Archive for the ‘ทองฉาน บุญญภัทโร Tongchan TC Boonyapataro’ Category

สุดสัปดาห์ที่ Bloomington

[๒๔-๒๕ มิถุนายน ๒๕๖๐] ฤกษ์งามยามดี เสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมา เราขับรถไปเที่ยวเมือง Bloomington  (หรือที่ฝรั่งบางคนเรียก Bloomy) มลรัฐอินเดียนา กัน

จุดมุ่งหมายหลักคืออยากไปเห็นมหาวิทยาลัย Indiana University, Bloomington ที่แม่เคยมาเรียนเมื่อเกือบห้าสิบปีที่แล้ว อันที่จริงควรจะได้มานานแล้ว โอไฮโอกับอินเดียนาก็อยู่ติดกันแท้ ๆ ทำไมถึงเพิ่งจะได้มาเอาตอนนี้ก็ไม่แน่ใจ อาจจะเป็นเพราะอินเดียนาไม่ได้เป็นทางผ่าน ถ้าจะออกเดินทางแล้ว ก็ต้องมุ่งหน้าตรงมาบลูมิงตันสถานเดียว

แม่บอกว่าสมัยก่อนบลูมิงตันมีแต่ป่า ปรากฏว่าตอนนี้ก็ยังเป็นป่าเอาอยู่มาก แต่เห็นได้ชัดว่ามีตึกเรียนใหม่มากมาย สร้างด้วยหินไลม์สโตน ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักของบริเวณนี้ เราขับรถทะลุป่าไปเรื่อย ๆ จนถึงบริเวณแคมปัสของมหาวิทยาลัย เห็นแล้วต้องร้องว่า นี่คือเมืองลับแลหรือนี่ เมื่อกี้ยังเป็นป่าอยู่แท้ ๆ ไหงตอนนี้มีแต่ตึกรามบ้านช่อง สนามฟุตบอลใหญ่อลังการ ทีมกีฬาของมหาวิทยาลัยใช้ชื่อว่า Hoosier ซึ่งคงเอามาจากชื่อเล่นของรัฐอินเดียนา (เหมือนที่ Buckeye เป็นชื่อเล่นของรัฐโอไฮโอ) ใช้สัญลักษณ์เป็นนกฮูก เราขับรถผ่านถนน North Jordan เห็นบ้านพักของพวก Fraternity (ชมรมกรีก) เรียงรายเป็นทิวแถว ใหญ่โตมโหฬาร แถมมีสิงโตทองคำประดับเฝ้าประตูอยู่หน้าบ้านด้วย

เดินเล่นในแคมปัสแล้วชวนให้คิดถึงรัทเกอร์ เพราะทั้งเมืองเป็นมหาวิทยาลัย และใช้บ้านคนมาเป็นออฟฟิศ มีกิจกรรม New Student Orientation ช่วงที่เราไปพอดี พี่เอ็นโซประหลาดใจว่าเขาจัดปฐมนิเทศกันเร็วจัง แต่เดาว่าคงแบ่งจัดเป็นหลายกลุ่ม เพราะนักเรียนน่าจะเยอะมาก

เมืองบลูมิงตันเล็กพริกขี้หนู มีทุกอย่างที่ต้องการ มีโรงแรมหรูตั้งอยู่ในไอเอ็มยู หรือ ยูเนี่ยน (Indiana Memorial Union) ร้านขายของ ไปรษณีย์ โรงหนัง โรงละคร พิพิธภัณฑ์ (มากกว่าหนึ่งแห่ง) มีศูนย์สนับสนุนสำหรับคนรักร่วมเพศหลายแห่ง ซึ่งออกจากแตกต่างไปจากนโยบายของรัฐอินเดียนาโดยสิ้นเชิง มีร้านอาหารนานับชนิด โดยเฉพาะบนถนนสายที่ 4 มีร้านอาหารเอเชียตั้งเรียงรายติด ๆ กัน ตั้งแต่ร้านอาหารไทย (ซึ่งคาดว่าทั้งเมืองน่าจะมีอย่างน้อยสิบร้าน) อาหารอินเดีย ตุรกี เกาหลี อาหารพม่า(!!!) และอาหารธิเบต

ขับรถจากคลีฟแลนด์มาบลูมิงตันใช้เวลาประมาณ 7 ชั่วโมงกว่า ๆ (รวมเวลาพักกินข้าวและเข้าห้องน้ำระหว่างทางด้วย) ดูจากแผนที่แล้วไม่น่าจะไกล จากคลีฟแลนด์ขับลงมาทางใต้ เจอโคลัมบัสปุ๊ปก็ให้เลี้ยวขวา ขับมาเรื่อย ๆ ผ่านเดย์ตัน ไปจนเข้ามลรัฐอินเดียนา พอจะถึงแยกจะไปอินเดียนาโพลิส ก็ให้เลี้ยวซ้ายลงใต้ เกาะทางหลวงสาย 37 มาประมาณชั่วโมงนึง ก็ถึงบลูมิงตันแล้ว ดูง่าย ๆ แต่พอเอาระยะทางมาเทียบแล้ว ไกลกว่าขับรถไปหาพี่ตุ๊ที่ลีส์เบิร์ก (เวอร์จิเนีย) อีกแฮะ

แนะนำว่าก่อนเดินทางมาบลูมิงตัน ควรเตรียมตัวหาข้อมูลโดยเข้าเว็บไซต์ https://www.visitbloomington.com/ เขียนไปขอคู่มือเดินทางมาบลูมิงตันได้เลย มีประโยชน์มากจริง ๆ

อย่างเดียวที่ยังคาใจคือ บลูมิงตันในฤดูหนาวจะหน้าตาเป็นอย่างไร ทรมานมากน้อยขนาดไหน


ที่พัก

Holiday Inn Bloomington
1710 North Kinser Pike, Bloomington, IN 47404
(812) 334-3252

อาหารการกิน

Anyetsang’s Little Tibet Restaurant (อร่อยและอัธยาศัยดี ควรไปลอง เมนูมีอาหารไม่มาก มีทั้งอาหารธิเบต อินเดีย และอาหารไทย)
415 E 4th St, Bloomington, IN 47408
(812) 331-0122

Runcible Spoon (ร้านเก่าแก่ น่ารัก มีที่นั่งทั้งในสวนหน้าบ้าน และข้างใน ซึ่งตกแต่งเป็นห้องสมุด)
412 E 6th St, Bloomington, IN 47408
(812) 334-3997

Hartzell’s Ice Cream (ไม่ได้เข้าไปกิน แต่เห็นคนต่อคิวยาวเชียว)
107 N Dunn St, Bloomington, IN 47408
(812) 332-3502

Advertisements

เพื่อนบ้าน

Nextdoor.com

[๑๘ พฤษภาคม ๒๕๖๐] ยุคนี้เป็นยุคโซเชียลมีเดีย อะไร ๆ ก็เชื่อมโลกให้เข้าหากัน ทั้งเฟซบุ๊ค อินสตาแกรม สแนปแชท นักการตลาดมองเห็นโอกาสว่าการที่ผลิตภัณฑ์หรือการบริการได้รับการเผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดียจะช่วยให้ยอดขายดีขึ้น ขนาด Starbucks กาแฟเจ้าเก๋าเจ้าดังยังเล่นกับเขาด้วย เมื่อหลายอาทิตย์ที่แล้ว สตาร์บั๊กประกาศเมนูตัวใหม่ Unicorn Frappuccino สีสวยจ๊าดถูกใจวัยรุ่น ออกมาขายเฉพาะกิจแค่ช่วงวันสุดสัปดาห์เดียว แม้นักวิจารณ์อาหารจะบอกว่ารสชาติไม่ได้เรื่องแม้แต่น้อย แต่เครื่องดื่มนี้ก็ได้รับความนิยมมาก สำนักข่าวหลาย ๆ แห่งวิเคราะห์ออกมาว่า “Starbucks’ new Unicorn Frappuccino was made to be Instagrammed” โดยเฉพาะ อย่าว่าแต่ใครเลย ฉันเองร้อยวันพันปีไม่เคยกินสตาร์บั๊ก ก็ยังโดนดูดไปที่ร้านด้วย คนขายบอกว่า ไม่มีแล้ว หมดแล้ว ทั่วคลีฟแลนด์ขายหมดเลย สรุปว่าเลยต้องสั่งอย่างอื่นกินแทน ลองคิดดูแล้วถือเป็นกลยุทธ์ในการดึงคนเข้าร้านได้ดีมาก

starbucks-unicorn-frappuccino-looks-shockingly-different-from-its-advertising

เครื่องดื่มยูนิคอร์นของสตาร์บั๊ก

วันนี้อยากเล่าเรื่องโซเชียลมีเดียอีกเจ้าหนึ่งที่(เข้าใจว่ายัง) ไม่มีในเมืองไทย แต่กำลังได้รับความนิยมเงียบ ๆ ในอเมริกา ชื่อว่า Nextdoor.com หน้าตาเจ้า Nextdoor นี่คล้าย ๆ เว็บบอร์ดอย่างพันทิป แต่ลักษณะที่โดดเด่นคือจะจัดสมาชิกเป็นกลุ่มย่อย ๆ ตามบริเวณที่อยู่อาศัย (Neighborhood) การสมัครเป็นสมาชิกก็ต้องได้รับการตรวจสอบว่าเราพักอาศัยอยู่ในบริเวณนี้จริงหรือไม่ ซึ่งทำได้หลายวิธี เช่นใช้เบอร์โทรศัพท์ ใช้ที่อยู่จากเครดิตการ์ด เป็นต้น เรื่องที่พูดคุยกันก็มีตั้งแต่ไม้จิ้มฟัน ยันเรือรบ เช่น ประกาศหมาแมวหาย หรือพบหมาแมวหลงจากเจ้าของ ขายของใช้แล้ว หรือ อยากซื้อของใช้แล้ว มีใครจะขายบ้างไหม ขอคำแนะนำว่าจะจ้างบริษัทไหนมาทำสวน เปลี่ยนพรม หรือทาสีบ้าน ไปจนถึงว่าจะไปหาหมอฟันคนไหนดี และที่ขาดไม่ได้คือการบ่น ด่าทอ ประจานบริษัทที่ให้บริการห่วย ๆ

ส่วนที่ฉันชอบมากคือ มีการอัพเดทสถานการณ์ต่าง ๆ ในบริเวณบ้านเรา เช่น ไฟดับ ต้นไม้ล้ม มีคนทำท่าไม่ชอบมาพากลมาด้อม ๆ มอง ๆ บริเวณถนนสายนั้นสายนี้ เมื่อคืนตอนตีสาม ได้ยินเสียงปืนดัง มีใครได้ยินบ้างไหม วันหนึ่งฉันขับรถผ่านถนนใกล้บ้าน เห็นรถตำรวจมาจอดอยู่เรียงรายหลายคัน เช็คใน Nextdoor พบว่ามีคนโพสต์ถามแล้วว่ามีตำรวจมามายขนาดนี้ มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ทำไมมีตำรวจจากเมืองอื่นมาด้วย (คนแถวนี้ช่างสังเกตเป็นอย่างมาก)

เรื่องประหลาด ๆ และน่ารัก ๆ ที่โพสต์กันยังมีอีกมากมาย อย่างเช่น มีคนเข้ามาบ่นว่า กวางเยอะจริง ๆ เข้ามากินดอกไม้ต้นไม้ในสวนหลังบ้านหมดเกลี้ยง แถมยังมาข่มขู่หมาเขาด้วย มีคนเข้ามาตอบแสดงความเห็นใจมากมาย เพื่อนบ้านคนหนึ่งเข้ามาอธิบายว่า เหตุผลที่เรามีกวางเยอะ เพราะตอนนี้หมาป่า (Coyote) มันหายไปหมดแล้ว ถ้าจะต้องการกำจัดประชากรกวาง ก็ต้องเอาหมาป่าเข้ามาปล่อย – สรุปคือต้องเลือกว่าจะเอากวางหรือหมาป่า

เรื่องที่ฉันประทับใจมากคือ  มีคนเข้าโพสต์เรื่อง นกฮัมมิงเบิร์ดเบอร์ 514 คนโพสต์บอกว่า ตารางการอพยพของนกที่เขามีอยู่บอกว่า พรุ่งนี้นกฮัมมิงเบิร์ดสายพันธุ์ 514 จะบินมาจากอเมริกากลาง มาถึงคลีฟแลนด์วันพรุ่งนี้แล้วนะ  ขอแนะนำให้เอาน้ำหวาน (Nectar – แถมอธิบายเสร็จสรรพว่าให้เอาน้ำเปล่า 16 ออนซ์ ผสมน้ำตาล 4 ออนซ์) ใส่ผสมไว้ในที่ให้อาหารนกด้วย เวลานกบินมาถึง ได้กินแล้วจะได้ชื่นใจ

ล่าสุดคุณสามีเล่าว่า มีคนเข้ามาโพสต์เรื่องประหลาดว่าตื่นมา 9 โมงเช้า แล้วเจอรถใครก็ไม่รู้มาจอดทิ้งไว้ในทางขับรถเข้าบ้านเฉยเลย สุดท้ายต้องแจ้งตำรวจให้มาลากไป แปลกดี เดากันว่าคงเป็นรถของเด็กมหาวิทยาลัยใกล้ ๆ ที่หาที่จอดรถในโรงเรียนไม่เจอ เลยต้องมาทิ้งรถไว้ตามบ้านคนแปลกหน้าแทน

ที่น่าสนใจคือไม่ค่อยมีคนบ่นเรื่องการเมืองเท่าไร เข้าใจว่าเป็นนโยบายของ Nextdoor ที่ห้ามไม่ให้พาดพิงถึงการเมือง ถ้ามีใครเข้ามาบ่นโวยวายมาก ๆ (rant) ก็จะมีผู้คุมกฎมาเชิญให้ออกไปจากกลุ่ม

The Guardian รายงานว่า ปัจจุบัน Nextdoor ค่อย ๆ ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ (แนวสโลว์บัทชัวร์)  เมื่อตอนที่เปิดตัวใหม่ ๆ ห้าปีที่แล้ว มีชุมชมเข้าร่วมเพียง 7,000 ชุมชน ปัจจุบัน มีมากถึงเกือบ 140,000 ชุมชน มีผู้ใช้กว่าสิบล้านคน และกำลังจะขยายตลาดไปสู่ยุโรปต่อไป

ข้อมูลบน Nextdoor น่าติดตามกว่าบนโซเดียมีเดียอื่น ๆ เพราะเป็นเรื่องใกล้ตัวที่มีผลกระทบกับชีวิตความเป็นอยู่ของเราจริง ๆ การที่ระบบบังคับให้ใช้ชื่อในการลงทะเบียนเป็นชื่อจริง และตรวจสอบได้ว่าใครอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่เท่าไร ทำให้ข่าวสารที่แลกเปลี่ยนกันในเว็บบอร์ดมีความน่าเชื่อถือ ไม่เหมือนในเฟซบุ๊คหรืออินสตาแกรม ที่เราแทบไม่รู้เลยว่าคนที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นใครมาจากไหน ข่าว Fake News จากการเลือกตั้งในอเมริกา ทำให้ฉันสูญเสียศรัทธาและเกิดวิจิกิจฉาในการอ่านความคิดเห็นในเฟซบุ๊คมากขึ้นทวีคูณ

เอวังก็เป็นด้วยประการฉะนี้แล

ปกิณกะกับวันสนุก ๆ ใน NOLA (2)

ต้นโอ๊คต้นใหญ่ยักษ์

ความอลังการของต้นโอ๊ค

[๘-๑๑ เมษายน ๒๕๖๐] โรงแรมที่เราพักชื่อว่า Omni Riverfront (701 Convention Center Blvd, New Orleans, LA 70130) ทำเลใช้ได้เลย แม้ไม่ได้ตั้งอยู่ใจกลาง French Quarter แต่ก็ไม่ไกลจากรถรางทั้งสามสายเท่าไหร่ อยู่่ใกล้คาสิโนและข้อสำคัญคืออยู่ติดกับ Outlet ขนาดใหญ่ เดินข้ามถนนไปก็ถึง

การเดินทางส่วนใหญ่ เราใช้เท้าเป็นหลัก พี่พิมอึดมาก ๆ ขนาดว่าเท้าเจ็บเล็กน้อย ยังเดินร่าเริงได้ไม่บ่นเลย ฉันเองวันไปสวนสัตว์แทบแย่ เพราะใส่รองเท้าไม่ดี นอกจากเดินแล้ว เราก็ยังขึ้นรถราง (ที่ไม่ใช่ชื่อสายปรารถนา) ค่าขึ้นเที่ยวละ $1.25 บาท เงินสดเท่านั้นและไม่มีทอน ขึ้นรถแล้วหยอดเงินจ่ายตรงเครื่องได้เลย ไม่ต้องรีบ คนที่นี่ใจเย็นและเฮฮามาก นอกจากนี้ระหว่างทางที่นั่งรถจากสนามบิน หรือนั่งรถไปชมไร่ ก็จะได้เห็นส่วนอื่น ๆ ของเมืองในวาระเดียวกัน ไม่แนะนำให้เช่ารถ ค่าจอดรถแพงมาก และที่จอดรถหายากสุด ๆ

สำหรับผู้ที่กำลังตัดสินใจว่าจะเสียตังค์ร้อยกว่าเหรียญ ลงเรือกินข้าวท่องแม่น้ำมิสซิสซิปปี้ดีหรือไม่ ขอแนะนำทางเลือกอีกทาง คือ New Orleans Ferry   สะดวกสบายมาก สามารถขึ้นจากท่าเรือตรงถนน Canal ข้ามแม่น้ำไปอีกฝั่งหนึ่งที่ท่า Algiers Point  ไป 2 เหรียญ กลับ 2 เหรียญ วิวสวยขาดใจ

***ว่าด้วยเรื่องปากท้อง***

ซากเบนเยต์

อาหารการกินที่นี่ไม่อั้น นอกจากอาหารที่หารับประทานได้ในงานเทศกาลแล้ว เรายังไปกินเบนเยต์ที่ใคร ๆ ก็บอกให้ไปกินกัน Cafe Du Monde (800 Decatur St, New Orleans, LA 70116)  โชคดีที่นอกจากโดนัทกับกาแฟแล้ว ที่ร้านยังมีน้ำส้มเสิร์ฟด้วย คนไม่กินคาเฟอีนอย่างฉันเลยได้อิ่มเอมอย่างเต็มที่ Cafe Du Monde กับเบนเยต์นี่ เป็นสัญลักษณ์แห่งการตลาดอันเฉียบคมอย่างแท้จริง เป็นสิ่งที่ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า มานิวออร์ลีนส์แล้วไม่ได้กินเบนเย่ต์ ก็ยังมาไม่ถึง แม้ว่าจะมีร้านกาแฟร้านอื่น ๆ ที่ขายเบนเย่ต์ เช่น Cafe Beignet หรืออย่าง Cafe Du Monde เองก็มีอีกสาขาหนึ่งตั้งอยู่ใน Outlet ข้าง ๆ โรงแรม แต่ผู้คนก็ยังแห่กันมาเข้าคิวรอเข้าไปกินที่สาขาถนน Decatur อยู่ที่เดียว ชวนให้คิดถึงหอเอนปิซา  (ที่คนอิตาเลียนบางคนไม่เคยไปเลยแม้แต่ครั้งเดียว) เป็นอย่างยิ่ง

พูดถึงอาหารแล้ว มานิวออร์ลีนส์นี่ รายการอาหารที่ต้องกินยาวยืดไปหมด ทั้ง Po’Boy // Étouffée // Gumbo // Beignet // Muffuletta // Craw Fish // Oyster และอื่น ๆ อีกมากมาย ร้านอาหารคลาสสิกชื่อดังของเมืองที่ได้รับขนานนามว่าเป็น Le Grande Dame มีหลายร้าน คงต้องอยู่กันเป็นอาทิตย์และมีเงินเยอะ ๆ (และบางร้านต้องแต่งตัวดี ๆ เขาถึงจะให้เข้า) ถึงจะกินได้ครบ ร้านที่คุณน้าของจูดิธแนะนำมาให้ไปกิน (แต่ไม่ได้ไปกิน) คือ Galatoire’s (209 Bourbon St, New Orleans, LA 70130) และ Felix’s (739 Iberville St, New Orleans, LA 70130)

ร้านอาหารอร่อยใน French Market

แต่ร้านที่อร่อยที่สุดคือร้านที่เราค้นพบโดยบังเอิญในตลาด French Market ชื่อร้าน Meals From The Heart Cafe  (1100 N Peters St #13, New Orleans, LA 70116) พี่พิมได้กิน Crab cake ที่อุดมไปด้วยเนื้อปู ส่วนฉันกิน Okra gumbo อร่อยจริง ๆ

อีกทีนึงที่ไม่ใช่ร้านอาหาร แต่อยากให้ไปแวะคือร้านขายขนมเพรลีน (Praline – ขนมหวานทำจากคาราเมลใส่ถั่ว) ชื่อร้าน Southern Candy Makers (800 Decatur St, New Orleans, LA 70116) มีสองสาขา ขนมหวานได้ใจจริง ๆ ซื้อกลับมาฝากคนคลีฟแลนด์ ใคร ๆ ก็ชมว่าอร่อยเหาะ

Pralines จากร้าน Southern Candymakers

***Epilogue***
มีคำกล่าวที่ว่า “America has only three cities: New York, San Francisco, and New Orleans. Everywhere else is Cleveland.”  ไม่แน่ใจว่าใครเป็นคนพูดไว้ หนังสือบางเล่มบอกว่าเป็นคำพูดของ Tennessee Williams ซึ่งฉันยังไม่สามารถหาหลักฐานมายืนยันได้ แต่ก็ถือเป็นประเด็นที่น่าเก็บมาคิดทีเดียว

วันที่เราเดินทางออกจากนิวออร์ลีนส์ ข่าว United Airlines กระชากลากถููผู้โดยสารลงจากเครื่องกำลังเป็นเรื่องใหญ่ ฉันนึกในใจว่าเป็นโชคของ Delta Airlines เพราะถ้าใครบินเดลต้าช่วง 3-4 วันก่อนหน้านั้น จะรู้ว่าเดลต้าถูกตำหนิเรื่องการยกเลิกและเลื่อนเที่ยวบินอย่างรุนแรง

กลับจากนิวออร์ลีนส์ได้ไม่กี่อาทิตย์ ก็มีข่าวใหญ่เรื่องการรื้อ The Liberty Monument ซึ่งเป็นอนุสาวรีย์รำลึกถึงกลุ่ม Confederate (หรือสมาพันธรัฐอเมริกา) กลุ่มคอนเฟดเดอเรทนี้แยกตัวออกมาปกครองทางใต้ของอเมริกาสมัยสงครามกลางเมือง (1861–1865) ข่าวว่าบรรดาคนงานที่เป็นคนรื้ออนุสาวรีย์ต้องปิดหน้าปิดตา พร้อมมีตำรวจคอยคุ้มกัน ในขณะเดียวกันกลุ่มลูกหลานของกลุ่มคอนเฟดเดอเรทมารวมตัวประท้วงกันยกใหญ่ กระแสต่อต้านสัญลักษณ์ของกลุ่มคอนเฟดเดอเรทนี่ สืบเนื่องมาจากกรณีโศกนาฎกรรมที่วัยรุ่นผิวขาวเข้าไปยิงพระและคนผิวสีในโบสถ์ที่ เมืองชาร์ลสตัน รัฐเซาท์แคโรไลนา ในปี 2015 (พ.ศ. 2558)

Image_08cbf1c

ระเบียงสวย เหล็กดัดมีเอกลักษณ์งดงาม พบได้ทั่วไป

อยากเขียนต่ออีก แต่หมดแรง ถึงแม้นิวออร์ลีนส์จะไม่ใช่เมืองใหญ่ แต่ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 4-5 วันถึงจะเที่ยวทำกิจกรรมได้ครบถ้วน นักท่องเที่ยวหลาย ๆ คนพากันไป Swamp Tour หลาย ๆ คน เชียร์ให้ไปพิพิธภัณฑ์สงครามโลกครั้งที่สอง แต่ฉันขอผ่าน คราวนี้ดีใจมากที่ได้สัมผัสมนต์ขลังของแม่น้ำมิสซิสซิปปี้ หลังจากที่อ่านนิยายของมาร์ก เทวนมาหลายสิบปี และยังจำได้ติดตาถึงภาพนิวออร์ลีนส์ที่มองจากเครื่องบิน ขณะที่เครื่องกำลังจะลงจอด เห็นสะพานทอดยาวข้าม Lake Pontchatrain ตื่นตาตื่นใจเป็นที่สุด

สัญญาว่าคราวหน้า จะไปช่วงที่ไม่มีเทศกาล จะไป Garden District จะไปเยี่ยมบ้าน William Faulkner (624 Pirate Alley, New Orleans, LA 70116) และ Tennessee Williams (1014 Dumaine St, New Orleans, LA 70116) จะหาโอกาสไปลองกินก๊วยเตี๋ยวเฝอของเวียดนามดูบ้าง เชื่อหรือไม่ว่า นิวออร์ลีนส์มีชุมชนคนเวียดนามขนาดใหญ่ ซึ่งอพยพมาอยู่อเมริกาตั้งแต่สมัยสงครามเวียดนามทีเดียว

สุสาน บ้านไร่ และสวนสัตว์ กับวันสนุก ๆ ใน NOLA (1)

Jackson Square

Jackson Square

[๘-๑๑ เมษายน ๒๕๖๐] สงกรานต์/อีสเตอร์ปีนี้ดวงดี พี่พิมแวะมาเที่ยวอเมริกาเกือบสองอาทิตย์ เลยได้โอกาสชวนกันล่องใต้ไปเยี่ยมเยียนนิวออร์ลีนส์ นิวออร์ลีนส์ หรือที่คนทั่วไปเรียกกันว่า NOLA (New Orleans, LA (=Louisiana) เป็นเมืองที่ฉันใฝ่ฝันจะไปหามานานแสนนาน จำได้ว่าพี่โอเคยไปเที่ยวนิวออร์ลีนส์คนเดียวสมัยมาเรียนหนังสือ ส่งโปสการ์ดมาเล่าว่าสนุกมาก

ทัวร์ไปเที่ยวโรงงานทำทาบาสโก้

ทัวร์ไปเที่ยวโรงงานทำทาบาสโก้

สำหรับฉันแล้ว นิวออร์ลีนส์สนุกกว่าเมืองอื่น ๆ ในอเมริกามากมาย เที่ยวนิวออร์ลีนส์เหมือนเที่ยวเมืองนอก ไม่เหมือนอยู่ในอเมริกา (อันนี้ฝรั่งหลายคนเห็นด้วย) นิวออร์ลีนส์มีทุกอย่าง เป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์เก่าแก่แห่งหนึ่งในประเทศสหรัฐอเมริกา ปีหน้าเค้าจะฉลองครบรอบก่อตั้งครบ 300 ปี (ตั้งแต่ปี 1718 หรือ พ.ศ. 2261 ตรงกับสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช) มีบ้านสวย ๆ เก๋ ๆ มีดนตรีแจ๊สเก๋า ๆ อย่าง Preservation Jazz Hall Band  มีของกินอร่อย ๆ  เป็นเมืองที่นักเขียนดัง ๆ อย่าง William Faulkner และ Tennessee Williams  เคยมาใช้ชีวิตอยู่ เป็นเมืองแห่งบทละครเรื่อง The Streetcar Named Desire (ที่จนบัดนี้ก็ยังมีการแข่งขันตะโกน Stellaaaaaa ในงานเทศกาลของเทนเนสซี่ วิลเลี่ยมที่จัดเป็นประจำทุกปีในเดือนมีนาคม)

เราเดินทางถึงนิวออร์ลีนส์ในวันเสาร์ที่ 8 เมษายน พี่พิมบินมาจากดีซี ฉันบินไปจากคลีฟแลนด์ ตามกำหนดแล้วควรจะถึงเวลา11 โมงใกล้ ๆ กัน แต่เดลต้าแอร์ไลน์ก็ได้ถือวิสาสะเปลี่ยนแปลงโปรแกรมการท่องเที่ยวของฉันอีกครั้ง – ครั้งที่สามแล้วนะ!!!- เล่นเอากว่าฉันจะไปถึงก็เกือบห้าโมงเย็น

***French Quarter***
เที่ยวกับพี่พิมทีไร โชคดีมาก ๆ ทุกที ครั้งนี้พบว่าช่วงที่เราจะไปเป็นช่วงที่มีงาน French Quarter Festival ประจำปี ครั้งที่ 34 คนจัดประกาศว่าเป็น “Largest Showcase of Louisiana Music in the World” ตอนที่เราจองตั๋วเครื่องบินไปนิวออร์ลีนส์ในเดือนกุมภาพันธ์ เราใช้วันเดินทางของพี่พิม และวันหยุดของฉันเป็นหลัก ไม่รู้เสียด้วยซ้ำไปว่าวันที่เราจะไปตรงกับเทศกาลนี้ เพิ่งมารู้ก็ตอนเดือนมีนาคมที่ฉันเริ่มมองหาโรงแรม แล้วพบว่าโรงแรมแพงมาก ๆ อย่างไรก็ดี French Quarter Festival นี่อลังการยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง ปิดเมืองตั้งเวทีเล่นดนตรีกัน 23 เวที!!! ข้อสำคัญคือมีร้านอาหารดัง ๆ มาออกร้านกว่า 70 กว่าร้าน ทั้ง Antoine’s Galatoire’s Muriel’s ทำให้เราได้มีโอกาสลิ้มรสอาหารท้องถิ่นของนิวออร์ลีนส์ที่ใคร ๆ ลงความเห็นกันว่าอร่อยที่สุดในอเมริกา (และก็จริงอย่างที่เขาว่ากัน) อาหารที่ขายก็เป็นขนาดเล็ก ๆ ราคาไม่แพงมาก ทำให้เราได้กินของอร่อย ๆ ได้มากมายหลายชนิดในเวลาอันสั้น

วันอาทิตย์ที่เราไปตรงกับวัน Palm Sunday พอดี (พี่พิมถ่ายจาก St. Louis Cathedral)

ขอบันทึกเป็นหลักฐานว่าอาหารที่ได้ลิ้มลองจากงานเทศกาลนี้ประกอบด้วย — ไก่ทอดกับข้าว (พี่พิมบอกว่าอร่อยมาก ๆ) // Deep-fried Oyster Po’ Boy Sandwich (หอยนางรมหวานสุด ๆ) // Duck Po’Boy Sandwich // Gator Kabobs (เนื้อจระเข้เสียบไม้) // Bread Pudding // Snoballs (น้ำแข็งไสบ้านเราดี ๆ นี่เอง ถ้าต้องการหวานมากขึ้นอีก ก็ขอให้คนขายราดนมข้นเพิ่มให้ได้) // Chicken & Waffles // Pulled Chicken Sandwich (หรืออะไรซักอย่าง) // Crawfish crepe กับ Eggplant (อะไรซักอย่าง)

บรรยากาศในงานเต็มไปผู้คนจากทั่วทุกสารทิศ เข้าใจว่าเป็นช่วง Spring Break ของนักเรียนนักศึกษาในรัฐหลุยเซียนาพอดี ทุกคนเฮฮา เดินไปมาพร้อมกับถือแก้วดริงก์ ดูสุขสันต์สำราญใจเป็นอย่างยิ่ง (ซึ่งเป็นภาพแปลกตาในอเมริกา) เรื่องคนเมากับนิวออร์ลีนส์นี่เป็นโจ๊กที่ใคร ๆ ก็พูดถึงกัน ประหนึ่งว่ามานิวออร์ลีนส์เพื่อจะมาเสพเหล้ายาปลาปิ้งโดยเฉพาะ (รวมไปถึงกลิ่นกัญชาที่ลอยมาตามลมเป็นระยะ ๆ) คนที่พูดเรื่องนี้มีตั้งแต่คนรถจากสนามบิน ไปจนถึงไบรอันคนรถที่ขับพาไปเที่ยวไร่อ้อย ที่บอกว่าให้ติดสติกเกอร์ประจำคณะไว้ให้ดี เผื่อว่าไปดื่มดริงก์ที่ทางไร่อ้อยมีขายจนเมาหมดสติ พนักงานไร่อ้อยจะได้พากลับมาส่งได้ถูก

นิวออร์ลีนส์ก็เหมือนกับเมืองท่องเที่ยวใหญ่ ๆ ทั่วไป ที่การต่อคิวสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่าง Preservation Jazz Hall ที่ดังมาก ๆ คนจะไปรอเข้าคิวกันแต่หัววัน ร้านอาหารไหนที่ว่าดัง ก็จะมีคนไปรอเข้าคิวกันยาวเฟื้อย

ขอแสดงความชื่นชมคณะจัดงานว่าเก็บขยะได้เก่งมาก ช่วงกลางคืนขยะเต็มงานไปหมด ทั้งภาชนะใส่อาหาร แก้วน้ำ ขวดน้ำ เช้ามากวาดเกลี้ยงเกลา แต่เวลาเดิน ๆ ต้องระวังอยู่เหมือนกัน ดีไม่ดีอาจจะไปเหยียบอ้วกคนเมาได้ง่าย ๆ

***สุสาน St Louis No. 1***
ฉันเองก็เพิ่งมาสังเกตคราวนี้เองว่าคนอเมริกันหลายคนมีรสนิยมชอบไปเที่ยวสุสาน แถวบ้านฉันที่คลีฟแลนด์ มีสุสานชื่อ Lakeview Cemetery มีที่เก็บศพของประธานาธิบดีการ์ฟิลด์ อยู่มาหลายปีก็ไม่เคยคิดจะไปเยี่ยมชมเลย ส่วนของนิวออร์ลีนส์นี่ อ่านข้อมูลท่องเที่ยวฉบับไหน ก็มีแต่คนบอกว่าห้ามพลาดทั้งนั้น

สุสานยุคดั้งเดิมสีสันสวยงาม เพราะทาสีแบบเดียวกับสีบ้านของเจ้าของสุสาน เพื่อให้พนักงาน (ซึ่งอ่านป้ายไม่ออก) รู้ว่าสุสานใดเป็นของตระกูลไหน

สุสานในนิวออร์ลีนส์ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมมีหลายแห่ง เราเลือกไป St Louis No. 1 ตามคำแนะนำของคุณเรน Concierge ของโรงแรมที่พักอยู่ นัยว่าสุสานนี้ดังมาก เพราะเป็นสุสานที่ยัง active (คือยังมีการเปิดให้เก็บศพอยู่) ที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศสหรัฐอเมริกา นอกยังนี้ยังมีหลุมเก็บศพของผู้ก่อตั้งเมืองนิวออร์ลีนส์รุ่นบุกเบิก มีหลุมเก็บศพของสมาชิกสมาคมชาวอิตาเลียนที่ใช้หินอ่อนจาก Carrara และที่พลาดไม่ได้คือหลุมของคุณนาย Marie Laveau เจ้าแม่วูดูที่มีชี่อเสียงโด่งดังก้องโลก ฟังประวัติแล้วแอบภูมิใจว่าเป็นผู้หญิงเก่งในสมัยนั้น คุณนายลาโวนี่ดังจริง ๆ ตรงหน้าหลุมมีคนนำยาสูบ หนังยางรัดผมและกิ๊บมาวางเป็นการแสดงความไว้อาลัยเต็มไปหมด อลีน่า ไกด์สาวผู้พาเราเข้าชมสุสานเล่าว่า ที่คนเอาอุปกรณ์เสริมสวยมาวาง เพราะอาชีพดั้งเดิมของคุณลาโวคือช่างทำผม ส่วนยาสูบหรือบุหรี่ เข้าใจว่าเป็นเพราะเป็นธุรกิจของครอบครัว (ถ้าจำไม่ผิด)

โปรดสังเกตว่าฉันใช้คำว่าหลุม “เก็บ” ศพ ไม่ใช่ หลุม “ฝัง”ศพ เหตุผลที่ดึงดูดใคร ๆ ให้มาชมสุสานที่นิวออร์ลีนส์ เพราะเค้าใช้วิธีเก็บศพไม่ได้ฝังลงดินลึกลงไป 6 ฟุตแบบทั่ว ๆ ไป อลีน่าเล่าว่า เพราะสภาพที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของนิวออร์ลีนส์ที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล ทำให้ฝังศพไม่ได้ ไม่งั้นน้ำจะพัดศพขึ้นมาลอยอืด ไม่น่าดูไม่น่าชมเป็นอย่างยิ่ง จนชาวนิวออร์ลีนส์ต้องทำเรื่องไปขออนุญาตพระสันตปาปาว่าขอเก็บศพบนดินแทนที่จะฝังได้หรือไม่ ทางวาติกันพิจารณาแล้ว ก็อนุญาตให้เป็นกรณีพิเศษ (เพราะแม้แต้พระเยซุเอง ศพของท่านก็ถูกเก็บไว้ในถ้ำ ไมได้รับการฝังลงดิน) ฉันฟังแล้วก็เออออตามไกด์ไป แต่ในใจก็แอบคิดว่าสุสานของตระกูลพี่เอ็นโซที่กันยาโนก็เก็บศพไว้ในอาคารบนดินเหมือนกันนี่นะ

ได้เรียนรู้ประวัติความเป็นมาของนิวออร์ลีนส์จากอลีน่าด้วยว่า กลุ่มคนกลุ่มแรก ๆ ที่มาสร้างเมือง คือนักโทษจากคุกในฝรั่งเศส (ทำนองเดียวกับที่นักโทษอังกฤษเป็นคนสร้างออสเตรเลีย)

ขากลับออกจากสุสาน อลีน่าแนะนำให้ทุกคนถอยหลังออกมา บอกว่าเป็นเคล็ด (เหมือนคนไทยเลยแฮะ)

*** สวนสัตว์ Audobon*** 
เหตุผลดั้งเดิมที่มานิวออร์ลีนส์ เพราะคิดว่าจะไปแวะเยี่ยมอ๋อและครอบครัวที่ฟลอริด้า อยากไปอุดหนุนร้านอาหารไทยของอ๋อที่ชื่อ Thailand’s Best ดูแผนที่ไปดูแผนที่มา เมืองที่อ๋ออยู่ (Navarre) ไม่ห่างจากนิวออร์ลีนส์เท่าไหร่แฮะ (ขับรถข้ามสี่รัฐ คือฟลอริด้า อัลบามา มิสซิสซิปปี้ และ หลุยส์เซียนาใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง) สุดท้ายจากที่กลายเป็นว่าจะไปหาอ๋อ อ๋อและครอบครัว อันประกอบด้วย คริส แอสตัน แอนนาเบล เลยต้องขับรถมาเราที่นิวออร์ลีนส์แทน กินข้าวกลางวันที่ร้าน NOLA เสร็จแล้ว เรากับเด็ก ๆ ก็มุ่งหน้าสู่ส่วนสัตว์ Audobon กัน เด็ก ๆ ตื่นเต้นมาก ได้เห็นช้าง ลิง ยีราฟ เสือ จระเข้ นกสวย ๆ ในระยะประชิด ฉันเองก็ตื่นเต้น เพราะระหว่างทางไปสวนสัตว์ ได้นั่งรถผ่านถนน Carrollton ซึ่งมีบ้านสไตส์เก๋ ๆ แบบนิวออร์ลีนส์สวยงามมากมาย

***Oak Alley Plantation***
ฉันชอบไปเที่ยวบ้านสวย ๆ อย่างแมนชั่นที่เมืองนิวพอร์ท โรดไอส์แลนด์นี่ชอบมาก ๆ พอเห็นรูป Plantation หรือถ้าแปลเป็นภาษาไทยก็คงเข้าข่าย บ้านไร่บ้านสวน(อ้อย) ในนิวออร์ลีนส์แล้วก็ใฝ่ฝันว่าจะไปเยี่ยมชมให้ได้

บ้านไร่(อ้อย)ในนิวออร์ลีนส์มีหลายแห่ง ตั้งอยู่บนถนนเก่าแก่เลียบแม่น้ำมิสซิสซิปปีชื่อ River Road เลือกมา Oak Alley Plantation เพราะดูแล้วว่าสวยสง่า ถ่ายรูปขึ้นที่สุด โดยเฉพาะเวลาที่มองเข้าไปแล้วเห็นต้นโอ๊คอายุนับร้อย ๆ ปี เรียงแถวเป็นแนวเป็นทางไปจนถึงตัวบ้าน ไม่มีใครรู้ว่าต้น Virginia Live Oak เหล่านี้ ปลูกเมื่อไร ใครเป็นคนปลูก ไกด์เล่าว่าสมัยก่อนเมื่อมองจากตัวบ้านออกไปทางถนน จะเห็นแม่น้ำมิสซิสซิปปี้ แต่ปัจจุบันน้ำท่วมทำให้ต้องสร้างทำนบขึ้นมากั้นมา บดบังวิวไปอย่างน่าเสียดาย — ที่โอ๊คแอลลี่ย์นี้ เราได้เดินสวนกับคนไทยด้วย ทักทายกันจนได้รู้ว่าคุณเค้ามาจากบุรีรัมย์

เหนือโต๊ะกินข้าว คือพัดลมขนาดใหญ่ ใช้แรงงานทาสเด็ก ๆ ให้เป็นคนดึงเชือก บนโต๊ะมีโถแก้ว เอาไว้ดักจับแมลงที่บินเข้ามารบกวน

อย่างไรก็ตามหากใครสนใจประวัติศาสตร์การใช้แรงงานทาส ขอแนะนำให้ไป Whitney Plantation  ฉันเห็นว่า Oak Alley จะเน้นความหรูหรามั่งคั่งของฝ่ายเจ้าของไร่ (เช่น การใช้สับปะรดไล่แขกที่มาพักที่บ้านนานเกินไป) ในขณะที่ Whitney จะแสดงให้เห็นถึงชีวิตที่ถูกกดขี่ข่มเหงของทาสผิวสี ที่จริงแล้ว Oak Alley ก็มีส่วนที่จัดแสดงนิทรรศการแสดงความเป็นอยู่ของทาสเหมือนกัน แต่ก็อะนะ…  (ไกด์เล่าว่าสมัยก่อนเจ้าของบ้านปลูกต้นโอ๊คไว้ด้านหลังบ้านด้วย เพื่อจะให้ปกปิดสายตาจากส่วนที่อยู่ของทาส)

ที่นิวออร์ลีนส์นี้ อะไร ๆ ก็ Whitney มีธนาคารชื่อวิทนีย์ มีโรงแรมชื่อวิทนีย์ ไร่ก็ชื่อวิทนีย์อีก ตระกูลวิทนีย์นี่มาจากนิวยอร์ก เข้ามาทำธุรกิจในนิวออร์ลีนส์ช่วงยุคสงครามกลางเมือง Whitney Bank นี่ เค้าบอกว่าบริหารจัดการกันเก่งมาก เพราะเป็นธนาคารเดียวที่อยู่รอดผ่าน The Great Depression ในช่วงปี 1930’s มาได้

จากตัวเมืองนิวออร์ลีนส์ เดินทางมายังแพลนเทชั่นใช้เวลาประมาณ 50 นาที ระหว่างทางเราต้องผ่าน Lake Pontchatrain คนขับรถชื่อไบรอัน เล่าว่าเป็นทะเลสาบที่น้ำตื้นมาก ๆ (เฉลี่ยความลึกประมาณ 4 เมตรเท่านั้นเอง) อย่างไรก็ดี ตอนหลังฉันมาหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตพบว่า จริง ๆ ตรงนี้ไม่ใช่ Lake หรือทะเลสาบ ตามชื่อ แต่เป็น Estuary หรือ ชะวากทะเล (ปากน้ำ) เป็นเครื่องอธิบายได้เป็นอย่างดีว่า ทำไมพื้นที่ตรงนี้จึงได้อุดมสมบูรณ์เพียงนี้

ผู้ใดสนใจจะไปเยี่ยมเยือนนิวออร์ลีนส์  ควรศึกษาเว็บไซต์การท่องเที่ยวของ New Orleans: http://www.neworleansonline.com/ที่ทำไว้ดีมาก ถ้าให้ดีควรเข้าไปดาวน์โหลดไกด์บุ๊คมาศึกษาก่อนเดินทาง มีคูปองลดราคาสินค้าและอาหารเพียบ

เลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2016

american-flag-1150851[๒๔ กันยายน ๒๕๕๙] พี่เอ็นโซเล่าว่าสองสามวันที่ผ่านมาที่ออกไปขี่จักรยานตอนบ่าย ๆ เริ่มเห็นป้ายหาเสียงเลือกตั้งปักหน้าบ้านคนมากขึ้น มีคละกันไปทั้งป้ายเชียร์ทรัมป์ ฮิลลารี่ คลินตัน และแกรี่ จอห์สัน (จากพรรคลิเบอร์แทเรียน)

ฉันตั้งใจจะเขียนเล่าเรื่องการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีตั้งแต่เดือนกรกฏาคม เพราะปีนี้พรรครีพับลิกันมาประชุมพรรคกันถึงคลีฟแลนด์ (ซึ่งเป็นหนึ่งไม่กี่พื้นที่ในรัฐโอไฮโอที่ถือเสียงข้างเดโมแครต) ปีที่แล้วคนคลีฟแลนด์ตื่นเต้นกันมาก เพราะเชื่อว่า การประชุมพรรค (Republican National Convention) จะนำรายได้มหาศาลมาให้เมือง ทางรัฐบาลของเมืองลงทุนเม็ดเงินมากมาย ใช้เวลาเตรียมตัวเป็นปีเพื่อปรับปรุงตบแต่งเมืองให้สวยงาม พอถึงเวลาจริง ๆ กลับต้องปิดคลุมทุกสิ่งทุกอย่าง เอาแท่งคอนกรีตมากั้น เพราะกลัวคนประท้วงทรัมป์จะทำลายข้าวของ สมาชิกของพรรคก็มาร่วมประชมน้อยกว่าปกติมาก ได้ยินว่าตอนแรกสั่งอาหารเลี้ยงคนไว้จำนวนหนึ่ง สุดท้ายต้องลดลงเหลือ 1 ใน 3 เพราะไม่มีคนมาร่วมงานเท่าที่คิดไว้ นี่ไม่รวมถึงเงินสนับสนุนจากธุรกิจห้างร้านต่าง ๆ ที่ลดลงไปเป็นจำนวนมาก เพราะคนไม่เอาทรัมป์มีมากโขอยู่ ถ้ามาโฆษณาให้งานทรัมป์ อาจจะถูกลูกค้าเกลียดเอาได้ง่าย ๆ

ที่แย่หน่อยคือมาจัดตรงกับช่วงวันเกิดของฉันพอดี ข่าวออกเตือนว่า ถ้าไม่มีอะไรให้อยู่บ้าน เพราะอาจจะเกิดการปะทะระหว่างคนรักทรัมป์และคนไม่รักทรัมป์ สรุปว่าเลยไม่ได้ทำอะไรพิเศษฉลองวันเกิดไปโดยปริยาย

เรื่องที่ตลกที่สุดก็คือว่า ถึงแม้ว่าจอห์น เคสิก ผู้ว่าการของรัฐโอไฮโอจะเป็นสมาชิกพรรครีพับลิกัน และหนึ่งในวุฒิสมาชิกของรัฐ (ซึ่งมีทั้งหมดสองคน) ก็เป็นคนพรรครีพับลิกัน แต่ NPR รายงานว่า ไม่มีใครพูดถึงหรือสรรเสริญทรัมป์เลยแม้แต่น้อย ผู้ว่าการรัฐโอไฮโอเองยังไม่ปรากฎตัวในการประชุมพรรคเลยเสียด้วยซ้ำไป

ข่าวบอกว่าการประชุมพรรครีพับลิกันเหมือนรายการมวยปล้ำ คือดูเร้าใจตื่นเต้น รุนแรงถึงใจ แต่จริง ๆ เป็นการแสดง ในขณะที่การประชุมพรรคเดโมแครตออกแนวเฮฮาปาร์ตี้ ดารานักร้องเพียบ

คนที่เห็นความประพฤติของทรัมป์และความเคลื่อนไหวของพรรครีพับลิกันคงคิดว่า ลงอีหรอบนี้ พรรคเดโมแครตส่งเสาไฟฟ้ามาลงแข่ง ก็คงชนะทรัมป์แน่นอน แต่เอาเข้าจริง ๆ ไม่ยักกะเป็นอย่างนั้น ผลการสำรวจความคิดเห็นคนอเมริกันยังออกมาสูสีว่าจะเลือกฮิลลารี หรือโดนัลด์ ทรัมป์ดี เพื่อน ๆ หลายคนบอกว่า เซ็งมาก เผลอ ๆ จะไม่ไปลงคะแนนเสียด้วยซ้ำ

วันจันทร์นี้จะมีโต้วาทีของผู้สมัครประธานาธิบดีรอบแรก ยังแอบสงสัยว่าจะออกมาแนวไหน จะหาสาระได้หรือไม่ จะเอาอะไรมาโต้กัน (ปกติทรัมป์พูดไม่เน้นสาระ เน้นอารมณ์เป็นหลัก)

ฉันยอมรับว่าช่วงแรก ๆ ข่าวเลือกตั้งปีนี้สนุกมาก เพราะทรัมป์สร้างสีสัน พวกรายการปกิณกะบันเทิงตอนดึกก็มีเรื่องมาเล่าเสียดสีให้หัวเราะได้ทุกวัน แต่ตอนนี้ชักเบื่อ บางวันถึงกับปิดวิทยุ เลิกฟังข่าวไปพักใหญ่

อีกเดือนกว่า ๆ เราคงได้รู้กัน

นิทรรศการโมเนต์

Monet Painting in His Garden at Argenteuil, 1873. Pierre-Auguste Renoir (French, 1841–1919). Oil on canvas; 46.7 x 59.7 cm. Wadsworth Atheneum Museum of Art, Hartford, CT, Bequest of Anne Parrish Titzell 1957.614. Photo: Allen Phillips/Wadsworth Atheneum.

ภาพโมเนต์ขณะกำลังวาดภาพในสวนที่เมือง Argenteuil วาดโดย Pierre-Auguste Renoir (French, 1841–1919) ในปี 1873 หรือ พ.ศ. 2416

[๙ มกราคม ๒๕๕๙] เวลาคุยกับเพื่อน ๆ ที่เมืองไทย ฉันมักจะออกตัวเสมอว่าคลีฟแลนด์นี่บ้านนอก เปรียบเป็นเมืองไทยก็คงได้อารมณ์ประมาณสุราษฏร์ธานี คิดอีกที ดูจะเป็นคำพูดที่เกินจริงไปหน่อย เพราะถึงแม้ว่าคลีฟแลนด์จะไม่ได้เป็นเมืองใหญ่ขนาดแอลเอ ชิคาโก นิวยอร์ก หรือ เดนเวอร์ แต่คลีฟแลนด์ก็เป็นเมืองที่มีความเป็นผู้ดีเก่า มีความสมบูรณ์เพียงพอในตัวเอง มีทีมอเมริกันฟุตบอล เบสบอล และบาสเก็ตบอล (ที่เก่งระดับต้น ๆ ของประเทศ) มีวงออเคสตร้าประจำเมือง และยังมีพิพิธภัณฑ์ศิลป์ประจำเมือง ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ศิลปะชั้นนำของประเทศเลยทีเดียว ข้อสำคัญคือเข้าชมได้ฟรี ไม่ต้องเสียเงิน ยกเว้น กรณีที่มีนิทรรศการพิเศษ อย่างที่กำลังจะเล่าในวันนี้

ทีผ่าน ๆ มา ฉันเป็นแฟนประจำของพิพิธภัณฑ์ ติดตามดูนิทรรศการของเขาเกือบทุกปี ตั้งแต่หัวข้อ Rembrandt in America เอย Yoga: The Art of Transformation เอย ปีนี้เป็นนิทรรศการพิเศษหัวข้อ “Painting the Modern Garden: Monet to Matisse” ต้องขอสารภาพว่าฉันไม่ใช่แฟนของศิลปะแบบอิมเพรสชั่นนิสม์ ที่ไปดูนี่ เพราะฮันน่ามาเปรยว่าน่าสนใจ พอได้ไปดูแล้วพบว่าตื่นตาตื่นใจมาก เพราะผู้จัดได้รวบรวมภาพวาดดัง ๆ ของ โคลด โมเนต์ (Claude Monet) และศิลปินอื่น ๆ ในยุคเดียวกัน มาจากพิพิธภัณฑ์ทั่วโลก โดยเฉพาะจาก Musee d’Orsay มาจัดแสดง กลับบ้านมาเล่าให้พี่เอ็นโซฟัง พี่เอ็นโซก็พลอยตื่นเต้นไปด้วย แถมมีการแสดงตัวว่าเป็นแฟนคลับโมเนต์อีกต่างหาก อยู่กันมาหลายปี ฉันก็เพิ่งรู้ครั้งนี้นี่เองว่าสามีชอบศิลปะยุคอิมเพรสชั่นนิสม์

สรุปว่าฉันได้ไปดูนิทรรศการนี้ถึงสองครั้ง ครั้งแรกไปกับฮันน่า คนเยอะมาก เพราะเป็นวันสำหรับผู้สูงอายุ (Senior Appreciation Day) ครั้งที่สองไปดูกับพี่เอ็นโซ ซึ่งเกือบจะไม่ได้ไปดู เพราะต้องรอให้ปิดเทอมก่อน ถึงตอนนั้นก็เป็นช่วงเทศกาลวันหยุดปีใหม่แล้ว แถมยังเป็นอาทิตย์หลัง ๆ ของนิทรรศการ บัตรเข้างานขายหมดเกลี้ยง หาบัตรได้จริง ๆ ก็วันสุดท้ายของนิทรรศการพอดี

นิทรรศการนี้จัดดีมาก ทำเอาคนที่ไม่รู้จักโมเนต์อย่างฉันเกิดอาการซาบซึ้งกับงานของโมเนต์ และศิลปินท่าน ๆ อื่นอย่างจับใจ เนื้อหาของนิทรรศการแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของธรรมชาติและสวนดอกไม้ที่มีต่อผลงานของศิลปินอิมเพรสชั่นนิสตม์ มีการจัดแสดงภาพวาดตั้งแต่ปี ค.ศ. 1890 หลังสงคราม Franco-Prussian War ไปจนถึงช่วงปกครองตนเองของปารีส หรือ Paris Commune (ประมาณสมัยรัชกาลที่ 5) ไปจนถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 (ประมาณสมัยรัชกาลที่ 6)

ได้เรียนรู้จากนิทรรศการว่า โมเนต์เป็นคนที่เอาใจใส่กับการจัดสวนมาก จะตั้งใจเลือกดอกไม้ต่างสีสัน นำมาปลูกและจัดวางในที่ต่าง ๆ กัน เพื่อให้ดอกไม้ต่างสีบานเป็นสีตัดกันสวยงาม (ในขณะที่เรนัวร์จะชอบสวนที่เป็นธรรมชาติ ไม่เติมแต่ง ออกแนวรก ๆ หน่อย) นอกจากนี้โมเนต์ก็ยังชื่นชอบศิลปะสไตล์ญี่ปุ่น ถึงขนาดสร้างสะพานข้ามคลองแบบญี่ปุ่นในสวนของเขาที่เมือง Giverny ซึ่งอยู่ในแคว้นนอร์มังดีทางตอนเหนือของฝรั่งเศส

สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ เหตุการณ์ในยุคนั้น ๆ มีอิทธิพลต่อภาพวาดของโมเนต์มาก อย่างเช่นภาพสะพานข้ามคลองแบบญี่ปุ่น ภาพด่านล่างสองภาพนี้วาดสะพานเดียวกัน ภาพทางซ้ายนี้วาดเสร็จในปี 1899 หรือ พ.ศ. 2442 ในขณะที่ภาพทางขวาวาดช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 (เสร็จในปี 1924)

          

สงครามนี้นอกจากจะนำความหดหู่มาให้แล้ว ยังทำให้อุปกรณ์ที่ใช้ในการวาดภาพหายากมาก ไม่ว่าจะเป็นสีหรือกระดาษ

พี่เอ็นโซเล่าเกร็ดให้ฟังเพิ่มเติมหลายอย่าง เช่น เมื่อเปรียบเทียบภาพวิวของ Camille Pissaro และภาพของ Paul Cezanne แล้ว จะเห็นได้ว่าภาพของ Cezanne จะเริ่มเน้นเส้นตรงและรูปเรขาคณิต ฉันว่าภาพอิมเพรสชั่นนิสต์นี่วาดยากจัง ด้วยความที่ภาพมันมัว ๆ ไปหมด ไม่เส้นแบ่งชัดเจน ศิลปินต้องแม่นยำกับการเลือกใช้สี ต้องใช้ฝีมือการแต้มพู่กันขั้นเทพ เห็นโมเนต์วาดภาพเงาสะท้อนในคลองที่ปลูกดอกบัวแล้ว ทึ่งจนพูดไม่ออกทีเดียว

ชมนิทรรศการเสร็จแล้ว ฉันเปรยกับพี่เอ็นโซว่า น่าไปดูสวนดอกไม้จริง ๆ ของโมเนต์ ที่จิแวร์นี่นะ คงจะสวยมากดีเทียว แต่พอได้เห็นวิดีโอทางยูทูป (ด้านล่าง) แล้ว ฉันว่าสวนของโมเนต์ในภาพวาดสวยกว่าสวนจริง ๆ เป็นกอง

วันเกิดพระเยซู

IMG_20151226_105703452

หลงฤดู – ต้นไม้หน้าบ้านเริ่มออกตุ่ม เตรียมพร้อมผลิใบ [University Heights, OH – ธันวาคม ๒๕๕๘]

[๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๘] หน้าหนาวปีนี้ไม่หนาวเลยแม้แต่น้อย ทั้งที่คลีฟแลนด์ และในหลาย ๆ เมืองฝั่งตะวันออกของอเมริกา จนบัดนี้จะขึ้นปีใหม่แล้ว ฉันยังไม่ได้เอาโค้ทหนา ๆ ออกมาใส่เลยแม้แต่ครั้งเดียว อากาศประหลาดอย่างนี้ ทำให้พลอยสงสารต้นไม้และบรรดาสัตว์ป่า พี่ตุ๊เล่าว่าต้นซากุระในวอชิงตันดีซีเริ่มจะออกดอกแล้ว ต้นไม้คงงง เข้าใจผิดนึกว่าฤดูใบไม้ผลิมาถึงแล้ว แถวบ้านฉันก็มีรายงานจากเพื่อนบ้านว่า มีหมาจิ้งจอกและหมาป่าโคโยตี้ออกมาเดินตามสวนหน้าบ้านเป็นระยะ

ที่เห็นได้ชัดคือว่า อากาศอุ่นอย่างนี้แล้ว คนออกไปจับจ่ายใช้สอยกันอย่างเป็นล่ำเป็นสันมาก ปีนี้ช่วงก่อนคริสมาสต์ รถติดน่าดู โดยเฉพาะถนนหน้าห้างสรรพสินค้าทั้งหลาย คนจัดการจราจรก็จัดระบบรถวิ่งได้ดีมาก (ประชด) คือเน้นปล่อยรถที่จะเข้าห้างเป็นหลัก รถอื่นรอไปก่อน

ถึงคริสมาสต์ปีนี้อากาศจะไม่หนาวเลย พี่เอ็นโซก็ตื่นเต้นที่จะฉลองเทศกาลตามปกติ ปีนี้เรามีกิจกรรมใหม่เพิ่มขึ้นมา คือการจัด Nativity Scene หรือที่เรียกในภาษาอิตาเลียนว่า Il Presepio อธิบายเป็นไทยง่าย ๆ คือการจัดฉากจำลองการประสูติของพระเยซู  คล้ายกับบ้านตุ๊กตาหรือคอกปศุสัตว์ (The Manger หรือ La capanna) ดี ๆ นี่เอง ที่น่ารักคือคนที่นับถือศาสนาคริสต์แต่ละชาติก็จะมีการจัดฉากต่างกันไปตามวัฒนธรรมของประเทศนั้น ๆ อย่างของคนเม๊กซิกัน รูปปั้นน้อย ๆ จะใส่หมวกซอมเบโร หรืออย่างของอิตาลีก็จะเป็นคนเลี้ยงแกะมาเป่าปี่เล่นดนตรี (เรียนคนเหลานี้ว่า  Il zampognaro) อย่างไรก็ตามที่ตัวละครหลักที่ขาดไม่ได้คือ พระแม่มารี โจเซฟ ทารกเยซู และกษัตริย์ (Magi) สามพระองค์

Gli zampognari

Presepio ของคนอิตาเลียนจากต่างกับคนอเมริกันที่ว่า ตอนแรกเค้าจะคอกปศุสัตว์ขึ้นมา วางพระแม่มารี โจเซฟ แกะ ลา และตัวประกอบอื่น ๆ ไว้ก่อน แต่จะยังไม่วางทารกเยซูลงไปในฉากจนกระทั่งวันคริสมาสต์ซึ่งเป็นวันประสูติของท่านจริง ๆ ส่วนกษัตริย์สามพระองค์ ก็จะตั้งไว้ไกล ๆ และค่อย ๆ เลื่อนมาใกล้ จนถึงวัน Befana ซึ่งตามประวัติบอกว่าเป็นวันที่กษัตริย์เดินทางมาถึง ในขณะที่คนอเมริกันใส่ทุกอย่างไว้พร้อมหมด ไม่มีการมาเพิ่มทีหลัง

แอบนึกในใจว่า โชคดีที่ศาสนาพุทธไม่มีอะไรแบบนี้ เพราะวินาทีที่พระพุทธเจ้าประสูตินี่อลังการมาก ยังนึกไม่ออกว่า จะจัดดอกบัวให้ผุดขึ้นมาตอนที่ท่านเดินเจ็ดก้าวแรกได้อย่างไร

ปิดท้ายเรื่องวันคริสมาสต์ว่า คนยิวในอเมริกามีธรรมเนียมต้องไปกินอาหารจีนในวันคริสมาสต์ (สอบถามกับมินนี่แล้ว เป็นตามนี้จริง มินนี่บอกว่าคริสมาสต์ปีนี้ ไปซื้อข้าวและ Egg Foo Young – ไข่เจียวราดน้ำเกรวี่ มากินเรียบร้อยแล้ว) มีคนอธิบายว่า เป็นเพราะร้านอาหารจีนเป็นร้านอาหารประเภทเดียวที่เปิดขายอาหารในวันคริสมาสต์ นอกจากนี้ การปรุงอาหารจีนก็ยังมีอะไรที่คล้าย ๆ กับการปรุงอาหารโคเชอร์ของคนยิว คือไม่ปรุงแบบปนเนื้อสัตว์กับนมหรือเนยเข้าด้วยกัน

ขอปิดท้ายเรื่องนี้ด้วยวิดีโอขำ ๆ ของ Mr. Bean ตอน Nativity Scene

%d bloggers like this: