั่วโมง บินครั้งนี้ใช้สายการบิน Vueling จริงๆดูดีเลยทีเดียว ประทับใจตั้งแต่สนามบิน (เกี่ยวอะไรกับสายการบิน) ที่บาร์เซโลน่า ช่างแตกต่างกับแมดริดเสียนี่กระไร สดใสและสว่างเป็นที่สุด Vueling ทันสมัย แต่ดันเสียเวลา แถมบินฉวัดเฉวียนมาก จิ๊บบอกว่า เหมือนนั่งเครื่องเล่น อย่างไรก็ดี บนเครื่องก็มี Inflight Entertainment ให้ดู (เสียค่าหูฟัง 1 ยูโร ถ้าจำไม่ผิด) ฉายเรื่อง Friends กับ The Simpson มีขนม อาหาร (บาแก๊ตแข็งๆ อีกแล้ว) และ เครื่องดื่มขาย

ไม่คิดว่าการเดินทางโดยเครื่องบินจะมีผลกระทบคนยุโรปมากเท่าอเมริกา เดาเอาว่าเป็นเพราะคนส่วนใหญ่เดินทางโดยรถไฟมากกว่า ส่วนตัวแล้วนอกจากเหตุผลเรื่องเมาเครื่องบินแล้ว ที่ไม่ชอบบินเพราะรู้สึกยุ่งยาก ต้องไปถึงก่อนล่วงหน้า ต้องเข้าคิวเช็คกระเป๋า ผ่าน Security Check สารพัด รอหน้า Gate กว่าจะขึ้นเครื่อง จริงๆ เวลาพวกนี้บวกๆ กันก็คงเท่าๆ กับเวลาที่ใช้เดินทางทางโดยรถไฟ ข้อสำคัญ นั่งรถไฟได้ชมวิวด้วย ชอบมาก

บินไปกรานาด้าด้วยใจเต้นๆ ต่อมๆ ตั๋ว Alhambra ที่จองมา บอกว่าเราจะเข้าไปใน Palacios Nazaries ได้เฉพาะช่วง 17:30-18:00 น.เท่านั้น จากเดิมที่คิดว่าจะถึงกรานาด้าตอน 3 โมง ตอนนี้อาจจะช้าไปถึง 1 ชั่วโมง เราต้องเอาของไปเก็บที่โรงแรมก่อน กังวลว่าจะเช็คอินนานมั้ย แล้วจะเดินทางจากโรงแรมไป The Alhambra ยังไง จะทันมั้ย จะทันมั้ย

Alhambra

Generalife

ถึงกรานาด้าจริงๆ ประมาณ 15:15 น. โอ้แม่เจ้า สนามบินลำปางเราดีๆ นี่เอง ลงจากเครื่อง (ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง) ก็เดินสู่ตัวอาคารได้เลย รอกระเป๋าไม่นาน เดินไปหยิบแผนที่เมืองนิดนึง แล้วก็พุ่งตัวออกไปเรียกแท๊กซี่เลย ถึงโรงแรมประมาณ 16:00 มีเวลานิดหน่อยที่จะถอดกีบ ล้างตัว ออกมาเรียกแท๊กซี่ขึ้นเขาไป The Alhambra (ขอย้ำอีกทีว่าห้ามเดินโดยเด็ดขาด) ใช้เวลาประมาณ 10 นาที ถึงทางเข้าตอน 17:00 พอดี เดินไปเอาตั๋วที่ช่องขายตั๋ว ป้าไม่พูดภาษาอังกฤษอีกแล้ว รายงานตัวว่าหนูจะมารับตั๋วพร้อมยื่นหมายเลข reference ป้าถามว่า “Para hoy? สำหรับวันนี้เหรอ” บอกว่าใช่ค่ะ ป้าพรินท์ตั๋วให้ เป็นอันเรียบร้อย

Generalife

กุหลาบสวย

ก่อนออกเดินทาง จิ๊บซึ่งทำการบ้านมาอย่างดี บอกว่าเราควรต้องจองตั๋วเข้าไป The Alhambra ไว้ก่อน ถ้าไปแล้วตั๋วเต็มเข้าไม่ได้ แย่แน่ (www.alhambratickets.com) วันที่จองเข้าไปก็เกือบแย่เหมือนกัน เพราะเหลือรอบเดียวคือตอน 5 โมงครึ่งนี่แหละ พอไปถึงจริงๆ แล้วเพิ่งได้เข้าใจว่า ตรงที่ต้องจองตั๋วเข้าไปเป็นรอบๆ คือบริเวณพระราชวัง Nasrids – The Alhambra จริงๆ ใหญ่มาก มีป้อมปราการ (Alcazaba) มีวังของพระเจ้าชาร์ลที่ห้า (Palacio de Carlos V) แล้วก็มีอุทยานที่สวยมากชื่อ Generalife ซึ่งดูเผินๆ เหมือนอ่านว่า เจเนรัลไลฟ์ (ชีวิตทั่วๆไป) แต่จริงๆ เป็นภาษามัวร์ Yannat al Arif อ่านว่า เยเนราลลิเฟ แปลว่า The Garden of Lofty Paradise ซึ่งเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ดอกไม้สวยมาก หนังสือบอกว่าเค้าจะปรับต้นไม้อยู่เรื่อยๆ แถมบางช่วงของปี ก็มีการจัดคอนเสิร์ต Open Air

สวยจริงๆ ดอกกุหลาบโตมาก ต้นส้มลูกดกสุดๆ

วิธีการง่ายๆ คือ ถ้าซื้อตั๋วเข้าชม Palacios Nazariesไว้ สมมติว่าตอน 5 โมงเย็น เอาเข้าจริงๆ เราควรจะไปถึงซัก 3 โมง หรือ 4 โมง เพื่อจะได้ดูตรงอื่นก่อน อย่างเราเองไปสาย เลยไม่ได้ชมวังของพระเจ้าชาร์ล ซึ่งน่าเสียดายเหมือนกัน

ถึงตอนนี้คงเล่าถึงความงดงามของ The Alhambra ไม่ได้ดีนัก เข้าทำนองว่าชอบอะไรมาก แล้วจะเกร็งทำไม่ได้ดี พูดได้แต่ว่า สวยเหลือเกิน ละเอียดอ่อน เรียบง่ายเพราะทำจากวัสดุพื้นบ้าน อิฐ หิน ปูนและไม้ คุณยงพลบุลบอกว่า “ลวดลายบนฝาผนังก็มิใช่สลักเป็นหินอ่อนอย่างดี แต่เป็นลวดลายปูนพลาสตกิที่หล่อขึ้นด้วยไม้แม่พิมพ์” ที่นี่ไม่มีหินอ่อนจากอิตาลี่ หรือเพชร หรือ ทองคำอะไรเลย แค่เห็น Patio de Arrayanes ก็จะบ้าตายแล้ว สถาปัตยกรรมของพวกมัวร์ที่ออกแบบโดยใช้น้ำเข้ามาเกี่ยวด้วย ทำให้สถานที่รื่นรมย์ยิ่งนัก ประกอบกับประวัติศาสตร์เรื่องราวของผู้ครองนครที่ฝังรากอยู่นับร้อยๆ ปี ก่อนที่กษัตริย์คาทอลิก (The Catholic Monarchs) จะเข้ามายึดไป ทำให้น่าเห็นใจกษัติรย์โบอับดิลยิ่งนัก และที่สำคัญที่สุดคือลักษณะภูมิศาสตร์ กรานาด้ารอบล้อมด้วยภูเขาหิมะ อุดมสมบูรณ์ หน้าร้อนหิมะก็ละลายลงมาเป็นน้ำหล่อเลี้ยงเมือง

เดินๆ แล้วนึกถึง ก๊วนชวนเที่ยว อ่าน เล่นของพี่จา ที่นี่ช่วยให้เราเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 6 จริงๆ เสียงน้ำไหล ต้นไม้สวย

Irving's apartment

Irving's apartment

ถึงวันนี้ (ต้นเดือนมิถุนายน 50) ไม่ว่าจะมีโฆษณาทางทีวีชวนให้คนไปโหวตกันมากเท่าไหร่ The Alhambra ยังไม่ได้รับคะแนนมากพอที่จะได้รับเลือกให้เป็น 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก เดาไม่ออกว่าทำไม อาจเป็นเรื่องอ่อนมาร์เก็ตติ้งก็ได้ หรือไม่ก็เป็นเพราะที่นี่เป็นสมบัติของแขกมัวร์ ซึ่งปัจจุบันก็ไม่ได้อยู่ในสเปนแล้ว (แต่ไปอยู่แถวๆ โมรอคโค กัน) คนสเปนก็ไม่รู้สึกว่าเป็นของตัว คนมัวร์ก็ไม่คิดว่าเป็นของตัว เลยไม่มีใคร take ownership (รึเปล่า)

Washington Irving นักเขียนอเมริกันสมัย early 1900’s คนเขียน ริบ แวน ริงเคิล เคยมาพักที่นี่ ด้วย เขียนหนังสือไว้เล่มหนึ่งชื่อ Tales of the Alhambra มีขายเต็มไปหมดเลย

View from the hotel

View from the hotel

กลับออกมาจาก The Alhambra ตอนสองทุ่มกว่าๆ ฟ้ายังแจ้งอยู่ นั่งรถเมล์ลงมา หมดไป 1.50 ยูโร มาลงที่ Plaza Nueva เดินเล่นไปตาม Gran Via เพิ่งสังเกตว่าเมืองนี้นักท่องเที่ยวอเมริกันเยอะมาก คนอเมริกันมาเที่ยวสเปนคงไม่มีปัญหาเรื่องภาษา เพราะส่วนใหญ่พูดกันได้ทุกคน

เข้านอน 4 ทุ่มกว่าเหมือนเดิมด้วยความสุขใจ นอนหลับสนิทไปบนหมอนรองคอ ที่โรงแรม Comfort Hotel Los Girasoles นี่ ตั้งอยู่ใกล้ๆ มหาวิทยาลัย เสียงอาจดังหน่อย เพราะน้องๆ คึกเหลือเกิน จิ๊บยังนอนไม่ค่อยหลับเหมือนเคย เพราะรถเก็บขยะและคนข้างห้องที่นั่งสวดมนต์อยู่ที่หัวเตียงเกือบชั่วโมง

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: