ห้าร้อยล้านแล้วจ้า!!!

Facebook Page

Book of Face

เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็มี Facebook ไม่ใช่แต่เฉพาะมนุษย์ทั่วไปเท่านั้น แต่ Facebook ยังกลายเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ธุรกิจหลายๆ แห่งใช้โฆษณาสินค้าและบริการ แน่นอนใครๆ ก็อยากใช้ เพราะไม่ต้องเสียตังค์เลย แค่เปิด account กับ Facebook ใช้ได้แล้ว บางคนอาจจะสงสัยว่าแล้วอย่างนี้ Facebook จะได้ตังค์ได้อย่างไร ง่ายๆ ก็คือโฆษณาที่โชว์หราอยู่มุมด้านขวาของจอ เข้าตำรับเดียวกับ  Wordpress ที่ฉันใช้เขียนบล๊อกอยู่นี่ ดูดีๆ จะเห็นโฆษณาแฝงปรากฏอยู่เป็นระยะๆ

ร้านค้าหลายแห่งในเมืองนี้ก็มี Facebook เอาไว้ให้ลูกค้าเข้ามาเป็นแฟน รับข่าวสารข้อมูลกันทันใจ อย่างร้านขนมปังร้านโปรดที่้บ้านที่ชื่อ On the Rise Artisan Bread ก็มี Facebook ของที่ร้านเหมือนกัน ฉันคิดว่าทำการตลาดแบบนี้ ออกจะน่าสนใจว่ามีเว็บไซต์เสียอีก เพราะว่าเป็นการตลาดเชิงรุก เข้าหาลูกค้าได้ทันใจ แถมยังได้รับฟีดแบ๊กทันทีด้วย ที่เมืองไทยไม่รู้เป็นยังไง แต่รู้ว่าที่อเมริกา คนติด Facebook มาก ประมาณว่าต้องคอยอัพเดททั้งกิจกรรมของตัวเอง และเช็คกันอยู่ตลอดว่าเวลาเพื่อนๆ ทำอะไรกันไปถึงไหนแล้ว ที่รู้เพราะแอบเห็นเพื่อนๆในชั้นเรียนทำกัน เวลาอาจารย์สอน พวกนี้ก็จะเปิดโน๊ตบุ๊คขึ้นมา ทำเหมือนกับว่าจดเล็คเชอร์ลงในคอมพิวเตอร์ แต่จริงๆ คือนั่งเช็ค Facebook อย่างเมามัน เห็นมาแล้วกับตา

Facebook เพิ่งประกาศออกมาว่าตอนนี้มีคนสมัครเป็นสมาชิกแล้ว 500 ล้านคน  PCWorld เลยสรุปออกมาเป็น Fun Facts ให้อ่านกันเล่นๆ ว่า ถ้ามีจำนวนสมาชิกมากขนาดนี้ เปรียบเป็นประเทศ ก็ถือว่าประเทศ Facebook นี้มีประชากรเป็นอันดับสามในโลก รองจากจีนและอินเดียเชียวนา ไม่ใช่เล่นๆ ไป

ฉันไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ว่าจำนวนสมาชิกจะมากขึ้นหรือน้อยลง ข่าวที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ข่าวเรื่องผลกระทบของการโพสต์ข้อมูลและรูปภาพทั้งหลายของมนุษย์ชาว Facebook มีบทความใน New York Times หัวข้อ The Web Means the End of Forgetting พูดถึงมนุษย์หลายคนที่โดนไล่ออกจากงาน หรือพลาดจากการได้งาน จากข้อความหรือภาพที่เอาไปแปะไว้ในพวก Social Networking sites ทั้งหลาย ในบทความยกเรื่องของครูโรงเรียนมัธยมคนหนึ่งที่เพนซิลเวเนียที่แปะรูปตัวเองในงานเลี้ยง ใส่หมวกโจรสลัด พร้อมมือถือแก้วยกขึ้นดื่ม (เอื๊อก) อยู่ คำบรรยายใต้ภาพเขียนว่า “Drunken Pirate” ครูคงนึกว่าขำ แต่ที่โรงเรียนไม่ขำด้วย ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ครูคนนี้ซึ่งกำลังเรียนและจบมหาวิทยาลัยอยู่แล้ว ก็โดนคณบดีที่คณะบอกว่าพฤติกรรมไม่เหมาะสมถือว่าเป็นการยั่วยุให้เยาวชนดื่ม(เหล้า) ไม่สมควรจะได้ปริญญา

ครูคงยั๊วมาก วิ่งไปฟ้องศาล บอกว่า เอ๊ะ นี่มันล่วงละเมิด First Amendment กันนี่นา (ที่บอกว่า Congress shall make no law respecting an establishment of religion, or prohibiting the free exercise thereof; or abridging the freedom of speech, or of the press; or the right of the people peaceably to assemble, and to petition the Government for a redress of grievances.)  ชั้นไปเที่ยวหลังเลิกงาน เวลานั้นไม่ได้ทำหน้าที่เป็นครูเสียหน่อย ชั้นก็มีสิทธิ์ที่จะเสรีภาพของชั้นสิ

ศาลกลับไม่เห็นด้วยบอกว่า ครูทำงานในโรงเรียน ถือเป็น public employee แต่กลับมีรูปที่ไม่ได้แสดงออกสอดคล้องกับแนวทางที่คนทั่วไปเห็นว่าถูกต้อง (public concern) เพราะฉะนั้นภาพของครูไม่ถือว่าเป็นการแสดงออกที่สมควรได้รับการปกป้อง (protected speech)

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อสีปีที่แล้ว แต่ก็ยังเป็นอุทธาหรณ์ได้ดีสำหรับในยุคนีั ยุคที่การกระทำใดๆ บนเว็บไซต์ยากที่จะลบเลือน ยิ่งเมื่อ Library of Congress ออกมาประกาศว่าจะเก็บข้อความที่ทุกคนทวีตไว้ให้หมด (คนที่นี่ช่างเก็บจริงๆ) ฉันเห็นทั้งรูป ทั้งข้อความทั้งหลายที่คนเอาไปแปะไว้ในเว็บ แล้วก็อดคิดไม่ได้ว่าวันหนึ่งมันจะกลับมาทำร้ายเราโดยที่เราไม่รู้ตัวมั้ยนะ นี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ฉันยังไม่ค่อยได้แปะข้อความเท่าไหร่ (เอาแต่อ่านของคนอื่นอย่างเดียว)  รูปภาพก็พยายามแปะแต่รูปทำกับข้าว ยังแหยงๆ อยู่ ไม่รู้ว่าต่อไปอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง

เพิ่งมาเห็นว่ากรุงเทพธุรกิจก็ลงบทความแนวเดียวกันนี้ ชื่อ “อยากตกงาน อ่านด้านนี้” เหมือนกัน ดีใจที่มีคนนึกถึงเรื่องนี้หลายคน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: