Archive for the ‘คลีฟแลนด์ Cleveland’ Category

เพื่อนบ้าน

Nextdoor.com

[๑๘ พฤษภาคม ๒๕๖๐] ยุคนี้เป็นยุคโซเชียลมีเดีย อะไร ๆ ก็เชื่อมโลกให้เข้าหากัน ทั้งเฟซบุ๊ค อินสตาแกรม สแนปแชท นักการตลาดมองเห็นโอกาสว่าการที่ผลิตภัณฑ์หรือการบริการได้รับการเผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดียจะช่วยให้ยอดขายดีขึ้น ขนาด Starbucks กาแฟเจ้าเก๋าเจ้าดังยังเล่นกับเขาด้วย เมื่อหลายอาทิตย์ที่แล้ว สตาร์บั๊กประกาศเมนูตัวใหม่ Unicorn Frappuccino สีสวยจ๊าดถูกใจวัยรุ่น ออกมาขายเฉพาะกิจแค่ช่วงวันสุดสัปดาห์เดียว แม้นักวิจารณ์อาหารจะบอกว่ารสชาติไม่ได้เรื่องแม้แต่น้อย แต่เครื่องดื่มนี้ก็ได้รับความนิยมมาก สำนักข่าวหลาย ๆ แห่งวิเคราะห์ออกมาว่า “Starbucks’ new Unicorn Frappuccino was made to be Instagrammed” โดยเฉพาะ อย่าว่าแต่ใครเลย ฉันเองร้อยวันพันปีไม่เคยกินสตาร์บั๊ก ก็ยังโดนดูดไปที่ร้านด้วย คนขายบอกว่า ไม่มีแล้ว หมดแล้ว ทั่วคลีฟแลนด์ขายหมดเลย สรุปว่าเลยต้องสั่งอย่างอื่นกินแทน ลองคิดดูแล้วถือเป็นกลยุทธ์ในการดึงคนเข้าร้านได้ดีมาก

starbucks-unicorn-frappuccino-looks-shockingly-different-from-its-advertising

เครื่องดื่มยูนิคอร์นของสตาร์บั๊ก

วันนี้อยากเล่าเรื่องโซเชียลมีเดียอีกเจ้าหนึ่งที่(เข้าใจว่ายัง) ไม่มีในเมืองไทย แต่กำลังได้รับความนิยมเงียบ ๆ ในอเมริกา ชื่อว่า Nextdoor.com หน้าตาเจ้า Nextdoor นี่คล้าย ๆ เว็บบอร์ดอย่างพันทิป แต่ลักษณะที่โดดเด่นคือจะจัดสมาชิกเป็นกลุ่มย่อย ๆ ตามบริเวณที่อยู่อาศัย (Neighborhood) การสมัครเป็นสมาชิกก็ต้องได้รับการตรวจสอบว่าเราพักอาศัยอยู่ในบริเวณนี้จริงหรือไม่ ซึ่งทำได้หลายวิธี เช่นใช้เบอร์โทรศัพท์ ใช้ที่อยู่จากเครดิตการ์ด เป็นต้น เรื่องที่พูดคุยกันก็มีตั้งแต่ไม้จิ้มฟัน ยันเรือรบ เช่น ประกาศหมาแมวหาย หรือพบหมาแมวหลงจากเจ้าของ ขายของใช้แล้ว หรือ อยากซื้อของใช้แล้ว มีใครจะขายบ้างไหม ขอคำแนะนำว่าจะจ้างบริษัทไหนมาทำสวน เปลี่ยนพรม หรือทาสีบ้าน ไปจนถึงว่าจะไปหาหมอฟันคนไหนดี และที่ขาดไม่ได้คือการบ่น ด่าทอ ประจานบริษัทที่ให้บริการห่วย ๆ

ส่วนที่ฉันชอบมากคือ มีการอัพเดทสถานการณ์ต่าง ๆ ในบริเวณบ้านเรา เช่น ไฟดับ ต้นไม้ล้ม มีคนทำท่าไม่ชอบมาพากลมาด้อม ๆ มอง ๆ บริเวณถนนสายนั้นสายนี้ เมื่อคืนตอนตีสาม ได้ยินเสียงปืนดัง มีใครได้ยินบ้างไหม วันหนึ่งฉันขับรถผ่านถนนใกล้บ้าน เห็นรถตำรวจมาจอดอยู่เรียงรายหลายคัน เช็คใน Nextdoor พบว่ามีคนโพสต์ถามแล้วว่ามีตำรวจมามายขนาดนี้ มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ทำไมมีตำรวจจากเมืองอื่นมาด้วย (คนแถวนี้ช่างสังเกตเป็นอย่างมาก)

เรื่องประหลาด ๆ และน่ารัก ๆ ที่โพสต์กันยังมีอีกมากมาย อย่างเช่น มีคนเข้ามาบ่นว่า กวางเยอะจริง ๆ เข้ามากินดอกไม้ต้นไม้ในสวนหลังบ้านหมดเกลี้ยง แถมยังมาข่มขู่หมาเขาด้วย มีคนเข้ามาตอบแสดงความเห็นใจมากมาย เพื่อนบ้านคนหนึ่งเข้ามาอธิบายว่า เหตุผลที่เรามีกวางเยอะ เพราะตอนนี้หมาป่า (Coyote) มันหายไปหมดแล้ว ถ้าจะต้องการกำจัดประชากรกวาง ก็ต้องเอาหมาป่าเข้ามาปล่อย – สรุปคือต้องเลือกว่าจะเอากวางหรือหมาป่า

เรื่องที่ฉันประทับใจมากคือ  มีคนเข้าโพสต์เรื่อง นกฮัมมิงเบิร์ดเบอร์ 514 คนโพสต์บอกว่า ตารางการอพยพของนกที่เขามีอยู่บอกว่า พรุ่งนี้นกฮัมมิงเบิร์ดสายพันธุ์ 514 จะบินมาจากอเมริกากลาง มาถึงคลีฟแลนด์วันพรุ่งนี้แล้วนะ  ขอแนะนำให้เอาน้ำหวาน (Nectar – แถมอธิบายเสร็จสรรพว่าให้เอาน้ำเปล่า 16 ออนซ์ ผสมน้ำตาล 4 ออนซ์) ใส่ผสมไว้ในที่ให้อาหารนกด้วย เวลานกบินมาถึง ได้กินแล้วจะได้ชื่นใจ

ล่าสุดคุณสามีเล่าว่า มีคนเข้ามาโพสต์เรื่องประหลาดว่าตื่นมา 9 โมงเช้า แล้วเจอรถใครก็ไม่รู้มาจอดทิ้งไว้ในทางขับรถเข้าบ้านเฉยเลย สุดท้ายต้องแจ้งตำรวจให้มาลากไป แปลกดี เดากันว่าคงเป็นรถของเด็กมหาวิทยาลัยใกล้ ๆ ที่หาที่จอดรถในโรงเรียนไม่เจอ เลยต้องมาทิ้งรถไว้ตามบ้านคนแปลกหน้าแทน

ที่น่าสนใจคือไม่ค่อยมีคนบ่นเรื่องการเมืองเท่าไร เข้าใจว่าเป็นนโยบายของ Nextdoor ที่ห้ามไม่ให้พาดพิงถึงการเมือง ถ้ามีใครเข้ามาบ่นโวยวายมาก ๆ (rant) ก็จะมีผู้คุมกฎมาเชิญให้ออกไปจากกลุ่ม

The Guardian รายงานว่า ปัจจุบัน Nextdoor ค่อย ๆ ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ (แนวสโลว์บัทชัวร์)  เมื่อตอนที่เปิดตัวใหม่ ๆ ห้าปีที่แล้ว มีชุมชมเข้าร่วมเพียง 7,000 ชุมชน ปัจจุบัน มีมากถึงเกือบ 140,000 ชุมชน มีผู้ใช้กว่าสิบล้านคน และกำลังจะขยายตลาดไปสู่ยุโรปต่อไป

ข้อมูลบน Nextdoor น่าติดตามกว่าบนโซเดียมีเดียอื่น ๆ เพราะเป็นเรื่องใกล้ตัวที่มีผลกระทบกับชีวิตความเป็นอยู่ของเราจริง ๆ การที่ระบบบังคับให้ใช้ชื่อในการลงทะเบียนเป็นชื่อจริง และตรวจสอบได้ว่าใครอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่เท่าไร ทำให้ข่าวสารที่แลกเปลี่ยนกันในเว็บบอร์ดมีความน่าเชื่อถือ ไม่เหมือนในเฟซบุ๊คหรืออินสตาแกรม ที่เราแทบไม่รู้เลยว่าคนที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นใครมาจากไหน ข่าว Fake News จากการเลือกตั้งในอเมริกา ทำให้ฉันสูญเสียศรัทธาและเกิดวิจิกิจฉาในการอ่านความคิดเห็นในเฟซบุ๊คมากขึ้นทวีคูณ

เอวังก็เป็นด้วยประการฉะนี้แล

ประสบการณ์ดูละครเวทีที่คลีฟแลนด์

[๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๐]  ในคลีฟแลนด์มีโรงละครดี ๆ หลายแห่ง ทั้งเล็ก ทั้งใหญ่ โรงละครที่อยู่ใกล้บ้านหน่อยชื่อ โดบามา ใหญ่ประมาณโรงละครคณะอักษรฯ มีละครดี ๆ ที่ได้รางวัลพูลิเซอร์มาให้ดูตลอดทั้งปี ฉันเคยไปดูมา 2-3 ครั้ง ชอบมาก เพราะขนาดโรงไม่ใหญ่เกินไป นั่งดูแบบใกล้ชิดนักแสดงแบบติดขอบ และราคาค่าตั๋วไม่แพง พอไหว

ปลายปีที่ผ่าน นัยว่าจิตตกจากหลาย ๆ เรื่องที่เกิดขึ้นในปลายปี 2016 ส่งผลให้ต้องแสวงหาความบันเทิงมาชะโลมใจ โชคดีว่าเป็นช่วงเทศกาลพอดี เลยมีบัลเลต์เรื่อง The Nutcracker -ของไชคอฟสกี้มาเปิดแสดงที่ Playhouse Square ตั๋วราคาสูงหน่อย แต่คุ้ม ดนตรีบรรเลงโดยวงออเคสตร้าประจำเมืองคลีฟแลนด์ เนื้อเรื่องแฟนตาซี แต่งตัวสวยงาม ช่วงแรกอาจจะน่าเบื่อหน่อย แต่ช่วงหลังพักครึ่งเต้นระบำกันสนุกสุด ๆ

ภายใน State Theatre ตกแต่งสไตล์บารอค

ภายใน State Theatre ตกแต่งสไตล์บารอค

เพลยเฮาส์สแควร์ที่ว่านี่ตั้งอยู่ในดาวน์ทาวน์เมืองคลีฟแลนด์ เป็นโรงละครเก่าแก่ อายุเกือบ 100 ปี สร้างตั้งแต่ปี 1922 (หลังสงครามโลกครั้งที่ 1) เป็นสถานบันเทิงที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองในสหรัฐอเมริกา จะเป็นรองก็แค่ Lincoln Center ในนิวยอร์กเท่านั้นเอง เพลยเฮาส์สแควร์ประกอบด้วยโรงละครย่อย ๆ ถึง 5 โรง คือ โรงละคร Ohio โรงละคร Connor Place โรงละคร State โรงละคร Allen และ โรงละคร Hanna แต่ละโรงมีการตกแต่งหรูหรา สวยสดงดงาม ทั้งแชนเดอเลียร์ ทั้งหินอ่อน และม่านปักลายดอกประดับตามผนังและบนเวที

ตามประวัติแล้ว เพลยเฮาส์สแควร์นี้ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมาย เมื่อครั้งที่เปิดใหม่ ๆ ช่วงนั้นคลีฟแลนด์กำลังรุ่งเรื่องเฟื่องฟู เพลยเฮาส์สแควร์ก็เป็นสถานที่ยอดฮิตสำหรับผู้คนที่ม่พักผ่อนหย่อนใจ ดูหนังเงียบ ดูละคร และโวดวิล (Vaudeville = แปลเป็นไทย น่าจะหมายถึงการแสดงแบบปกิณกะ หลาย ๆ แบบมารวมกัน มีทั้งละครสัตว์ รายการตลก การแสดงร้องเพลง) ผ่านไป 40 ปี สังคมเปลี่ยนไป มีการย้ายถิ่นฐานออกจากดาวน์ทาวน์ไปอยู่ตามชานเมืองมากขึ้น ประกอบกับโทรทัศน์เริ่มเข้ามามีบทบาทในฐานะเครื่องมือให้ความบันเทิงในราคาที่ถูกกว่าการซื้อตั๋วดูละคร สุดท้ายโรงละครก็ค่อย ๆ ทยอยปิดตัวลงในปี 1968-1969 หลังจากถูกทิ้งให้เสื่อมโทรมและถูกรุมทึ้งอยู่ 10 ปี กลุ่มประชาชนรากหญ้าในคลีฟแลนด์ก็รวมตัวกัน จับมือช่วยกันระดมทุนปรับปรุงและเปิดโรงละครขึ้นมาใหม่ และเปิดการแสดงมาจนถึงปัจจุบัน

ลวดลายสวยงามบนเพดานของ ก่อนเข้า Allen Theatre

ฉันเคยเข้าไปชมการแสดงในเพลยเฮาส์สแควร์ 3 ครั้ง ครั้งแรกก็คือไปดูบัลเล่ต์เรื่อง The Nutcracker ใน State Theatre ตามที่กล่าวไว้ในตอนต้น อีก 2 ครั้งไปดูละครเวที ใน Allen Theatre เรื่องแรกที่ดูคือเรื่องเชอร์ล๊อก โฮลม์ ตอน สุุนัขล่าเนื้อแห่งบัสเกอร์วิลล์ (โปรดักชั่นของ Ken Ludwig) ซึ่งสนุกมาก ใช้คนเล่นแค่ 5 คน แต่ผลัดกันเล่นเป็นตัวละครมากมายสะท้อนให้เห็นถึงธีมแห่งการหลอกหลวงและกลอุบายของเรื่อง เป็นละครนักสืบที่ขนาดเรารู้ตอนจบไปก่อนแล้ว ไปนั่งดูก็ยังลุ้นได้ไม่เบื่อ อีกเรื่องหนึ่งที่ไปดูคือ How I Learned To Drive ไปดูพร้อมกับมาร์ธา ฟังแค่ชื่อเรื่องก็คิดว่าคงเป็นละครธรรมดา ไม่น่าจะมีอะไรหวือหวา ปรากฏว่าเอาเข้าจริง ๆ  เป็นละครสะท้อนเนื้อหาสังคมเกี่ยวกับเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศผู้เยาว์ในครอบครัว ฉันยังจำฉากที่คุณลุงขยำหน้าอกหลานสาวขณะที่สอนขับรถได้อย่างติดตา

ล่าสุดคือสองอาทิตย์ที่แล้ว หมอหวานชวนไปดูโอเปร่าเรื่อง Le Nozze di Figaro ที่โรงละครคลีฟแลนด์เมซอนนิก (Cleveland Masonic Auditorium) ฉันขับรถผ่านโรงละครนี้หลายครั้ง แต่ไม่เคยมีโอกาสได้เข้าไป จนกระทั่งคราวนี้เอง โรงละครนี้ยิ่งเก่ากว่าโรงละครอื่น ๆ เป็นไหน ๆ เพราะสร้างตั้งแต่ปี 1918 ปีสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่ 1 พอดี มีที่จอดรถให้จอดฟรีสะดวกสบาย ไม่เหมือนเพลย์เฮาส์สแควร์ที่ต้องเสียเงิน(แอบแพง) ข้างในเก่าหน่อย แต่ก็ยิ่งใหญ่อลังการ เหมาะกับระบบเสียงอะคุสติกแบบธรรมชาติยิ่งนัก ยิ่งพอได้ฟังเพลงโหมโรงของโอเปร่าเรื่องนี้ ก็ยิ่งทำให้ขนลุก

แอบสงสารหมอหวานเหมือนกัน เพราะฉันขอออกมาก่อนช่วงพักครึ่ง มีข้ออ้างมากมาย แต่เอาเป็นว่าเราเข้าใจตรงกันแล้วกัน ถ้าใครเคยดูหนังเรื่อง Amadeus คงจำได้ถึงฉากที่ซาเลียรี่ลิงโลดเมื่อเห็นจักรพรรดิแห่งออสเตรียทรงหาวขณะทอดพระเนตรโอเปร่าเรื่องนี้ของโมซาร์ทได้บ้าง

ของกินบนถนนลี

[๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐]  หลายปีที่แล้วครั้งที่ฉันย้ายมาอยู่คลีฟแลนด์ใหม่ ๆ ถ้าจะออกไปกินอาหารนอกบ้าน ส่วนใหญ่จะไปหาของกินที่ถนนโคเวนทรี เพราะมีร้านอาหารหลายร้าน ทั้งร้านไทย ร้านเกาหลี ร้านญี่ปุ่น/มาเลย์ และร้านอาหารอเมริกันร้านโปรดอย่างร้าน Tommy’s

อย่างไรก็ดี ปีสองปีที่ผ่านมา เริ่มมีร้านอาหารแปลก ๆ (และดี ๆ) มาเปิดบนถนนลีซึ่งอยู่ไม่ห่างจากบ้าน ขับรถไป 5 นาทีก็ถึง ของดีของถนนลีคือ มีโรงภาพยนต์ฉายหนังอินดี้แนว RCA พระรามเก้า สมัยก่อนนี่ถนนลีเป็นถนนได้ชื่อว่าไม่ค่อยปลอดภัยเท่าไร พัฒนาได้ขนาดนี้ส่วนหนึ่งต้องขอบคุณรัฐบาลเมืองคลีฟแลนด์ไฮท์ที่ปรับปรุงถนนหนทางให้ดูน่าเดินน่าเที่ยวมากขึ้น มีการลาดยางถนนใหม่ เปลี่ยนป้ายบอกชื่อถนน ปรับปรุงเสาไฟฟ้าทำให้ถนนดูสว่างขึ้น

ร้านบนถนนลีที่พี่เอ็นโซมักจะพาฉันไปกินคือ “อนาโตเลีย(2270 Lee Rd, Cleveland Heights, OH 44118 Phone: (216) 321-4400) เป็นร้านอาหารเตอร์กิช อร่อยมาก โดยเฉพาะของหวาน ร้านนี้เป็นร้านใหญ่และมีชื่อเสียงประจำเมือง มีอาหารให้เลือกรับประทานมากมาย ไปกินมาหลายรอบแล้วก็ยังกินได้ไม่ครบทุกอย่างบนเมนู ทุกครั้งที่ไปกินก็จะอดเสียดายไม่ได้ว่า ตอนที่ไปเที่ยวตุรกีกับทัวร์ ไม่ได้กินของอร่อย ๆ อย่างนี้เลย

เมื่อสองปีที่แล้ว มีร้านอาหารโมรอกโคชื่อ “โมโม เคบับ” มาเปิด (2199 Lee Rd, Cleveland Heights, OH 44118 Phone: (216) 932-3512) เป็นร้านเล็ก ๆ คูหาเดียว เมนูมีแค่หน้าเดียว ไม่มีอาหารให้เลือกมากมายเหมือน อนาโตเลีย แต่อร่อยและเน้นคุณภาพ ทุกครั้งที่ไป พ่อครัว/เจ้าของร้าน จะออกมาต้อนรับพูดคุยเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด ร้านนี้อบขนมปังเอง เข้าใจว่าเป็นขนมปังเฉพาะแบบของโมรอกโค เพราะไม่เคยกินที่ไหนมาก่อน อร่อยและไม่หวาน (ไม่เหมือนร้านอาหารทั่ว ๆ ไปในอเมริกา ที่ขนมปังหวานจนบางทีเกือบจะเป็นกลายเป็นเค้ก) ส่วนใหญ่ฉันจะสั่งแกะย่าง ที่เสิร์ฟพร้อมข้าวและผัก ส่วนพี่เอ็นโซจะสั่ง Tagine คล้าย ๆ กับสตูว์ อบในภาชนะที่ทำจากดินที่เรียกว่า Tagine เช่นกัน เจ้าของร้านอธิบายว่า Tagine นี่ใช้เวลาปรุงนานมาก ต้องทำล่วงหน้ากันเป็นวัน ๆ  อย่างเดียวที่ยังไม่เคยกินคือ คูสคูส ซึ่งเป็นอาหารพิเศษประจำคืนวันศุกร์ พูดกันหลายครั้งว่าต้องกลับไปกิน ก็ยังไม่มีโอกาสเสียที

ล่าสุดได้มีโอกาสไปกินอาหารเอธิโอเปียบนถนนลี ร้านชื่อ โซมา (2240 Lee Rd, Cleveland, OH 44118 Phone: (216) 465-3239) ก่อนไปก็แอบสงสัย (ด้วยนิสัยไม่ดี) ว่า เขามีอะไรกินกันด้วยหรือ ประเทศแถวนั้นไม่น่าจะอุดมสมบูรณ์เท่าไร ปรากฏว่าดีมาก เหมาะสำหรับคนรักษาสุขภาพ เป็นอาหารที่เน้นถั่วและแป้ง หรือถ้าจะเลือกกินเนื้อ ก็มีสตูว์ทั้งเนื้อวัว เนื้อไก่ (ที่เสิร์ฟพร้อมไข่ต้ม) และ แกะ วิธีการเสิร์ฟก็ตื่นตาตื่นใจเป็นที่สุด คือ เสิร์ฟอาหารด้วยจานใบเบ้อเริ่ม ปูด้วยแผ่นแป้งที่เรียกว่า Injera ซึ่งเป็นขนมปังพื้นเมืองของเอธิโอเปีย ทำมาจากเมล็ด Teff (ซึ่งเป็นพืชที่ปลูกในเอธิโอเปีย) แผ่น Injera มีสีเทาเข้ม หน้าตาคล้าย ๆ เครปบวกแพนเค้ก นิ่ม ๆ ไม่หวาน มีรู ๆ เหมือนฟองน้ำ (กินไปเรื่อย ๆ จะได้อารมณ์ขนมถ้วยฟูของโปรด) บนแป้งจะมีกับข้าวตักวางเป็นหย่อม ๆ ส่วนใหญ่จะเป็นถั่วปรุงผสมเครื่องเทศต่าง ๆ นานา วิธีกินก็ง่าย ๆ ใช้มือบิดแป้งกินกับกับข้าวไปเรื่อย ๆ

ตอนแรกเห็นอาหารแล้ว คิดในใจว่าจะอิ่มไหมนี่ ปรากฏว่ากินไปได้แค่ครึ่งจาน แป้งยังไม่ได้จะหมดแผ่น ก็อิ่มจุกเสียแล้ว แถมยังอิ่มยาวมาถึงวันรุ่งขึ้นอีกด้วย

ร้านโซมานี่ถือเป็นร้านยอดฮิต เพิ่งเปิดมาได้แค่สองเดือนกว่า ๆ แต่ลูกค้าแน่นขนัด ถ้าไม่ได้จองก่อน ก็คงไม่ได้กิน และท่าทางคงจะเป็นที่ถูกใจคนแถวนี้ไปอีกนาน

Go Tribe!

[๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๙] ปีนี้มีอะไร ๆ เกิดขึ้นหลายสิ่งหลายอย่าง เลวร้ายบ้าง ดีบ้างคละเคล้ากันไป โดยเฉพาะที่คลีฟแลนด์ มีข่าวใหญ่โตหลาย ๆ เรื่องตลอดปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ทีมบาสเก็ตบอล Cleveland Cavaliers (#AllIn — หมายถึงสู้กันสุด ๆ ไปเลย) ชนะเลิศได้เป็นแชมป์ประเทศ ต่อเนื่องด้วยการประชุมใหญ่ของพรรครีพับลิกันในเดือนกรกฏาคม  คั่นด้วยเหตุการณ์วิปโยคในเมืองไทย ***วันที่ ๑๓ ตุลาคม***  จากนั้นทีมเบสบอล Cleveland Indians (#GoTribe — หมายถึงทีมคลีฟแลนด์ ซึ่งมีสัญลักษณ์และชื่อทีมเป็นอินเดียนแดง) ได้ผ่านเข้าไปรอบชนะเลิศของ World Series ในปลายเดือนตุลาคม ซึ่งถึงแม้คลีฟแลนด์จะแพ้ Chicago Cubs ไปในเกมส์สุดท้าย แต่ก็ชนะใจแฟน ๆ อย่างล้นหลาม จบปีด้วยการเลือกตั้งทั่วประเทศอเมริกาต้นเดือนพฤศจิกายน ที่ทำให้เราได้รับรู้ว่า Orange Is The New Black อย่างแท้จริง

ช่วงที่มีการแข่งเบสบอล ทั้งเมืองคลีฟแลนด์และเมืองใกล้เคียงตื่นเต้นมากถึงมากที่สุด แต่ที่ฉันประทับใจมากก็คือ พิพิธภัณฑ์ศิลปะของทั้งชิคาโกและคลีฟแลนด์ ผลัดกันส่งข้อความตลก ๆ ท้าทายกันทางเฟซบุ๊ค (ฝรั่งเรียกว่า Banter) โดยดัดแปลงภาพศิลปะระดับโลกอายุเป็นร้อย ๆ ปีให้เข้ากับทีมเบสบอลของตนเอง

เริ่มจาก The Art Institute of Chicago ก่อน โปรดสังเกตว่าตัวละครในภาพวาดใส่เสื้อหรือถือสิ่งของที่มีสัญลักษณ์ของทีมเบสบอล  Chicago Cubs และ เนื่องจาก World Series แข่งกันหลายวัน (ใครชนะ 4 เกมส์ก่อน ก็ชนะเลิศไป) เราเลยได้ดูภาพวาดสวย ๆ ขำ ๆ กันหลายรูปอยู่

American Gothic (วาดในปี 1930)
ศิลปิน: Grant Wood ชาวอเมริกัน
มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1891–1942

A Sunday on La Grande Jatte (วาดในปี 1884, 1884/86)
ศิลปิน: Georges Seurat ชาวฝรั่งเศส
มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1859-1891

Barroom Scene (วาดในปี 1835)
ศิลปิน:  William Sidney Mount ชาวอเมริกัน
มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1807–1868

Paris Street; Rainy Day (วาดในปี 1877)
ศิลปิน: Gustave Caillebotte ชาวฝรั่งเศส
มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1848-1894

The Song of the Lark (วาดในปี 1884)
ศิลปิน:  Jules Adolphe Breton ชาวฝรั่งเศส
มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1827-1906

Woman Reading (วาดในปี 1879/80)
ศิลปิน:  Édouard Manet ชาวฝรั่งเศส
มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1832-1883

The Crystal Palace (วาดในปี 1871)
ศิลปิน: Camille Pissarro  ชาวฝรั่งเศส
มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1830-1903

คราวนี้ถึงตา Cleveland Museum of Art บ้าง

Portrait of Catherine Grey, Lady Manners (วาดในปี 1794)
ศิลปิน: Thomas Lawrence ชาวบริติช
มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1769-1830

Portrait of a Man, possibly Girolamo Rosati (วาดในช่วงปี 1533-1534)
ศิลปิน: Lorenzo Lotto ชาวอิตาเลียน
มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1480-1556

Nathaniel Olds (วาดในปี 1837)
ศิลปิน: Jeptha Homer Wade ชาวอเมริกัน
มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1811-1890

Half Armor for the Foot Tournament จากสมัยปี 1590
ได้มาจาก Pompeo della Cesa (Italian)

George Washington at the Battle of Princeton (วาดในปี 1779)
ศิลปิน: Charles Willson Peale ชาวอเมริกัน
มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1741-1827

A Woman’s Work (วาดในปี 1912) *** ภาพนี้ทำได้น่ารักมาก ดูดี ๆ จะเห็นว่าทางพิพิธภัณฑ์เติมถุงเท้าสีแดงไว้บนราวผ้าด้วย ซึ่งเป็นการพาดพิงถึงทีมเบสบอล Red Sox อันโด่งดังของเมืองบอสตัน
ศิลปิน: John Sloan ชาวอเมริกัน
มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1871-1951

พิพิธภัณฑ์แต่ละแห่งโพสต์ภาพเหล่านี้ทางเฟซบุ๊คทีละภาพ ทีละวัน เฉพาะวันที่มีการแข่งขัน แฟน ๆ ต้องคอยจับตาดูว่า วันนี้จะเอาภาพไหนขึ้นมาเล่น ทำอย่างนี้ถือเป็นกุโศลบายเรียกลูกค้าได้ดียิ่ง เพราะใคร ๆ ก็บ้าเบสบอล ดึงความสนใจคนที่ไม่รู้ ไม่สนใจศิลปะได้มากโขอยู่ อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าอยู่เมืองไทย จะได้ทำอย่างนี้หรือไม่ ขนาดเอาทศกัณฐ์ไปแคะขนมครก คนยังบ่นกันแล้วบ่นกันอีก

ฉันรู้สึกว่าคลีฟแลนด์ออกจะคึกคักกับ World Series กว่าสมัยตอนแข่งบาสเก็ตบอลช่วงเดือนกรกฏาคมเสียอีก (เดาว่าเป็นเพราะเดือนกรกฏาคมตรงกับช่วงซัมเมอร์ โรงเรียนปิด คนไม่อยู่ หนีไปเที่ยวที่อื่นกันเยอะ แต่ตอนนี้เป็นฤดูใบไม้ร่วง โรงเรียนเปิด คนเลยเต็มเมือง) ห้องสมุดเอย ซิติ้ฮอล์เอยต้องพากันเลื่อนหรือยกเลิกการประชมและการสัมมนา เพื่อไม่ให้ชนกับเวลาที่่มีการแข่งขัน ช่วงนั้นจะเห็นคนคลีฟแลนด์ดูอิดโรยเป็นพิเศษ เพราะกว่าจะจบเกมส์แต่ละเกมส์ก็ปาเข้าไปห้าทุ่ม เที่ยงคืน ติดต่อกันอยู่หลายคืน

ฉันเองไม่รู้เรื่องเบสบอลเลย อเมริกันฟุตบอลยังพอดูเป็น แต่เบสบอลนี่ ฟังกติกาที่พี่เอ็นโซอธิบายแล้วก็ยังงง ๆ อยู่ (เคยเรียนซอฟท์บอลตอนมัยธยม แต่ก็จำอะไรแทบไม่ได้เลย)

So God Help Me

abc-blocks-1424464[๒๔ กันยายน ๒๕๕๙] ปลายปีที่แล้ว ฉันมีโครงการเล็ก ๆ ในใจ ตั้งใจจะสอบเป็นล่ามภาษาไทยกับศาลฏีกาของรัฐโอไฮโอให้ได้ ฉันไม่ค่อยมีโอกาสได้เป็นล่ามในศาลบ่อยครั้งเท่าไร แต่คิดว่าถ้าสอบได้ก็คงจะดี เป็นศรีแก่ตัว

การเป็นล่ามในศาลหรือในการให้การต่อหน้าทนายมีแบบแผนและกฏเกณฑ์ที่เข้มงวดมากกว่าการเป็นล่ามในสถานการณ์อื่น ๆ  (เช่น โรงพยาบาล สถานสงเคราะห์ หรือ โรงเรียน) ประมาณว่า ถ้าทำไม่ถูกแบบแผนแล้วจะทำให้เสียรูปคดี ขัดขวางกระบวนการยุติธรรม อาจจะเป็นผลร้ายหรือผลดีกับจำเลยหรือโจทก์ได้ หลักการง่าย ๆ ของการเป็นล่ามในศาลที่ฉันใช้คือ ปฏิบัติตนราวกับตัวเป็นเครื่องแปล ไม่มีตัวตน ได้ยินคนพูดมาอย่างไร ก็แปลไปตามนั้น ใช้คำสรรพนามบุุรุษที่ 1 ในการแทนตนเอง ห้ามอธิบายเพิ่มเติม ศาลใช้คำยากอย่างไร ก็รักษาระดับของภาษาไว้ ไม่ต้องไปกังวลว่าคนฟังจะฟังเข้าใจหรือไม่ และที่สำคัญคือต้องรักษาหลักจริยธรรมของความเป็นล่ามให้ครบถ้วนสมบูรณ์

สิ่งที่ดีอย่างหนึ่งของการตัดสินใจเข้าสอบครั้งนี้คือคือทำให้ฉันมีโอกาสได้เข้าอบรมการเป็นล่ามหลายครั้ง ได้ความรู้ดี ๆ มากมาย ได้รู้ว่าที่ผ่านมาเข้าใจอะไรผิด ๆ และที่สิ่งถูกต้องคืออะไร

ประโยคหนึ่งที่ล่ามในศาลต้องแปลเป็นประจำ คือคำสาบานก่อนที่จะขึ้นให้การต่อหน้าศาล คนที่ดูหนังนักสืบบ่อย ๆ คงคุ้นเคยกันดี คือ “Do you solemnly swear that you will tell the truth, the whole truth, and nothing but the truth, so help you God?”

ตรงส่วนแรก ไม่มีปัญหา แปลได้ตรง ๆ ทำนอง ว่าคุณสาบานว่าจะพูดแต่ความจริงเท่านั้นหรือไม่ ส่วนที่เป็นปัญหาสำหรับฉันคือ So help me God อ่านดูเผิน ๆ เดาเอาว่า คงขอประมาณว่าขอให้พระเจ้าช่วยเป็นบันดาลใจให้พูดแต่ความจริง แต่จริง ๆ ไม่ใช่อย่างนั้น ที่ถูกต้องคือ So help me God แปลว่า ถ้าผิดคำสาบานขอให้มีอันเป็นไป (ขอให้พระเจ้าลงโทษฉันด้วย)

ฉันเข้าใจคำนี้ผิดอยู่หลายปีทีเดียว

หลังจากที่ไปฝึกอบรมเตรียมตัวสอบข้อเขียนที่โคลัมบัส (ซึ่งอยู่ทางใต้ของคลีฟแลนด์ ขับรถไปประมาณ 2 ชั่วโมง) ช่วงต้นเดือนธันวาคม กลับมาอ่านหนังสือติวกับพี่เอ็นโซอีกเป็นเดือน ๆ เพื่อกลับไปสอบข้อเขียน (ปรนัย) ที่ศาลในเดือนมีนาคมของปีถัดไป ผลออกมาว่าสอบผ่านข้อเขียน  (เย้) เผอิญว่าศาลโอไฮโอได้แค่รับลงทะเบียนว่าเราเป็นล่ามภาษาไทยได้เท่านั้น (Registered Interpreter) แต่ไม่สามารถจะรับรองวิทยฐานะ (Certified Interpreter) ได้ เส้นทางการสอบของชั้นเลยจบแค่สอบข้อเขียนและทดสอบระดับภาษาไทย ในขณะที่ล่ามภาษาอื่น ๆ เช่น สเปน จีน หรือ เวียดนาม ต้องผ่านการทดสอบการแปลสด ๆ ด้วย

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสอบเป็นล่ามของศาลในโอไฮโอ ค้นหาได้ที่ http://www.supremecourt.ohio.gov/JCS/interpreterSvcs/ ค่ะ

พี่เลี้ยงหมา (ชั่วคราว)

chihuahua-624924_960_720[๒๕ กันยายน ๒๕๕๙] อยู่ดี ๆ ฉันก็จับพลัดจับผลูได้เป็นพี่เลี้ยงหมาถึงอาทิตย์กว่า ๆ โดยไม่ตั้งใจ เรื่องมีอยู่ว่า คนรู้จักคนหนึ่งเกิดมีธุระต้องไปค้างที่อื่น จำเป็นทิ้งหมาไว้เฝ้าบ้านหนึ่งตัว เลยขอให้ฉันไปให้ข้าวกลางวันหมาวันละมื้อ พาออกไปเดินเพื่อให้หมาได้ฉี่และอึวันละสองรอบ (กลางวันและหกโมงเย็น) ฟังดูไม่น่าจะมีอะไรมาก บ้านเค้าก็ห่างจากเราไปแค่ 12 นาที ขับรถไปแป๊ปเดียวก็ถึงละ การเตรียมอาหารให้ก็ง่าย ๆ มีสูตรตั้งไว้แล้วตามขั้นตอนหนึ่ง-สอง-สาม ว่าเอาอันนี้ผสมอันนี้เป็นจำนวนเท่านี้ ให้กินเวลานี้ ประกอบกับตอนแรกคิดว่าแค่วันสองวันเอง ไม่น่าจะเป็นปัญหา

เอาเข้าจริง ๆ ธุระเกิดยืดยาวไม่จบภายในวันสองวันอย่างที่คาดไว้ สรุปว่าฉันต้องไปเป็นพี่เลี้ยงหมาอยู่อาทิตย์กว่า ๆ ช่วงแรก ๆ ก็ปกติดี ทุกอย่างเป็นไปตามกำหนดเวลา กินเสร็จ รอซัก 5 นาที หมาก็ออกไปอึไปฉี่ แต่ผ่านไป 5 วัน ชักไม่ง่ายอย่างนั้น หมาเริ่มแข็งข้อ เข้าใจว่าคงเครียดที่ถูกทิ้งให้อยู่บ้านคนเดียวนาน ๆ บางวันไปถึง ก็พบว่ามีอึหมากองรออยู่ในบ้านแล้ว แถมยังฉี่เลอะเต็มพื้นครัวอีกด้วย โชคดีที่อึหมาแข็ง ไม่นิ่มเละ ๆ เลยเก็บง่าย ไม่เลอะ ไม่ยุ่งยาก

ถามเพื่อน ๆ คนอื่นในคลีฟแลนด์ว่า เวลาเค้ามีธุระต้องทิ้งบ้านไปหลาย ๆ วัน และเอาสัตว์เลี้ยงไปด้วยไม่ได้ เค้าทำกันอย่างไร ส่วนใหญ่จะใช้วิธีจ้าง House sitter คือให้คนมานอนค้างที่บ้าน ดูแลบ้านด้วย ดูแลสัตว์เลี้ยงด้วย หรือไม่อย่างนั้นก็ส่งสัตว์เลี้ยงไปที่ที่เค้ารับ pet boarding ถ้าที่ไหนราคาไม่แพง เค้าก็รับหมาไปนอนไม่คิดมาก แต่ถ้าทีราคาแพงหน่อย เค้าจะพิถีพิถันมาก ต้องขอใบรับรองกาารฉีดวัคซีน ต้องให้หมาทำหมันให้เรียบร้อย จากนั้นทั้งเจ้าของและสัตว์ต้องไปทำ Assessment ประเมินว่าบุคลิกของห้หมาเป็นอย่างไร จะเข้ากับสัตว์เลี้ยงตัวอื่น ๆ ที่ถูกนำไปฝากไว้ได้หรือไม่ ฯลฯ

ฉันไม่เคยเลี้ยงหมาจริงจัง อยู่ที่บ้าน แม่และพี่ ๆ เป็นคนเลี้ยง ฉันเป็นแค่คนชื่นชมอยู่ห่าง ๆ พอต้องมาดูแลให้ข้าวให้นำอย่างใกล้ชิด ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า ตกลงใครเป็นเจ้าของใครกันแน่ หมาเป็นเจ้าของคน หรือคนเป็นเจ้าของหมา ดาราตลก เจอรี่ ไซน์เฟล เคยพูดว่า ถ้ามนุษย์ต่างด้าวมาเยือนโลกนี้ และเห็นคนคอยเดินตามเก็บอึหมาต้อย ๆ มนุษย์ต่างด้าวคงเข้าใจผิดแน่ ๆ ว่าหมาเป็นเจ้าโลก ไม่ใช่คน

อย่างไรก็ดี ฉันขอชื่นชมว่าเจ้าของหมาที่ฉันไปดูแลให้เลี้ยงหมา (Housing training) ได้ดีมาก คือเลี้ยงให้เป็นหมา เลี้ยงให้มันเป็นลูกน้องเรา ไม่ใช่เจ้านายเรา ถ้าหมาปวดท้องจะต้องเข้าห้องน้ำตอนที่เจ้าของหมาติดธุระอยู่ หมาก็ต้องอั้นรอให้เจ้าของหมาว่างเสียก่อน ถึงจะไปทำธุระได้ ข้อสำคัญ ทุกอย่างต้องเป็นตามเวลา ให้กินตอนนี้ ถ้ากินไม่หมด ก็ต้องรอกินวันรุ่งขึ้น ฉี่ตอนนี้ อึตอนนี้เท่านั้น หมาก็ฉลาด ทำตามกติกาที่ตั้งไว้ได้อย่างเหมาะเจาะ น่าภูมิใจแทนเจ้าของ

นิทรรศการโมเนต์

Monet Painting in His Garden at Argenteuil, 1873. Pierre-Auguste Renoir (French, 1841–1919). Oil on canvas; 46.7 x 59.7 cm. Wadsworth Atheneum Museum of Art, Hartford, CT, Bequest of Anne Parrish Titzell 1957.614. Photo: Allen Phillips/Wadsworth Atheneum.

ภาพโมเนต์ขณะกำลังวาดภาพในสวนที่เมือง Argenteuil วาดโดย Pierre-Auguste Renoir (French, 1841–1919) ในปี 1873 หรือ พ.ศ. 2416

[๙ มกราคม ๒๕๕๙] เวลาคุยกับเพื่อน ๆ ที่เมืองไทย ฉันมักจะออกตัวเสมอว่าคลีฟแลนด์นี่บ้านนอก เปรียบเป็นเมืองไทยก็คงได้อารมณ์ประมาณสุราษฏร์ธานี คิดอีกที ดูจะเป็นคำพูดที่เกินจริงไปหน่อย เพราะถึงแม้ว่าคลีฟแลนด์จะไม่ได้เป็นเมืองใหญ่ขนาดแอลเอ ชิคาโก นิวยอร์ก หรือ เดนเวอร์ แต่คลีฟแลนด์ก็เป็นเมืองที่มีความเป็นผู้ดีเก่า มีความสมบูรณ์เพียงพอในตัวเอง มีทีมอเมริกันฟุตบอล เบสบอล และบาสเก็ตบอล (ที่เก่งระดับต้น ๆ ของประเทศ) มีวงออเคสตร้าประจำเมือง และยังมีพิพิธภัณฑ์ศิลป์ประจำเมือง ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ศิลปะชั้นนำของประเทศเลยทีเดียว ข้อสำคัญคือเข้าชมได้ฟรี ไม่ต้องเสียเงิน ยกเว้น กรณีที่มีนิทรรศการพิเศษ อย่างที่กำลังจะเล่าในวันนี้

ทีผ่าน ๆ มา ฉันเป็นแฟนประจำของพิพิธภัณฑ์ ติดตามดูนิทรรศการของเขาเกือบทุกปี ตั้งแต่หัวข้อ Rembrandt in America เอย Yoga: The Art of Transformation เอย ปีนี้เป็นนิทรรศการพิเศษหัวข้อ “Painting the Modern Garden: Monet to Matisse” ต้องขอสารภาพว่าฉันไม่ใช่แฟนของศิลปะแบบอิมเพรสชั่นนิสม์ ที่ไปดูนี่ เพราะฮันน่ามาเปรยว่าน่าสนใจ พอได้ไปดูแล้วพบว่าตื่นตาตื่นใจมาก เพราะผู้จัดได้รวบรวมภาพวาดดัง ๆ ของ โคลด โมเนต์ (Claude Monet) และศิลปินอื่น ๆ ในยุคเดียวกัน มาจากพิพิธภัณฑ์ทั่วโลก โดยเฉพาะจาก Musee d’Orsay มาจัดแสดง กลับบ้านมาเล่าให้พี่เอ็นโซฟัง พี่เอ็นโซก็พลอยตื่นเต้นไปด้วย แถมมีการแสดงตัวว่าเป็นแฟนคลับโมเนต์อีกต่างหาก อยู่กันมาหลายปี ฉันก็เพิ่งรู้ครั้งนี้นี่เองว่าสามีชอบศิลปะยุคอิมเพรสชั่นนิสม์

สรุปว่าฉันได้ไปดูนิทรรศการนี้ถึงสองครั้ง ครั้งแรกไปกับฮันน่า คนเยอะมาก เพราะเป็นวันสำหรับผู้สูงอายุ (Senior Appreciation Day) ครั้งที่สองไปดูกับพี่เอ็นโซ ซึ่งเกือบจะไม่ได้ไปดู เพราะต้องรอให้ปิดเทอมก่อน ถึงตอนนั้นก็เป็นช่วงเทศกาลวันหยุดปีใหม่แล้ว แถมยังเป็นอาทิตย์หลัง ๆ ของนิทรรศการ บัตรเข้างานขายหมดเกลี้ยง หาบัตรได้จริง ๆ ก็วันสุดท้ายของนิทรรศการพอดี

นิทรรศการนี้จัดดีมาก ทำเอาคนที่ไม่รู้จักโมเนต์อย่างฉันเกิดอาการซาบซึ้งกับงานของโมเนต์ และศิลปินท่าน ๆ อื่นอย่างจับใจ เนื้อหาของนิทรรศการแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของธรรมชาติและสวนดอกไม้ที่มีต่อผลงานของศิลปินอิมเพรสชั่นนิสตม์ มีการจัดแสดงภาพวาดตั้งแต่ปี ค.ศ. 1890 หลังสงคราม Franco-Prussian War ไปจนถึงช่วงปกครองตนเองของปารีส หรือ Paris Commune (ประมาณสมัยรัชกาลที่ 5) ไปจนถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 (ประมาณสมัยรัชกาลที่ 6)

ได้เรียนรู้จากนิทรรศการว่า โมเนต์เป็นคนที่เอาใจใส่กับการจัดสวนมาก จะตั้งใจเลือกดอกไม้ต่างสีสัน นำมาปลูกและจัดวางในที่ต่าง ๆ กัน เพื่อให้ดอกไม้ต่างสีบานเป็นสีตัดกันสวยงาม (ในขณะที่เรนัวร์จะชอบสวนที่เป็นธรรมชาติ ไม่เติมแต่ง ออกแนวรก ๆ หน่อย) นอกจากนี้โมเนต์ก็ยังชื่นชอบศิลปะสไตล์ญี่ปุ่น ถึงขนาดสร้างสะพานข้ามคลองแบบญี่ปุ่นในสวนของเขาที่เมือง Giverny ซึ่งอยู่ในแคว้นนอร์มังดีทางตอนเหนือของฝรั่งเศส

สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ เหตุการณ์ในยุคนั้น ๆ มีอิทธิพลต่อภาพวาดของโมเนต์มาก อย่างเช่นภาพสะพานข้ามคลองแบบญี่ปุ่น ภาพด่านล่างสองภาพนี้วาดสะพานเดียวกัน ภาพทางซ้ายนี้วาดเสร็จในปี 1899 หรือ พ.ศ. 2442 ในขณะที่ภาพทางขวาวาดช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 (เสร็จในปี 1924)

          

สงครามนี้นอกจากจะนำความหดหู่มาให้แล้ว ยังทำให้อุปกรณ์ที่ใช้ในการวาดภาพหายากมาก ไม่ว่าจะเป็นสีหรือกระดาษ

พี่เอ็นโซเล่าเกร็ดให้ฟังเพิ่มเติมหลายอย่าง เช่น เมื่อเปรียบเทียบภาพวิวของ Camille Pissaro และภาพของ Paul Cezanne แล้ว จะเห็นได้ว่าภาพของ Cezanne จะเริ่มเน้นเส้นตรงและรูปเรขาคณิต ฉันว่าภาพอิมเพรสชั่นนิสต์นี่วาดยากจัง ด้วยความที่ภาพมันมัว ๆ ไปหมด ไม่เส้นแบ่งชัดเจน ศิลปินต้องแม่นยำกับการเลือกใช้สี ต้องใช้ฝีมือการแต้มพู่กันขั้นเทพ เห็นโมเนต์วาดภาพเงาสะท้อนในคลองที่ปลูกดอกบัวแล้ว ทึ่งจนพูดไม่ออกทีเดียว

ชมนิทรรศการเสร็จแล้ว ฉันเปรยกับพี่เอ็นโซว่า น่าไปดูสวนดอกไม้จริง ๆ ของโมเนต์ ที่จิแวร์นี่นะ คงจะสวยมากดีเทียว แต่พอได้เห็นวิดีโอทางยูทูป (ด้านล่าง) แล้ว ฉันว่าสวนของโมเนต์ในภาพวาดสวยกว่าสวนจริง ๆ เป็นกอง

%d bloggers like this: