จดหมายเรี่ยไร

ของกำนัล

ของกำนัลจากการเรี่ยไรบริจาค

[๒๙ เมษายน ๒๕๕๕]  โดยปกติบุรุษไปรษณีย์ (จริง ๆ น่าจะเรียกสตรีไปรษณีย์มากกว่า เพราะคนที่มาส่งเป็นผู้หญิง) จะนำจดหมายมาส่งให้บ้านแถว ๆ นี้ ทุกเช้า ประมาณ ๑๐ หรือ ๑๑ โมงเป็นประจำ ส่งทุกวันยกเว้นวันอาทิตย์

ทุกครั้งที่มีจดหมายมา ฉันจะตื่นเต้นมาก รอลุ้นว่าเป็นจดหมายจากพ่อแม่ที่เมืองไทยหรือเปล่า หรือว่าเป็นเช็คที่นายจ้างของฉันทั้งหลายจ่ายเป็นค่าแรงจากงานที่ได้ทำไป

อย่างไรก็ดี ต้องบอกตรง ๆ ว่า จดหมายที่รอคอยเหล่านี้ ถือเป็นสัดส่วนอันน้อยนิดของสิ่งที่ไปรษณีย์เอามาส่งให้แต่ละวัน ๆ แน่นอนว่าจดหมายส่วนใหญ่ก็จะเป็นจดหมายจากบริษัทเครดิตต่าง ๆ ชักชวนให้เปิดบัญชีบัตรเครดิต (อันนี้คล้าย ๆ กับที่ได้สมัยอยู่เมืองไทย) และนอกไปจากนั้นก็จะเป็นจดหมายจากองค์กรการกุศลต่าง ๆ เรื่ยไรขอเงินบริจาค (อันนี้ไม่ค่อยได้ที่เมืองไทย)

ฉันเข้าใจว่าคนอเมริกันเขาบริจาคเงินให้องค์กรการกุศลเป็นล่ำเป็นสันมาก เหตุผลใหญ่ ๆ ก็คือ เอาเงินบริจาคนี้ไปหักภาษีได้ คิดง่าย ๆ ว่า ยังไง ๆ ก็ต้องเสียภาษี สู้เอาเงินนี้ไปให้คนที่เขาจะมาทำประโยชน์ให้กับสังคมดีกว่า ได้ยินว่าคนที่บริจาคเป็นกลุ่มหลักคือ คนอายุมากที่เกษียณแล้ว (อายุประมาณ 65 ปีขึ้นไป) ที่สำคัญคือ คนกลุ่มนี้ไม่ได้แค่บริจาคเงินอย่างเดียว แต่ยังเป็นเรี่ยวแรงสำคัญในการบำเพ็ญตนเป็นอาสาสมัครช่วยสังคมอีกด้วย วันก่อนได้คุยกับคนที่ทำองค์การ Meals on Wheels เขาบอกว่าอาสาสมัครที่เป็นคนไปรับอาหารและเอาไปส่งตามบ้านหรืออพาร์ทเมนท์ต่าง ๆ นั้น อายุโดยเฉลี่ยคือ 70 ปี คนที่ทำองค์กรนี้ เค้าพูดติดตลกว่า พอถึงหน้าหนาว ก็จะเกิดวิกฤตคลาดแคลนอาสาสมัคร เพราะท่าน ๆ เหล่านี้หนีหนาวที่คลีฟแลนด์ไปหาอากาศอุ่น ๆ ที่ฟลอริด้ากันเป็นส่วนใหญ่

ฉันเองก็คิดร่ำ ๆ จะไปช่วยเขาอยู่เหมือนกัน แต่ติดว่าค่าน้ำมันช่วงนี้แพงเหลือเกิน สงสัยจะมีทุนทรัพย์ไม่พอที่จะอุทิศตนให้กับโครงการนี้

กลับมาเล่าเรื่องจดหมายเรี่ยไรต่อ กลเม็ดในการเรี่ยไรที่อเมริกานี้ ก็จะมีต่าง ๆ กันไป เช่นการชักชวนให้สมัครเป็นสมาชิก แล้วให้สิทธิพิเศษในการเข้าฟังสัมมนาเป็นต้น วิธีหนึ่งที่ใช้กันบ่อยคือ การส่ง Return-Address Label พิมพ์เป็นชื่อที่อยู่เราเสร็จสรรพ บางทีก็สมุดจดโน้ต การ์ดอวยพรต่าง ๆ มาให้เราใช้ในโอกาสต่าง ๆ กัน ล่าสุดที่ประทับใจมาก คือส่งเงินมาให้ มีทั้งส่งมาเป็นเหรียญ 10 เซ็นต์ หรือไม่ก็ส่งเช็ค 2.50 เหรียญ เอาไปขึ้นเงินได้เลย

สำหรับคนที่อ่านหนังสือการโน้มน้าวใจของด๊อกเตอร์ชาวดินี่ (Robert Cialdini) จะรู้เลยว่านี่เป็นกลยุทธ์หนึ่งการโน้มน้าวใจที่ได้ผลดีนัก กลยุทธ์นี้เรียกว่า Reciprocity หรือถ้าแปลในภาษาของฉันง่าย ๆ ก็คือการทวงบุญคุณอย่างหนึ่งนั่นเอง  พอเราได้รับพวกของเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างนี้ เราก็ย่อมรู้สึกว่า เกรงใจ ต้องส่งเงินกลับไปให้เค้าเสียหน่อย ไหน ๆ เขาก็อุตส่าห์ส่งของมาให้เราแล้ว

ฉันเองติดกับดักไปหลายครั้ง เคยบริจาคกลับไป 5 เหรียญ 10 เหรียญ จนตอนนี้ต้องเมินหน้าหนี เพราะก็ยังมีจดหมายมากระหน่ำขอบริจาคอยู่เกือบทุกวัน ตอนนี้เลยกลายเป็นหงุดหงิดไป เพราะว่าเสียดายกระดาษจดหมายที่เขาสงมา (สงสารต้นไม้) ได้มาแล้วก็โยนทิ้งไปหมด ที่แย่คือจดหมายเหล่านี้ราวกับออกลูกออกดอกได้ เพราะแต่ละองค์กรก็คงแลกเปลี่ยนชื่อคนบริจาคกัน วัน ๆ ก็เลยได้จดหมายพวกนี้มากขึ้นทุกที จะบอกยกเลิกก็ไม่ได้ (เพราะไม่รู้จะยกเลิกยังไง)

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: