Day Three: เอลเอสคอเรียล

ต้องไปดูด้วยตนเอง

ต้องไปดูด้วยตนเอง

ตื่นนอน 6 โมงเช้านิดๆ ออกจากโรงแรม 8 โมงครึ่ง วันนี้ตื่นเต้น เพราะจะได้นั่งรถไฟออกนอกเมืองไป El Escorial กัน

เขียนมาสามวัน ยังไม่ได้บ่นเลยว่า มาสเปนก็มีปัญหาเรื่องภาษา ออกจะมากกว่าอิตาลี เพราะไม่มีความรู้เลยแม้แต่น้อย นอกจาก Hola และ Gracias ก่อนมาก็พยายามจะขอให้จุ๋มช่วยสอนให้นิดๆ หน่อยๆ เหมือนกัน แต่ว่างไม่ตรงกันซะที จุ๋มก็ได้แต่ปลอบใจว่า ไม่มีปัญหาแน่ ภาษาสเปนง่ายมากๆๆ อ่านตรงตัวตามที่เขียนเลย โชคดีนิดนึงที่จิ๊บเคยมีน้องคนสนิทเป็นปารากวัย พูดให้ฟังบ้างงูๆปลาๆ แต่พอพูดไป เค้าพูดกลับมาก็งงทุกที ทุกคนที่รู้ว่าสองสาวไปสเปนกันเองมาสองคน โดยที่พูดภาษาสเปนไม่ได้แม้แต่หางอึ่ง ล้วนทำหน้าตาทึ่ง เข้าใจว่าเค้าคงไม่ได้คิดว่าเราเก่งอะไร แต่คงระคนใจว่า เอ! มันรอดมาได้ยังโดยพูดภาษาสเปนไม่ได้เลย

วันแรกที่เราไปถึง เกิดอุบัติเหตุในห้องน้ำ ส่งผลให้เกิดรอยช้ำวงใหญ่สีเขียวตัดขอบม่วงบนต้นขาของจิ๊บ เรื่องของเรื่องคือ จะไปซื้อยายังไง จะซื้อน้ำส้มซักขวดยังแทบพูดกันไม่รู้เรื่อง โชคดีที่คุณสมสวาสดิ์เอาดิกชั่นนารี่เล่มเล็กๆใส่มือมาให้หนึ่งเล่ม จิ๊บเลยจัดการเดินดุ่มเข้าร้านยาแถว Sol เปิดดิกคำว่า Cardenal (แปลว่า bruise) ให้เภสัชกรดู เป็นอันเสร็จพิธี แถมได้ยาดีมาด้วย

ต่อมามุขนี้ก็ยังเอามาใช้หลายๆ ครั้ง โดยเฉพาะเวลาขึ้นแท๊กซี่กลับโรงแรม วิธีการคือ พอขึ้นรถปุ๊ป ก็เอากระดาษจดชื่อที่อยู่โรงแรมให้ดูเลย ไปโลด ไม่มีปัญหาหลงทาง
เมารถ(ไฟ)

เมารถ(ไฟ)

อย่างไรก็ดีต้องยอมรับว่าปัญหาเรื่องภาษาออกจะเป็นเรื่องใหญ่ ในวันแรกๆ เพราะระบบข้อมูลของสเปนก็ไม่ได้เป็นสากลเท่าไหร่นัก คือถ้าเป็นอเมริกา การเดินทางและระบบทุกอย่างจะทำอย่าง “ง่ายๆ โง่ๆ” ไม่ต้องรู้เรื่องมาก ก็พอจะใช้สามัญสำนึกพาตัวเองให้รอดไปได้ เรื่องรถไฟของสเปนนี่ก็เรื่องหนึ่ง จิ๊บบอกว่ามันมีหลายระบบ มี Cercanias (Local Train) มีประมาณ AVE Train หรือแม้กระทั่ง Renfe ยังไม่นับว่าในสถานีรถไฟใหญ่ๆ อย่าง Atocha ที่แมดริด มีชานชลาให้ขึ้นกว่า 10 ชาน แล้วจะขึ้นที่ไหน คือถ้าไม่ทำการบ้านดีๆ อาจมีขึ้นผิดที่ได้ แต่ Information Desk ที่สถานีก็ช่วยได้ดีที่เดียวถึงแม้จะไม่ดีเท่าไหร่ เราอาจต้องเสียเวลาไปถึงก่อนล่วงหน้า (หรือแม้กระทั่งไปดูลาดเลาก่อน 1 วัน เหมือนคราวไป El Escorial ครั้งนี้)

ทริปสู่ El Escorial ก็เกือบรุ่งริ่งเหมือนกัน เราลองไปสอบถามที่ Tourist Information ในเมืองแถวๆโรงแรมของฮาเวียร์ว่า จะไป El Escorial ต้องไปยังไง ขึ้นรถไฟที่ไหน (สถานีใต้ดินมันมีสองสถานี คือ Atocha เฉยๆ กับ Atocha Renfe) ป้าที่ศูนย์ข้อมูลบอกว่า Atocha Renfeสิ มีรถออกตลอดเลย ไม่ต้องห่วง ถามต่อว่า เนี่ยขากลับอยากแวะ MNG Outlet ที่อยู่ที่ Pinar ต้องทำยังไง ป้าเริ่มทำหน้ายุ่ง (ไม่รู้ตอนนั้นเป็นเวลานอนเค้ารึเปล่า – ประมาณ 4 โมงเย็น) ส่ายหัวร้องว่า โอย too complicated too complicated แล้วก็อธิบายว่า ต้องนั่งรถบัสไป… แล้วก็สรุปว่าจะไปทำไม ซื้อในแมดริดก็เหมือนกัน

หันไปดู รู้สึกเลยว่ามีควันพุ่งออกมาจากหูจิ๊บนิดนึง

ออกมาจากศูนย์ข้อมูล จิ๊บร้องว่าเราไปถามที่สถานีรถไฟเลยดีมั้ย เพราะจิ๊บทำการบ้านมาอย่างดีแล้ว เราสามารถซื้อตั๋วของ Cercanias ได้ แล้วขากลับก็ลง Pinar ได้ ไม่มีปัญหา เราเดินตาม Paseo del Prado ไปถึง Atocha Renfe จิ๊บจัดการถามพนักงานเสร็จสรรพ ปรากฎว่าไม่มีปัญหาจริงๆ พรุ่งนี้เช้ามาซื้อตั๋วไปเลย รถออกไป El Escorial 9.33 น.  ค่ารถเที่ยวละ 2.75 ยูโร ใช้เวลาประมาณ 1ชั่วโมงถึง สบายๆ

ควันหายไปแล้ว เราจะได้ไปช้อปที่ Outlet แล้ว

ออกนอกเรื่องไปนาน เล่าเรื่อง El Escorial ดีกว่า
ห้องสมุดที่ หนังสือทุกเล่มวางเอาสันปกเข้าในหมด (ทำไมก็ไม่รู้ บรรณารักษ์คงต้องเก่งมากๆ)

ห้องสมุดที่ หนังสือทุกเล่มวางเอาสันปกเข้าในหมด (ทำไมก็ไม่รู้ บรรณารักษ์คงต้องเก่งมากๆ)

แวบแรกที่เห็น El Escorial แต่ไกลจากรถไฟ ใจเต้นขึ้นมาอย่างแรง จริงๆ ตอนนั้นกำลังเริ่มๆ จะเมารถอยู่ (เพราะดันไปนั่งหันหลังตอนรถออกจากแมดริด) แต่พอได้เห็น El Escorial ตั้งตระหง่านอยู่เนินเขา (เทือกเขากวาดารามา) ตัดกับฟ้าใสสีสวยแล้วก็ให้บังเกิดความหรรษาในใจ El Escorial สร้างโดยพระเจ้าฟิลิปที่ 2 เพื่อระลึกถึงนักบุญ San Lorenzo คุณยงพลบุล เล่าไว้เป็นเกร็ดว่า ” พระเจ้าฟิลิปที่ 2 ทรงมีศรัทธาแก่กล้าในนักบุญนี้ ซึ่งตามประวัติปรากฏว่าสิ้นชีวิต โดยถูกย่างไฟทั้งเป็นบนตะแกรงเหล็ก… ก็เลยทรงบัญชาให้สร้างเอสคอเรียลขึ้นในลักษณะสัณฐานของตะแกรงเหล็กย่างเนื้อมหึมา ที่กลับตอนบนลงข้างล่าง…. มีเกร็ดขำเกี่ยวกับมรณกรรมของนักบุญซานลอเรนโวว่า เมื่อพนักงานจับตัวนักบุญขึ้นย่างไฟบนตะแกรงเหล็กอันร้อนจนเกรียมดีแล้ว ก็เข้าไปจะยกศพลงจากตะแกรง แต่ขณะนั้นกลับได้ยินเสียงซานลอเรนโซร้องว่า “ประเดี๋ยวก่อน ช่วยพลิกกลับให้ทีเถิดพ่อคุณ อีกข้างหนึ่งยังไม่เกรียมดี” ??!@(*)$#@!”

ที่ได้มาเที่ยวที่นี่ แทนที่จะไป Toledo อย่างที่ไกด์บุ๊คและทุกคนแนะนำ ถือว่าต้องขอบคุณจิ๊บเป็นอย่างมาก ตัวเองขอสารภาพว่าเคยไป Toledo มาแล้ว สมัยที่มาสเปนครั้งแรกเมื่อ ปี 1992 เลยไม่อยากไปอีก แล้วเนียมก็แนะนำให้มา อ่านข้อมูลและดูรูปแล้วก็ยิ่งอยากมา ลึกๆ รู้สึกว่า ที่นี่ เหมือน setting ในหนังสือเล่มโปรดเรื่อง In the Name of the Rose ของ Umberto Eco (ซึ่งจริงๆ ไม่เกี่ยวกันเลย) คือเป็น Monastry แล้วก็มีห้องสมุดห้องเบ้อเริ่ม (ประมาณว่าไว้สู้กับห้องสมุดที่วาติกัน) ปัจจุบัน El Escorial เป็น Mausoleum เก็บพระศพของกษัตริย์สเปนและพระราชินี (ที่เป็นแม่ของกษัตริย์) เกือบทุกพระองค์

ถ้าใครหวังว่า เข้าไปในตึกแล้วจะเจออะไรหรูหรา คงต้องผิดหวังอย่างแรง ที่นี่เป็นเหมือนบ้านจริงๆ บ้านแบบคนอยู่จริงๆ ไม่ได้มีอะไรวิจิตรพิสดารเลย แต่อบอุ่น สวนสวย ไม่มีบรรยากาศเป็น “touristic” เลยแม้แต่น้อย (ยกคำของฮวน คาร์ลอสมาใช้)

คำเตือนคือ ลงจากรถไฟแล้วห้ามเดินมาโดยเด็ดขาด ขอให้รอรถบัสอยู่หน้าสถานีนั่นแหละ ไม่ว่าหนังสือไกด้บุ๊คจะบอกว่า คุณเดินได้ คุณเดินได้ ก็อย่าเดินดีกว่า อาจจะต้องรอรถถึงครึ่งชั่วโมง (ค่ารถเมล์สาย 1 ราคา 1.15 ยูโร) แต่เมื่อคิดดูแล้ว ถ้าเดินก็คงใช้เวลาเดินขั้นเนินเท่าๆ กัน แถมจะหมดแรงเดินดูใน El Escorial ด้วย

เราไปถึง El Escorial ประมาณ 10 โมงครึ่ง กว่าจะนั่งรถบัสไปถึง เดินดู ออกมาก็เกือบบ่าย 3 โมง จิ๊บหันมาร้องว่า พร้อมแล้วที่จะไปลุยที่ Pinar เมืองแห่ง Outlet อันนั้น เรามุ่งหน้ากลับสถานีรถไฟด้วยหัวใจที่ชุ่มชื่น โดยไม่รู้เลยว่าข้างหน้ามีอะไรรออยู่
Shop till you drop! หน้าสถานีรถไฟ Pinar

Shop till you drop! หน้าสถานีรถไฟ Pinar

ถึง Pinar ประมาณเกือบ 4 โมง ตามโพยที่พี่หนูให้มา มันไม่น่าจะเดินไกล เราเห็น Carrefour เป็น Landmark แล้ว คิดว่าไม่หลงแน่ ปรากฏว่า ชีวิตไม่ได้ง่ายขนาดนั้นแฮะ ต้องเดินย้อนกลับไปบนถนนรถเยอะ (ประมาณสี่แยกถนนเข้าอยุธยา) ไม่มีฟุตบาทให้เดิน แต่มาถึงนี้แล้ว จะถอยหลังกลับก็ไม่ได้ เดินต่อไป โชคดีว่าคนขับรถที่นีใจดี แค่ยืนรอตรงทางม้าลาย รถก็เบรกกันตัวโก่งให้เราข้ามกันไม่ทันเลย

สุดท้าย ความพยายามอยู่ไหน ความสำเร็จ (กระเป๋า MNG ใบละ 5.9 ยูโร และเสื้อโค้ทตัวละ 19 ยูโร) ก็อยู่ที่นั่น

เย็นนั้นลากสังขารกลับมากินข้าวเย็นแถว Atocha ไม่อร่อยเลย เริ่มมีปัญหากับอาหารแล้ว ทริปนี้จริงๆ ตัวเองมีปัญหาเล็กน้อยกับเรื่องข้าว เพราะโรงแรมที่จองไว้ไม่มีอาหารเช้าเลย แต่พอสองสามวันก็เริ่มลงตัว ตอนเช้ากินขนมปังพร้อมด้วย Zumo Naranja (แปลว่า น้ำส้ม) สองแก้วใหญ่ๆ สดๆ ก็อยู่ แต่ตอนเย็นเริ่มแย่ ดวงก็ยังไม่ขึ้น หาร้านจีนไม่เจอเลย!!!

เข้านอนหลับปุ๋ยไปตอน 4 ทุ่มกว่าๆ จิ๊บเริ่มบ่นว่านอนไม่ค่อยหลับ ต้องทนฟังเสียงเรากรนไปจนเที่ยงคืนทุกคืน จึงจะหลับตาลง

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: