Archive for the ‘ทองฉาน บุญญภัทโร Tongchan TC Boonyapataro’ Category

ปลาดุกผัดเผ็ด สาวจีน หมาดำ: ภาคสอง – แวนคูเวอร์ ลินเดน และเมืองบริวาร

Fairhaven Poke

[สงกรานต์ ๒๕๖๑] เช้าวันพฤหัส ท่ามกลางสายฝนอันเย็นฉ่ำ เราออกจากซีแอตเทิล นั่งรถไฟ Amtrak (Amtrak King Street Station, 303 South Jackson Street, Seattle, WA 98104-2868) ใช้เวลาเดินทางเกือบ 2 ชั่วโมง เพื่อมาเจอเพื่อนพี่พิมและพลอยที่เบลลิงแฮม (Bellingham) ซึ่งเป็นเมืองสวย ตั้งอยู่ทางเหนือของซีแอตเทิลใกล้ ๆ ชายแดนแคนาดา อากาศเย็นและฝนตกตลอดวัน แต่เราก็ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น ฉันแอบดีใจลึก ๆ ที่วันนี้จะได้พัก หลังจากที่เดินมามากมายที่ซีแอตเทิล

เมืองแถวนี้น่ารักและน่าเดินหลายเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่แฟร์เฮฟเวน (Fairhaven) มีร้านขายของกระจุกกระจิก ร้านอาหาร มีทางเดินริมทะเลสุดแสนจะโรแมนติก (ที่ไม่ได้เดินเพราะฝนตก) เราพักที่เบลลิงแฮมหนึ่งคืน ก่อนจะแยกย้ายกันไปในวันรุ่งขึ้น ฉันได้กลับมาที่เมืองนี้อีกครั้งในช่วงสุดสัปดาห์ ได้ทำความรู้จักกับเบลน (Blaine) ซึ่งเป็นเมืองชายแดนติดกับแคนาดา มีธุรกิจรับฝากของที่คนแคนาดาส่ั่งผ่านทางแอมะซอนหลายร้าน ไกด์ (พลอย) เล่าว่าคนแคนาดาชอบขับรถข้ามแดนมาขนน้ำมันและนมสดข้ามแดนกลับไป เพราะที่นี่ราคาถูกกว่าบ้านเขามากมาย

ร้านอาหารไทยที่อร่อยที่สุด

ที่เบลน มีร้านอาหารไทยทีี่มีข้าวผัดอร่อยที่สุดในโลกตั้งอยู่ ที่ใคร ๆ ก็ขับรถข้ามแดนจากแคนาดามากินกัน (825 Peace Portal Dr, Blaine, WA 98230) ข้าง ๆ ร้าน นอกจากจะเป็นอ่าวแล้ว ยังมีทางรถไฟสายโมแรนติก มีรถไฟยาวเป็นไมล์ ๆ ให้นั่งดูยืนดู รถติดดูได้เป็นครึ่งชั่วโมงอย่างไม่น่าเบื่อ ใกล้ ๆ เบลนยังมีเมืองเซมิอามู (Semiahmoo) ซึ่งมีบ้านคนสวย ๆ อยู่มากมาย มีเบิร์ชเบย์ (Birch Bay) ที่ชวนให้นึกถึงบางแสน

จุดมุ่งหมายสำคัญของฉันคือเมืองลินเดน (Lynden) ซึ่งเป็นอีกเมืองที่อยู่ติดชายฝั่งแคนาดา มีคูกั้นเท่านั้นเอง (#NoWall) ขนาดที่ว่าเดิน ๆ อยู่ ก็อาจจะมีรถของ US Border Patrol มาจอดทักทายด้วยความเอื้ออาทร ธรรมชาติงดงาม ในวันที่ฟ้าใสจะเห็นยอด Mt Baker ปกคลุมด้วยหิมะตั้งตระหง่านแต่ไกล มีสัตว์ป่าหลากหลาย ครั้งหนึ่งไกด์ชี้ให้ดูนกอินทรีย์บินโฉบไปมา ไกด์บอกว่าบางทีก็ดูเหมือนจะมีแร้งด้วย แถวนั้นมีคาสิโนชื่อดัง และถ้าคุณเส้นใหญ่หน่อยก็จะได้มีการแสดงโชว์สัตว์แสนรู้ให้ชมวันละหลาย ๆ รอบ ลินเดนเป็นเมืองดัชท์ ถึงขนาดมีคำพูดว่า If you’re not Dutch, you’re not much. ในดาวน์ทาวน์มีร้านขายขนมและอาหารของดัชท์หลายร้าน คนใกล้ ๆ ตัวถึงขนาดร่ำจะไปเปลี่ยนนามสกุลเป็น Van อะไรสักแวน จะได้มีงานทำ

Lydenandothers_Apr2018 (2)บ่ายวันเสาร์อากาศเป็นใจ  พลอยพาไปเดินป่าที่ Lake Padden มีทางเดินให้มะลิได้เดินเล่น ที่นี่ต้นไม้สูงใหญ่ มีมอสแซมสีเขียวดารดาษ ดีใจที่เห็นมะลิแฮปปี้มาก มีคนขี่ม้า คนมาวิ่ง อยู่พอสมควร

มาแถวนี้แล้วมีความสุข การได้นั่งรถไปไหนต่อไหนแล้วมี Darth Mali ส่งเสียงฮือ ๆ เป็นระยะจากหลังรถ โอ้ จอร์จ มันเป็นเรื่องที่เยี่ยมยอดมาก แถมไปไหนเราก็เจอ Keybank เต็มไปหมด ทำให้ไม่รู้สึกว่าห่างบ้านเลย ได้เห็นปัํ๊มน้ำมันติดราคาขายเป็นเงินสด และเครดิตการ์ด ทำให้นึกถึงวัยเยาว์อันแสนสุขสมัยเรียนปริญญาโทที่รัทเกอร์ แถมยังได้น้ำพริกหนุ่มติดมือกลับไปกินที่คลีฟแลนด์อีกด้วย

ภาพชนะเลิศภายใต้หัวข้อ ความประทับใจต่อเมืองแวนคูเวอร์ (Fried Durian Balls, Jade Dynasty Restaurant, Vancouver, Canada)

***แวนคูเวอร์***

ภาพนี้มีเบื้องหลัง (Stanley Park, Vancouver, BC)

พลอยถามว่ามาเที่ยวคราวนี้ อยากทำอะไรมากที่สุด ก็ได้แต่ตอบเป็นมารยาทไปว่า ได้ไปเจอพี่พิม ไปเจอพลอย ไปเจอมะลิ แต่จริง ๆ ในใจมีความลิงโลดที่จะได้ไปแวนคูเวอร์ ได้ยินมานานแล้วว่าแวนคูเวอร์เป็นที่ที่คนจีนฮ่องกงอพยพไปอยู่เป็นจำนวนมาก จนมีคำกล่าวว่าอาหารจีนที่อร่อยที่สุดในโลกอยู่ในแวนคูเวอร์นี่เอง ได้ไปพิสูจน์มาแล้ว และพบว่าเป็นจริงเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ดี หลังจากได้ลิ้มรสติ่มซำที่นี่แล้ว ก็เกิดคำถามในใจว่าคนฮ่องกงเขากินแบบไม่จิ้มน้ำจิ้มกันหรือ แต่ละร้านที่เราไปกินไม่มีใครเสิร์ฟน้ำจิ้มเลย เราต้องพากเพียรขอ และดูเขาไม่เต็มใจจะให้ ท้ายสุดเราก็ได้เรียนรู้ว่า กิ๊บจั๊บ คือคำเรียกซอสเปรี้ยวที่เราต้องการ

งานประติมากรรมฝีมือคนไทยหน้าหอศิลป์ที่แวนคูเวอร์

 

เราออกเดินทางตอนสายของวันศุกร์ โชคดีที่ด่านที่ Pacific Highway โล่ง ไม่มีรถต่่อคิว (ขากลับวันเสาร์บ่าย รถติดด่าน Peace Arch อยู่เกือบครึ่งชั่วโมง) เราโชว์กรีนการ์ด (ไม่ต้องใช้พาสปอร์ต) ตอบคำถาม 2-3 คำถามก็เป็นอันเสร็จพิธี ใช้เวลาขับรถประมาณ 1.5 ชั่วโมง ก็ถึงแวนคูเวอร์ แผนที่วางไว้คือ เราจอดรถไว้ที่โรงแรมและใช้อูเบอร์สำหรับการเดินทางไปตามที่ต่าง ๆ ปรากฏว่าไม่มีอูเบอร์ในแวนคูเวอร์ ทำให้เราต้องใช้สองเท้าที่มีอยู่เดินเที่ยวทั่วเมืองแทน ซึ่งก็เป็นการดี เพราะเป็นการช่วยย่อยอาหารที่กินเข้าไปมากมาย เดินเยอะ ๆ ก็มีข้ออ้างให้ประดิษฐ์มื้ออาหารได้เพิ่มอีก ถือเป็นโชคสองชั้น วันแรกแดดออกจ้า ทำให้เดินได้ไกล วันที่สองฝนตกตลอดวัน เลยเดินอยู่บนถนน Robson นั่นเอง

เราเดินทางไกลจากไชนาทาวน์ แวะ Gastown และตรงต่อไป Stanley Park  จะเช่าจักรยานขี่ ก็ไม่ได้โหลดแอพเช่าจักรยานไว้ อยากจะไปดูหินก้อนนั้น ก็ดันหาไม่เจอ กลับได้ดูนางแบบก้นกลมถ่ายรูปยั่วยุทางเพศอย่างไม่กลัวหนาวแทน ขากลับชักไม่ไหว ต้องนั่งรถเมล์กลับโรงแรม แอบเปิ่นนิดนึง เพราะหาปุ่มกดเพื่อจะบอกให้รถหยุดไม่เจอ ในขณะที่ฉันกำลังดึงแถบสีเหลืองโดยหวังว่ารถเมล์จะหยุดให้ลง ก็มีคนบนรถเมล์หันมาถามพลอยว่าไชนาทาวน์ต้องลงป้ายไหน (เขาไม่เห็นหรือไงนะ ว่าเรางมมะงาหราหาปุ่มรถเมล์อยู่เป็นนาน) โชคดีว่ามีคุณอาใจดี บอกใบ้ให้เรารู้ว่าปุ่มสัญญาณบอกคนขับอยู่ตรงไหน เลยรอดตัวไป (แต่ก็เลยป้ายอยู่ดี)

Grouse Mountain

ตกเย็นพลอยขับรถพาไปขึ้นเคเบิ้ลคาร์ เพื่อไปชมวิวเมืองแวนคูเวอร์จาก Grouse Mountain (เคล็ดลับ: ขาขึ้นเขาให้ยืนฝั่งซ้ายของรถเพื่อชมธรรมชาติ ขาลงตอนกลางคืน ควรยืนฝั่งซ้ายอีกเหมือนกัน เพื่อชมแสงไฟจากเมือง) ตอนที่เราไปถึงเกือบจะทุ่มนึงแล้ว แต่ยังมีคนจำนวนมากทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่แต่งองค์ทรงเครื่องเต็มยศพร้อมขึ้นเขาไปเพื่อเล่นสกี เราเองก็ไปเดินคลุกคลานบนหิมะ(เปียก) เพื่อชม Light Walk  อย่างไรก็ดีสถานที่ที่ประทับใจมากที่สุดคือ Museum of Anthropology หรือพิพิธภัณฑ์มนุษยวิทยา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย (6393 NW Marine Dr, Vancouver, BC V6T 1Z2, Canada) มีการจัดแสดงวัฒนธรรมของชาวอินเดียแดง เช่น เสาสูง (Totem Poles – ไม้ใหญ่สูง แกะสลักเป็นหน้าสัตว์หรือคน เชื่อว่าเป็นที่อาศัยของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีการนำมาใช้เป็นเสาเอกของบ้าน หรือเสาหน้าบ้าน) ภาษาของแต่ละเผ่า เครื่องแต่งกาย และประติมากรรมชิ้นเอกของ Bill Reid ที่ชื่อ The Raven and the First Men พร้อมอธิบายประวัติความเป็นมาไว้อย่างดีเยี่ยม เดินชมแล้วรู้สึกเลยว่าคนสมัยก่อนอยู่กันอย่างอุดมสมบูรณ์ในน้ำมีปลาในนามีข้าว… และแล้วก็โดนบุกโดยคนขาว (เศร้า) ถ้า Civil Rights แถวบ้านฉันเน้นเรื่องคนผิวสี Civil Rights ทีนี่ก็คืออินเดียนแดงนี่เอง

ปิดท้ายช่วงเวลาหฤหรรษ์ในแวนคูเวอร์ด้วยการแวะเที่ยวตลาด Granville Market วันเสาร์ที่จอดรถหายากมาก ขอแนะนำให้จอดบนถนนห่างจากตลาดมาสัก 2-3 บล๊อก หรือไม่ก็ใช้เรือข้ามฟากไปจะสะดวกที่สุด (https://granvilleisland.com/taxonomy/term/21/all) แกรนวิลล์น่าเดิน มีของใช้ ของกินให้จับจ่ายใช้สอยมากมาย

ศึกษาความเป็นมาของ Totem ต่าง ๆ อย่างใส่ใจ

ท่องเที่ยวแวนคูเวอร์คราวนี้ ต้องขอบคุณพลอยที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ อุตส่าห์ขนเหรียญหนัก ๆ เพื่อไปใช้หยอดมิเตอร์ และยังขับรถพาพี่ไปไหนต่อไหนในแวนคูเวอร์ ซึ่งไม่ง่ายเลย เพราะต้องตัดตรงผ่านถนน Robson แบบประหลาด ๆ หลายหน (จนพาเราหลงไปเจอ West End) อย่างไรก็ดีอีกคนที่เราลืมไม่ได้คือปุ๊ก เราลอกข้อสอบปุ๊กทุกเม็ด ตั้งแต่โรงแรม ไปจนถึงที่กินอาหาร แล้วก็ไม่ผิดหวังจริง ๆ  เราพักโรงแรมบาร์เคลย์ (1348 Robson St, Vancouver, BC V6E 1C5, Canada  Phone: +1 604-688-8850) ให้คะแนนทำเลที่ตั้ง 10 เต็ม 10 มีที่จอดรถให้พร้อมแต่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม แต่ห้องนอนที่ได้ น่ากลัวเล็กน้อย เพราะเป็นห้องปลายทางเดิน แคบ ๆ ไม่แน่ใจว่าประตูล๊อกได้หรือไม่ แต่สะอาด ใครที่จะไปเที่ยว ขอแนะนำเป็นอย่างยิ่งว่าให้หาที่พักบน Robson Street แถวนี้น่าเดินมาก มีร้านรวงและร้านอาหารเต็มไปหมด เดินไปได้ยาวถึง Hornby Street ย้อนกลับมาจะเจอ Denman Street ซึ่งเป็นที่ตั้งของร้านอาหารมากมาย หรือถ้าชอบแสงสี ก็ขอเชิญแวะ Davie Street หรือ West End ถนนคนรักร่วมเพศ น่าตื่นตาตื่นใจสดใส เราโชคดีว่ามาแคนาดาคราวนี้ ค่าเงินถูกกว่าเงินดอลลาร์มาก จะจับจ่ายใช้สอยอะไรก็รู้สึกว่าไม่แพงเลย

เที่ยวนี้ยังไม่ได้ปฏิบัติภารกิจทุกอย่างที่ต้องการ ไม่ได้ดู Fox News อย่างฉ่ำใจอย่างที่หวังไว้ คราวหน้าไปแวนคูเวอร์ จะต้องแวะไป Lonsdale Quay ไป Lynn Park  ไป Capilano Suspension Bridge ไปกินติ่มซำที่ Sun Siu Wah และซาลาเปาที่ New Town และห้ามพลาด ขีดเส้นใต้สองเส้น ต้องไป Second Chance Thrift Store (408 S 1st St, Lynden, WA 98264) ที่ลินเดนด้วย 


ที่พัก (Vancouver)

ฺBarclay Hotel
1348 Robson St, Vancouver, BC V6E 1C5, Canada
Phone: +1 604-688-8850

 

อาหารการกิน (Lynden และเมืองบริวาร)

The Black Cat (เจอคนเสิร์ฟเป็นลูกครึ่งคนไทย หน้าตาสวยมาก ๆ)
1200 Harris Ave #310, Bellingham, WA 98225
Phone: (360) 733-6136

Sirena Gelato Shop
960 Harris Ave, Bellingham, WA 98225
Phone: (360) 733-6700

Colophon Cafe (ซุปอร่อยและมีให้เลือกหลายแบบ)
1208 11th St, Bellingham, WA 98225
Phone: (360) 647-0092

Coconut Kenny’s of Ferndale (ร้านพิซซาอร่อย)
1740 Labounty Dr #1, Ferndale, WA 98248
Phone: (360) 656-5974

Fairhaven Poke (ร้านโปรด ชอบมากถึงมากที่สุด ขอบคุณที่พลอยพาไปกิน)
1102 Harris Ave, Bellingham, WA 98225
Phone: (360) 922-7494

Fiamma Burger
1309 Railroad Ave, Bellingham, WA 98225
Phone: (360) 733-7374

Lynden Dutch Bakery
421 Front St, Lynden, WA 98264
Phone: (360) 354-3911

Dutch Mothers Family Restaurant (โปรดอย่าพลาด Pannekoeken)
405 Front St, Lynden, WA 98264
Phone: (360) 354-2174

Edaleen Dairy (ร้านไอติมร้านอร่อย ที่ใคร ๆ ก็ชม เจ้าของชื่อ เอ็ด กับ ไอลีน)
9593 WA-539, Lynden, WA 98264
Phone: (360) 354-5342

 

อาหารการกิน (Vancouver)

Jade Dynasty Restaurant (น้ำตาจิไหล)
137 E Pender St, Vancouver, BC V6A 1T6, Canada
Phone: +1 604-683-8816

Shizenya Restaurant (ซูชิแนวออร์แกนิก)
965 Hornby St, Vancouver, BC V6Z 3G5, Canada
Phone: +1 604-568-0013

Ma Dang Goul (ร้านเล็กนิดเดียว คนนั่งเต็ม อร่อยมาก)
847 Denman St, Vancouver, BC V6G 2L7, Canada
Phone: +1 604-688-3585

Cora (อาหารเช้าข้างโรงแรม ตบแต่งด้วยผลไม้สวยมาก เอาไป 9/10)
1368 Robson St, Vancouver, BC V6E 1C5, Canada
Phone: +1 604-688-2672

Kirin (ของเขาอร่อยจริง อร่อยจัง ไฮโซเล็กน้อย)
1172 Alberni Street, Vancouver, British Columbia, Canada V6E 3Z3
Telephone: (604) 682-8833

A la Mode (ร้านนี้ไม่ได้กินเอง แต่คุณแม่พลอยบอกว่า Chicken Pot Pie อร่อย คนเข้าคิวยาว อยู่ใน Granville Market)
1689 Johnston St, Vancouver, BC V6H 3R9, Canada
Phone: +1 604-685-8335

Stock Market (ร้านอยู่ในตลาดเหมือนกัน ขายซุปอย่างเดียว)
1689 Johnston St, Vancouver, BC V6H 3R9, Canada
Phone: +1 604-687-2433

 

ร้านอาหารที่มีคนแนะนำมาแต่ไม่ได้ไปกิน (Vancouver)

Sun Siu Wah (ไว้คราวหน้านะคะ)
3888 Main St, Vancouver, BC V5V 3N9, Canada
Phone: +1 604-872-8822

New Town Bakery & Restaurant (ร่ำลือกันว่าซาลาเปาอร่อยมาก)
148 E Pender St, Vancouver, BC V6A 1T3, Canada

Advertisements

ปลาดุกผัดเผ็ด สาวจีน หมาดำ: ภาคหนึ่ง – สายฝนและเนินชันในซีแอตเทิล

[สงกรานต์ ๒๕๖๑] ปีนี้ฤกษ์ดี ได้ไปหาพลอยเสียทีหลังจากที่อิดออดมาเป็นเวลานาน พี่พิมบอกว่าสงกรานต์ปีนี้จะแวะเที่ยวซีแอตเทิลก่อนจะขับรถตะลุยชายฝั่งแปซิฟิก หันมานับแต้มไมล์ของสายการบินที่สะสมไว้ ปรากฏมีสำหรับตั๋วบินฟรีในประเทศพอดีิบพอดี จะรออะไร ไปเที่ยวกับพี่พิม แล้วเลยไปทำความรู้จักมะลิกันดีกว่า

ฉันรู้จักซีแอตเทิลจากหนังของทอม แฮงก์ รู้ว่าเป็นฉากหลังของซิทคอมเรื่อง Frasier และรู้จักดียิ่งขึ้นเมื่อมีเพื่อนสาธิตฯ ที่ไปตั้งรกรากอยู่ที่นั้น ซีแอตเทิลเป็นเมืองที่มีลักษณะภูมิศาสตร์สุดเท่ห์ ตั้งอยู่บนลักษณะภูมิประเทศที่เรียกว่า Puget Sound (เข้าใจเอาเองว่าเป็นพื้นน้ำที่ต่อมาจากมหาสมุทรแปซิฟิก ใหญ่กว่าอ่าว และกว้างกว่าฟยอร์ด) เป็นเมืองที่ใคร ๆ ก็ลงความเห็นกันว่าเป็นเมืองที่เฉอะแฉะมากที่สุดเมืองหนึ่งในโลก คนซีแอตเทิลหลาย ๆ คนเล่าด้วยความภูมิใจว่า ซีแอตเทิล (และเมืองใกล้เคียง) เป็นที่กำเนิดของบริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งของอเมริกา ทั้งแอมะซอน ไมโครซอฟท์ คอสโก้ ยูพีเอส

ร้านขายอาหารทะเลในตลาด

ซีแอตเทิลเป็นเมืองสำหรับการท่องเที่ยวที่สมบูรณ์แบบ รองรับความต้องการของนักท่องเที่ยวทุกประเภท อยากชื่นชมธรรมชาติขึ้นห้วยปีนเขา ก็มีให้เดิน อยากดื่มด่ำกับศิลปวัฒนธรรมก็มีพิพิธภัณฑ์ให้ชม อยากชมวิถีชาวบ้าน ก็ไปตลาดดูคนตะโกนส่งปลากันไปมาได้ไม่เบื่อ ชอบเทคโนโลยี ก็ไปเที่ยวแคมปัสของแอมะซอน และแน่นอนว่าสาวกของสตาร์บั๊กต้องไม่พลาดไปเยี่ยมคารวะร้านกาแฟสาขาแรกของโลก ข้อสำคัญคือเมืองนี้มีอาหารการกินอร่อย ๆ มากมาย ไม่นับว่าทุก ๆ บล๊อกต้องมีร้านอาหารไทย ในขณะเดียวกันก็มีโฮมเลสเยอะจริง ๆ (แต่ไม่ต้องกังวล คุณเขาอยู่กันเป็นหลักเป็นแหล่งดีทีเดียว)

สองวันในซีแอตเทิลของฉันกับพี่พิมมีแดดออกแค่เย็นวันแรกวันเดียว ที่เหลือฝนตกพรำ ๆ ตลอด เรียกว่าอากาศแบบตากผ้าแห้งได้ยาก คนเมืองนี้ไม่ยี่หระที่จะกางร่มหรือสวมเสืิ้อกันฝนแม้แต่น้อย อย่างไรก็ดีเล๊กซี่ (น้องตัดผม) ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า เห็นฝนตกเยอะ ๆ อย่างนั้น เอาเข้าจริง ๆ ซีแอตเทิลมีวันที่แดดออกมากกว่าคลีฟแลนด์เสียอีก

วิวจาก Kerry Park

เราพักโรงแรม MarQueen Hotel (600 Queen Anne Avenue North, Seattle, WA 98109 Phone: +1 206-282-7407) ซึ่งอยู่ในแถบ Queen Anne ซึ่งเป็นทำเลที่คึกคัก ร้านอาหารมากมาย โรงแรมนี้น่ารัก ดูโบราณ ห้องใหญ่โต มีครัวให้พร้อม มองนอกหน้าต่างจะเห็น Space Needle ตื่นเช้ามาจะได้ยินเสียงนกนางนวลจ๊อกแจ๊กไปหมด อาหารเช้าของโรมแรมอุดมสมบูรณ์ กินบิสกิตกับเกรวี่กันพุงกาง เสียอย่างเดียวคือไม่มีลิฟต์ แต่ก็มีคนยกกระเป๋าใจดี ช่วยยกกระเป๋าขึ้นมาชั้นสามได้อย่างรวดเร็วปานกามนิตหนุ่ม

เที่ยวซีแอตเทิลกับพี่พิมเร้าใจเป็นอย่างมาก สะดวกสบายมีรถไฟรางเบาจากสนามบินเข้าถึงตัวเมือง เราใช้วิธีการเดินชมเมืองและนั่ง Uber/Lyft ไปมาเป็นหลัก พี่พิมมองจักรยานที่เขาจัดไว้ให้เช่าด้วยตาเป็นประกาย ในขณะที่ฉันได้แต่แสดงอารยะขัดขืนกลับไปอย่างสุภาพ คิดในใจว่า พี่พิมคงไม่สนุกแน่ถ้าต้องมาดูน้องจักรยานล้มในซีแอตเทิล เราได้ไปเที่ยว Underground tour  ไปเรียนรู้ประวัติความเป็นมาของเมือง ไม่ว่าจะเป็นการตัดและขนไม้ เทคโนโลยีเครื่องจักรไอน้ำ เรื่องการต้มกาวจนเกิดไฟเผาเมืองวอดวาย นำไปสู่การสร้างร้านค้าใต้ดิน ได้ไปกินอาหารจีนอร่อย ๆ ที่เกมส์แนะนำมาแถว Pioneer Square ไป Pike place market ซึ่งเป็นที่ตั้งของสตาร์บั๊กสาขาแรก (1912 Pike Pl, Seattle, WA 98101 – พร้อมโลโก้นางเงือกโชว์นม) ไปดูคนขายปลาโยนปลาเมื่อมีลูกค้ามาซื้อ (ร้านนี้อยู่ใกล้ ๆ รูปปั้นทองเหลืองหมู) และถ่ายรูป Gum Wall (ที่นี่สวย ไม่น่าสะพรึงกลัวเหมือนบ้านจูเลียตที่เวโรนา)

บรรยากาศใน Starbucks Reserve

พี่พิมชวนไปดู Starbucks Reserve Roastery (1124 Pike Street, Seattle, WA 98101) ฉันเองขนาดเป็นคนไม่กินกาแฟ ก็อดจะตื่นตาตื่นใจไปด้วยไม่ได้ ต่อด้วยการทัศนศึกษาที่ Amazon Go (2131 7th Ave, Seattle, WA, near the corner of 7th and Blanchard) เป็นร้านเล็ก ๆ ขนาดประมาณ 7-11 ตรงซอยเซ็นต์หลุยส์ ตื่นตาตื่นใจมากว่าระบบรู้ได้อย่างไรว่าเราซื้ออะไรไปบ้าง ตอนหลังพลอยช่วยอธิบายว่า คุณเค้าใช้กล้องหลายตัวคอยจับอิริยาบถของเรา ตอนนี้ระบบยังอยู่ในช่วงพัฒนา ทำให้ยังใช้เวลาค่อนข้างมากในการยืนยันรายการซื้อของของเรา พี่เอ็นโซบอกว่า เห็นเทคโนโลยีแอมะซอนทำให้เราสะดวกสบายใช้งานง่ายอย่างนี้ แต่เบี้องหลังซับซ้อนและมีความยากลำบากมากกว่าจะพัฒนามาได้อย่างนี้

ปิดท้ายซีแอตเทิล ด้วยการลากขาขึ้นเขาไปชมทิวทัศน์ที่ Kerry Park ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากโรงแรมเท่าไรนัก อย่างไรก็ดีเดินครั้งนี้เที่ยบเท่ากับการขึ้นบันไดตึก 22 ชั้น (พี่พิมบอกมา) แอบเคืองพนักงานโรงแรมนิด ๆ ว่าน่าจะเตือนกันหน่อยว่ามันต้องเดินขึ้นเนินชัน แต่วิวที่ได้เห็นก็สวยบาดใจ แถว Kerry Park มีบ้านและสวนสวย ๆ มากมาย คนขับรถ Lyft เล่าว่าคนแถวนี้รวยเพราะขายเครื่องมือให้กับคนที่แห่กันไปขุดทอง (Klondike Gold Rush) ที่แคนาดาในช่วงปลายคริสตศตวรรษที่ 19 ต่อต้นคริสตศตวรรษที่ 20

เดินทางครั้งนี้เรียบร้อยดี เจ็ทแหลกเล็กน้อย เหมือนทุกครั้งที่จะตื่นตอนตีสี่เพราะหิวข้าว ยอมนั่งรถ Belair จากเบลลิงแฮม (Bellingham – 4 Points by Sheraton – http://www.airporter.com/) มารอที่สนามบินแต่หัววันเพื่อจะให้มั่นใจว่าจะไม่มีเหตุการณ์ประหลาด แต่กระนั้นก็ดีขาไปก็เกือบพลาดเที่ยวบิน ขากลับตอนไปต่อเครื่องที่ดัลลัส มีเรื่องตื่นเต้น เพราะสายการบินเกิดประกาศเปลี่ยนประตูขึ้นเครื่องกระทันหัน แค่ 20 นาทีก่อนเรียกขึั้นเครื่อง แถมเกทใหม่ก็อยู่ไกลมาก ต้องนั่งรถไฟไปอีกเทอร์มินัลหนึ่ง แต่ก็ผ่านไปได้ด้วยดี

สำหรับผู้ที่สนใจจะไปเที่ยวซีแอตเทิล ขอแนะนำให้เข้าไปศึกษาข้อมูลที่เว็บไซต์ https://www.citypass.com/seattle มีตั๋วเข้าชมสถานที่ต่าง ๆ ขายในราคาพิเศษด้วยค่ะ


ที่พัก

MarQueen Hotel (โรงแรมนี้ทำเลดีมาก ไม่ได้อยู่ดาวน์ทาวน์ แต่สะดวกสบาย)
600 Queen Anne Avenue North, Seattle, WA 98109
Phone: (206) 282-7407

11th Avenue Inn Bed and Breakfast (เกือบจะได้ไปนอน ทำเลดูดี น่าอยู่มาก)
121 11th Ave E, Seattle, WA 98102
Phone: (206) 720-7161

Jade Garden (เน้นติมซำ)
424 7th Ave S, Seattle, WA 98104
Phone: (206) 622-8181

Pho 25
1525 3rd Ave, Seattle, WA 98101
Phone: (206) 587-0862

Silver Spoon Thai Restaurant
3828 196th ST SW, Lynnwood WA 98036

ร้านอาหาร (ที่เพื่อน ๆ แนะนำมาแต่ไม่ได้ไปกิน)

Mike’s Noodle House (อาหารจีน โจ๊กอร่อย Cash only)
418 Maynard Ave S, Seattle, WA 98104
Phone: (206) 389-7099

Fuji Sushi (ร้านญี่ปุ่น เบนโตะอร่อย)
520 S Main St, Seattle, WA 98104
Phone: (206) 624-1201

Le Panier (ร้านขายขนมปังฝรั่ง ใกล้ ๆ ตลาด)
1902 Pike Pl, Seattle, WA 98101
Phone: (206) 441-3669

Mai Thaiku (อาหารอีสาน)
6705 Greenwood Ave N, Seattle, WA 98103
Phone: (206) 706-7807

Pop Pop (อาหารไทยจานเดียว)
13242 Aurora Ave N #104, Seattle, WA 98133
Phone: (206) 695-2858

Noodle Nation (ก๋วยเตี๋ยว)
4232 University Way NE, Seattle, WA 98105
Phone: (206) 632-5833

Bai Tong
1121 E Pike St, Seattle, WA 98122
Phone: (206) 787-8448

Zapverr
3410 Fremont Ave N, Seattle, WA 98103
Phone: (206) 632-2898

Krua Thai
2515 NE 55th St, Seattle, WA 98105
Phone: (206) 985-4398

Noodle Boat
700 NW Gilman Blvd # E104b, Issaquah, WA 98027
Phone: (425) 391-8096

Isarn Thai Kitchen
4775, 18530 33rd Ave W ste b, Lynnwood, WA 98037
Phone: (425) 697-3111

Bacco Cafe (Breakfast & lunch spot serving local produce & organic eggs, with a wine bar, at Pike Place Market.)
86 Pine St, Seattle, WA 98101

Steelhead Diner (Laid-back option for Pacific Northwestern comforts including jumbo crab cakes & gumbo)
95 Pine St, Seattle, WA 98101

The Athenian (พลอยบอกว่าไกด์แนะนำให้มากิน)
1517 Pike Pl, Seattle, WA 98101
Phone: (206) 489-4434

 

ประสบการณ์ปลายรุ้งที่เซนต์ลูเชีย

วิวจากยอดเขาใน Pigeon Island

วิวจากยอดเขาใน Pigeon Island

[กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑] เรามีโอกาสได้ไปเที่ยวทะเลแถบแคริเบียนมาหลายครั้ง ทุกครั้งที่นั่งลงจัดกระเป๋าเตรียมออกเดินทางในเดือนมกราคม ก็จะมีความรู้สึกตื่นเต้นแบบขำ ๆ เสมอ เพราะในขณะที่เราคุ้ยเสื้อยืด กางเกงขาสั้น โสร่ง ชุดว่ายน้ำ รองเท้าแตะออกมาจากกล่อง นอกหน้าต่าง อากาศกำลังหนาวเหน็บ อุณหภูมิติดลบ พื้นเป็นน้ำแข็งหรือไม่ก็มีหิมะตกโปรยปราย  และก็ด้วยความแตกต่างของอากาศเช่นนี้นี่เอง จึงทำให้เกิดเหตุการณ์ที่ (เกือบจะ) ทิ้งเสื้อโค้ทไว้ที่เกาะ ลืมหยิบกลับมาคลีฟแลนด์ด้วย โชคดีที่ยังขับรถออกมาไม่ไกล ยังพอขับกลับไปเอามาได้อยู่

จุดหมายประจำปีนี้อยู่ที่เกาะเซนต์ลูเชีย เป็นเกาะเล็ก ๆ ใหญ่กว่าเกาะภูเก็ตเล็กน้อย ทิศตะวันออกติดมหาสมุทรแอตแลนติก ทิศตะวันตกติดทะเลแคริเบียน มียอดเขา The Pitons สองยอด (Gros Piton และ Petit Piton – ที่มองเผิน ๆ ชวนให้นึกถึงเขาอกทะลุ) เป็นสัญลักษณ์ (และยี่ห้อเบียร์) ของประเทศ ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก ปนกับภาษา Creole สกุลเงินของเซนต์ลูเชียเป็น East Caribbean Dollar ซึ่งคนทั่วไปเรียกกันติดปากว่า อีซี่  (1 ECD= ประมาณ 35 เซนต์) อย่างไรก็ดี ชาวเซนต์ลูเชียนก็คล้าย ๆ กับประเทศในกลุ่มแคริเบียนประเทศอื่น ๆ คือ ยินดีที่จะรับเงินดอลลาร์ในการชำระค่าสินค้า โดยคิดอัตราแลกเปลี่ยนแบบหลวม ๆ (ที่ทำให้เราขาดทุน) เช่น 20 เหรียญสหรัฐ เท่ากับ 50 อีซี่ เป็นต้น ช่วงแรกที่ไปถึง เรามีปัญหากับการเบิกเงินจากเอทีเอ็มเล็กน้อย จนท้ายสุดถึงได้ค้นพบว่า ต้องไปที่ธนาคารแห่งสก๊อตแลนด์เท่านั้นจึงจะใช้เอทีเอ็มของเราเบิกเงินได้

วิวจากห้องที่เราพัก จะเห็นเรื่อเดินสมุทรเข้าออกเป็นประจำทุกวัน

วิวจากห้องที่เราพัก จะเห็นเรื่อเดินสมุทรเข้าออกเป็นประจำทุกวัน

เราจองที่พักผ่าน AirBnb หลังจากที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีในทริปที่แล้ว ที่พักของเราคราวนี้เป็น Penthouse Apartment Amazing Views ตั้งอยู่ในแคสตรี่ (Castries)  ซึ่งเป็นเมืองหลวงของเกาะ จากสนามบิน ขับรถขึ้นเขา ผ่านป่าดงดิบ ใช้เวลาประมาณ 1.5 ชั่วโมง บ้านสะอาดสะอ้าน ลมทะเลพัดตึง ๆ ไม่ต้องเปิดแอร์แม้แต่น้อย ในบ้านมี 1 ห้องนอน (พร้อมมุ้ง! ซึ่งคุณสามีตื่นเต้นมาก) ห้องน้ำ ห้องครัวพร้อมอุปกรณ์ทำอาหาร จากระเบียงบ้านมองออกมาจะเห็นท่าสำหรับเรือเดินสมุทรเข้ามาเทีียบท่า ใกล้ ๆ กันเป็นสนามบินสำหรับเครื่องบินเล็ก ยิ่งไปกว่านั้น บางครั้งหลังฝนตก เราจะเห็นรุ้งกินน้ำ 5-6 ตัวปรากฏอยู่รอบ ๆ บ้าน ตื่นตาตื่นใจเป็นยิ่งนัก

ชาวลูเชียนอัธยาศัยดีมากถึงมากที่สุด ทุกคนเป็นมิตรและให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวเป็นอย่างดี จนบางครั้งฉันรู้สึกผิดที่ไประแวงใคร ๆ มากเกินไป แต่อย่างไรก็ดี ก็มีคนประเภทที่เข้ามาชวนคุยและพยายามจะขอให้ซื้อของบ้าง ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติของเมืองท่องเที่ยวทั่วไป

อย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ คนในเกาะนี้ค่อนข้างระมัดระวังกับการใช้ไฟมาก ขนาดที่ว่าปลั๊กทุกปลั๊กจะมีสวิชต์เปิดปิด เมื่อเราไม่ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าเครื่องนั้นแล้ว ก็ขอให้กดปุ่มปิดไฟที่ปลั๊กเสีย หรือเวลาจะออกจากบ้าน ก็จงปิดเราท์เตอร์เสีย เมื่อไม่มีความจำเป็นต้องใช้วายฟาย

***สถานที่ท่องเที่ยว***

เกาะ Rat ที่ Choc Beach

เกาะ Rat ที่ Choc Beach

เซนต์ลูเชียมีหาดทรายให้เที่ยวชมและว่ายน้ำได้ทางฝั่งตะวันตกของเกาะ ไกด์ (=พี่เอ็นโซ) อธิบายว่าทางฝั่งตะวันออกของเกาะ ลมแรงมาก ไม่สามารถเล่นน้ำได้ กิจวัตรประจำวันคือ ตื่นเช้าปุ๊ป ก็เดินไปหาด La Toc ซึ่งต้องลงเนินผ่านโรงแรม Sandal Beach ไปประมาณ 15 นาที ให้(ไกด์) ว่ายน้ำเสร็จหนึ่งรอบใหญ่ ๆ  จากนั้นก็เดินขึ้นเขากลับบ้าน กินข้าวเช้า และเตรียมตัวสำรวจบริเวณต่าง ๆ ของเกาะในแต่ละวัน (ขอสารภาพว่าหาดทรายเมืองไทยสวยกว่ามาก) ไม่ว่าจะเป็น

  • หาด Choc ทะเลสวย มีเกาะชื่อเกาะ Rat ที่พี่เอ็นโซพายเรือไปนอนพักเป็นครึี่งวัน
  • หาด Donkey ที่แสนจะลึกลับ ต้องเดินผ่านเหมืองหิน (Quarry) และไต่เนินเขาขึ้นไป หาดสวยแต่กลิ่นหอยกลิ่นปลาแรงเกือบเท่า ๆ เก้าเส้ง
  • หาด Reduit ทรายขาว น้ำใส่ แต่เสียงดัง เย็น ๆ ชาวบ้านจะมาจอดรถก่อไฟเอาไก่ไปปิ้งกัน ร้องรำทำเพลงสุดสวิงเฮฮาปาร์ตี้
  • หาด Vigie ใกล้ ๆ สนามบินเล็ก หาดนี้สวย สกปรกเล็กน้อย อาจจะต้องระวังหน่อย มีบางส่วนของหาดที่ไม่แนะนำให้เดินไป
  • อ่าว Marigot เป็นอ่าวสำหรับเรือยอร์ชมาจอดเทียบท่าเช่นกัน มีร้านอาหารเก๋ ๆ และสามารถนั่งเรือออกไปชมอ่าวได้
  • อุทยานแห่งชาติ Pigeon Island ซึ่งก็ไม่ได้เป็นเกาะจริงจังเท่าไร ไม่ต้องนั่งเรือไป สามารถขับรถเข้าไปได้ หาดสวย แต่เสียงเพลงดังจากโรงแรมข้างเคียงทำลายบรรยากาศสุด ๆ สามารถเดินขึ้นเนินไปชมวิวสวย ๆ ได้ มีโบราณสถานให้ชม เช่น ห้องครัวของทหารสมัยโบราณ ***ห้องน้ำสะอาดมาก ๆ สะอาดถึงขนาดเข้าไปนอนได้ ***
  • หาด Cas en Bas ซึ่งเป็นหาดสวยแบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ ต้องขับรถผ่านถนนออฟโรดเข้าไปหลายกิโลเมตร หาดนี้ลมแรง มีสาหร่ายมากมาย เหมาะสำหรับเล่น Kite surfing
  • อ่าว Rodney ซึ่งเป็นอ่าวสำหรับจอดเรือยอร์ช หรูหรา มีร้านอาหารน่ารัก ๆ รวมถึงร้านอาหารไทยด้วย

สำหรับวันที่ฝนตก เราปรับโปรแกรมเป็นการเดิมชมซากโบราณสถานแทน เซนต์ลูเชียเคยตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสและอังกฤษมาก่อน และเพิ่งได้รับเอกราชจากอังกฤษเมื่อปี 1979 หรือเมื่อสี่สิบปีที่แล้วนี่เอง อย่างไรก็ดีจะเห็นได้ว่า ชื่อสถานที่ต่าง ๆ ยังมีชื่อเป็นภาษาฝรั่งเศสมากมาย ใกล้บริเวณที่เราพัก มีป้อมโบราณของอังกฤษตั้งอยู่ เดินชมแล้วก็อดนึกถึงทหารสมัยโบราณที่ต้องจากบ้านจากเมืองมาประจำอยู่ที่เกาะนี้ คงเหงาน่าดูเหมือนกัน

เรามีโอกาสได้เข้าเมืองไปเที่ยวตลาดสดกลางเมืองแต่เช้ามืด ปกติทุกเช้าจะมีตลาดสด แต่ถ้าจะต้องการชมตลาดเต็มสเกลต้องไปเช้าวันเสาร์ ซึ่งสะดวกกับผู้มาเยือนเป็นอย่างยิ่ง เพราะมีที่จอดรถว่างมากมาย (ในขณะที่วันธรรมดา จะไม่มีที่จอดรถเลย) ตลาดที่นี่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชผักผลไม้ กล้วย กล้าย ชมพู่มะเหมี่ยว มะพร้าว อ้อย สาเก ฯลฯ แอบเสียดายว่าหาฝรั่งสดกินไม่ได้ ได้กินแต่แยมฝรั่งแทน ซื้อส้มมากิน ปอกออกดูปรากฏว่าเป็นส้มแบบส้มเช้ง แต่เปรี้ยวมาก ๆ สุดท้ายก็ค้นพบว่าคนที่นี่เค้าไม่กินเนื้อส้มกัน เขาเอาไปคั้นกินแต่น้ำ ใกล้ ๆ ตลาดสด มีตลาดขายของที่ระลึก เช่นกำไล สร้อย กระเป๋าทำจากมะพร้าว ตะกร้าหวาย ฝีมือปกติ ไม่ละเอียดเหมือนของบ้านเรา แอบสังเกตว่าของที่ชาวบ้านนิยมทำมาขายนักท่องเที่ยวคือ ลูกมะพร้าวแห้ง นำมาตกแต่งเป็นที่ให้อาหารนก และหมวกสานจากใบมะพร้าว

วันสุดท้ายก่อนขึ้นเครื่องกลับ พี่เอ็นโซขับรถผ่านเขาพับผ้าไปเกือบสองชั่วโมง เพื่อมาแวะที่เมืองซูแฟร์ (Soufriere) ก่อนจะไปสนามบิน เมืองนี้เป็นที่ตั้งของเขาพิตัน สัญลักษณ์ประจำประเทศ เมืองน่ารักมีสีสันสวยงาม สามารถนั่งเรือออกไปชมอ่าว หรือเดินป่าก็ได้

***อาหาร***
จนบัดนี้ ฉันก็ยังหาสาเหตุไม่ได้ว่า ทำไมเกาะแถว ๆ นี้ ถึงไม่ค่อยมีอาหารทะเลอร่อย ๆ ให้กิน คนเซนต์ลูเชียกินปลามาก แต่ไม่นิยมมากเท่าไก่ อาหารพื้นเมืองจะขายเป็น Meal คือ มีเนื้อ มีข้าว มีถั่ว มีเครื่องเคียง เช่น กล้าย และเผือกมันต่าง ๆ เป็นต้น เห็นได้ชัดว่าคนแถวนี้กินอาหารจำพวกหัวเผือกหัวมันเยอะมาก วิธีการปรุงก็คือเอาไปต้ม และนำมากินเป็นเครื่องเคียง อาหารที่นี่ราคาไม่แพง ประมาณ 15 ECD นอกจากนี้ก็มีซุปต่าง ๆ เช่น ซุปส้นตีนวัว มีสตูว์ (bouillon) หางหมู สตูว์คอแกะ และที่น่าประหลาดใจคือ (1) นอกจากข้าวแล้ว คนกินโรตี (Roti) กันแพร่หลาย (ทั้ง ๆ ที่ก็ไม่เห็นจะมีคนอินเดียสักเท่าไร) โดยนำแป้งโรตีมาห่อแกงนานาชนิด เสิร์ฟพร้อมสลัด (2) อาหารจีนค่อนข้างได้รับความนิยม ถ้าไม่กินข้าว ก็จะเห็นคนกินเส้นหมี่เหลืองหรือที่เรียกกันติดปากว่าโลวเมียน (Lo mein) แทน

อาหารว่างอีกชนิดที่พบเจอได้บ่อย คือกระหรี่ปั๊ปทอด ไม่แน่ใจว่าที่นี่เรียกว่าอะไร แต่มีลักษณะคล้าย ๆ แพตตี้ที่เคยกินที่จาไมก้า อันละ 1 ECD มีไส้หลายแบบ ที่ได้ลองคือไส้ปลาเค็มหรือที่เรียกกันว่า แอคครา (Accra)

 

IMG_20180105_113716447_HDR

Massy Supermarket

การท่องเที่ยวคราวนี้ทีี่เป็นไปอย่างสนุกสนานได้ต้องขอบคุณพี่เอ็นโซที่อดทนขับรถพวงมาลัยขวาและแสนจะหนักเพราะไม่เป็นพวงมาลัยแบบพาวเวอร์ ขับขึ้นเขาลงห้วยไปตามโค้งพันโค้งอย่างไม่ปริปากบ่น แถมยังเจอโค้งหักศอก (แบบเดียวกับทางขึ้นพระธาตุดอยสุเทพ ซึ่งคนที่นี่เรียกว่า “Hairpin”) หลายครั้งทีเดียว โชคดีที่เราค้นพบว่า เราสามารถใช้ Google Maps ได้ โดยที่ไม่ต้องใช้ Data Plan จึงทำให้การเดินทางเป็นไปค่อนข้างราบรื่น (ไม่หลงทางมากเท่าไร) แต่ก็มีบางครั้งที่กูเกิ้ลใจร้ายบอกทางอ้อมให้เราบ้าง แต่ทุกอย่างก็ได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที “ไกด์”อธิบายว่า ด้วยความที่ถนนในเซนต์ลูเชียค่อนข้างเล็กและซับซ้อน และอาจจะมีถนนตัดใหม่ทับบนถนนตัดเก่า ทำให้ระบบดาวเทีียมจีพีเอสเกิดอาการสับสนบ้าง เห็นชัด ๆ ว่าเป็นเส้นตรง แต่เสียงบอกทางก็ยังบอกว่า ให้เลี้ยวซ้าย เป็นต้น ประเทศนี้แทบไม่มีรถมอเตอร์ไซต์เลย ถ้าจะมีก็จะเป็นมอเตอร์ไซต์แบบบิ๊กไบค์ คนลูเชียนส่วนใหญ่ใช้รถแท๊กซี่ (ซึ่งก็คือรถตู้) ในการเดินทางไปมา อย่างไรก็ตามตอนที่ไปถึงใหม่ ๆ เราออกจะงงงวยกับความถี่ของเสียงแตรในประเทศนี้ ท้ายที่สุดจึงได้เข้าใจว่า ประเทศนี้เป็นประเทศเล็ก คนรู้จักกันหมด เขาบีบแตรเพื่อเป็นการทักทายกันเท่านั้นเอง

ต้นพยัคฆ์หมอกที่พบได้ทั่วไป

ต้นพยัคฆ์หมอกที่พบได้ทั่วไป

การได้กลับมาอยู่ในบริเวณใกล้ ๆ เส้นศูนย์สูตร ทำให้ฉันเกิดอาการโหยหาบรรยากาศแบบไทย ๆ ดีใจที่ได้เห็นหมาข้างถนน ได้ยินเสียงไก่ขันตอนเช้า ๆ ได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นเวลา 6 โมงเช้า และตกเวลา 6 โมงครึ่งใกล้ ๆ ทุ่ม (ในขณะที่คลีฟแลนด์ช่วงหน้าหนาว กว่าพระอาทิตย์จะปรากฎกาย ก็ปาเข้าไปเกือบ 7 โมงครึ่ง ห้าโมงเย็นนิด ๆ ก็เริ่มมืดแล้ว)

เดินทางขาไปเรียบร้อยดี มีการพูดคุยเรื่องขอย้ายที่นั่งกับผู้โดยสารที่นั่งใกล้ ๆ บ้าง ขากลับเหนื่อยหน่อย เพราะแถวตรวจเอกสารคนเข้าเมืองยาวเหลือเกิน สุดท้ายเอากระเป๋าไปเช็คอินขุึ้นเครื่องมาคลีฟแลนด์ไม่ทัน ได้นอนไมอามีต่ออีกคืน เพื่อจะกลับมาเจอพายุหิมะลูกโตที่จู่โจมคลีฟแลนด์จนขาวโพลนในบ่ายวันถัดไป ตอนเครื่องจะลง ฉันนั่งสวดบทพระพุทธคุณที่แม่ให้ไว้อยู่หลายรอบ ต้องขอแสดงความชื่นชมกัปตันสายการบินอเมริกันแอร์ไลน์ที่เก่งมาก ๆ สุดท้ายก็กลับถึงบ้านได้โดยสวัสดิภาพ

=====

ที่พัก

Penthouse Apartment Amazing Views
Castries, St. Lucia

อาหารการกิน

Julietta’s
Top of the hill leading down to Marigot Bay, Marigot Bay, St. Lucia
+1 758-458-3224

La Petit Peak
Maurice Mason St., Soufriere, St. Lucia
+1 758-459-7838

ร้านขายของชำ

Massy Stores
สาขาโปรดของเราอยู่ที่ใกล้  Vigie Beach
Vide Bouteille Rd, La Clery, St Lucia
+1 758-457-2080
http://www.massystoresslu.com/

วีซ่า

คนอเมริกาเดินทางเข้าเซนต์ลูเชียได้เลย ไม่ต้องขอวีซ่า แต่คนไทยอย่างฉันต้องใช้วีซา วิธีขอวีซ่าก็ง่ายดายสะดวกรวดเร็ว เพียงแต่ส่งเอกสารทางไปรษณีย์ พร้อมค่าธรรมเนียมไปเท่านั้นเอง มีข้อสงสัยประการใด เขียนอีเมลถึงเจ้าหน้าที่ที่สถานกงสุลได้สบายมาก ตอบกลับรวดเร็วราวกับกามนิตหนุ่ม ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://saintluciaconsulateny.org/visas/

 

สงครามเวียดนาม

Released prisoner of war Lt. Col. Robert L. Stirm is greeted by his family at Travis Air Force Base in Fairfield, Calif., as he returns home from the Vietnam War, March 17, 1973. Leading is Stirm's daughter Lori, 15, followed by son Robert, 14; daughter Cynthia, 11; wife Loretta and son Roger, 12. Stirm was held more than five years after his plane was shot down over North Vietnam in 1968. (AP Photo/Sal Veder)[๓๐ ธันวาคม ๒๕๖๐]  โตมาจนป่านนี้ ฉันเพิ่งรู้สึกไม่นานนี่เองว่า ตัวเองเรียนประวัติศาสตร์ด้วยวิธีที่ไม่เหมาะสมมาโดยตลอด คือใช้วิธีการท่องจำแบบนกแก้วนกขุนทอง พอได้อ่าน ได้เห็นอะไรมากขึ้น แล้วทำให้รู้แจ้งว่าการเรียนประวัติศาสตร์ จะเรียนแบบมิติเดียว คือการอ่านจากตัวหนังสือไม่ได้ แต่ต้องนำองค์ประกอบอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นในระยะเวลานั้นเอามาประกอบการพิจารณาด้วย จึงจะสนุก อีก 20 -30 ปีข้างหน้า หลาย ๆ คนอาจจะมองย้อนกลับมา แล้วไม่เข้าใจว่า ทำไมคนอเมริกันถึงตัดสินใจเลือกโดนัลด์ ทรัมป์เป็นประธานาธิบดี ถ้าไม่ได้ศึกษาถึงบรรยากาศ สภาพแวดล้อม และความคิดของคนอเมริกันในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา เป็นต้น

ปูพื้นมาเสียยาว แค่อยากจะเล่าว่า เพิ่งมีโอกาสได้ชมสารคดี 10 ตอน เรื่อง The Vietnam War ของ Ken Burns และ Lynn Novick ที่ออกฉายทางช่อง PBS ท้าวความตั้งแต่สมัยเวียดนามยังอยู่ใต้การปกครองของฝรั่งเศส (ปี 1858) จนมาถึงช่วงที่สหรัฐอเมริกาเข้าไปเกี่ยวพัน ตั้งแต่ ประธานาธิดีไอเซนฮาวร์ เคนเนดี้ จอห์นสัน นิกสัน และจบลงในสมัยประธานาธิบดีฟอร์ด ในปี 1973 รวมประธานาธิบดี 5 คน มีทั้งที่มาจากพรรครีพับลิกัน และพรรคเดโมแครต ดูจนจบแล้วรู้สึกอับอายว่า เราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้านมากขนาดนี้เชียวหรือ

ฉันสงสัยมานาน ว่าทำไมคนอเมริกันถึงยอมเดินทางไปไกลถึงอีกซีกโลกหนึ่งเพียงเพื่อจะต่อสู้รักษาอุดมการณ์ สารคดีเรื่องนี้ให้คำตอบว่า ช่วงต้น ๆ ของสงครามเวียดนาม เป็นช่วงที่คนอเมริกันยังรู้สึกภาคภูมิใจจากชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่สอง เด็กหนุ่มรุ่นนั้นเห็นพ่อของตน ลุงของตน ครูของตนกลับจากการรบในสงครามโลกอย่างมีเกียรติล้นเหลือ ก็คิดอยากไปจะไปรับใช้ชาติในลักษณะเดียวกัน

อีกคำถามที่สงสัยมานานคือ ทำไมคนอเมริกันถึงได้เชื่่อมั่นในการตัดสินใจของรัฐบาลของตนมากและนานขนาดนี้ สงครามเวียดนามยืดเยื้อนานถึงเป็นสิบ ๆ ปี คนอเมริกันต้องสูญเสียชีวิตไปกว่าครึ่งแสน และถึงจะมีการเดินขบวนต่อต้านการทำสงครามครั้งนี้อย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังมีคนอีกจำนวนมากที่สนับสนุนการส่งทหารไปเวียดนาม ประเทศชาติมีความคิดแตกแยก ขนาดที่ว่าฉันคิดว่าตอนนี้สหรัฐก็แตกแยกแนวความคิดออกเป็นสองฝ่ายมากแล้ว แต่ยังไม่รุนแรงมากเท่าสมัยสงครามเวียดนาม

คำตอบที่ได้คือ สมัยนั้นคนอเมริกันมีศรัทธาในผู้นำ ในรัฐบาลอย่างแรงกล้า ถ้ารัฐบาลบอกว่าดี ก็ว่าตามกัน แต่หลังจากที่มีการเปิดโปงการกระทำต่าง ๆ นานาของรัฐบาลเพียงเพื่อจะให้ชนะการเลือกตั้ง รวมไปถึงการตีพิมพ์เอกสารลับ Pentagon Papers (ซึ่งกำลังเป็นภาพยนตร์ดังในขณะที่เขียนบล๊อกนี้) ในปี 1971 โดยเอกสารลับนี้ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลอเมริกันตั้งแต่ไหนแต่ไร ยอมรับว่าไม่มีทางที่จะชนะสงครามครั้งนี้ได้เลย (หากไม่มีประธานาธิบดีคนไหนที่อยากประกาศยอมแพ้) แต่ก็ยังให้ความหวังลม ๆ แล้ง ๆ ส่งผู้คนไปเสียสละชีวิตสู้รบในสงครามเป็นเวลานับสิบปี

ตั้งแต่ต้นปี 1970 ศรัทธาของคนอเมริกันที่มีต่อรัฐบาลก็สั่นคลอนอย่างเห็นได้ชัด หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ มีบทบาทมากขึ้นในการขุดคุ้ยและเปิดโปงการกระทำที่ไม่ถูกต้องของรัฐบาล และนั่นอาจจะเป็นเหตุผลว่าทำไมประธานาธิบดีคนปัจจุบันถึงได้มีอาการต่อต้านสื่อมากขนาดนั้น

ฉันสังเกตว่าผู้นำทางสังคมมักสร้างความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน เพื่อจะใช้เป็นเครื่องมือในการปกครองให้อยู่หมัด กลัวลัทธิคอมมิวนิสต์จะครองโลก กลัวว่าจะไม่ได้ใช้อินเทอร์เน็ตอย่างเสมอภาพและเป็นธรรม กลัวว่าเงินช่วยเหลือจากรัฐจะถูกตัดไป เราต้องใช้ความพยายามมากเป็นพิเศษในการรับมือความกลัวเหล่านี้ อย่างไรก็ดีขอปิดท้ายด้วยคำสอนของแม่ ที่บอกประมาณว่า มีศีลให้มากเข้าไว้ แล้วจะกล้าหาญเอง

วันสมโภชพระเยซู

[๒๕ ธันวาคม ๒๕๖๐]

Din don dan, din don dan
Che felicità! Oggi è nato il buon Gesù tra la neve che vien giù

วันนี้วันคริสมาสต์ หิมะขาวโพลนไปทั้งเมือง อุณหภูมิติดลบ 5 องศา

คดีคนทำขนมเค้กในอเมริกา

Supreme Court Seems Split In Case Of Baker Vs. Same-Sex Couple; Eyes Now On Kennedy[๒๔ ธันวาคม ๒๕๖๐] เรื่องคดีคนทำเค้กกับคู่สามีคนรักเพศเดียวกัน (Masterpiece Cakeshop V. Colorado Civil Rights Commission) นี่เป็นข่าวใหญ่ในอเมริกาตั้งแต่สัปดาห์แรกของเดือนธันวาคมที่ผ่านมา อันที่จริง ๆ เหตุการณ์เกิดขึ้นมานานมากแล้ว ตั้งแต่ปี 2012 (พ.ค. 2556) ศาลขั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาในรัฐที่เกิดเหตุ (คือรัฐโคโลราโด) ก็พิจารณาคดีตัดสินจบไปแล้ว แต่ที่กลับมาเป็นข่าวอีก เพราะศาลฎีกาสูงสุดของประเทศยอมที่จะรับฟังคดีนี้

อเมริกานี่ เป็นดินแดนแห่งสิทธิและเสรีภาพมากมาย จะยืนด่าประธานาธิบดีฉอด ๆ ในที่กลางแจ้งก็ได้ (ไม่มีการถูกเชิญไปปรับอะไรใด ๆ ทั้งสิ้น) คดีคนทำเค้กนี่ก็เป็นการต่อสู้กันระหว่างสิทธิของการนับถือศาสนา กับสิทธิว่าด้วยรสนิยมทางเพศ

เหตุการณ์คร่าว ๆ มีอยู่ว่า คุณชาร์ลี กับคุณเดฟ เป็นคู่รักเพศเดียวกัน จะจัดงานแต่งงาน คนที่รับจัดงานแต่งงานให้ก็แนะว่า ให้ไปสั่งทำเค้กแต่งงานที่ร้านของคุณแจ๊กสิ เค้กของเค้าดีนะ คณชาร์ลีกับคุณเดฟก็ไปที่ร้านคุณแจ๊ค มีคุณแม่ของคุณชาร์ลีไปด้วย เดินเข้าไปในร้าน บอกว่าจะสั่งเค้กแต่งงาน คุณแจ๊ก (เจ้าของร้านเค้ก) เมื่อรู้ว่าเป็นงานแต่งงานของคู่เกย์ ก็ปฏิเสธ บอกว่าทำให้ไม่ได้

ฟังแค่นี้ ถ้าใครที่ติดตามข่าวสารพวกคดีความด้านสิทธิมนุษยชนในอเมริกา ก็ต้องบอกว่า คนทำเค้กผิดชัวร์ เพราะถือเป็นการเลือกปฏิบัติ ในโคโลราโด (และอีกหลาย ๆ รัฐ) มีกฏหมายที่เรียกว่า Public Accommodations Law ที่ระบุว่าคนทุกคนสามารถซื้อหา สินค้าบริการ เข้าใช้สถานที่ต่าง ๆ ได้ ไม่ว่าจะมีเชื่อชาติ ศาสนา หรือ สีผิวใด ๆ ซึ่งศาลทั้งสามชั้นของโคโลราโดก็เห็นด้วย และก็ตัดสินว่าคุณแจ๊กผิด

ท้ายสุด กลายเป็นว่าเรื่องไม่ได้ง่ายและตรงไปตรงมาอย่างที่ใคร ๆ เห็น ทนายของคุณแจ๊กบอกว่า คุณแจ๊กไม่ได้เลือกปฏิบัติ คุณแจ๊กบอกว่า ถ้าคู่สามีคู่นั้นจะซื้อเค้กอื่น ๆ ทางร้านก็ยินดีขาย เพียงแต่ไม่สามารถจะใช้ความเป็นศิลปินของตน (Artistry) ในการออกแบบและอบเค้กเป็นพิเศษในกับงานแต่งงานเกย์ได้ เนื่องจากศาสนาของตน (Evangelical Christianity) สอนว่าเป็นการกระทำบาป ประการสำคัญคือ นี่คือสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของเขา (First amendment – Freedom of Speech/ Religious Liberty) เพราะนี่คือไม่ใช่เค้กธรรมดาทั่วไป แต่เป็นเค้กแต่งงาน เป็นองค์ประกอบอันสำคัญยิ่งยวดของงาน ถือเป็นสัญลักษณ์ของการตกลงร่วมชีวิตของคนสองคน

หลังจากมีคำอธิบายออกมาในลักษณะนี้ ก็มีข้อโต้แย้งและข้อสนับสนุนออกมาให้อ่านทางหน้าหนังสือพิมพ์และให้ฟังทางวิทยุโทรทัศน์มากมาย คนค้านก็บอกว่า ถ้าอ้างความเป็นศิลปินอย่างนี้ แปลว่า ต่อไปคนที่เป็นนักวาดภาพ จะปฏิเสธไม่ยอมวาดภาพให้คนดำ หรือคนพิการได้อย่างนั้นเหรอ ในหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์ส มีอาจารย์จากเยลเขียนบทความสนับสนุน ให้เหตุผลหลายประการในทำนองว่าศาลโคโลราโดไม่ควรจะตััดสินเข้าข้างแต่สิทธิของคู่รักร่วมเพศ แต่ควรให้สิทธิกับคนที่เคร่งครัดในศาสนาด้วย

เราจะยังไม่รู้ผลการตัดสินของคดี (Decision) จนกว่าจะปีหน้า ศาสจะตัดสินว่าอย่างไรก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ เหตุผลอะไรที่ทำให้ศาลตัดสินแบบนั้น (Majority/ Dissenting/ Concurring Opinion) ซึ่งกว่าผู้พิพากษาจะเขียนเหตุผลเสร็จและนำออกมาเผยแพร่หลังจากที่มีคำตัดสิน ก็ใช้เวลาพอสมควรทีเดียว

ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว มาจนถึงตอนนี้ ฉันรู้สึกว่าตัวเองเข้าใจและเห็นใจความรู้สึกของคนที่คิดต่างจากเราได้มากขึ้น มีความอดกลั้นมากขึ้น ถ้าเป็นเมื่อสองปีที่แล้ว อ่านข่าวนี้แล้วคงตัดสินใจเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในทันที แต่พอมาตอนนี้แล้วรู้สึกว่า แต่ละคนก็มีเหตุผลของตัวเอง และไม่ควรด่วนปักใจเชื่อเรื่องใด ๆ ก่อนที่จะมีการพิจารณาอย่างถ้วนถี่เป็นอย่างยิ่ง

Denver 2017

Denver[ประมาณต้นเดือนธันวาคม ๒๕๖๐] เมื่อวันที่ 12-13-14 พฤศจิกายนที่ผ่านมา คุณสามีมีภารกิจต้องเดินทางไปเดนเวอร์ ฉันได้โอกาสเลยขอติดสอยห้อยตามไปด้วย

ไปเดนเวอร์ครั้งใดไม่ต้องคิดมาก ได้ไปเจอครอบครัวแกรม ถือเป็นว่าสำเร็จครบถ้วนแล้ว อย่างไรก็ดีคราวนี้ถือว่าถูกล๊อตเตอรี่ เพราะบังเอิญมากกว่าจะได้ไปเจอพี่กี้ซึ่งก็จะไปเดนเวอร์พอดิบพอดี เราเลยนัดเจอกัน พร้อมกับคุณน้าเขยและคุณน้าสาวที่สวนพฤกษศาสตร์ประจำเมือง เที่ยวเสร็จ ก็แวะกินข้าวกลางวันที่ร้านญีปุ่นอร่อยชื่อ Tokyo Joe’s ในเชอรี่ครีก ตอนบ่ายก็แวะไปเดินเล่นในแคมปัสของ University of Denver แล้วก็แยกย้ายกันตอนบ่ายสองโมง ฉันขับรถกลับมา เตรียมตัวไปกินข้าวบ้านแคเมรอนต่อในตอนเย็น

เสียดายว่าช่วงที่ไปเป็นช่วงต้นฤดูหนาว ถึงแม้ว่าอากาศจะอบอุ่นมาก (แดดออก และอุณหภูมิอยู่ที่ 20 กว่า ๆ องศาตลอดทั้งทริป) ต้นไม้ในสวนพฤกษศาสตร์ ค่อนข้างเหี่ยวแห้งไปพอสมควร แต่ก็ต้องขอสารภาพว่าตัวเองไม่ค่อยสนใจต้นไม้เท่าไร อยากคุยกับพี่กี้มากกว่า

Historians’ Platter ที่ร้าน The Fort ซึ่งเบ๊ตตี้พาไปกิน

Historians’ Platter ที่ร้าน The Fort ซึ่งเบ๊ตตี้พาไปกิน

เดนเวอร์เหมือนเดิม ครั้งนี้เบ๊ตตี้เล่าให้ฟังว่าราคาบ้านแพงขึ้นมากถึงมากที่สุด แล้วก็มีการขยายเมือง ก่อสร้างตึกและที่พักอาศัยกันมากมาย เบ๊ตตี้บอกว่าอยู่มานานไม่เคยเห็นปั้นจั่นผุดขึ้นราวกับดอกเห็ดขนาดนี้มาก่อน

ฟังดูแล้วก็น่าดีใจ มีคนเสริมว่า คนแห่กันย้ายมาจากแคลิฟอร์เนียมาอยู่เดนเวอร์จำนวนมาก และแถมนินทาอีกนิดหนึ่งด้วยว่าคงตามกลิ่นกัญชามา (โคโลราโดเป็นรัฐที่เปิดเสรีการขายกัญชา) การที่ราคาบ้านสูงขึ้นอย่างนี้ ถ้าเป็นเมืองไทยก็คงแฮปปี้ ถือว่าได้กำไร ที่อเมริกาก็ได้กำไรเหมือนกัน ถ้าเกิดอยากจะขายบ้าน แต่ถ้าไม่อยากจะขาย ก็ลำบากนิดหน่อย เพราะค่าภาษีบ้านและที่ดินที่ต้องจ่ายแต่ละปีจะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน คนรวยคงไม่มีปัญหา แต่คนที่หาเช้ากินค่ำคงต้องเหนื่อยหน่อย

ฉันกลับมาถึงบ้านได้ 1-2 อาทิตย์ก็เห็นข่าวคนประท้วงกันในแถบ Five Points ของเมืองเดนเวอร์ มีเหตุมาจากร้านกาแฟร้านหนึ่งตั้งป้ายโฆษณาหน้าร้านว่า Happy Gentrifying the neighborhood since 2014 (เปิดพจนานุกรมแล้ว พบว่า Gentrify เป็นคำกริยา แปลว่าการปรับพื้นที่ให้เหมาะสำหรับการพักอาศัยของชนชั้นกลาง หรือ จะแปลว่า การขัดเกลาให้สุภาพขึ้นก็ได้) ชาวบ้านแถบนั้นเห็นเข้า บอกว่า อ้าว! Racist เหยียดผิว ดูุููถูกกันนี่นะ หลาย ๆ คนเลยลุกฮือขึ้นมาประท้วง กลายเป็นว่าการที่ทางการปรับปรุงพื้นที่อย่างนี้ทำให้คนรายน้อยที่เคยอยู่แถวนี้ต้องย้ายหนีออกไป เพราะค่าใช้จ่ายแพงขึ้น ภาษีแพงขึ้น รัฐบาลเห็นความสำคัญของการเจริญเติบโต (หรือนัยนึงก็คงหมายถึงเงินภาษี) มากกว่าคนที่อาศัยอยู่ตรงนี้ดั้งเดิม

เหรียญมีสองด้านเสมอ

ป.ล. กลับจากเที่ยวครั้งนี้ ปวดหัวแห้งมาก เข้าใจว่ามีสาเหตุมาจากอากาศแห้งเกินไป


โรงแรมที่พัก

Courtyard Denver West/Golden
14700 West 6th Avenue Frontage Road
Golden, CO 80401
โทร. 303-271-0776

ร้านอาหาร

The Fort
19192 Colorado 8
Morrison, CO 80465
โทร. 303-697-4771
***ต้องขอขอบพระคุณเบ๊ตตี้ที่พาไปกินร้านนี้ ใครไปเดนเวอร์ ควรหาโอกาสไปกิน เพื่อสัมผัสความเป็น American frontier หรือ the Wild West อย่างแท้จริง ขอแนะนำให้สั่ง  Rocky Mountain Oysters (ซึ่งไม่ใช่หอยนางรมแม้แต่น้อย) กับ Jalapeños Escabeche Stuffed with Peanut Butter

Tokyo Joe’s
Cherry Creek Shopping Center
3000 E 1st Ave Suite 100
Denver, CO 80206

 

%d bloggers like this: