สัพเพเหระวันขอบคุณพระเจ้า

President Bush pardons the Thanksgiving turkey in the Rose Garden.

ประธานาธิบดีบุชปล่อยไก่งวง (ภาพจาก http://georgewbush-whitehouse.archives.gov)

อาทิตย์นี้เป็นอาทิตย์แห่งวันขอบคุณพระเจ้า ฉันไปเรียนหนังสือแค่วันจันทร์วันเดียว โรงเรียนหยุดตั้งแต่วันอังคารเป็นต้นไป เปิดเรียนอีกทีก็วันจันทร์หน้า

Thanksgiving เป็นเทศกาลสำคัญของประเทศนี้ ถ้าเปรียบกับเมืองไทย ก็คงเท่าๆ กับสงกรานต์ ถ้าเทียบกับอิตาลีก็คงเป็นแฟรรากอสโต ที่จะไม่เหมือนกันคือ พอถึงวัน Thanksgiving ซึ่งเป็นวันพฤหัสสุดท้ายของเดือนพฤศจิกายน ร้านรวงและที่ทำงานในประเทศนี้จะปิดทำการหมด รถก็ไม่ค่อยมีวิ่ง ซุปเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหาร โรงหนัง ปิดราบเป็นหน้ากลอง ให้ความรู้สึกราวกับเมืองทั้งเมืองเป็นร้าง ต่างกับสงกรานต์บ้านเราที่ร้านค้ายังเปิดให้ออกไปจับจ่าย หาความบันเทิงได้บ้าง ถนนหนทางก็คึกคัก เพราะคนพากันออกมาปะแป้ง เล่นน้ำ

พูดถึง Thanksgiving ก็หนีไม่พ้นเรื่องอาหารประจำเทศกาล ซึ่งก็จะมีไก่งวง มีแครนเบอรี่ซอส มีสตัฟฟิ่งทำจากขนมปัง มีมันฝรั่งบด มีสวีทโปเตโต้สีส้มๆ (มันหวาน) มีถั่วฝักยาวอบ (Green bean casserole) ของหวานก็มักจะเป็นพายแอ๊ปเปิ้ล ปีที่แล้วฉันและพี่เอ็นโซได้รับเชิญให้ไปร่วมฉลองวัน Thanksgiving ที่บ้านอาจารย์ที่โรงเรียนท่านหนึ่ง อาหารอร่อยทุกอย่าง กินกันจนพุงกาง ยังจำได้ว่าฉันเอาซาละเปาไส้หมูแดงที่ซื้อจากร้านลีวาในเมืองจีนติดมือไปแจมด้วย ปีนี้ฉันไปกินกับเพื่อนๆที่จอห์นแครอล ทาง Office of Global Education จัดให้นักเรียนต่างชาติที่ Carrollogde ซึ่งเป็นบ้านพักร้อนของที่โรงเรียน กินจนพุงกางอีกเหมือนกัน

อาทิตย์นี้เราจะเห็นรถทะเบียนแปลกๆ จากต่างรัฐวิ่งแถวบ้านเต็มไปหมด มาจาก West Virginia บ้าง มาจาก Utah บ้าง เดาเอาว่าคงกลับมาเยี่ยมบ้านกัน เพื่อจะอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาและฉลองวันขอบคุณพระเจ้า ข่าวใหญ่ประจำอาทิตย์ก็หนีไม่พ้นเรื่องการเดินทางกลับบ้านของประชาชนทั้งหลาย ปีนี้ทางการกะว่าน่าจะมีคนเดินทางทางอากาศช่วงเทศกาลวันขอบคุณพระเจ้าอย่างๆน้อย ก็หนึ่งพันหกร้อยล้านคน คนเยอะอย่างนี้แน่นอนว่าการตรวจเช็คผู้โดยสารที่สนามบินก็คงวุ่นวายตามไปด้วย

TSA Full-body scanner

ภาพจากเครื่องสแกนเนอร์ของ TSA (จาก http://blog.tsa.gov/)

ที่อเมริกา หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบเรื่องนี้ เรียกว่า “Transportation Security Administration” หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า TSA  ใครที่ใช้สนามบินในอเมริกา คงเดาออกว่าขั้นตอนการตรวจเช็คความปลอดภัยสนามบิน ยุ่งยากแค่ไหน หลังๆ นี้ ยิ่งยุ่งเข้าไปใหญ่ เพราะตั้งแต่เค้าติดตั้งเครื่อง Full-Body Scanner ซึ่งคนอเมริกันหลายๆ คนคิดว่าเป็นการละเมิดสิทธิ์ส่วนบุคคลเป็นอย่างยิ่ง หนังสือพิมพ์ลงข่าวต่างๆ นานา ว่ามีผู้โดยสารพากันประท้วงไม่ยอมให้ตรวจ ทั้งหลายทั้งปวงนี้ทำให้มีการคาดคะเนว่าคงใช้เวลานานมากกว่าจะผ่านด่านรักษาความปลอดภัยเข้าไปได้

ประเด็นเรื่องการรักษาความปลอดภัยนี้ได้รับการถกเถียงกันอย่างหนักในห้องเรียนมาร์เก็ตติ้งเมื่อวันจันทร์ (ทั้งๆ ที่ เนื้อหาก็ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องการตลาดเสียเท่าไหร่)  หลายคนเชื่อว่าคนที่เดินทางต้องยอมรับกฏนี้ เพื่อความปลอดภัยของเพื่อนร่วมเดินทางคนอื่นๆ ถ้ารับไม่ได้ ก็ไปขับรถซะ ไม่ต้องมานั่งเครื่องบิน แต่บางคน (ซึ่งเป็นผู้หญิง) ก็ไม่เห็นด้วยที่ต้องยอมกันขนาดนี้ แค่เดินผ่านเครื่องตรวจโลหะ เอากระเป๋าเข้าเครื่องเอ๊กซ์เรย์หรือค้นตัวก็พอแล้วไม่เห็นต้องให้คนเดินผ่านเครื่องสแกนเนอร์ให้เห็นรูปร่างกันขนาดนี้เลย เพื่อนอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้ชาย พยักหน้าเห็นด้วย บอกว่า ตัวเค้าเองก็ไม่อยากให้ใครมาเห็นรูปร่างของภรรยา หรือลูกสาวเค้าทางจอเหมือนกัน สแกนเนอร์ที่ว่านี่เท่าที่เห็นจากภาพข่าวก็เป็นเครื่องสแกนตัวมนุษย์ให้เห็นแค่เป็นรูปร่าง ไม่ได้เห็นอวัยวะเป็นส่วนๆ และไม่เห็นหน้าตาชัดเจนแต่เข้าใจอารมณ์คนเถียงเหมือนกันว่า ไม่มีใครอยากให้เจ้าหน้าที่ TSA ที่เป็นคนคุมสแกนเนอร์นั่งวิจารณ์(และอาจรวมถึง) หัวเราะ(เยาะ)รูปร่างผู้โดยสารแต่ละคน

ทั้งนี้และทั้งนั้นปัญหาไม่ได้อยู่แค่เครื่องสแกนเนอร์อย่างเดียว ซีเอ็นเอ็นลงข่าวเรื่องเจ้าหน้าที่ TSA ทำถุงฉี่ของผู้โดยสารแตก ระหว่างที่ทำการตรวจค้นตามลำตัว (Pat-down) ข่าวบอกว่าผู้โดยสารคนนี้เป็นผู้รอดชีวิตจากโรคมะเร็ง (Cancer survivor) ทำให้ต้องไปไหนต่อไหนโดยมีถุงฉี่ห้อยติดตัวไปด้วย นอกจากเรื่องปัญหาการตรวจค้นผู้ป่วยทั้งหลายแล้ว ยังมีเรื่องการค้นตัวผู้โดยสารเด็กๆ อีก จะทำยังไงไม่ให้ส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตของเด็ก และคงมีปัญหาอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย…

เล่าเรื่องนี้ให้คุณสามีฟัง เค้าไม่ว่าอะไร ได้แค่ยกคำพูดของ Benjamin Franklin ที่บอกว่า “ใครที่เลือกความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน แทนที่จะเลือกอิสรภาพแล้ว เขาผู้นั้นก็จะสูญเสียทั้งสองอย่าง” [“Those who would give up essential liberty to purchase a little temporary safety, deserve neither liberty nor safety.”] ที่ว่าอย่างนี้เพราะถ้าเราถึงขั้นยอมให้ใครต่อใครมาควบคุมดูแลชีวิตและทรัพย์สินของเราให้รอดพ้นจากอันตรายแล้ว นั่นก็แปลว่าเราก็ยกชีวิตและอิสรภาพให้เขาไปโดยปริยาย

ความเห็นของฉันอย่างเดียวคือ สงสารคนอเมริกันเหลือเกิน จะทำอะไรก็ต้องหวาดกลัว เดี๋ยวระเบิด เดี๋ยวสารพิษ ต้องยกทัพไปสู้รบในแดนไกล ครอบครัวต้องแยกกันอยู่ คนนิวยอร์กต้องตะเกียกตะกายไปเช่าตู้เก็บเอกสารสำคัญไว้นอกเมือง (เผื่อกรณ๊ใครยกทัพมาระเบิดเมืองอีก เอกสารจะได้ไม่ถูกทำลายไปด้วย) ไม่มีใครอยากเห็นเหตุการณ์ร้ายๆ อย่าง 9/11 เกิดขึ้นอีก เฮ้อ! ดูไม่เห็นจะเป็นชีวิตที่มีความสุขเลย สู้อยู่บ้านเราก็ไม่ได้

One response to this post.

  1. […] ฟังแล้วก็ชวนให้นึกถึงกรณีของลูกสาวประธานาธิบดีสหรัฐที่เพิ่งเกิดขึ้นหมาด ๆ  เรื่องมีอยู่ว่า ในงานอภัยทานไก่งวงแห่งชาติ เนื่องในเทศกาลวันขอบคุณพระเจ้า ที่จัดขึ้นทำเนียบขาวที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโอบามาก็ทำหน้าที่เป็นประธานในพิธีปล่อยไก่งวงผู้โชคดีให้รอดพ้นจากการถูกเชือดขึ้นโต๊ะอาหารตามปกติเหมือนอย่างทุก ๆ ปี […]

    Reply

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: