The Apprentice

ตั้งใจจะเล่าเรื่องรายการทีวี The Apprentice มาหลายเดือนแล้ว แต่ไม่ได้โอกาสเสียที

The Apprentice เป็นหนึ่งในสองรายการทีวีที่ฉันเฝ้าดูเป็นประจำทุกอาทิตย์ (อีกรายการหนึ่งคือละครตลกชื่อ The Big Bang Theory) The Apprentice เป็นรายการที่สมัยนี้เค้าเรียกกันว่า Reality Show (ซึ่งก็มองไม่ออกว่าเป็น Reality (เรื่องจริง) ได้อย่างไร เพราะไม่มีทางที่มนุษย์จะประพฤติตัวได้ตามปกติเมื่ออยู่หน้ากล้องทีวี) ผู้ดำเนินรายการนี้คือมหาเศรษฐี Donald Trump เจ้าของประโยคติดปาก “You’re fired!” กติกาของเกมส์ก็คือเลือกคนมา 16 คน แบ่งเป็นสองทีม แล้วให้แข่งกันทำงาน เช่น ไปเปิดรถเข็นขายไอติม ไปลากรถสามล้อรับผู้โดยสาร ไปทำหนังโฆษณา หรือไปทำโปรโมชั่นให้ร้านดูแลตัดแต่งขนสุนัข เป็นต้น ทีมไหนได้รายได้มากกว่าก็จะชนะไป แต่ละอาทิตย์ ก็จะมีการคัดคนจากทีมที่แพ้ออกไปเรื่อยๆ จนเหลือคนสุดท้าย ก็จะได้เป็น The Apprentice (หรือแปลเป็นไทยง่ายๆ ว่า “ลูกมือ”) ของ Donald Trump ได้เข้าควบคุมดูแลกิจการใดกิจการหนึ่งในเครือทรัมป์ที่มีมูลค่าเป็นล้านล้านเหรียญสหรัฐ

ปีนี้คนสร้างปรับธีมของ The Apprentice ให้เหมาะกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันของอเมริกา คือเลือกคนที่ตกงานทั้งหลายมาเป็นผู้เล่นเกมส์ มีทั้งอดีตทนาย อดีตอัยการ อดีตเจ้าของกิจการ และอื่นๆ อีกมากมาย

ฉันชอบดูรายการนี้ เพราะถือว่าได้เรียนรู้วิธีการทำงานของคนอเมริกันและเรียนรู้บทเรียนทางการตลาดไปด้วยพร้อมๆ กัน โปรเจคท์บางอย่างที่ทำแล้วพลาดทำให้ทีมต้องแพ้ ก็เกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์เล็กๆ น้อยๆ เช่น ออกแบบโบรชัวร์ แล้วลืมใส่ที่อยู่ติดต่อเจ้าของสินค้าเป็นต้น

ที่จำได้แม่นอีกอย่างคือตอนแรกของซีซั่นนี้ คนที่โดนไล่ออกคนแรก เป็นผู้หญิงจีน-อเมริกัน ยังเด็กอยู่เลย (น่าจะประมาณปลายๆ ยี่สิบ) เคยประกวดมิสอเมริกาแล้วได้เป็นรองอันดับต้นๆ ด้วย แต่ต้องโดนไล่ออก เพราะทีมของตัวแพ้ แล้วเพื่อนร่วมทีมก็ตราหน้าเธอว่า เป็นหัวหน้าทีมที่ไม่สามารถออกคำสั่งกับลูกน้องได้เลย จะตัดสินใจอะไร ก็ต้องถามลูกน้องตลอดว่า พวกเธอคิดยังไง ดีมั้ย ดีมั้ย

พอเขียนถึงตรงนี้ ก็ชวนให้นึกถึงบทเรียนจากวิชา Leadership and Managerial Skills ที่เรียนกับดร. สก๊อต แอลเลน เมื่อเทอมที่แล้ว ดร. แอลเลนสอนว่า สไตล์การเป็นผู้นำนี้มีหกแบบโดยหลักๆ คือ (1) Pacesetting — ตั้งมาตรฐานให้ลูกน้องทำตาม  (2) Affiliative — แบบเอาใจลูกน้อง อยากให้มีความกลมเกลียวกัน (3) Authoritative — สั่ง สั่ง สั่ง แนวโค้ชกีฬา (4) Coaching — แบบเป็นครู สอนให้ความรู้ (5) Coercive — บังคับให้ทำโน่น ทำนี้โดยใช้อำนาจ และ (6) Democratic — รับฟังความเห็นของหลายๆ ฝ่าย ไม่เอาแต่ใจตัวเอง ทั้งนี้ทั้งนั้นสไตล์การบริหารเหล่านี้ ไม่มีอะไรถูกหรือผิด เพียงแต่ต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์เท่านั้นเอง

ย้อนกลับไปมองกรณีของน้องซูหลิง (จำชื่อน้องเค้าไม่ได้แล้ว เอาเป็นว่าเรียกเธอว่า ซูหลิง แล้วกัน เป็นนามสมมติ) เห็นได้ชัดว่าน้องใช้สไตล์แบบ Affiliative ซึ่งเป็นเรียกปกติมากสำหรับคนเอเชีย เพราะเรามีวัฒนธรรมแบบ รักษาหน้ารักษาตา (Save face) เราไม่นิยมติเตียนหรือออกปากสั่งกับโน้นสั่งนี้กับคนที่เพิ่งรู้จักกัน น้องเค้าก็นึกว่าตัวเองใช้สไตล์ Democratic อยู่ (เปิดโอกาสให้แต่ละคนในทีมได้แสดงความคิดเห็น) กลายเป็นว่าฝรั่งคนอื่นที่ร่วมทีมไม่ได้มองแบบเดียวกับน้อง กลับไปมองว่าน้อง ‘อ่อนหัด’ รุมกันขับไล่น้องออกไป

ฉันเห็นใจน้องมาก (เพราะตัวเองก็ชอบทำตัวแบบน้อง) แต่ก็เข้าใจว่าอยู่อเมริกา ต้องรู้จักรักษาสิทธิ์ของตัวเอง ต้องตาต่อตา ฟันต่อฟัน ถ้าไม่แรงจริง คงอยู่ลำบากหน่อย

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: