เรื่องเศร้าที่รัทเกอร์ส

Rutgers, the State University of New Jerseyข่าวสะเทือนใจของอเมริกาอาทิตย์นี้ คงหนีไม่พ้นข่าวนักศึกษาปีหนึ๋งของมหาวิทยาลัยรัทเกอร์ส (Rutgers, the State University of New Jersey) กระโดดน้ำฆ่าตัวตายที่สะพานจอร์จวอชิงตัน ที่เป็นข่าวดังไปทั่วประเทศ น้องไม่ได้กระโดดน้ำตายเพราะน้อยใจแบบวัยรุ่นทั่วไป แต่เป็นเพราะน้องโดน “Cyber-bully” ไม่แน่ใจว่าจะแปลเป็นภาษาไทยว่าอย่างไรดี แต่อธิบายได้สั้นๆ ว่า เป็นอาการที่เกิดการโดนกลั่นแกล้ง(แบบอันธพาล)ทางอินเทอร์เน็ต หรือถ้าจะให้ฉันอธิบายด้วยภาษาของตัวเองก็คือ น้องโดดน้ำตายเพราะพิษสงจากเครื่องมือออนไลน์

น้องผู้ชายคนนี้เพิ่งเข้าเรียนที่รัทเกอร์ส ได้ไม่กี่อาทิตย์ เป็นนักไวโอลินที่ดูท่าจะมีอนาคตไกล น้องอาศัยอยู่ในหอพักนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยจัดให้ แชร์ห้องร่วมกับเพื่อนอีกคนซึ่งก็เป็นเพื่อนที่ร่วมเรียนไฮสกูลเดียวกันมา อยู่มาวันหนึ่งเพื่อนร่วมห้องน้องก็ทวีต (Twitter) กระจายข่าวว่า วันนี้น้องขอเขาใช้ห้องสำหรับกิจส่วนตัวซักสองสามชั่วโมง แต่พอเขา iChat เข้าไปที่เครื่องแมคของตัวเองในห้อง เขาก็เห็นผ่านเว็บแคมว่าน้องกำลังมีอะไรๆ อยู่กับผู้ชายอีกคนหนึ่งอยู่

[หมายเหตุ: iChat เป็นโปรแกรมที่มีอยู่บนเครื่องแมคอินทอช คล้ายๆ Skype ที่เราใช้กัน เราสามารถหมุนเข้าไปหาเครื่องที่มี iChat ได้ ถ้าตั้งโปรแกรมไว้ให้มันรับสายโดยอัตโนมัติ พอมีคนโทรเข้าไปปุ๊ป เว็บแคมที่ติดอยู่กับเครื่องก็จะเริ่มทำงาน คนที่โทรเข้าไปก็จะเห็นหน้าคนรับโทรศัพท์ทันที]

เรื่องเศร้าเริ่มขึ้นที่ว่าเพื่อนน้องไม่ได้ทวีตกระจายข่าวอย่างเดียว แต่ยังฉวยโอกาส แกล้งน้อง (Cyber-bully) โดยเอาวิดีโอที่ดึงได้จาก iChat มาถ่ายทอดสดให้คนอื่นได้ร่วมเห็น”กิจกรรมของน้อง”ด้วย

เด็กเพิ่งจบไฮสกูล อายุ 18 ก็ยังเป็นเด็ก ยังคิดไม่ทัน (หรือไม่ทันคิด) คงไม่ได้ต้องการอะไรไปมากกว่าจะแกล้งเพื่อนเอาสนุก แต่แน่นอนว่า เรื่องอย่างนี้ คนที่โดนกระทำคงไม่รู้สึกสนุกด้วย ดูเหมือนว่าน้องเพิ่งมารู้ทีหลังว่ากิจกรรมของตัวเองโดนประจานไปทั่วอินเทอร์เน็ต เพราะเพื่อนๆ ในหอเอาไปซุบซิบกัน ข่าวรายงานว่าน้องเองก็ไม่เคยเปิดเผยว่าตัวเองเป็นเกย์หรือไม่ เจอเพื่อนแกล้งขนาดนี้น้องเลยไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนแถมกว่าน้องจะรู้เรื่อง ก็ดูเหมือนว่าเพื่อนได้แกล้งประจานน้องไปหลายหนแล้ว ข่าวรายงานต่อว่าน้องได้ไปปรับทุกข์ในหน้าเว็บไซต์ชุมชนเกย์ว่า”โดนแกล้ง แต่ถึงฟ้องโรงเรียน ก็คงไม่มีใครทำอะไรจริงจังอยู่ดี” อีกวันสองวันต่อมา น้องก็เข้าไปอัพเดทสเตตัสตัวเองใน Facebook บอกว่า “Jumping off the gw bridge sorry” แล้วน้องก็ไปโดดน้ำตาย

ถึงขณะนี้ แม้เรื่องของน้องจะซาไปจากหน้าหนังสือพิมพ์มากแล้วก็ตาม ฉันก็ยังรู้สึกสะเทือนใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะฉันเองก็เคยไปร่ำเรียนที่รัทเกอร์มาเกือบสองปี นึกภาพออกว่าหอพักที่น้องอยู่ตั้งอยู่ตรงไหน รัทเกอร์เป็นมหาวิทยาลัยที่ใหญ่มาก เป็นเด็กต่างพ่อต่างแม่ ต่างภาษา ต่างเผ่าพันธุ์มากมาย นึกภาพน้องเพิ่งจากบ้านมาอยู่หอเอง แล้วก็ออกจะเห็นใจเป็นอย่างยิ่ง

ฉันพยายามอย่างมากที่จะไม่เล่าเรื่องนี้ให้โอนเอียงกล่าวโทษไปทางใดมากจนเกินไป สำหรับฉันทุกคนน่าสงสารหมด แต่แน่นอนว่าพอคนทั่วไปทราบเรื่องก็จะพากันโจมตีเพื่อนร่วมห้องของน้องและเด็กผูู้หญิงอีกคน ซึ่งเป็นเจ้าของห้องที่เพื่อนร่วมห้องของน้องเข้าไปขอใช้คอมพิวเตอร์เพื่อจะถ่ายทอดกิจกรรมของน้องทางอินเทอร์เน็ต นักวิชาการบางคนก็บอกว่าอาจจะเป็น Hate Crime (การก่ออาชญากรรมที่เกิดขึ้นจากความลำเอียง จากการเกลียดชังเป็นการส่วนตัว) ก็ยังดีที่ไม่มีใครพูดว่าเป็นเรื่องของเชื้อชาติ เพราะน้องที่ตายเป็นคนอเมริกัน (หัวแดง ปากแดง หน้าตาน่ารัก ดูใจดี เป็นศิลปิน) ในขณะที่รูมเมทของน้องเป็นเด็กอินเดียอเมริกัน และเด็กผู้หญิงอีกคนทีร่วมขบวนการด้วยเป็นเด็กจีนอเมริกัน

ฟังนักวิชาการถกกันใน CNN แล้วก็เห็นด้วยกับเค้าว่าบทเรียนที่เราได้จากเรื่องนี้คือ เด็กๆ ไม่รู้จริงๆ ว่าอำนาจของการสื่อสารทางอินเทอร์เน็ตมันมีอิทธิพลให้คุณให้โทษได้มากเพียงใด ชีวิตเด็กรุ่นนี้ ทุกๆ วันก็อยู่กับอินเทอร์เน็ต อยู่กับ Facebook กับ Twitter  ทำอะไรนิด อะไรหน่อย ก็อัพเดทบนเว็บ พลอยทำให้คิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่จะเอาเรื่องของอื่นมาป่าวประกาศบนเว็บด้วย ในห้องเรียนวิชาการตลาดของฉัน อาจารย์มักจะพูดว่า เด็ก Generation Y นี้ เป็นรุ่นที่ไม่มี Privacy ทำอะไรก็อยากให้คนอื่นรู้เรื่องของตัวไปด้วยหมด ต่างกับคน Generation อื่นๆ ที่มักจะสงวนข้อมูลส่วนตัวไว้ให้มากที่สุด

ที่แน่ๆ ว่าคนที่เสียใจที่สุดคือพ่อแม่ญาติพี่น้องของน้อง เพื่อนสองคนที่ทำผิดก็น่าสงสาร กลายเป็นเด็กที่อนาคตมืดมน เพราะคงต้องเข้าคุกแน่ๆ ไหนจะพ่อแม่ของเด็กสองคนนี้ ที่คงเศร้ามากที่ลูกต้องเข้าคุก ทั้งๆ ที่ชีวิตดูท่ากำลังเริ่มต้นไปได้ด้วยดีได้เข้ามหาวิทยาลัยอย่างรัทเกอร์ส

ฉันสงสัยว่าทำไมน้องเค้าไม่ปรึกษาพ่อแม่  ถ้าเค้าไปปรึกษาพ่อแม่ เค้าคงไม่ต้องโดดน้ำตาย คุณสามีสันนิษฐานว่า เผลอๆ พ่อแม่ก็อาจจะไม่เคยรู้ว่าน้องเป็นเกย์ แล้วน้องก็คงไม่คิดว่าพ่อแม่จะเข้าข้าง เผลอๆ อาจจะโดนดุที่ไปมีอะไรกับผู้ชายอีก จะไปปรีกษา Counselor ที่มหาวิทยาลัย (เป็นหน่วยงานที่ให้คำปรึกษากับนักศึกษาเรื่องปัญหาชีวิตทั่วไป) ก็คงไม่กล้า เพราะน้องเพิ่งมาใหม่

ฉันคิดว่าชีวิตวัยรุ่นเป็นช่วงชีวิตที่ลำบากที่สุดสำหรับมนุษย์ เป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลง ทั้งร่างกาย ทั้งจิตใจ ต้องเอ็นทรานซ์ ต้องมีแฟน ต้องตามเพื่อน แต่ในขณะเดียวกันวุฒิภาวะก็ยังไม่พร้อม ยังไม่มีบรรทัดฐานมาช่วยให้ตัดสินใจได้ดีที่สุด เลยจะรู้สึกว้าวุ่นใจมากเป็นพิเศษ

เรื่องของน้องนี้ ทำให้ฉันนึกถึงคำอวยพรของแม่ แม่มักจะอวยพรให้ฉันได้เจอกับคนดีๆ เจอกับเพื่อนดีๆ แล้วชีวิตจะดีเอง ถ้าน้องได้รูมเมทที่มีวุฒิภาวะมากกว่านี้ เรื่องของน้องคงไม่จบลงความเศร้าเช่นนี้

อ่านข่าวเต็มๆ เกี่ยวกับน้องได้ที่ New York Times

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: