Archive for the ‘คลีฟแลนด์ Cleveland’ Category

กินปลาช่วงเข้าพรรษาแบบฝรั่ง

Lenten Fish Fry

Lenten Fish Fry

[๒๖ มีนาคม ๒๕๖๑] ชื่อเรื่องคราวนี้ตั้งได้มั่วมาก ๆ เพราะเข้าพรรษาในที่นี้ไม่ได้หมายถึงวันสำคัญทางพุทธศาสนาที่ตรงกับวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 หากแต่ต้องการจะกล่าวถึงช่วงถือศีลอดของชาวคริสต์ ก่อนจะถึงวันอีสเตอร์ ฝรั่งเรียกช่วงถือศีลอดนี่ว่า Lent คนไทยเรียกช่วงเข้าพรรษาเป็นภาษาอังกฤษว่า Lent เหมือนกัน ฉันเลยเอาสองเรื่องที่ไม่เกี่ยวกันมาผูกกันเป็นเรื่องเดียว

ช่วง Lent นี้เริ่มขึ้นหลังจากวันมาร์ดิกราสที่เรา ๆ รู้จักกันดี วันรุ่งขึ้นจากนั้นถือเป็นวันแรกของ Lent คือวัน Ash Wednesday และนับจากนั้นไปอีก 6 อาทิตย์ก็จะเป็นช่วงที่ชาวคริสต์ถือศีลอดกัน ชาวพุทธอย่างฉันก็พลอยได้ผลบุญไปด้วย เพราะช่วง Lent นี่ มีธรรมเนียมว่าคนจะหันมากินปลา แทนเนื้อ ทำให้บรรดาร้านอาหารต่าง ๆ จะทำเมนูอาหารที่ทำจากปลาอร่อย ๆ ออกมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นร้านฟาสต์ฟู้ดอย่าง Wendy’s Arby’s  หรือ Boston’s Market เป็นต้น

นอกจากร้านอาหารแล้ว โบสต์ต่าง ๆ ก็จะมีเทศกาล Lenten Fish Fry ทำปลาทอด ปลาอบออกมาขายทุก ๆ วันศุกร์ตลอดเทศกาล เพื่อเป็นการหาเงินเข้าบำรุงศาสนาและกิจการของโบสถ์ โบสถ์กรีก Sts. Constantine & Helen (3352 Mayfield Rd, Cleveland Heights, OH 44118 Phone: (216) 932-3300) ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านฉันมาก มีชื่อเสียงในการทำปลาทอดขาย คนมากมายขับรถมาจากเมืองไกล ๆ เพื่อมากินปลาที่โบสถ์นี้กัน ฉันตั้งใจว่าจะไปลองชิมมาหลายปีแล้ว เพิ่งได้มีโอกาสไปก็ปีนี้นี่เอง

ทำการบ้านค้นหาข้อมูล (จากมินนี่) มาได้ว่า โบสถ์จะเปิดขายอาหารตอน 5 โมงเย็น และควรรีบไป เพราะถ้าไปช้า จะไม่มีที่จอดรถ พอดีว่าเย็นนั้นต้องไปตัดผมแถวนั้นพอดี เสร็จธุระไปถึงโบสถ์ประมาณ 4 โมง 45 นาที นึกในใจว่าคงยังไม่มีคนมา ปรากฏว่าเปิดประตูเข้าโบสถ์ไป มีคนรอคิวยาวจนแทบจะล้นออกมานอกตึกอยู่แล้ว

ห้าโมงปุ๊ป ประตูห้องอาหารก็เปิด เดินเข้าไป พบว่ามีการแบ่งแถวออกเป็นสองด้าน ด้านซ้ายเป็นแถวสำหรับคนที่จะสั่งกลับบ้าน ด้านขวาสำหรับคนที่จะซื้อเพื่อรับประทานในโบสถ์

เมนูประกอบด้วยอาหารทีเน้นปลาและกุ้ง มี All You Can Eat Whitefish มีปลา Walleye อบ หรือ ทอด มีกุ้งทอด และมีเมนูพิเศษสำหรับเด็กมหาวิทยาลัยให้กินได้ไม่อั้น ทุกอย่างเสิร์ฟ พร้อมกับข้าวอบเนย หรือ เฟรนช์ฟราย และโคลส์ลอว์ และขนมปัง นอกจากนี้ยังมีเป๊าะเปี๊ยะแบบกรีกขาย มีซุปแคลมชาว์เดอร์ มีแมคแอนชีส รวมไปถึงขนมหวานต่าง ๆ เช่น ไรซ์พุดดิ้ง ขนมหวานแบบกรีก และน้ำดื่ม น้ำอัดลม เบียร์ ราคาไม่แพงมาก อาหารจานหลักเริ่มต้นที่ 12 เหรียญ รับทั้งเงินสดและบัตรเครดิต

โปรดอย่าถามว่าอร่อยถูกปากคนไทยอย่างฉันหรือไม่ ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ได้ไปเห็น ได้ไปชิมก็แล้วกัน

Advertisements

เหล้ายาปลาปิ้ง

[ประมาณปลายเดือนพฤศจิกยน ๒๕๖๐] มีเหตุให้ต้องไปซุปเปอร์มาร์เก็ตแต่ไก่โห่ (แปดโมงเช้า) เพราะพยากรณ์อากาศบอกว่าหิมะจะตกตอนบ่าย แถมเป็นช่วงเทศกาล ถ้าไปสาย ๆ คนคงเยอะน่าดู

ในรายการสั่งซื้อของเข้าบ้าน มีไวน์แดงรวมอยู่ด้วย ฉันเลือกซื้อผัก ผลไม้และของอื่น ๆ เสร็จแล้ว เดินไปหยิบไวน์แดงยี่ห้อประจำมาใส่ตะกร้า แล้วก็เดินไปจ่ายเงินน้องแคชเชียร์ (ซึ่งเข้าใจว่าน่าจะเป็นเด็กมหาวิทยาลัย) หยิบไวน์ไปดู แล้วทำหน้าไม่แน่ใจ ฉันนึกในใจว่า สงสัยคงโดนขอตรวจไอดีอีกชัวร์ คนที่นี่จะเดาอายุผู้หญิงเอเชียไม่ค่อยออก

ปรากฏว่าน้องหันมาบอกว่า ยังซื้อไวน์ไม่ได้นะครับ ต้องรอให้เลยเวลา 11 โมงไปก่อน ถึงจะซื้อได้

กลับถึงบ้าน เลยได้โอกาสค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับการซื้อขายเครื่องดื่มมึนเมาของรัฐ พบว่ามีกฏมากมายที่เราไม่รู้ (ซึ่งก็คงไม่เป็นอะไร เพราะเป็นคนไม่กินเหล้า) และแตกต่างกับเมืองไทยมากมายเหลือเกิน เช่น ในโอไฮโอนี้ ห้ามไม่ให้ผับหรือบาร์ขายหลังเวลาตีสองครึ่ง ห้ามไม่ให้เปิดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ดื่ม หรือถือขวดที่เปิดแล้วไปมาในที่สาธารณะ เป็นต้น นอกจากนี้ก็ยังมีเรื่องราวที่เคยได้ยินมา (แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นกฏหมาย หรือเป็นธรรมเนียมปฏิับัติ) เช่น เวลาไปซื้อไวน์ ออกจากร้านก็ต้องห่อใส่ถุงอย่างดี จะถือขวดไวน์ทะเล่อทะล่าเดินมาขึ้นรถ (หวังว่าจะช่วยลดโลกร้อน โดยการประหยัดถุง) ไม่ได้ เวลาไปซื้อเหล้าที่ร้านขายเหล้าโดยเฉพาะ ต้องใช้เงินสด หรือบัตรเอทีเอ็มซื้อเท่านั้น ร้านไม่รับบัตรเครดิต

พี่เอ็นโซเคยเล่าด้วยว่า รายการเหล้าที่ได้รับอนุญาตให้ขายในรัฐจะมีการปรับปรุงและปรับเปลี่ยนโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นระยะ ๆ ไม่ใช่ว่านึกจะเอาเหล้ายี่ห้อนี้หรือแบบนี้เข้ามาขาย แล้วขายได้เลย ต้องเป็นเหล้าที่อยู่ในรายการเท่านั้น

เขียนเรื่องนี้แล้วชวนให้นึกถึงสมัย Prohibition (ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึง ปี 1933) ของอเมริกา ที่มีการ “หักดิบ” ห้ามผลิต ขนย้าย นำเข้าและจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั่วประเทศ เริ่มด้วยกระแสด้านศาสนา และสิ้นสุดลงด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจในยุค Great Depression  ประวัติศาสตร์ในช่วงนั้นน่าสนใจมาก เพราะมีอิทธิพลต่อสังคมต่าง ๆ นานา ผลักดันสิทธิสตรี ทำให้ผู้หญิงได้มีสิทธิ์ได้ลงคะแนนเลือกตั้ง ทำให้เกิดความรุ่งเรืองเฟื่องฟูของศิลปวัฒนธรรมในยุคสมัยแจ๊ส (Jazz Age – พิพิธภัณฑ์ศิลปะที่คลีฟแลนด์กำลังจัดแสดงนิทรรศการเรื่องนี้อยู่) มีทั้งด้านสว่างและด้านมืด (เช่น อัล คาโปน) และมีศัพท์ที่น่าสนใจหลายคำ เช่น Speakeasy Moonshine หรือ Bootleggers เป็นต้น

Mark Twain เขียนไว้ในนิยายเล่มหนึ่งของเขาว่า  “Nothing so needs reforming as other people’s habits. Fanatics will never learn that, though it be written in letters of gold across the sky. It is the prohibition that makes anything precious”

เริ่มเรื่องด้วยการซื้อไวน์ในคลีฟแลนด์ แต่มาจบด้วยยุค Prohibition ได้ยังไงก็ไม่แน่ใจ สงสัยผู้เขียนคงเร่ิ่มเมา

เพื่อนบ้าน

Nextdoor.com

[๑๘ พฤษภาคม ๒๕๖๐] ยุคนี้เป็นยุคโซเชียลมีเดีย อะไร ๆ ก็เชื่อมโลกให้เข้าหากัน ทั้งเฟซบุ๊ค อินสตาแกรม สแนปแชท นักการตลาดมองเห็นโอกาสว่าการที่ผลิตภัณฑ์หรือการบริการได้รับการเผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดียจะช่วยให้ยอดขายดีขึ้น ขนาด Starbucks กาแฟเจ้าเก๋าเจ้าดังยังเล่นกับเขาด้วย เมื่อหลายอาทิตย์ที่แล้ว สตาร์บั๊กประกาศเมนูตัวใหม่ Unicorn Frappuccino สีสวยจ๊าดถูกใจวัยรุ่น ออกมาขายเฉพาะกิจแค่ช่วงวันสุดสัปดาห์เดียว แม้นักวิจารณ์อาหารจะบอกว่ารสชาติไม่ได้เรื่องแม้แต่น้อย แต่เครื่องดื่มนี้ก็ได้รับความนิยมมาก สำนักข่าวหลาย ๆ แห่งวิเคราะห์ออกมาว่า “Starbucks’ new Unicorn Frappuccino was made to be Instagrammed” โดยเฉพาะ อย่าว่าแต่ใครเลย ฉันเองร้อยวันพันปีไม่เคยกินสตาร์บั๊ก ก็ยังโดนดูดไปที่ร้านด้วย คนขายบอกว่า ไม่มีแล้ว หมดแล้ว ทั่วคลีฟแลนด์ขายหมดเลย สรุปว่าเลยต้องสั่งอย่างอื่นกินแทน ลองคิดดูแล้วถือเป็นกลยุทธ์ในการดึงคนเข้าร้านได้ดีมาก

starbucks-unicorn-frappuccino-looks-shockingly-different-from-its-advertising

เครื่องดื่มยูนิคอร์นของสตาร์บั๊ก

วันนี้อยากเล่าเรื่องโซเชียลมีเดียอีกเจ้าหนึ่งที่(เข้าใจว่ายัง) ไม่มีในเมืองไทย แต่กำลังได้รับความนิยมเงียบ ๆ ในอเมริกา ชื่อว่า Nextdoor.com หน้าตาเจ้า Nextdoor นี่คล้าย ๆ เว็บบอร์ดอย่างพันทิป แต่ลักษณะที่โดดเด่นคือจะจัดสมาชิกเป็นกลุ่มย่อย ๆ ตามบริเวณที่อยู่อาศัย (Neighborhood) การสมัครเป็นสมาชิกก็ต้องได้รับการตรวจสอบว่าเราพักอาศัยอยู่ในบริเวณนี้จริงหรือไม่ ซึ่งทำได้หลายวิธี เช่นใช้เบอร์โทรศัพท์ ใช้ที่อยู่จากเครดิตการ์ด เป็นต้น เรื่องที่พูดคุยกันก็มีตั้งแต่ไม้จิ้มฟัน ยันเรือรบ เช่น ประกาศหมาแมวหาย หรือพบหมาแมวหลงจากเจ้าของ ขายของใช้แล้ว หรือ อยากซื้อของใช้แล้ว มีใครจะขายบ้างไหม ขอคำแนะนำว่าจะจ้างบริษัทไหนมาทำสวน เปลี่ยนพรม หรือทาสีบ้าน ไปจนถึงว่าจะไปหาหมอฟันคนไหนดี และที่ขาดไม่ได้คือการบ่น ด่าทอ ประจานบริษัทที่ให้บริการห่วย ๆ

ส่วนที่ฉันชอบมากคือ มีการอัพเดทสถานการณ์ต่าง ๆ ในบริเวณบ้านเรา เช่น ไฟดับ ต้นไม้ล้ม มีคนทำท่าไม่ชอบมาพากลมาด้อม ๆ มอง ๆ บริเวณถนนสายนั้นสายนี้ เมื่อคืนตอนตีสาม ได้ยินเสียงปืนดัง มีใครได้ยินบ้างไหม วันหนึ่งฉันขับรถผ่านถนนใกล้บ้าน เห็นรถตำรวจมาจอดอยู่เรียงรายหลายคัน เช็คใน Nextdoor พบว่ามีคนโพสต์ถามแล้วว่ามีตำรวจมามายขนาดนี้ มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ทำไมมีตำรวจจากเมืองอื่นมาด้วย (คนแถวนี้ช่างสังเกตเป็นอย่างมาก)

เรื่องประหลาด ๆ และน่ารัก ๆ ที่โพสต์กันยังมีอีกมากมาย อย่างเช่น มีคนเข้ามาบ่นว่า กวางเยอะจริง ๆ เข้ามากินดอกไม้ต้นไม้ในสวนหลังบ้านหมดเกลี้ยง แถมยังมาข่มขู่หมาเขาด้วย มีคนเข้ามาตอบแสดงความเห็นใจมากมาย เพื่อนบ้านคนหนึ่งเข้ามาอธิบายว่า เหตุผลที่เรามีกวางเยอะ เพราะตอนนี้หมาป่า (Coyote) มันหายไปหมดแล้ว ถ้าจะต้องการกำจัดประชากรกวาง ก็ต้องเอาหมาป่าเข้ามาปล่อย – สรุปคือต้องเลือกว่าจะเอากวางหรือหมาป่า

เรื่องที่ฉันประทับใจมากคือ  มีคนเข้าโพสต์เรื่อง นกฮัมมิงเบิร์ดเบอร์ 514 คนโพสต์บอกว่า ตารางการอพยพของนกที่เขามีอยู่บอกว่า พรุ่งนี้นกฮัมมิงเบิร์ดสายพันธุ์ 514 จะบินมาจากอเมริกากลาง มาถึงคลีฟแลนด์วันพรุ่งนี้แล้วนะ  ขอแนะนำให้เอาน้ำหวาน (Nectar – แถมอธิบายเสร็จสรรพว่าให้เอาน้ำเปล่า 16 ออนซ์ ผสมน้ำตาล 4 ออนซ์) ใส่ผสมไว้ในที่ให้อาหารนกด้วย เวลานกบินมาถึง ได้กินแล้วจะได้ชื่นใจ

ล่าสุดคุณสามีเล่าว่า มีคนเข้ามาโพสต์เรื่องประหลาดว่าตื่นมา 9 โมงเช้า แล้วเจอรถใครก็ไม่รู้มาจอดทิ้งไว้ในทางขับรถเข้าบ้านเฉยเลย สุดท้ายต้องแจ้งตำรวจให้มาลากไป แปลกดี เดากันว่าคงเป็นรถของเด็กมหาวิทยาลัยใกล้ ๆ ที่หาที่จอดรถในโรงเรียนไม่เจอ เลยต้องมาทิ้งรถไว้ตามบ้านคนแปลกหน้าแทน

ที่น่าสนใจคือไม่ค่อยมีคนบ่นเรื่องการเมืองเท่าไร เข้าใจว่าเป็นนโยบายของ Nextdoor ที่ห้ามไม่ให้พาดพิงถึงการเมือง ถ้ามีใครเข้ามาบ่นโวยวายมาก ๆ (rant) ก็จะมีผู้คุมกฎมาเชิญให้ออกไปจากกลุ่ม

The Guardian รายงานว่า ปัจจุบัน Nextdoor ค่อย ๆ ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ (แนวสโลว์บัทชัวร์)  เมื่อตอนที่เปิดตัวใหม่ ๆ ห้าปีที่แล้ว มีชุมชมเข้าร่วมเพียง 7,000 ชุมชน ปัจจุบัน มีมากถึงเกือบ 140,000 ชุมชน มีผู้ใช้กว่าสิบล้านคน และกำลังจะขยายตลาดไปสู่ยุโรปต่อไป

ข้อมูลบน Nextdoor น่าติดตามกว่าบนโซเดียมีเดียอื่น ๆ เพราะเป็นเรื่องใกล้ตัวที่มีผลกระทบกับชีวิตความเป็นอยู่ของเราจริง ๆ การที่ระบบบังคับให้ใช้ชื่อในการลงทะเบียนเป็นชื่อจริง และตรวจสอบได้ว่าใครอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่เท่าไร ทำให้ข่าวสารที่แลกเปลี่ยนกันในเว็บบอร์ดมีความน่าเชื่อถือ ไม่เหมือนในเฟซบุ๊คหรืออินสตาแกรม ที่เราแทบไม่รู้เลยว่าคนที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นใครมาจากไหน ข่าว Fake News จากการเลือกตั้งในอเมริกา ทำให้ฉันสูญเสียศรัทธาและเกิดวิจิกิจฉาในการอ่านความคิดเห็นในเฟซบุ๊คมากขึ้นทวีคูณ

เอวังก็เป็นด้วยประการฉะนี้แล

ประสบการณ์ดูละครเวทีที่คลีฟแลนด์

[๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๐]  ในคลีฟแลนด์มีโรงละครดี ๆ หลายแห่ง ทั้งเล็ก ทั้งใหญ่ โรงละครที่อยู่ใกล้บ้านหน่อยชื่อ โดบามา ใหญ่ประมาณโรงละครคณะอักษรฯ มีละครดี ๆ ที่ได้รางวัลพูลิเซอร์มาให้ดูตลอดทั้งปี ฉันเคยไปดูมา 2-3 ครั้ง ชอบมาก เพราะขนาดโรงไม่ใหญ่เกินไป นั่งดูแบบใกล้ชิดนักแสดงแบบติดขอบ และราคาค่าตั๋วไม่แพง พอไหว

ปลายปีที่ผ่าน นัยว่าจิตตกจากหลาย ๆ เรื่องที่เกิดขึ้นในปลายปี 2016 ส่งผลให้ต้องแสวงหาความบันเทิงมาชะโลมใจ โชคดีว่าเป็นช่วงเทศกาลพอดี เลยมีบัลเลต์เรื่อง The Nutcracker -ของไชคอฟสกี้มาเปิดแสดงที่ Playhouse Square ตั๋วราคาสูงหน่อย แต่คุ้ม ดนตรีบรรเลงโดยวงออเคสตร้าประจำเมืองคลีฟแลนด์ เนื้อเรื่องแฟนตาซี แต่งตัวสวยงาม ช่วงแรกอาจจะน่าเบื่อหน่อย แต่ช่วงหลังพักครึ่งเต้นระบำกันสนุกสุด ๆ

ภายใน State Theatre ตกแต่งสไตล์บารอค

ภายใน State Theatre ตกแต่งสไตล์บารอค

เพลยเฮาส์สแควร์ที่ว่านี่ตั้งอยู่ในดาวน์ทาวน์เมืองคลีฟแลนด์ เป็นโรงละครเก่าแก่ อายุเกือบ 100 ปี สร้างตั้งแต่ปี 1922 (หลังสงครามโลกครั้งที่ 1) เป็นสถานบันเทิงที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองในสหรัฐอเมริกา จะเป็นรองก็แค่ Lincoln Center ในนิวยอร์กเท่านั้นเอง เพลยเฮาส์สแควร์ประกอบด้วยโรงละครย่อย ๆ ถึง 5 โรง คือ โรงละคร Ohio โรงละคร Connor Place โรงละคร State โรงละคร Allen และ โรงละคร Hanna แต่ละโรงมีการตกแต่งหรูหรา สวยสดงดงาม ทั้งแชนเดอเลียร์ ทั้งหินอ่อน และม่านปักลายดอกประดับตามผนังและบนเวที

ตามประวัติแล้ว เพลยเฮาส์สแควร์นี้ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมาย เมื่อครั้งที่เปิดใหม่ ๆ ช่วงนั้นคลีฟแลนด์กำลังรุ่งเรื่องเฟื่องฟู เพลยเฮาส์สแควร์ก็เป็นสถานที่ยอดฮิตสำหรับผู้คนที่ม่พักผ่อนหย่อนใจ ดูหนังเงียบ ดูละคร และโวดวิล (Vaudeville = แปลเป็นไทย น่าจะหมายถึงการแสดงแบบปกิณกะ หลาย ๆ แบบมารวมกัน มีทั้งละครสัตว์ รายการตลก การแสดงร้องเพลง) ผ่านไป 40 ปี สังคมเปลี่ยนไป มีการย้ายถิ่นฐานออกจากดาวน์ทาวน์ไปอยู่ตามชานเมืองมากขึ้น ประกอบกับโทรทัศน์เริ่มเข้ามามีบทบาทในฐานะเครื่องมือให้ความบันเทิงในราคาที่ถูกกว่าการซื้อตั๋วดูละคร สุดท้ายโรงละครก็ค่อย ๆ ทยอยปิดตัวลงในปี 1968-1969 หลังจากถูกทิ้งให้เสื่อมโทรมและถูกรุมทึ้งอยู่ 10 ปี กลุ่มประชาชนรากหญ้าในคลีฟแลนด์ก็รวมตัวกัน จับมือช่วยกันระดมทุนปรับปรุงและเปิดโรงละครขึ้นมาใหม่ และเปิดการแสดงมาจนถึงปัจจุบัน

ลวดลายสวยงามบนเพดานของ ก่อนเข้า Allen Theatre

ฉันเคยเข้าไปชมการแสดงในเพลยเฮาส์สแควร์ 3 ครั้ง ครั้งแรกก็คือไปดูบัลเล่ต์เรื่อง The Nutcracker ใน State Theatre ตามที่กล่าวไว้ในตอนต้น อีก 2 ครั้งไปดูละครเวที ใน Allen Theatre เรื่องแรกที่ดูคือเรื่องเชอร์ล๊อก โฮลม์ ตอน สุุนัขล่าเนื้อแห่งบัสเกอร์วิลล์ (เวอร์ชั่นของ Ken Ludwig) ซึ่งสนุกมาก ใช้คนเล่นแค่ 5 คน แต่ผลัดกันเล่นเป็นตัวละครมากมายสะท้อนให้เห็นถึงธีมแห่งการหลอกหลวงและกลอุบายของเรื่อง เป็นละครนักสืบที่ขนาดเรารู้ตอนจบไปก่อนแล้ว ไปนั่งดูก็ยังลุ้นได้ไม่เบื่อ อีกเรื่องหนึ่งที่ไปดูคือ How I Learned To Drive ไปดูพร้อมกับมาร์ธา ฟังแค่ชื่อเรื่องก็คิดว่าคงเป็นละครธรรมดา ไม่น่าจะมีอะไรหวือหวา ปรากฏว่าเอาเข้าจริง ๆ  เป็นละครสะท้อนเนื้อหาสังคมเกี่ยวกับเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศผู้เยาว์ในครอบครัว ฉันยังจำฉากที่คุณลุงขยำหน้าอกหลานสาวขณะที่สอนขับรถได้อย่างติดตา

ล่าสุดคือสองอาทิตย์ที่แล้ว หมอหวานชวนไปดูโอเปร่าเรื่อง Le Nozze di Figaro ที่โรงละครคลีฟแลนด์เมซอนนิก (Cleveland Masonic Auditorium) ฉันขับรถผ่านโรงละครนี้หลายครั้ง แต่ไม่เคยมีโอกาสได้เข้าไป จนกระทั่งคราวนี้เอง โรงละครนี้ยิ่งเก่ากว่าโรงละครอื่น ๆ เป็นไหน ๆ เพราะสร้างตั้งแต่ปี 1918 ปีสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่ 1 พอดี มีที่จอดรถให้จอดฟรีสะดวกสบาย ไม่เหมือนเพลย์เฮาส์สแควร์ที่ต้องเสียเงิน(แอบแพง) ข้างในเก่าหน่อย แต่ก็ยิ่งใหญ่อลังการ เหมาะกับระบบเสียงอะคุสติกแบบธรรมชาติยิ่งนัก ยิ่งพอได้ฟังเพลงโหมโรงของโอเปร่าเรื่องนี้ ก็ยิ่งทำให้ขนลุก

แอบสงสารหมอหวานเหมือนกัน เพราะฉันขอออกมาก่อนช่วงพักครึ่ง มีข้ออ้างมากมาย แต่เอาเป็นว่าเราเข้าใจตรงกันแล้วกัน ถ้าใครเคยดูหนังเรื่อง Amadeus คงจำได้ถึงฉากที่ซาเลียรี่ลิงโลดเมื่อเห็นจักรพรรดิแห่งออสเตรียทรงหาวขณะทอดพระเนตรโอเปร่าเรื่องนี้ของโมซาร์ทได้บ้าง


[เพิ่มเติม: ๗ มิถุนายน ๒๕๖๐] โรงละครเล็ก ๆ อีกโรงหนึ่งในคลีฟแลนด์ไฮท์คือ Ensemble Theatre  ได้ยินชื่อเสียงมานาน และถึงแม้จะอยู่ไม่ไกลจากบ้าน ก็เพิ่งมีโอกาสได้ไปชมละครเรื่อง The North Pool เมื่อเดือนที่แล้วนี่เอง

ของกินบนถนนลี

[๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐]  หลายปีที่แล้วครั้งที่ฉันย้ายมาอยู่คลีฟแลนด์ใหม่ ๆ ถ้าจะออกไปกินอาหารนอกบ้าน ส่วนใหญ่จะไปหาของกินที่ถนนโคเวนทรี เพราะมีร้านอาหารหลายร้าน ทั้งร้านไทย ร้านเกาหลี ร้านญี่ปุ่น/มาเลย์ และร้านอาหารอเมริกันร้านโปรดอย่างร้าน Tommy’s

อย่างไรก็ดี ปีสองปีที่ผ่านมา เริ่มมีร้านอาหารแปลก ๆ (และดี ๆ) มาเปิดบนถนนลีซึ่งอยู่ไม่ห่างจากบ้าน ขับรถไป 5 นาทีก็ถึง ของดีของถนนลีคือ มีโรงภาพยนต์ฉายหนังอินดี้แนว RCA พระรามเก้า สมัยก่อนนี่ถนนลีเป็นถนนได้ชื่อว่าไม่ค่อยปลอดภัยเท่าไร พัฒนาได้ขนาดนี้ส่วนหนึ่งต้องขอบคุณรัฐบาลเมืองคลีฟแลนด์ไฮท์ที่ปรับปรุงถนนหนทางให้ดูน่าเดินน่าเที่ยวมากขึ้น มีการลาดยางถนนใหม่ เปลี่ยนป้ายบอกชื่อถนน ปรับปรุงเสาไฟฟ้าทำให้ถนนดูสว่างขึ้น

ร้านบนถนนลีที่พี่เอ็นโซมักจะพาฉันไปกินคือ “อนาโตเลีย(2270 Lee Rd, Cleveland Heights, OH 44118 Phone: (216) 321-4400) เป็นร้านอาหารเตอร์กิช อร่อยมาก โดยเฉพาะของหวาน ร้านนี้เป็นร้านใหญ่และมีชื่อเสียงประจำเมือง มีอาหารให้เลือกรับประทานมากมาย ไปกินมาหลายรอบแล้วก็ยังกินได้ไม่ครบทุกอย่างบนเมนู ทุกครั้งที่ไปกินก็จะอดเสียดายไม่ได้ว่า ตอนที่ไปเที่ยวตุรกีกับทัวร์ ไม่ได้กินของอร่อย ๆ อย่างนี้เลย

เมื่อสองปีที่แล้ว มีร้านอาหารโมรอกโคชื่อ “โมโม เคบับ” มาเปิด (2199 Lee Rd, Cleveland Heights, OH 44118 Phone: (216) 932-3512) เป็นร้านเล็ก ๆ คูหาเดียว เมนูมีแค่หน้าเดียว ไม่มีอาหารให้เลือกมากมายเหมือน อนาโตเลีย แต่อร่อยและเน้นคุณภาพ ทุกครั้งที่ไป พ่อครัว/เจ้าของร้าน จะออกมาต้อนรับพูดคุยเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด ร้านนี้อบขนมปังเอง เข้าใจว่าเป็นขนมปังเฉพาะแบบของโมรอกโค เพราะไม่เคยกินที่ไหนมาก่อน อร่อยและไม่หวาน (ไม่เหมือนร้านอาหารทั่ว ๆ ไปในอเมริกา ที่ขนมปังหวานจนบางทีเกือบจะเป็นกลายเป็นเค้ก) ส่วนใหญ่ฉันจะสั่งแกะย่าง ที่เสิร์ฟพร้อมข้าวและผัก ส่วนพี่เอ็นโซจะสั่ง Tagine คล้าย ๆ กับสตูว์ อบในภาชนะที่ทำจากดินที่เรียกว่า Tagine เช่นกัน เจ้าของร้านอธิบายว่า Tagine นี่ใช้เวลาปรุงนานมาก ต้องทำล่วงหน้ากันเป็นวัน ๆ  อย่างเดียวที่ยังไม่เคยกินคือ คูสคูส ซึ่งเป็นอาหารพิเศษประจำคืนวันศุกร์ พูดกันหลายครั้งว่าต้องกลับไปกิน ก็ยังไม่มีโอกาสเสียที

ล่าสุดได้มีโอกาสไปกินอาหารเอธิโอเปียบนถนนลี ร้านชื่อ โซมา (2240 Lee Rd, Cleveland, OH 44118 Phone: (216) 465-3239) ก่อนไปก็แอบสงสัย (ด้วยนิสัยไม่ดี) ว่า เขามีอะไรกินกันด้วยหรือ ประเทศแถวนั้นไม่น่าจะอุดมสมบูรณ์เท่าไร ปรากฏว่าดีมาก เหมาะสำหรับคนรักษาสุขภาพ เป็นอาหารที่เน้นถั่วและแป้ง หรือถ้าจะเลือกกินเนื้อ ก็มีสตูว์ทั้งเนื้อวัว เนื้อไก่ (ที่เสิร์ฟพร้อมไข่ต้ม) และ แกะ วิธีการเสิร์ฟก็ตื่นตาตื่นใจเป็นที่สุด คือ เสิร์ฟอาหารด้วยจานใบเบ้อเริ่ม ปูด้วยแผ่นแป้งที่เรียกว่า Injera ซึ่งเป็นขนมปังพื้นเมืองของเอธิโอเปีย ทำมาจากเมล็ด Teff (ซึ่งเป็นพืชที่ปลูกในเอธิโอเปีย) แผ่น Injera มีสีเทาเข้ม หน้าตาคล้าย ๆ เครปบวกแพนเค้ก นิ่ม ๆ ไม่หวาน มีรู ๆ เหมือนฟองน้ำ (กินไปเรื่อย ๆ จะได้อารมณ์ขนมถ้วยฟูของโปรด) บนแป้งจะมีกับข้าวตักวางเป็นหย่อม ๆ ส่วนใหญ่จะเป็นถั่วปรุงผสมเครื่องเทศต่าง ๆ นานา วิธีกินก็ง่าย ๆ ใช้มือบิดแป้งกินกับกับข้าวไปเรื่อย ๆ

ตอนแรกเห็นอาหารแล้ว คิดในใจว่าจะอิ่มไหมนี่ ปรากฏว่ากินไปได้แค่ครึ่งจาน แป้งยังไม่ได้จะหมดแผ่น ก็อิ่มจุกเสียแล้ว แถมยังอิ่มยาวมาถึงวันรุ่งขึ้นอีกด้วย

ร้านโซมานี่ถือเป็นร้านยอดฮิต เพิ่งเปิดมาได้แค่สองเดือนกว่า ๆ แต่ลูกค้าแน่นขนัด ถ้าไม่ได้จองก่อน ก็คงไม่ได้กิน และท่าทางคงจะเป็นที่ถูกใจคนแถวนี้ไปอีกนาน

Go Tribe!

[๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๙] ปีนี้มีอะไร ๆ เกิดขึ้นหลายสิ่งหลายอย่าง เลวร้ายบ้าง ดีบ้างคละเคล้ากันไป โดยเฉพาะที่คลีฟแลนด์ มีข่าวใหญ่โตหลาย ๆ เรื่องตลอดปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ทีมบาสเก็ตบอล Cleveland Cavaliers (#AllIn — หมายถึงสู้กันสุด ๆ ไปเลย) ชนะเลิศได้เป็นแชมป์ประเทศ ต่อเนื่องด้วยการประชุมใหญ่ของพรรครีพับลิกันในเดือนกรกฏาคม  คั่นด้วยเหตุการณ์วิปโยคในเมืองไทย ***วันที่ ๑๓ ตุลาคม***  จากนั้นทีมเบสบอล Cleveland Indians (#GoTribe — หมายถึงทีมคลีฟแลนด์ ซึ่งมีสัญลักษณ์และชื่อทีมเป็นอินเดียนแดง) ได้ผ่านเข้าไปรอบชนะเลิศของ World Series ในปลายเดือนตุลาคม ซึ่งถึงแม้คลีฟแลนด์จะแพ้ Chicago Cubs ไปในเกมส์สุดท้าย แต่ก็ชนะใจแฟน ๆ อย่างล้นหลาม จบปีด้วยการเลือกตั้งทั่วประเทศอเมริกาต้นเดือนพฤศจิกายน ที่ทำให้เราได้รับรู้ว่า Orange Is The New Black อย่างแท้จริง

ช่วงที่มีการแข่งเบสบอล ทั้งเมืองคลีฟแลนด์และเมืองใกล้เคียงตื่นเต้นมากถึงมากที่สุด แต่ที่ฉันประทับใจมากก็คือ พิพิธภัณฑ์ศิลปะของทั้งชิคาโกและคลีฟแลนด์ ผลัดกันส่งข้อความตลก ๆ ท้าทายกันทางเฟซบุ๊ค (ฝรั่งเรียกว่า Banter) โดยดัดแปลงภาพศิลปะระดับโลกอายุเป็นร้อย ๆ ปีให้เข้ากับทีมเบสบอลของตนเอง

เริ่มจาก The Art Institute of Chicago ก่อน โปรดสังเกตว่าตัวละครในภาพวาดใส่เสื้อหรือถือสิ่งของที่มีสัญลักษณ์ของทีมเบสบอล  Chicago Cubs และ เนื่องจาก World Series แข่งกันหลายวัน (ใครชนะ 4 เกมส์ก่อน ก็ชนะเลิศไป) เราเลยได้ดูภาพวาดสวย ๆ ขำ ๆ กันหลายรูปอยู่

American Gothic (วาดในปี 1930)
ศิลปิน: Grant Wood ชาวอเมริกัน
มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1891–1942

A Sunday on La Grande Jatte (วาดในปี 1884, 1884/86)
ศิลปิน: Georges Seurat ชาวฝรั่งเศส
มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1859-1891

Barroom Scene (วาดในปี 1835)
ศิลปิน:  William Sidney Mount ชาวอเมริกัน
มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1807–1868

Paris Street; Rainy Day (วาดในปี 1877)
ศิลปิน: Gustave Caillebotte ชาวฝรั่งเศส
มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1848-1894

The Song of the Lark (วาดในปี 1884)
ศิลปิน:  Jules Adolphe Breton ชาวฝรั่งเศส
มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1827-1906

Woman Reading (วาดในปี 1879/80)
ศิลปิน:  Édouard Manet ชาวฝรั่งเศส
มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1832-1883

The Crystal Palace (วาดในปี 1871)
ศิลปิน: Camille Pissarro  ชาวฝรั่งเศส
มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1830-1903

คราวนี้ถึงตา Cleveland Museum of Art บ้าง

Portrait of Catherine Grey, Lady Manners (วาดในปี 1794)
ศิลปิน: Thomas Lawrence ชาวบริติช
มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1769-1830

Portrait of a Man, possibly Girolamo Rosati (วาดในช่วงปี 1533-1534)
ศิลปิน: Lorenzo Lotto ชาวอิตาเลียน
มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1480-1556

Nathaniel Olds (วาดในปี 1837)
ศิลปิน: Jeptha Homer Wade ชาวอเมริกัน
มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1811-1890

Half Armor for the Foot Tournament จากสมัยปี 1590
ได้มาจาก Pompeo della Cesa (Italian)

George Washington at the Battle of Princeton (วาดในปี 1779)
ศิลปิน: Charles Willson Peale ชาวอเมริกัน
มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1741-1827

A Woman’s Work (วาดในปี 1912) *** ภาพนี้ทำได้น่ารักมาก ดูดี ๆ จะเห็นว่าทางพิพิธภัณฑ์เติมถุงเท้าสีแดงไว้บนราวผ้าด้วย ซึ่งเป็นการพาดพิงถึงทีมเบสบอล Red Sox อันโด่งดังของเมืองบอสตัน
ศิลปิน: John Sloan ชาวอเมริกัน
มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1871-1951

พิพิธภัณฑ์แต่ละแห่งโพสต์ภาพเหล่านี้ทางเฟซบุ๊คทีละภาพ ทีละวัน เฉพาะวันที่มีการแข่งขัน แฟน ๆ ต้องคอยจับตาดูว่า วันนี้จะเอาภาพไหนขึ้นมาเล่น ทำอย่างนี้ถือเป็นกุโศลบายเรียกลูกค้าได้ดียิ่ง เพราะใคร ๆ ก็บ้าเบสบอล ดึงความสนใจคนที่ไม่รู้ ไม่สนใจศิลปะได้มากโขอยู่ อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าอยู่เมืองไทย จะได้ทำอย่างนี้หรือไม่ ขนาดเอาทศกัณฐ์ไปแคะขนมครก คนยังบ่นกันแล้วบ่นกันอีก

ฉันรู้สึกว่าคลีฟแลนด์ออกจะคึกคักกับ World Series กว่าสมัยตอนแข่งบาสเก็ตบอลช่วงเดือนกรกฏาคมเสียอีก (เดาว่าเป็นเพราะเดือนกรกฏาคมตรงกับช่วงซัมเมอร์ โรงเรียนปิด คนไม่อยู่ หนีไปเที่ยวที่อื่นกันเยอะ แต่ตอนนี้เป็นฤดูใบไม้ร่วง โรงเรียนเปิด คนเลยเต็มเมือง) ห้องสมุดเอย ซิติ้ฮอล์เอยต้องพากันเลื่อนหรือยกเลิกการประชมและการสัมมนา เพื่อไม่ให้ชนกับเวลาที่่มีการแข่งขัน ช่วงนั้นจะเห็นคนคลีฟแลนด์ดูอิดโรยเป็นพิเศษ เพราะกว่าจะจบเกมส์แต่ละเกมส์ก็ปาเข้าไปห้าทุ่ม เที่ยงคืน ติดต่อกันอยู่หลายคืน

ฉันเองไม่รู้เรื่องเบสบอลเลย อเมริกันฟุตบอลยังพอดูเป็น แต่เบสบอลนี่ ฟังกติกาที่พี่เอ็นโซอธิบายแล้วก็ยังงง ๆ อยู่ (เคยเรียนซอฟท์บอลตอนมัยธยม แต่ก็จำอะไรแทบไม่ได้เลย)

So God Help Me

abc-blocks-1424464[๒๔ กันยายน ๒๕๕๙] ปลายปีที่แล้ว ฉันมีโครงการเล็ก ๆ ในใจ ตั้งใจจะสอบเป็นล่ามภาษาไทยกับศาลฏีกาของรัฐโอไฮโอให้ได้ ฉันไม่ค่อยมีโอกาสได้เป็นล่ามในศาลบ่อยครั้งเท่าไร แต่คิดว่าถ้าสอบได้ก็คงจะดี เป็นศรีแก่ตัว

การเป็นล่ามในศาลหรือในการให้การต่อหน้าทนายมีแบบแผนและกฏเกณฑ์ที่เข้มงวดมากกว่าการเป็นล่ามในสถานการณ์อื่น ๆ  (เช่น โรงพยาบาล สถานสงเคราะห์ หรือ โรงเรียน) ประมาณว่า ถ้าทำไม่ถูกแบบแผนแล้วจะทำให้เสียรูปคดี ขัดขวางกระบวนการยุติธรรม อาจจะเป็นผลร้ายหรือผลดีกับจำเลยหรือโจทก์ได้ หลักการง่าย ๆ ของการเป็นล่ามในศาลที่ฉันใช้คือ ปฏิบัติตนราวกับตัวเป็นเครื่องแปล ไม่มีตัวตน ได้ยินคนพูดมาอย่างไร ก็แปลไปตามนั้น ใช้คำสรรพนามบุุรุษที่ 1 ในการแทนตนเอง ห้ามอธิบายเพิ่มเติม ศาลใช้คำยากอย่างไร ก็รักษาระดับของภาษาไว้ ไม่ต้องไปกังวลว่าคนฟังจะฟังเข้าใจหรือไม่ และที่สำคัญคือต้องรักษาหลักจริยธรรมของความเป็นล่ามให้ครบถ้วนสมบูรณ์

สิ่งที่ดีอย่างหนึ่งของการตัดสินใจเข้าสอบครั้งนี้คือคือทำให้ฉันมีโอกาสได้เข้าอบรมการเป็นล่ามหลายครั้ง ได้ความรู้ดี ๆ มากมาย ได้รู้ว่าที่ผ่านมาเข้าใจอะไรผิด ๆ และที่สิ่งถูกต้องคืออะไร

ประโยคหนึ่งที่ล่ามในศาลต้องแปลเป็นประจำ คือคำสาบานก่อนที่จะขึ้นให้การต่อหน้าศาล คนที่ดูหนังนักสืบบ่อย ๆ คงคุ้นเคยกันดี คือ “Do you solemnly swear that you will tell the truth, the whole truth, and nothing but the truth, so help you God?”

ตรงส่วนแรก ไม่มีปัญหา แปลได้ตรง ๆ ทำนอง ว่าคุณสาบานว่าจะพูดแต่ความจริงเท่านั้นหรือไม่ ส่วนที่เป็นปัญหาสำหรับฉันคือ So help me God อ่านดูเผิน ๆ เดาเอาว่า คงขอประมาณว่าขอให้พระเจ้าช่วยเป็นบันดาลใจให้พูดแต่ความจริง แต่จริง ๆ ไม่ใช่อย่างนั้น ที่ถูกต้องคือ So help me God แปลว่า ถ้าผิดคำสาบานขอให้มีอันเป็นไป (ขอให้พระเจ้าลงโทษฉันด้วย)

ฉันเข้าใจคำนี้ผิดอยู่หลายปีทีเดียว

หลังจากที่ไปฝึกอบรมเตรียมตัวสอบข้อเขียนที่โคลัมบัส (ซึ่งอยู่ทางใต้ของคลีฟแลนด์ ขับรถไปประมาณ 2 ชั่วโมง) ช่วงต้นเดือนธันวาคม กลับมาอ่านหนังสือติวกับพี่เอ็นโซอีกเป็นเดือน ๆ เพื่อกลับไปสอบข้อเขียน (ปรนัย) ที่ศาลในเดือนมีนาคมของปีถัดไป ผลออกมาว่าสอบผ่านข้อเขียน  (เย้) เผอิญว่าศาลโอไฮโอได้แค่รับลงทะเบียนว่าเราเป็นล่ามภาษาไทยได้เท่านั้น (Registered Interpreter) แต่ไม่สามารถจะรับรองวิทยฐานะ (Certified Interpreter) ได้ เส้นทางการสอบของชั้นเลยจบแค่สอบข้อเขียนและทดสอบระดับภาษาไทย ในขณะที่ล่ามภาษาอื่น ๆ เช่น สเปน จีน หรือ เวียดนาม ต้องผ่านการทดสอบการแปลสด ๆ ด้วย

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสอบเป็นล่ามของศาลในโอไฮโอ ค้นหาได้ที่ http://www.supremecourt.ohio.gov/JCS/interpreterSvcs/ ค่ะ

%d bloggers like this: