วันที่ 11 กันยายน

[13 กันยายน 2554] ถ้าถามฉันว่า ในชีวิตนี้มีวันไหนบ้างที่ไม่มีวันลืมได้ลง (ทั้งๆ ที่ไม่อยากจะจำ) ก็คงตอบว่ามีหลายวัน ไม่ว่าจะเป็นวันที่เรื่องร้ายๆที่เกิดขึ้น ทั้งกับตัวเอง หรือกับประเทศชาติ ที่จะจำได้มากสำหรับคนรุ่นฉัน ก็น่าจะเป็นช่วงพฤษภาทมิฬ (17-20 พฤษภาคม 2535) หรือวันที่เซ็นทรัลเวิร์ลถูกเผา (19 พฤษภาคม 2551) พอมีคนพูดถึง ก็จะนึกได้แม่นว่าตอนที่รู้ข่าวนั้นๆ ตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ ถ้าถามคุณสามี พี่เอ็นโซก็จะบอกว่า วันที่ อัลโด้ โมโร่ (Aldo Moro) นายกรัฐมนตรีของอิตาลีโดนพวกหัวรุนแรงฝ่ายซ้ายลักพาตัวกลางกรุงโรม (16 มีนาคม 2513)

แต่สำหรับคนอเมริกันทั้งประเทศ ทุกคนจะมีจำวันที่ 11 กันยายน 2544 ถึงจะตัวจะไม่ได้ร่วมเหตุการณ์อยู่ใจกลางแมนฮัตตัน ดูเหมือนว่าทุกคนจะจำได้แม่นว่าบรรยากาศของประเทศในช่วงนั้นเป็นอย่างไร นึกถึงตอนที่ดอนน่าพาฉันและพ่อไป Ground Zero ในนิวยอร์ก เมื่อครั้งที่เราไปเที่ยวอเมริกากันใน พ.ศ. 2548 คือห้าปีหลังจากเกิดเหตุการณ์ ดอนน่าก็ยังร้องไห้ไป เล่าให้พ่อ ให้เก๋ ให้พรรณ และให้ฉันฟังว่าเหตุการณ์วันนั้นเป็นอย่างไร ที่ทำงานของดอนน่าอยู่ห่างจากอาคารเวิร์ดเทรดเซ็นเตอร์ไปไม่กี่บล๊อก ทำให้ได้สัมผัสเหตุการณ์อย่างใกล้ชิด คนที่ดูจากโทรทัศน์ก็คิดว่ามันสยองมากพออยู่แล้ว แต่คนที่อยู่ตรงนั้น ณ เวลานั้น ทั้งสับสน ไม่รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้น ทั้งเสียงระเบิด เสียงคนที่กระโดดจากตึกตกลงกระทบพื้น ฝุ่น ควัน

คนอเมริกันเรียกวันนี้ว่า 9/11 (ไนน์อีเลเวน) แปลกที่ว่ามันไปพ้องกับเบอร์โทรฉุกเฉินของประเทศนี้พอดี อย่างถ้าเป็นเมืองไทยเราก็หมุน 191 แต่ประเทศนี้เขาใช้หมุน 911 กัน

พี่เอ็นโซเล่าว่าแม้แต่ในคลีฟแลนด์ก็เต็มไปด้วยบรรยากาศหูดหู่ เช้าวันนั้นคุณสามีไปทำงานตามปกติ ไม่รู้ข่าวจนกระทั่งมีคนบอกว่าเครื่องบินชนตึกเวิร์ดเทรดแล้ว เขาเล่าว่าพยายามจะเข้าไปเช็คข่าวในเว็บไซต์ (เพราะที่ทำงานไม่มีโทรทัศน์) แต่เว็บทุกเว็บล่มหมด (เข้าใจว่าเพราะทุกๆคนพยายามจะเข้าไปหาข้อมูลพร้อมๆ กัน) วันนั้น คลาสทุกคลาสยกเลิก มหาวิทยาลัยอนุญาตให้ทุกคนกลับบ้านได้ เท็ด เจ้านายที่ทำงานเล่าว่าอาทิตย์นั้น ราคาน้ำมันขึ้นสูงไปถึง 5 ดอลลาร์ต่อแกลลอน (จากราคาปกติประมาณ 2 ดอลลาร์กว่าๆ)

ปีนี้ ครบรอบ 10 ปีของเหตุการณ์วิปโยคนี้ สื่ออเมริกาประโคมข่าวเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์นี้ล่วงหน้าเป็นอาทิตย์ ทั้งเรื่องแอร์โฮสเตสที่เกือบจะต้องไปทำงานบนเครื่องที่ชนตึกเวิร์ดเทรด เรื่องลูกๆ ของคนที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ที่เพิ่งคลอดในตอนนั้น (ซึ่งตอนนี้ก็โตมากแล้ว) ในวันที่ 11 กันยายนเอง (ซึ่งวันนี้ตรงกับวันอาทิตย์) ก็มีการทำพิธีรำลึกถึงผู้เสียชีวิตทั้งที่แมนฮัตตัน ที่วอชิงตัน ดีซี และที่แชงก์วิลล์ เพนซิลเวเนีย ปิดท้ายด้วยข่าวผู้โดยสารชาวอเมริกัน ซึ่งเป็นลูกครึ่งอาหรับ และชาวอินเดีย โดนกักตัวที่สนามบินดีทรอยท์ เพราะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นพวกก่อการร้าย ด้วยเหตุว่าคนทั้ง 3 คนนี้นั่งแถวเดียวกัน และคนอินเดียเข้าห้องน้ำในเครื่องนานไปหน่อย (พวกลูกเรือเลยพาลไปคิดว่าเขาวางแผนจะทำมิดีมิร้าย)

จนบัดนี้ก็ยังมีคนกล่าวโทษรัฐบาล(ของประธานาธิบดีบุช)ว่า ปล่อยให้เครื่องบินตั้ง 3 ลำทำร้ายคนอเมริกาได้อย่างไร น่าจะสกัดคนร้ายได้ตั้งแต่เครื่องบินลำที่สองชนตึกแล้ว ทำไมถึงยังปล่อยให้เครื่องลำที่สามไปพุ่งชนเพนตากอนได้ แต่นึกแล้วก็เห็นใจรัฐบาล ตอนนั้นทุกคนคงช๊อกมาก ใครจะไปคิดว่าจะมีคนใช้เครื่องบินพาณิชย์ลำเบ้อเริ่มเป็นอาวุธได้ ข้อสำคัญสมัยนั้นเทคโนโลยีการสื่อสารถึงหมู่คนมากๆ ยังไม่ก้าวหน้าเหมือนสมัยนี้ ถ้าเป็นตอนนี้ เครื่องบินชนปุ๊ป อีกไม่เกินสามนาทีต่อมา คนทั้งโลกก็รู้ข่าวได้ผ่านทาง Facebook ทาง Twitter ทีนี้จะทำอะไรอีกก็คงยากขึ้นไปกว่าเดิม

ฝันร้ายนี้คงจะหลอกหลอนอเมริกาไปอีกนานแสนนาน ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดเรื่องร้ายๆ อีกเมื่อไหร่ ก็ต้องคอยตามป้องกัน ตามตรวจเช็คอาวุธ เช็คระเบิด เดือดร้อนวุ่นวายกันไปไม่มีที่สิ้นสุด

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: