Big Stein

Baseballหวังว่าคงไม่ช้าเกินไป ถ้าจะเขียนถึงจอร์จ สไตน์เบรนเนอร์เอาตอนนี้ (George Steinbrenner) สไตน์เบรนเนอร์เป็นเจ้าของทีมเบสบอล New York Yankees เป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าสามารถเพิ่มมูลค่าการตลาดของทีมอย่างมหาศาล ตอนที่สไตน์เบรนเนอร์ซื้อทีมแยงกี้ในช่วงที่ทีมกำลังตกต่ำย่ำแย่สุดๆ ในปี 1973 เขาจ่ายเงินไปสิบล้านเหรียญ ถึงวันนี้มูลค่าของทีมกลายเป็นหนึ่งพันหกร้อยล้านเหรียญไปแล้ว (1.6 Billion dollars) สไตนเบรนเนอร์เสียชีวิตที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองแทมป้า รัฐฟลอริด้า เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา ด้วยโรคหัวใจล้มเหลว รวมมีอายุ 80 ปี

ที่คิดถึงสไตน์เบรนเนอร์ เพราะวันนี้ได้อ่านบล๊อกใน Harvard Business Review เรื่อง Why the Powerful Can Be So Rude เขียนโดย Jeffrey Pfeffer ประเด็นหนึ่งที่เฟฟเฟอร์พูดถึงคือ การที่เป็นที่รักหรือที่นิยมของคนทั่วไปมักจะนำมาซึ่งอำนาจเหนือผู้อื่น ในทางตรงกันข้ามคนที่มีอำนาจอยู่ในมืออยู่แล้ว อาจจะไม่เป็นที่รักของคนทั่วไปก็ได้ แล้วก็ยกตัวอย่างสไตนเบรนเนอร์ เฟฟเฟอร์บอกว่า สไตนเบรนเนอร์ไม่ได้เป็นคนใจดีเลย และออกจะเป็นที่(เกลียด)ชังของคนที่ได้ร่วมงานด้วย เฟฟเฟอร์อ้างถึงบทความใน New York Times ที่ Employees Got the Worst of Steinbrenner เขียนโดย Dave Anderson คอลัมนิสต์หน้ากีฬามือเก๋า แอนเดอร์สันเล่าเหตุการณ์หลายๆ ครั้งที่สไตน์เบรนเนอร์ไล่ลูกน้องออกอย่างไม่ไว้หน้า ว่ากันว่าตลอดระยะเวลาที่เขาดูแลทีมแยงกี้ เขาเข้าไปยุ่งกับการบริหารทีมทุกๆ ด้าน ทะเลาะกับคนโน้นคนนี้ ไม่ปล่อยมือให้คนอื่นตัดสินใจ จนใครๆก็ระอา ที่โด่งดังมากคือเขาไล่ออกผู้จัดการออกไปไม่รู้กี่สิบคน ถ้าใช้คำของ George Costanza ตัวละครใน Seinfeld อธิบายก็คือ “He fires people like it’s a bodily function.” คือไล่คนออกได้สบายๆ เหมือนกับหายใจเข้าหายใจออก (ประมาณนั้น) แถมยังไม่ได้ไล่ออกเฉยๆ ด้วย ไล่ออกแล้วก็ยังจ้างกลับมาทำงานอีก แล้วก็ไล่ออกอีก แล้วก็จ้างกลับมาทำอีก เป็นอย่างนี้หลายหน

คุณสามีแอบค่อน บอกว่านิสัยคน New Yorkers อะสิ แต่จริงๆ แล้วสไตนเบรนเนอร์เกิดที่เมือง Rocky River ใกล้ๆ Cleveland นี่เอง

สำหรับฉัน ถือเป็นเรื่องแปลก ที่จะมีคนพูดถึงคนที่ตายแล้วในทางที่ไม่ดี ปกติใครๆ ก็ชมคนที่ตายไปแล้ว ว่าดีเลิศประเสริฐศรีหนักหนา ครูที่โรงเรียนยังเคยให้เขียนเล่าว่า เราอยากให้คนพูดถึงเราว่าอย่างไร ตอนที่ตายแล้ว ทุกคนก็เขียนออกมาเป็นย่อหน้าๆ ว่าคนจะพูดถึงความสำเร็จของเรา ความดีของเรา เพ้อฝันกันสนุกสนานมาก

ฉันไม่ได้รู้จักสไตนเบรนเนอร์ เพราะกีฬาเบสบอล ที่รู้จักเพราะเขาเป็นตัวละครตัวหนึ่งใน Seinfeld ละครตลกเรื่องโปรดที่ฉันติดตามอย่างเหนียวแน่น ในละครพูดถึงสไตนเบรนเนอร์เชิงล้อเลียนในฐานะเจ้านายของจอร์จ คอสแตนซ่า(ซึ่งทำงานในทีมแยงกี้) ดูแล้วรู้สึกว่าเป็นคนเจ้าอารมณ์ เป็นคนตัดสินใจตามความรู้สึกของตนเองเป็นหลัก ตอนที่ดังที่สุดเห็นจะเป็นครั้งที่ใช้ให้จอร์จไปซื้อ Calzone มาเป็นอาหารกลางวัน ดูทีไรก็ขำทุกที

ถึงแม้ว่าสไตนเบรนเนอร์จะเป็นบุคคลที่ไม่พึงประสงค์สำหรับพนักงานในทีมแยงกี้ สิ่งหนึ่งที่ฉันนับถือคือ เขาเป็นคนที่มีอารมณ์ขันอย่างร้ายกาจ เขาล้อเลียนนิสัยแย่ๆของตัวเองตลอดเวลา แซวตัวเองสารพัด อย่างในไซน์เฟลด์นี่ เค้าก็ยอมให้ละครล้อเลียนบุคคลอันโฉ่งฉ่าง เอาแต่ใจตัวเอง โดยไม่ว่าอะไร (แถมยังเข้าไปเล่นเองถึงหนึ่งตอนด้วยซ้ำ) หนังสือพิมพ์ New York Times เล่าว่า เขาเคยเล่นโฆษณาทีวีของเบียร์ ของวีซ่าการ์ด โดยมีเนื้อหาแซวตัวเองแรงๆ ยังไม่นับถึงที่ไปออกรายการ Saturday Night Live (ถ้าใครเคยดู คงรู้ว่ารายการนี้เอาคนมาล้อเล่นแรงแค่ไหน)

Good to Great for the Social Sectorsบทความของ Harvard Business Review ทำให้ฉันนึกถึงหนังสือเรื่อง Good to Great ของ Jim Collins ที่ฉันอ่านประกอบการเรียนในเทอมที่ผ่านมา หนังสือเล่าถึงลักษณะขององค์ที่ประสบความสำเร็จและสามารถรักษาความสำเร็จของตนเองให้อยู่คู่องค์กรได้นานๆ  สิ่งหนึ่งที่หนังสือพูดถึงคือ องค์กรดังกล่าวมักมีผู้บริหารที่มีลักษณะ Level 5 Leadership ซึ่งรวมถึง การเป็นคน “Humble” แปลเป็นไทย ก็ประมาณว่า อ่อนน้อมถ่อมตน จำได้ว่าฉันบอกครูในห้องว่า ฉันไม่แน่ใจนักว่านี่คือลักษณะของผู้บริหารขององค์กรที่ประสบความสำเร็จจริงรึเปล่า เพราะจากประสบการณ์ส่วนตัว เจ้านายเก่งๆ ที่ฉันรู้จัก ไม่มีใคร”อ่อน” เลย ทุกคนแรงทะลุเพดาน เผลอๆ ฉันออกจะรู้สึกว่า คนที่เป็นผู้นำได้ ต้องมีความชั่วร้ายในตัวนิดๆ ด้วยซ้ำ

ยิ่งมาเห็นสไตนเบรนเนอร์ ฉันเลยยิ่งเชื่อในความคิดของตัวเองเข้าไปใหญ่  ฉันคิด(ไปเอง)ว่าที่หนังสือแนะนำให้ผู้บริหารมีความอ่อนน้อมถ่อมตน เป็นเพราะเขาต้องการเสนอความคิดที่แปลกใหม่ โดยปกติแล้วผู้บริหารชาวอเมริกันมักจะ”แรง” และชอบเสนอตัวเอง ชอบอวดตัว เป็นส่วนใหญ่

หมายเหตุ: อย่างไรก็ดี ต่อมาได้อ่านหนังสือภาคต่อของ Good to Great ที่เขียนถึงองค์กรไม่แสวงหากำไร (Social sector) เป็นหลัก จิม คอลลินส์ ก็อธิบายเพิ่มว่า ที่ว่าความเป็นผู้นำที่ว่านั้นไม่ได้หมายความว่า “อ่อน” หรือ “เป็นคนดี” แต่อย่างใด หากหมายถึงต้องตัดสินในอย่างถูกต้อง โดยไม่เกรงกลัวว่าจะยากลำบากเพียงใด เพื่อจะนำมาซึ่งความสำเร็จขององค์กร [(Level 5) leadership is not about being soft or nice. The whole point is to make sure the right decision happen – no matter how difficult or painful — for the long term greatness of the institution and the achievement of the mission, independent of consensus of popularity.]

ก็แล้วแต่จะคิดกันไป

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: