สมุดปกเขียว

The Negro Motorist Green Book[๖ มิถุนายน ๒๕๖๐] ปีสองปีทีผ่านมา มีโอกาสได้ทำงานให้กับองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในคลีฟแลนด์ไฮท์ เป้าหมายขององค์กรคือการส่งเสริมให้คนทุกคนมีโอกาสได้เป็นเจ้าของหรือเช่าอยู่ในที่พักอาศัยได้อย่างเท่าเทียมกัน (เช่นในกรณีที่บ้านเช่าบางแห่ง เลือกผู้เช่า กีดกันไม่อยากให้ต่างสีผิว คนพิการ คนต่างศาสนา หรือคนรักร่วมเพศมาเช่าบ้าน ) ในขณะเดียวกันก็สนับสนุนสังคมให้ยอมรับความหลากหลายของผู้คน (เช่น คนต่างชาติพันธุ์ ต่างเพศสภาพ เป็นต้น) ฉันไม่เคยเห็นองค์กรลักษณะอย่างนี้ในเมืองไทย ที่อเมริกา ประเทศที่เต็มไปด้วยคนจากร้อยพ่อพันแม่ ต่างสีผิว ต่างภาษา องค์กรลักษณะนี้มีให้พบเห็นได้ทั่วไป

ฉันชอบทำงานนี้ เพราะเป็นงานที่มีลักษณะค่อนข้างใกล้เคียงกับงานประจำที่เคยทำสมัยอยู่เมืองไทย คือทำเรื่องการประชาสัมพันธ์ผ่านโซเชียลมีเดีย และสื่ออื่น ๆ ให้คนมาร่วมกิจกรรมที่องค์กรจัดขึ้น ผลพลอยได้คือทำให้ได้เรียนรู้เรื่องประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ด้านสิทธิมนุษยชนในอเมริกาไปพร้อม ๆ กัน ได้รู้จัก Justice Thurgood Marshall ได้รู้จัก Emmett Till ได้เข้าใจความหมายของ “Separate but equal” และได้รับฟังเรื่องราวของความไม่เท่าเทียมกันที่เกิดจากการเลือกปฏิบัติมากมาย

กิจกรรมล่าสุดที่องค์กรจัดขึ้น เป็นกิจกรรมเกี่ยวเนื่องจากหนังสือ The Negro Motorist Green Book ซึ่งจะขอเรียกสั้นๆ ว่า The Green Book หนังสือหรือนิตยสารนี้ออกเป็นรายปี ระหว่าง ปี 1936 ถึง 1966  หรือ พ.ศ. 2479 – 2509 (ระงับการพิมพ์ไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง) ผู้จัดพิมพ์เป็นพนักงานไปรษณีย์ชื่อ วิกเตอร์ ฮิวโก กรีน (ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ The Green Book ประกอบกับหน้าปกหนังสือก็ใช้สีเขียวเป็นหลัก) จัดรวบรวมข้อมูลทุก ๆ ปี รวมเล่มเพื่อเป็นคู่มือการเดินทางของคนผิวดำในยุคนั้น ฟังดูเผิน ๆ ก็ไม่น่าจะมีอะไรน่าสนใจ แค่ไกด์บุ๊กทั่ว ๆ ไป แต่อย่าลืมว่า เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว การกีดกันสีผิวยังเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วไป คนผิวดำที่เดินทางโดยรถยนต์จากชิคาโก (ซึ่งค่อนข้างเปิดเสรี) ลงไปเยี่ยมญาติทางใต้ (ซึ่งไม่เสรีเลย) จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรู้ว่า จะแวะพักเติมน้ำมัน พักค้างแรมที่ไหนได้อย่างปลอดภัย ให้มั่นใจว่าจะไม่โดนยิง หรือถูกจับไปฆ่า

จัดกิจกรรมครั้งนี้ โชคดีมาก เพราะผู้ที่เคยใช้สมุดปกเขียวเป็นคู่มือเดินทางจริง ๆ มาเล่าเรื่องแลกเปลี่ยนประสบการณ์ จำไม่ได้แน่ชัดว่าจะเดินทางจากเมืองไหนไปเมืองไหน จำได้แต่ว่าเดินทางไปกับครอบคัว เปิดหนังสือดู พบที่พักสามแห่ง ไปถึงที่แรก ปรากฏว่าโดนเผาทิ้งไปเสียแล้ว ที่ที่สอง ดูท่าทีแล้ว ไม่น่านอนเลย ที่ที่สาม ยังไม่ได้สร้าง สุดท้ายเลยต้องขับรถออกนอกเส้นทางไปสองชั่วโมงกว่า ๆ เพื่อไปนอนบ้านป้าอีกรัฐหนึ่งแทน

เรื่องกีดกันสีผิวนี่ บางเรื่องฟังแล้วก็คิดว่าอะไรจะขนาดนั้นหรือ เช่น คนผิวดำแวะพักโรงแรมในทางใต้ของอเมริกา และว่ายน้ำในสระ หลังจากนั้นปรากฏกว่าเจ้าของโรงแรมปล่อยน้ำในสระทิ้ง และทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรคในสระอย่างจริงจัง อีกเรื่องคือ เรื่องนักวางผังเมืองสมัยก่อน ออกแบบสะพานสำหรับรถข้ามไฮเวย์ (Overpasses) ในนิวยอร์ก ให้ความสูงไม่มากนัก เพื่อที่จะกีดกันไม่ให้คนดำ (ซึ่งมักจะเดินทางโดยรถบัส หลังคาสูงกว่ารถเก๋ง) ไม่ให้ใช้ถนนเส้นนั้น ซึ่งเป็นทางไปสู่สถานที่พักผ่อนหย่อนใจริมชายทะเล เป็นต้น

มาถึงสมัยนี้ เรื่องสีผิวก็ยังเป็นประเด็นสำคัญของสังคม ในขณะที่ประเด็นของการเลือกปฏิบัติกับคนรักร่วมเพศก็ร้อนแรงตามมาติด ๆ คนอเมริกันส่วนใหญ่จะถือแนวความคิดสองด้าน คือ (1) รัฐบาลกลางควรเป็นคนออกกฏไม่ให้มีการกีดกันคนกลุ่มน้อยเหล่านี้ หรือ (2) ควรจะเป็นหน้าที่ของรัฐบาลรัฐเป็นคนตัดสินใจ

ฉันเคยคิดว่าจริง ๆ น่าจะเป็นบทบาทของรัฐบาลของแต่ละรัฐมากกว่า เพราะรัฐแต่ละรัฐก็ยังมีความคิดไม่เหมือนกัน จะไปบังคับฝืนใจเขาได้อย่างไร คุณสามีบอกว่า ถ้าอย่างนั้น ป่านนี้คนผิวดำในรัฐทางใต้ก็คงยังไม่ได้ลืมตาอ้าปากแน่นอน

เขียนเรื่องนี้แล้วชวนให้คิดถึงวันวานในอดีต สมัยที่ยังไม่มี GPS และต้องใช้แผนที่ Rand McNally วางแผนการเดินทาง นึกไม่ออกเหมือนกันว่าสมัยก่อนทำได้อย่างไร เก่งขนาดนั้นเชียวหรือ สมัยนี้เปิด Google Map ใส่ที่อยู่เข้าไปป๊ป แป๊ปเดียวก็ได้คำตอบออกมาแล้วว่าต้องเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวาตรงไหนจึงจะถึงที่หมายได้

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: