แข่งมาราธอนที่คลีฟแลนด์

@Water Station, St. Clair & 21st Street, Cleveland, Ohio

@Water Station, St. Clair & 21st Street, Cleveland, Ohio

[17 พฤษภาคม 2554]  วันอาทิตย์ที่ผ่านมา ฉันตื่นตั้งแต่ตีห้า ตั้งใจว่าจะไปช่วยเป็นอาสาสมัครที่ซุ้มน้ำ ในงานแข่งขันวิ่งมาราธอนประจำปีของเมืองคลีฟแลนด์

งานที่ได้รับมอบหมายคือ ให้เป็นพนักงานประจำซุ้มน้ำ คอยให้เตรียมน้ำใส่แก้วสำหรับนักวิ่งมาราธอนนับพันคนที่ร่วมแข่งขันในงานนี้ ตลอดเส้นทางจะมีซุ้มน้ำทั้งหมด 16 ซุ้ม ซุ้มที่ฉันประจำอยู่เป็นซุ้มสุดท้ายก่อนเข้าเส้นชัย สำหรับพวกวิ่ง Full Marathon และ 10K

การแข่งขันคราวนี้จัดขึ้นทุกปี ปีนี้เป็นปีที่ 34 เดาว่าก็คงเหมือนเมืองใหญ่ๆ ในอเมริกาที่จะมีการจัดการแข่งขันแบบนี้ อย่างในนิวยอร์ก (ซึ่งดังมาก ใครๆ ก็น่าจะรู้จัก) หรือว่า บอสตัน ที่คลีฟแลนด์มีจัดให้วิ่งหลายประเภท ทั้่งแบบ Full Marathon (คือวิ่งกัน 26 ไมล์) Half Marathon แบบ 10K (ที่เราเห็นแข่งกันประจำในโอลิมปิก คือวิ่ง 10 กิโลเมตร หรือประมาณ 6 ไมล์นิดๆ) แบบ 5K แล้วก็มีวิ่งสำหรับเด็กเท่านั้น (Kid’s Run) ด้วย  เส้นทางวิ่งคือเริ่มจาก สนามกีฬา Cleveland Browns Stadium ในเมือง แล้วก็วิ่งวนรอบๆ เมือง กลับมาจบที่สเตเดี้ยมใกล้ๆ ที่เริ่มวิ่ง

แผนการณ์ของฉัน ก็คือ ตื่นตีห้า กินข้าวเช้าให้พร้อม อย่ากินน้ำเยอะ (เพราะอาจจะไม่มีห้องน้ำดีๆ ให้ใช้) แล้วก็ขับรถไปทิ้งไว้ทีสถานีรถไฟ RTA ตรง Shaker Square เพื่อจับรถไฟเที่ยวหกโมงแปดนาทีเข้าเมือง จริงๆ ก็น่าจะขับรถเข้าไปได้ แต่ไม่แน่ใจเรื่องการปิดถนนและเรื่องที่จอดรถ วิ่งมาราธอนนี้ เค้าจัดกันให้วิ่งบนนถนนในเมือง ฉะนั้นตำรวจจะปิดถนนหลายสายตั้งแต่ตอนตีสามเพื่อเปิดทางให้นักวิ่ง ส่วนเรื่องที่จอดรถ ได้ยิน(คำขู่) มาว่า อาจจะแพงถึง 20 เหรียญ (เหมาจ่าย) คิดแล้ว สรุปว่านั่งรถไฟเข้าไปในเมืองดีกว่า เสียเที่ยวละ 2.25 เหรียญ แล้วค่อยเดินเอา ไกลหน่อย ก็ไม่เป็นไร (งก)

เส้นทางการวิ่ง

เส้นทางการวิ่ง

ตามกำหนดการ นักวิ่งจะออกสตาร์ทตั้งแต่ประมาณเจ็ดโมงเช้า ฉันไปถึงสถานีรถไฟตอนตีห้าสี่สิบแปดนาที ก็เห็นนักวิ่งจำนวนหนึ่งรอขึ้นรถไฟอยู่แล้ว สุดท้ายฉันเลยตัดสินใจขึ้นรถเที่ยวตีห้าห้าสิบไปพร้อมกับนักวิ่งเสียเลย อย่างน้อยจะได้มีเพื่อนนั่งรถไฟไปด้วยกัน รถไฟถึงสถานีสุดท้ายคือ Tower City (ตึกที่ฉันไปดูหนังตอนเทศกาลภาพยนตร์ที่คลีฟแลนด์กับคุณสามี) ฉันต้องเดินด้วยเท้าต่อไปอีก 30 นาทีถึงจะถึงที่นัดพบ

เช้านั้นฝนตกพรำๆ อากาศหนาวทั้งๆ ที่เข้าฤดูร้อนแล้ว เดินไปก็นึกชมเชยนักวิ่งว่าสปิริตแรงจริงๆ หนาวๆ เปียกๆ อย่างนี้ยังมาวิ่งกันอีก ฉันไปถึงจุดนัดพบตอนหกโมงครึ่ง ตามเวลาที่นัดไว้พอดี เจออาสาสมัครคนอื่นๆ ที่มาจากมหาวิทยาลัยจอห์น แครอล (JCU) รออยู่บ้างแล้ว

เราคุยกันพักใหญ่ ถึงรู้ว่าได้ข้อมูลมาผิด ซุ้มจริงๆ อยู่ที่แยกถนน St. Clair ตัดกับ ถนนที่ 21 ไม่ใช่ถนนที่ 17 อย่างที่ได้รับทราบมา โชคดีที่อยู่ไม่ไกลกัน เดินไปอีกสองสามบล๊อกก็ถึง

คนประเทศนี้จะทำอะไรทีก็ต้องมีวิธีการขั้นตอน (Instruction) บอกอย่างละเอียด อย่างเป็นอาสาสมัครที่ซุ้มน้ำอย่างนี้ ไม่ใช่นึกว่าแจกน้ำก็ทำได้เลย ต้องอ่านขั้นตอนที่ทีมงานให้มาอย่างละเอียด ต้องมีเกเตอเรด (น้ำดื่มเกลือแร่) และน้ำเปล่าให้นักวิ่ง อย่างแรกที่ต้องทำคือผสมเกเตอเรดกับน้ำเปล่า รินใส่แก้วในปริมาณครึ่งแก้ว ส่วนน้ำเปล่าเฉยๆ ก็รินใส่แก้วได้เลยเป็นปริมาณ 3/4 ของแก้ว วิธียื่นน้ำให้นักวิ่ง ก็ต้องถือแก้วแบบจับครอบที่ปากแก้ว เพื่อให้นักวิ่งฉวยไปได้ง่ายๆ ต้องร้องบอกด้วยว่า ของเหลวในแก้วคือ น้ำเปล่า หรือ เกเตอเรด (เพื่อนักวิ่งจะได้รู้) ห้ามยืนขวางทางวิ่ง หรือวิ่งเข้าไปหานักวิ่ง ให้นักวิ่งวิ่งเข้ามาหาเราเอง (กรณีนี้เคยมีคนล้มแล้วโดนนักวิ่งเหยียบมาแล้ว)

ทีเด็ดหนึ่งที่ฉันทึ่งมากคือ น้ำที่เขาเสิร์ฟให้นักวิ่งทั้งหลาย ไม่ได้มาจากน้ำขวดแต่อย่างได้ แต่ใช้สายยางต่อตรงจากข้อต่อดับเพลิง (Fire Hydrant) บนถนนนั่นเอง น้ำประปาจากก๊อกกินได้เลยอยู่แล้ว ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายซื้อน้ำมาเลี้ยงให้เปลืองตังค์ แล้วก็มีให้ใช้ได้ไม่อั้น ทีมงานบอกแถมว่า ถ้านักวิ่งร้อนมาก ก็เอาสายยางฉีดคลายร้อนให้นักวิ่งได้เลย เสียดายที่วันนี้ออกจากหนาว เลยไม่มีโอกาสได้ฉลองสงกรานต์กับนักวิ่งที่คลีฟแลนด์กัน

นักวิ่งกลุ่มแรกที่มาถึงซุ้มน้ำที่ฉันประจำอยู่ คือ นักวิ่ง 10K เป็นคนผิวดำทั้งหมด 5 คน วิ่งเกาะกลุ่มกันมาเลย ไม่มีใครสนใจจะกินน้ำเลยแม้แต่น้อย ตั้งหน้าตั้งตาวิ่งอย่างเดียว (แถมดูจะวิ่งเร็วกว่าสปีดที่ฉันวิ่งทั่วไปด้วยซ้ำ) สุดท้ายดูข่าวถึงได้รู้ว่าคนชนะเลิศเป็นคนเอธิโอเปีย ใช้เวลา 29 นาทีนิดๆ (สำหรับ 10 กิโลเมตร) ถามไอรีนว่า ทำไมคนแอฟริกันวิ่งเร็วกันจัง ไอรีนบอกว่า มีเผ่าบางเผ่าในเคนยาที่่วิ่งเร็วมาตั้งแต่เกิด (แบบอยู่ในสายเลือดเลย) แล้วก็วิ่งได้ทุกสภาพอากาศ เพราะเคนยามีทั้งร้อนและหนาว ข้อสำคัญ รัฐบาลเค้าสนับสนุนมาก เพราะรู้ว่าเป็นการสร้างชื่อเสียงให้ประเทศได้อย่างหนึ่ง

สรุปว่าลูกค้าซุ้มน้ำของฉัน ส่วนใหญ่เป็นคนที่วิ่งมาถึงทีหลังๆ ยิ่งมาถึงช้าเท่าไหร่ ก็ยิ่งขอน้ำกินมากเท่านั้น

ที่เมืองอเมริกา มีงานอาสาสมัครให้ทำเยอะแยะไปหมด ปกติฉันก็ไม่เคยไปเสนอตัวเท่าไหร่ แต่คราวนี้เป็นเพราะหลวงพ่อคิม ซึ่งเป็นพระแคทอลิกอยู่ที่โรงเรียน เขาจัดโครงการ Living Person 7 เรี่ยไรเงินไปช่วยเด็กยากจนที่มาดากัสการ์ โดยการหาคนมาวิ่งให้ได้ 125 คน ฉันรู้จักหลวงพ่อคิม (ซึ่งเป็นคนเกาหลี อายุน่าจะใกล้ๆ ฉัน) เพราะเคยลงเรียนวิชา Leadership Skills ด้วยกันเมื่อปีที่แล้ว เห็นแล้วก็เลยอยากจะช่วย แต่ให้ไปวิ่งมาราธอนคงไม่ไหว เลยบอกว่าจะอุทิศแรงงานแทน (ตอนบอกไปก็ไม่ได้คิดว่าจะต้องตื่นเช้ามากขนาดนี้)

เป็นอาสาสมัครคราวนี้ก็ได้ประสบการณ์ดีเหมือนกัน อย่างเดียวที่เจ็บใจคือ มารู้ทีหลังว่าขับรถเข้ามาก็ได้ (อาสาสมัครคนอื่นๆ ก็ขับรถกันถมไป) จอดได้ฟรีๆ หรือถ้าเสียค่าจอดก็แค่ 4 เหรียญ ถูกกว่านั่ง RTA ไปกลับเสียอีก

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: