Jettaccio

Jettaccio

แรกพบ

Jettaccio [เจ็ดตาโช] เป็นชื่อที่ฉันใช้เรียกรถโฟลก์ เจตต้า ที่ขับไปไหนมาไหนอยู่ทุกวัน เป็นการผสมคำระหว่างคำว่า เจ็ตต้า (ชื่อรุ่น) กับ อ๊าชโช ที่คนอิตาเลียนชอบเติมท้ายสิ่งที่ดูร้ายๆ ซนๆ หน่อย เช่น Barbaccia แปลว่า คนไว้หนวดเคราครึ้มที่ดูโหดๆ

วันนี้เป็นวันที่ครบรอบ 1 ปีที่เจ็ดตาโชมาอยู่ด้วยกันกับฉันที่คลีฟแลนด์ ต้องขอสารภาพตรงๆ ว่าเกิดมาก็ไม่คิดว่าจะซื้อรถใช้แล้วมาขับ (ที่อเมริกา เค้าไม่เรียกว่า Used Car แล้ว เค้าใช้คำว่า Pre-owned ฟังดูเก๋กว่ากันเยอะ) ที่บ้านทุ่งมหาเมฆ ก็เคยมีใช้บ้างเหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่พ่อและพี่แป้นจะเป็นคนขับมากกว่า แรกๆ ที่คุณสามีบอกว่าจะหารถใช้แล้วให้ขับซักคัน เอางบห้าพันเหรียญ ฉันฟังแล้วเครียด แอบถอนหายใจหลายคนตามประสาเด็กโดนตามใจเสียเคยตัว แถมพอเริ่มทำการบ้านหาซื้อรถมือสองจากเว็บต่างๆ ก็พบว่า งบที่คุณสามีให้มามันซื้อได้แต่รถที่มีอายุ 10 ปีขึ้นไปทั้งนั้น ใจก็ยิ่งห่อเหี่ยวเข้าไปใหญ่ แต่ทำยังไงได้ ตกลงปลงใจมาอยู่กับเค้าแล้ว เค้าซื้อรถให้ขับก็ถือว่าโชคดีที่สุดแล้ว แต่ก็ยอมรับว่าทำใจอยู่นานมากกว่าจะรับได้ว่าต้องใช้รถเก่าจริงๆ

หลังจากทำการบ้าน นั่งหาจากหลายเว็บไซต์ ทั้ง Craiglist ทั้ง Cleveland.com หาอยู่เกือบอาทิตย์ได้ คุณสามีก็พาตระเวณไปลองรถหลายแห่ง ฉันก็เลือกสุดฤทธิ์ ถ้ามีสนิมปุ๊ปก็ไม่เอา มีฝาล้อไม่ครบก็ไม่เอา รถอเมริกันก็ไม่(ค่อย)อยากได้ ต้องผจญกับเซลส์หลายรูปแบบเหมือนกัน ครั้งหนึ่งไปเจอรถฟอร์ดเฟียสต้า เป็นแนว Hatchback เห็นแล้วก็ถูกใจ แล้วก็คิดในใจจากประสบการณ์ที่ค้นหาข้อมูลจากเว็บมาว่า ราคาน่าจะอยู่ในงบ ปรากฏว่าเซลส์ให้ราคาหมื่นกว่าเหรียญ ได้ยินแล้วอยากหัวเราะดังๆ เลยว่า เห็นฉันไม่ฉลาดหรือไง (วะ) เสนอราคาพรรค์นี้มาได้ไง เหอะ เหอะ

ถึงตอนนี้ไม่มีปัญหากับการใช้รถเก่าแล้ว ออกจะเห็นด้วยกับคุณสามี (และหลายๆ คน) ด้วยซ้ำว่า รถขับได้ก็พอแล้ว ไม่ต้องเสียตังค์เยอะ นานๆ เข้ามันก็เสื่อมค่าอยู่ดี (Depreciation)

เรื่องตลกคือ ที่อยากได้คือรถเล็กๆ เวลาไปบอกเซลส์ เค้าก็จะเลือกรถประมาณฟอร์ด ทอรัสมาให้ เห็นแล้วก็ตกใจว่านี่เล็กแล้วจริงๆ เหรอ อยู่มาซักพักก็จะรู้ว่ารถซีดานพวกนี้ ถือว่าเล็กแล้วสำหรับคนอเมริกัน ถ้าอย่างฮอนด้าแจ๊ส (หรือที่นี่เรียกว่า ฮอนด้า ฟิต) คนที่นี่เค้าถือว่าเป็นรถจิ๋วไปเลย แล้วคนไม่ค่อยขับกันด้วย คนที่นี่ชอบรถใหญ่ๆ

Jettaccio and the Owner

รถกับคนขับ

เรื่องขนาดรถกับคนอเมริกันนี่ เป็นเรื่องที่ตลกมาก นายที่ทำงานก็เพิ่งซื้อรถใหม่ ปกติเค้าขับรถเบนซ์ซีคลาส ปี 2001 เค้าบอกว่ามันเล็กเกินไปสำหรับที่จะพาลูกไปไหนต่อไหนแล้ว สุดท้ายก็เลยถอย ฟอร์ด เอสเคป มาแทน ใหญ่สมใจ ที่จะเป็นปัญหานิดนึงก็คือ ขายรถเบนซ์ไม่ออก เพราะมันเล็กเกินไป เอาไปขายเซลส์ เค้าให้ราคาสองพันเหรียญ (ประมาณเจ็ดหมื่นบาท) ฟังแล้วสะดุ้งโหย่ง ว่านี่คือราคารถเบนซ์หรือเนี่ย แล้วก็นึกในใจต่อว่า เซลส์พวกนี้ร้ายจริงๆ ซื้อแค่สองพัน แต่เอาไปขายต่อ อย่างน้อยแปดเก้าพันชัวร์

เจอเจ็ดตาโช่ คุ้นๆ ว่าน่าจะเป็นจากเว็บ Cars.com ขายอยู่ที่ดีลเลอร์ขายรถใช้แล้วเจ้าหนึ่ง แถวถนน North Waterloo ซึ่งอยู่ฝั่งตะวันออกของคลีฟแลนด์ ตอนที่ขับรถไปดูกัน ก็กลัวเหมือนกัน เพราะพื้นที่แถวนั้นไม่ค่อยน่าไปเดินเท่าไหร่ เห็นปุ๊ปก็คิดว่าใช่เลย คุณสามีจัดการลองเอาไปขับขึ้นไฮเวย์ พบว่าใช้งานได้ดีทีเดียว

ที่อเมริกา ก่อนจะตกลงปลงใจซื้อรถ เราสามารถตรวจประวัติรถได้จาก Carfax เสียตังค์ใช้บริการเค้านิดนึง (ประมาณสิบหรือยี่สิบเหรียญ) ใส่เบอร์เครื่องรถเข้าไป (เค้าเรียกว่า VIN) ทาง Carfax ก็จะส่งรายงานมาให้เรารู้ได้เลยว่า รถคันนี้มีเจ้าของมาแล้วกี่คน เคยชนรึเปล่า เจ็ดตาโชเริ่มแรกเป็นรถเช่า (Leasing) จากนั้นก็มีเจ้าของมาอีกหนึ่งคน ก่อนจะถึงมือฉัน ผ่านมาหลายมือ ไม่เบาเลยทีเดียว

ได้เจ๊ดตาโชมาแล้ว เรื่องยังไม่จบ ดีลเลอร์ให้มาแต่ป้ายแดง ต้องไปทำเรื่องเปลี่ยนเป็นป้ายทะเบียนปกติ ด้วยความที่เป็นรถเก่า (สิบปี ขับมาแล้วกว่า 101,000 ไมล์) เราต้องพาเจ็ดตาโชไปทำ Inspection วิธีทำก็ง่ายๆ ต้องหาก่อนว่าสถานี Inspection ที่อยู่ใกล้บ้านอยู่ที่ไหน เสร็จแล้วก็เอาเอกสารเกี่ยวกับรถไปด้วย (จำไม่ได้แน่นอนแล้วว่าต้องมีอะไรบ้าง) พอไปถึงเค้าก็จะให้เราลงจากรถ แล้วเจ้าหน้าที่ก็จะขับรถผ่านอุโมงค์ไป ระหว่างผ่านก็เช็คเบรค เช็คการทำงานของรถไปด้วย ใช้เวลาประมาณ 15 นาทีก็ผ่านการทดสอบเรียบร้อย ทีนี่ก็เอาเอกสารไปยื่นขอป้ายทะเบียนจริงได้

ได้รถมา ก็ถึงเวลาต้องไปทำใบขับขี่ สมัยไปเรียนที่นิวเจอร์ซีย์เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ง่ายมาก แค่สอบข้อเขียนผ่าน แล้วก็เอาใบแปลของใบขับขี่ที่เมืองไทยไปยื่นให้เจ้าหน้าที่ DMV (Department of Motor Vehicles) แค่นั้นเอง เค้าก็ออกใบขับขี่ให้ แต่ที่โอไฮโอไม่เหมือนกัน ต้องผ่านข้อเขียน ผ่านแล้ว ต้องนัดไปสอบปฏิบัติอีก ตอนแรกก็หวิดๆ จะไม่ผ่านข้อเขียนเหมือนกัน เพราะยังงงๆ เรื่องขับทางซ้าย ทางขวา ใครเป็นทางเอกเป็นทางโท แต่สุดท้ายก็ผ่านไปได้อย่างเรียบร้อยดีไม่มีอุปสรรคใดๆ

หนึ่งปีที่ผ่านมา เจ็ดตาโชเป็นเพื่อนร่วมทางที่วิเศษที่สุด ไว้ใจได้มากที่สุด ถึงแม้จะขับแค่ในเมือง ขับลงเขาไปซื้อของชำที่ร้านจีนบ้างเป็นบางครั้ง ขับไกลที่สุดน่าจะเป็นครั้งที่ไป Outlet Mall ที่ Aurora Farms เรื่องที่ตื่นเต้นที่สุดคงเป็นตอนที่ทำฝาครอบล้อหน้าด้านซ้ายหล่นหาย แล้วต้องขับรถทั่วเมือง ทั้ง Cleveland Heights และ University Heights ตามหาว่าไปหล่นอยู่ที่ไหน (เสียดายตังค์ ตั้ง 70 เหรียญ) หาอยู่เกือบชั่วโมง สุดท้ายไปเจอหน้าตึกของ Amy Roth ใกล้บ้านนี่เอง

น่าสงสารเจ็ตตาโชเหมือนกัน เพราะคนใช้ไม่ค่อยรู้เรื่อง ขับมาปีนึง เพิ่งได้เอาไปเปลี่ยนน้ำมันเครื่องเมื่อเร็วนี้เอง แต่เพื่อนก็ไม่เคยโวยวายให้กังวลใจ ยิ่งตอนนี้เท่ห์ใหญ่ เพราะมีป้ายติดว่า “อักษร จุฬา” ดึงดูดให้คนต่างชาติที่ไม่เคยเห็นตัวหนังสือไทย เข้ามาไถ่ถามด้วยความสนใจว่า มันคือภาษาอะไร อ่านว่าอะไร แปลว่าอะไร

เราภูมิใจในเจ็ดตาโชเหลือเกิน


เว็บไซต์น่ารู้

  • Edmunds.com [http://www.edmunds.com/] สำหรับเช็คราคารถทั้งรถใหม่และรถเก่า (ที่ต้องการจะเทิร์นหรือซื้อ)
  • Cars.com [http://www.cars.com/] เอาไว้เสาะหาเมื่อต้องการซื้อรถใช้แล้ว
  • Carfax [http://www.carfax.com/] สำหรับดูประวัติรถโดยใส่เบอร์ตัวถัง (ต้องเสียค่าบริการ)
  • Ohio E-Check Vehicle Emissions Testing Program [http://www.epa.ohio.gov/dapc/mobile.aspx] สำหรับนำรถไปตรวจสอบว่าผ่านมาตรฐานสิ่งแวดล้อรหรือไม่ ก่อนขอรับทะเบียนรถ

One response to this post.

  1. […] พฤษภาคม ๒๕๕๗] เมื่อวานนี้เอาเจ๊ตตาชโชไปเทิร์นเป็นรถคันใหม่ […]

    Reply

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: