Archive for the ‘ท่องเที่ยว Trip’ Category

ปกิณกะกับวันสนุก ๆ ใน NOLA (2)

ต้นโอ๊คต้นใหญ่ยักษ์

ความอลังการของต้นโอ๊ค

[๘-๑๑ เมษายน ๒๕๖๐] โรงแรมที่เราพักชื่อว่า Omni Riverfront (701 Convention Center Blvd, New Orleans, LA 70130) ทำเลใช้ได้เลย แม้ไม่ได้ตั้งอยู่ใจกลาง French Quarter แต่ก็ไม่ไกลจากรถรางทั้งสามสายเท่าไหร่ อยู่่ใกล้คาสิโนและข้อสำคัญคืออยู่ติดกับ Outlet ขนาดใหญ่ เดินข้ามถนนไปก็ถึง

การเดินทางส่วนใหญ่ เราใช้เท้าเป็นหลัก พี่พิมอึดมาก ๆ ขนาดว่าเท้าเจ็บเล็กน้อย ยังเดินร่าเริงได้ไม่บ่นเลย ฉันเองวันไปสวนสัตว์แทบแย่ เพราะใส่รองเท้าไม่ดี นอกจากเดินแล้ว เราก็ยังขึ้นรถราง (ที่ไม่ใช่ชื่อสายปรารถนา) ค่าขึ้นเที่ยวละ $1.25 บาท เงินสดเท่านั้นและไม่มีทอน ขึ้นรถแล้วหยอดเงินจ่ายตรงเครื่องได้เลย ไม่ต้องรีบ คนที่นี่ใจเย็นและเฮฮามาก นอกจากนี้ระหว่างทางที่นั่งรถจากสนามบิน หรือนั่งรถไปชมไร่ ก็จะได้เห็นส่วนอื่น ๆ ของเมืองในวาระเดียวกัน ไม่แนะนำให้เช่ารถ ค่าจอดรถแพงมาก และที่จอดรถหายากสุด ๆ

สำหรับผู้ที่กำลังตัดสินใจว่าจะเสียตังค์ร้อยกว่าเหรียญ ลงเรือกินข้าวท่องแม่น้ำมิสซิสซิปปี้ดีหรือไม่ ขอแนะนำทางเลือกอีกทาง คือ New Orleans Ferry   สะดวกสบายมาก สามารถขึ้นจากท่าเรือตรงถนน Canal ข้ามแม่น้ำไปอีกฝั่งหนึ่งที่ท่า Algiers Point  ไป 2 เหรียญ กลับ 2 เหรียญ วิวสวยขาดใจ

***ว่าด้วยเรื่องปากท้อง***

ซากเบนเยต์

อาหารการกินที่นี่ไม่อั้น นอกจากอาหารที่หารับประทานได้ในงานเทศกาลแล้ว เรายังไปกินเบนเยต์ที่ใคร ๆ ก็บอกให้ไปกินกัน Cafe Du Monde (800 Decatur St, New Orleans, LA 70116)  โชคดีที่นอกจากโดนัทกับกาแฟแล้ว ที่ร้านยังมีน้ำส้มเสิร์ฟด้วย คนไม่กินคาเฟอีนอย่างฉันเลยได้อิ่มเอมอย่างเต็มที่ Cafe Du Monde กับเบนเยต์นี่ เป็นสัญลักษณ์แห่งการตลาดอันเฉียบคมอย่างแท้จริง เป็นสิ่งที่ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า มานิวออร์ลีนส์แล้วไม่ได้กินเบนเย่ต์ ก็ยังมาไม่ถึง แม้ว่าจะมีร้านกาแฟร้านอื่น ๆ ที่ขายเบนเย่ต์ เช่น Cafe Beignet หรืออย่าง Cafe Du Monde เองก็มีอีกสาขาหนึ่งตั้งอยู่ใน Outlet ข้าง ๆ โรงแรม แต่ผู้คนก็ยังแห่กันมาเข้าคิวรอเข้าไปกินที่สาขาถนน Decatur อยู่ที่เดียว ชวนให้คิดถึงหอเอนปิซา  (ที่คนอิตาเลียนบางคนไม่เคยไปเลยแม้แต่ครั้งเดียว) เป็นอย่างยิ่ง

พูดถึงอาหารแล้ว มานิวออร์ลีนส์นี่ รายการอาหารที่ต้องกินยาวยืดไปหมด ทั้ง Po’Boy // Étouffée // Gumbo // Beignet // Muffuletta // Craw Fish // Oyster และอื่น ๆ อีกมากมาย ร้านอาหารคลาสสิกชื่อดังของเมืองที่ได้รับขนานนามว่าเป็น Le Grande Dame มีหลายร้าน คงต้องอยู่กันเป็นอาทิตย์และมีเงินเยอะ ๆ (และบางร้านต้องแต่งตัวดี ๆ เขาถึงจะให้เข้า) ถึงจะกินได้ครบ ร้านที่คุณน้าของจูดิธแนะนำมาให้ไปกิน (แต่ไม่ได้ไปกิน) คือ Galatoire’s (209 Bourbon St, New Orleans, LA 70130) และ Felix’s (739 Iberville St, New Orleans, LA 70130)

ร้านอาหารอร่อยใน French Market

แต่ร้านที่อร่อยที่สุดคือร้านที่เราค้นพบโดยบังเอิญในตลาด French Market ชื่อร้าน Meals From The Heart Cafe  (1100 N Peters St #13, New Orleans, LA 70116) พี่พิมได้กิน Crab cake ที่อุดมไปด้วยเนื้อปู ส่วนฉันกิน Okra gumbo อร่อยจริง ๆ

อีกทีนึงที่ไม่ใช่ร้านอาหาร แต่อยากให้ไปแวะคือร้านขายขนมเพรลีน (Praline – ขนมหวานทำจากคาราเมลใส่ถั่ว) ชื่อร้าน Southern Candy Makers (800 Decatur St, New Orleans, LA 70116) มีสองสาขา ขนมหวานได้ใจจริง ๆ ซื้อกลับมาฝากคนคลีฟแลนด์ ใคร ๆ ก็ชมว่าอร่อยเหาะ

Pralines จากร้าน Southern Candymakers

***Epilogue***
มีคำกล่าวที่ว่า “America has only three cities: New York, San Francisco, and New Orleans. Everywhere else is Cleveland.”  ไม่แน่ใจว่าใครเป็นคนพูดไว้ หนังสือบางเล่มบอกว่าเป็นคำพูดของ Tennessee Williams ซึ่งฉันยังไม่สามารถหาหลักฐานมายืนยันได้ แต่ก็ถือเป็นประเด็นที่น่าเก็บมาคิดทีเดียว

วันที่เราเดินทางออกจากนิวออร์ลีนส์ ข่าว United Airlines กระชากลากถููผู้โดยสารลงจากเครื่องกำลังเป็นเรื่องใหญ่ ฉันนึกในใจว่าเป็นโชคของ Delta Airlines เพราะถ้าใครบินเดลต้าช่วง 3-4 วันก่อนหน้านั้น จะรู้ว่าเดลต้าถูกตำหนิเรื่องการยกเลิกและเลื่อนเที่ยวบินอย่างรุนแรง

กลับจากนิวออร์ลีนส์ได้ไม่กี่อาทิตย์ ก็มีข่าวใหญ่เรื่องการรื้อ The Liberty Monument ซึ่งเป็นอนุสาวรีย์รำลึกถึงกลุ่ม Confederate (หรือสมาพันธรัฐอเมริกา) กลุ่มคอนเฟดเดอเรทนี้แยกตัวออกมาปกครองทางใต้ของอเมริกาสมัยสงครามกลางเมือง (1861–1865) ข่าวว่าบรรดาคนงานที่เป็นคนรื้ออนุสาวรีย์ต้องปิดหน้าปิดตา พร้อมมีตำรวจคอยคุ้มกัน ในขณะเดียวกันกลุ่มลูกหลานของกลุ่มคอนเฟดเดอเรทมารวมตัวประท้วงกันยกใหญ่ กระแสต่อต้านสัญลักษณ์ของกลุ่มคอนเฟดเดอเรทนี่ สืบเนื่องมาจากกรณีโศกนาฎกรรมที่วัยรุ่นผิวขาวเข้าไปยิงพระและคนผิวสีในโบสถ์ที่ เมืองชาร์ลสตัน รัฐเซาท์แคโรไลนา ในปี 2015 (พ.ศ. 2558)

Image_08cbf1c

ระเบียงสวย เหล็กดัดมีเอกลักษณ์งดงาม พบได้ทั่วไป

อยากเขียนต่ออีก แต่หมดแรง ถึงแม้นิวออร์ลีนส์จะไม่ใช่เมืองใหญ่ แต่ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 4-5 วันถึงจะเที่ยวทำกิจกรรมได้ครบถ้วน นักท่องเที่ยวหลาย ๆ คนพากันไป Swamp Tour หลาย ๆ คน เชียร์ให้ไปพิพิธภัณฑ์สงครามโลกครั้งที่สอง แต่ฉันขอผ่าน คราวนี้ดีใจมากที่ได้สัมผัสมนต์ขลังของแม่น้ำมิสซิสซิปปี้ หลังจากที่อ่านนิยายของมาร์ก เทวนมาหลายสิบปี และยังจำได้ติดตาถึงภาพนิวออร์ลีนส์ที่มองจากเครื่องบิน ขณะที่เครื่องกำลังจะลงจอด เห็นสะพานทอดยาวข้าม Lake Pontchatrain ตื่นตาตื่นใจเป็นที่สุด

สัญญาว่าคราวหน้า จะไปช่วงที่ไม่มีเทศกาล จะไป Garden District จะไปเยี่ยมบ้าน William Faulkner (624 Pirate Alley, New Orleans, LA 70116) และ Tennessee Williams (1014 Dumaine St, New Orleans, LA 70116) จะหาโอกาสไปลองกินก๊วยเตี๋ยวเฝอของเวียดนามดูบ้าง เชื่อหรือไม่ว่า นิวออร์ลีนส์มีชุมชนคนเวียดนามขนาดใหญ่ ซึ่งอพยพมาอยู่อเมริกาตั้งแต่สมัยสงครามเวียดนามทีเดียว

สุสาน บ้านไร่ และสวนสัตว์ กับวันสนุก ๆ ใน NOLA (1)

Jackson Square

Jackson Square

[๘-๑๑ เมษายน ๒๕๖๐] สงกรานต์/อีสเตอร์ปีนี้ดวงดี พี่พิมแวะมาเที่ยวอเมริกาเกือบสองอาทิตย์ เลยได้โอกาสชวนกันล่องใต้ไปเยี่ยมเยียนนิวออร์ลีนส์ นิวออร์ลีนส์ หรือที่คนทั่วไปเรียกกันว่า NOLA (New Orleans, LA (=Louisiana) เป็นเมืองที่ฉันใฝ่ฝันจะไปหามานานแสนนาน จำได้ว่าพี่โอเคยไปเที่ยวนิวออร์ลีนส์คนเดียวสมัยมาเรียนหนังสือ ส่งโปสการ์ดมาเล่าว่าสนุกมาก

ทัวร์ไปเที่ยวโรงงานทำทาบาสโก้

ทัวร์ไปเที่ยวโรงงานทำทาบาสโก้

สำหรับฉันแล้ว นิวออร์ลีนส์สนุกกว่าเมืองอื่น ๆ ในอเมริกามากมาย เที่ยวนิวออร์ลีนส์เหมือนเที่ยวเมืองนอก ไม่เหมือนอยู่ในอเมริกา (อันนี้ฝรั่งหลายคนเห็นด้วย) นิวออร์ลีนส์มีทุกอย่าง เป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์เก่าแก่แห่งหนึ่งในประเทศสหรัฐอเมริกา ปีหน้าเค้าจะฉลองครบรอบก่อตั้งครบ 300 ปี (ตั้งแต่ปี 1718 หรือ พ.ศ. 2261 ตรงกับสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช) มีบ้านสวย ๆ เก๋ ๆ มีดนตรีแจ๊สเก๋า ๆ อย่าง Preservation Jazz Hall Band  มีของกินอร่อย ๆ  เป็นเมืองที่นักเขียนดัง ๆ อย่าง William Faulkner และ Tennessee Williams  เคยมาใช้ชีวิตอยู่ เป็นเมืองแห่งบทละครเรื่อง The Streetcar Named Desire (ที่จนบัดนี้ก็ยังมีการแข่งขันตะโกน Stellaaaaaa ในงานเทศกาลของเทนเนสซี่ วิลเลี่ยมที่จัดเป็นประจำทุกปีในเดือนมีนาคม)

เราเดินทางถึงนิวออร์ลีนส์ในวันเสาร์ที่ 8 เมษายน พี่พิมบินมาจากดีซี ฉันบินไปจากคลีฟแลนด์ ตามกำหนดแล้วควรจะถึงเวลา11 โมงใกล้ ๆ กัน แต่เดลต้าแอร์ไลน์ก็ได้ถือวิสาสะเปลี่ยนแปลงโปรแกรมการท่องเที่ยวของฉันอีกครั้ง – ครั้งที่สามแล้วนะ!!!- เล่นเอากว่าฉันจะไปถึงก็เกือบห้าโมงเย็น

***French Quarter***
เที่ยวกับพี่พิมทีไร โชคดีมาก ๆ ทุกที ครั้งนี้พบว่าช่วงที่เราจะไปเป็นช่วงที่มีงาน French Quarter Festival ประจำปี ครั้งที่ 34 คนจัดประกาศว่าเป็น “Largest Showcase of Louisiana Music in the World” ตอนที่เราจองตั๋วเครื่องบินไปนิวออร์ลีนส์ในเดือนกุมภาพันธ์ เราใช้วันเดินทางของพี่พิม และวันหยุดของฉันเป็นหลัก ไม่รู้เสียด้วยซ้ำไปว่าวันที่เราจะไปตรงกับเทศกาลนี้ เพิ่งมารู้ก็ตอนเดือนมีนาคมที่ฉันเริ่มมองหาโรงแรม แล้วพบว่าโรงแรมแพงมาก ๆ อย่างไรก็ดี French Quarter Festival นี่อลังการยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง ปิดเมืองตั้งเวทีเล่นดนตรีกัน 23 เวที!!! ข้อสำคัญคือมีร้านอาหารดัง ๆ มาออกร้านกว่า 70 กว่าร้าน ทั้ง Antoine’s Galatoire’s Muriel’s ทำให้เราได้มีโอกาสลิ้มรสอาหารท้องถิ่นของนิวออร์ลีนส์ที่ใคร ๆ ลงความเห็นกันว่าอร่อยที่สุดในอเมริกา (และก็จริงอย่างที่เขาว่ากัน) อาหารที่ขายก็เป็นขนาดเล็ก ๆ ราคาไม่แพงมาก ทำให้เราได้กินของอร่อย ๆ ได้มากมายหลายชนิดในเวลาอันสั้น

วันอาทิตย์ที่เราไปตรงกับวัน Palm Sunday พอดี (พี่พิมถ่ายจาก St. Louis Cathedral)

ขอบันทึกเป็นหลักฐานว่าอาหารที่ได้ลิ้มลองจากงานเทศกาลนี้ประกอบด้วย — ไก่ทอดกับข้าว (พี่พิมบอกว่าอร่อยมาก ๆ) // Deep-fried Oyster Po’ Boy Sandwich (หอยนางรมหวานสุด ๆ) // Duck Po’Boy Sandwich // Gator Kabobs (เนื้อจระเข้เสียบไม้) // Bread Pudding // Snoballs (น้ำแข็งไสบ้านเราดี ๆ นี่เอง ถ้าต้องการหวานมากขึ้นอีก ก็ขอให้คนขายราดนมข้นเพิ่มให้ได้) // Chicken & Waffles // Pulled Chicken Sandwich (หรืออะไรซักอย่าง) // Crawfish crepe กับ Eggplant (อะไรซักอย่าง)

บรรยากาศในงานเต็มไปผู้คนจากทั่วทุกสารทิศ เข้าใจว่าเป็นช่วง Spring Break ของนักเรียนนักศึกษาในรัฐหลุยเซียนาพอดี ทุกคนเฮฮา เดินไปมาพร้อมกับถือแก้วดริงก์ ดูสุขสันต์สำราญใจเป็นอย่างยิ่ง (ซึ่งเป็นภาพแปลกตาในอเมริกา) เรื่องคนเมากับนิวออร์ลีนส์นี่เป็นโจ๊กที่ใคร ๆ ก็พูดถึงกัน ประหนึ่งว่ามานิวออร์ลีนส์เพื่อจะมาเสพเหล้ายาปลาปิ้งโดยเฉพาะ (รวมไปถึงกลิ่นกัญชาที่ลอยมาตามลมเป็นระยะ ๆ) คนที่พูดเรื่องนี้มีตั้งแต่คนรถจากสนามบิน ไปจนถึงไบรอันคนรถที่ขับพาไปเที่ยวไร่อ้อย ที่บอกว่าให้ติดสติกเกอร์ประจำคณะไว้ให้ดี เผื่อว่าไปดื่มดริงก์ที่ทางไร่อ้อยมีขายจนเมาหมดสติ พนักงานไร่อ้อยจะได้พากลับมาส่งได้ถูก

นิวออร์ลีนส์ก็เหมือนกับเมืองท่องเที่ยวใหญ่ ๆ ทั่วไป ที่การต่อคิวสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่าง Preservation Jazz Hall ที่ดังมาก ๆ คนจะไปรอเข้าคิวกันแต่หัววัน ร้านอาหารไหนที่ว่าดัง ก็จะมีคนไปรอเข้าคิวกันยาวเฟื้อย

ขอแสดงความชื่นชมคณะจัดงานว่าเก็บขยะได้เก่งมาก ช่วงกลางคืนขยะเต็มงานไปหมด ทั้งภาชนะใส่อาหาร แก้วน้ำ ขวดน้ำ เช้ามากวาดเกลี้ยงเกลา แต่เวลาเดิน ๆ ต้องระวังอยู่เหมือนกัน ดีไม่ดีอาจจะไปเหยียบอ้วกคนเมาได้ง่าย ๆ

***สุสาน St Louis No. 1***
ฉันเองก็เพิ่งมาสังเกตคราวนี้เองว่าคนอเมริกันหลายคนมีรสนิยมชอบไปเที่ยวสุสาน แถวบ้านฉันที่คลีฟแลนด์ มีสุสานชื่อ Lakeview Cemetery มีที่เก็บศพของประธานาธิบดีการ์ฟิลด์ อยู่มาหลายปีก็ไม่เคยคิดจะไปเยี่ยมชมเลย ส่วนของนิวออร์ลีนส์นี่ อ่านข้อมูลท่องเที่ยวฉบับไหน ก็มีแต่คนบอกว่าห้ามพลาดทั้งนั้น

สุสานยุคดั้งเดิมสีสันสวยงาม เพราะทาสีแบบเดียวกับสีบ้านของเจ้าของสุสาน เพื่อให้พนักงาน (ซึ่งอ่านป้ายไม่ออก) รู้ว่าสุสานใดเป็นของตระกูลไหน

สุสานในนิวออร์ลีนส์ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมมีหลายแห่ง เราเลือกไป St Louis No. 1 ตามคำแนะนำของคุณเรน Concierge ของโรงแรมที่พักอยู่ นัยว่าสุสานนี้ดังมาก เพราะเป็นสุสานที่ยัง active (คือยังมีการเปิดให้เก็บศพอยู่) ที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศสหรัฐอเมริกา นอกยังนี้ยังมีหลุมเก็บศพของผู้ก่อตั้งเมืองนิวออร์ลีนส์รุ่นบุกเบิก มีหลุมเก็บศพของสมาชิกสมาคมชาวอิตาเลียนที่ใช้หินอ่อนจาก Carrara และที่พลาดไม่ได้คือหลุมของคุณนาย Marie Laveau เจ้าแม่วูดูที่มีชี่อเสียงโด่งดังก้องโลก ฟังประวัติแล้วแอบภูมิใจว่าเป็นผู้หญิงเก่งในสมัยนั้น คุณนายลาโวนี่ดังจริง ๆ ตรงหน้าหลุมมีคนนำยาสูบ หนังยางรัดผมและกิ๊บมาวางเป็นการแสดงความไว้อาลัยเต็มไปหมด อลีน่า ไกด์สาวผู้พาเราเข้าชมสุสานเล่าว่า ที่คนเอาอุปกรณ์เสริมสวยมาวาง เพราะอาชีพดั้งเดิมของคุณลาโวคือช่างทำผม ส่วนยาสูบหรือบุหรี่ เข้าใจว่าเป็นเพราะเป็นธุรกิจของครอบครัว (ถ้าจำไม่ผิด)

โปรดสังเกตว่าฉันใช้คำว่าหลุม “เก็บ” ศพ ไม่ใช่ หลุม “ฝัง”ศพ เหตุผลที่ดึงดูดใคร ๆ ให้มาชมสุสานที่นิวออร์ลีนส์ เพราะเค้าใช้วิธีเก็บศพไม่ได้ฝังลงดินลึกลงไป 6 ฟุตแบบทั่ว ๆ ไป อลีน่าเล่าว่า เพราะสภาพที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของนิวออร์ลีนส์ที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล ทำให้ฝังศพไม่ได้ ไม่งั้นน้ำจะพัดศพขึ้นมาลอยอืด ไม่น่าดูไม่น่าชมเป็นอย่างยิ่ง จนชาวนิวออร์ลีนส์ต้องทำเรื่องไปขออนุญาตพระสันตปาปาว่าขอเก็บศพบนดินแทนที่จะฝังได้หรือไม่ ทางวาติกันพิจารณาแล้ว ก็อนุญาตให้เป็นกรณีพิเศษ (เพราะแม้แต้พระเยซุเอง ศพของท่านก็ถูกเก็บไว้ในถ้ำ ไมได้รับการฝังลงดิน) ฉันฟังแล้วก็เออออตามไกด์ไป แต่ในใจก็แอบคิดว่าสุสานของตระกูลพี่เอ็นโซที่กันยาโนก็เก็บศพไว้ในอาคารบนดินเหมือนกันนี่นะ

ได้เรียนรู้ประวัติความเป็นมาของนิวออร์ลีนส์จากอลีน่าด้วยว่า กลุ่มคนกลุ่มแรก ๆ ที่มาสร้างเมือง คือนักโทษจากคุกในฝรั่งเศส (ทำนองเดียวกับที่นักโทษอังกฤษเป็นคนสร้างออสเตรเลีย)

ขากลับออกจากสุสาน อลีน่าแนะนำให้ทุกคนถอยหลังออกมา บอกว่าเป็นเคล็ด (เหมือนคนไทยเลยแฮะ)

*** สวนสัตว์ Audobon*** 
เหตุผลดั้งเดิมที่มานิวออร์ลีนส์ เพราะคิดว่าจะไปแวะเยี่ยมอ๋อและครอบครัวที่ฟลอริด้า อยากไปอุดหนุนร้านอาหารไทยของอ๋อที่ชื่อ Thailand’s Best ดูแผนที่ไปดูแผนที่มา เมืองที่อ๋ออยู่ (Navarre) ไม่ห่างจากนิวออร์ลีนส์เท่าไหร่แฮะ (ขับรถข้ามสี่รัฐ คือฟลอริด้า อัลบามา มิสซิสซิปปี้ และ หลุยส์เซียนาใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง) สุดท้ายจากที่กลายเป็นว่าจะไปหาอ๋อ อ๋อและครอบครัว อันประกอบด้วย คริส แอสตัน แอนนาเบล เลยต้องขับรถมาเราที่นิวออร์ลีนส์แทน กินข้าวกลางวันที่ร้าน NOLA เสร็จแล้ว เรากับเด็ก ๆ ก็มุ่งหน้าสู่ส่วนสัตว์ Audobon กัน เด็ก ๆ ตื่นเต้นมาก ได้เห็นช้าง ลิง ยีราฟ เสือ จระเข้ นกสวย ๆ ในระยะประชิด ฉันเองก็ตื่นเต้น เพราะระหว่างทางไปสวนสัตว์ ได้นั่งรถผ่านถนน Carrollton ซึ่งมีบ้านสไตส์เก๋ ๆ แบบนิวออร์ลีนส์สวยงามมากมาย

***Oak Alley Plantation***
ฉันชอบไปเที่ยวบ้านสวย ๆ อย่างแมนชั่นที่เมืองนิวพอร์ท โรดไอส์แลนด์นี่ชอบมาก ๆ พอเห็นรูป Plantation หรือถ้าแปลเป็นภาษาไทยก็คงเข้าข่าย บ้านไร่บ้านสวน(อ้อย) ในนิวออร์ลีนส์แล้วก็ใฝ่ฝันว่าจะไปเยี่ยมชมให้ได้

บ้านไร่(อ้อย)ในนิวออร์ลีนส์มีหลายแห่ง ตั้งอยู่บนถนนเก่าแก่เลียบแม่น้ำมิสซิสซิปปีชื่อ River Road เลือกมา Oak Alley Plantation เพราะดูแล้วว่าสวยสง่า ถ่ายรูปขึ้นที่สุด โดยเฉพาะเวลาที่มองเข้าไปแล้วเห็นต้นโอ๊คอายุนับร้อย ๆ ปี เรียงแถวเป็นแนวเป็นทางไปจนถึงตัวบ้าน ไม่มีใครรู้ว่าต้น Virginia Live Oak เหล่านี้ ปลูกเมื่อไร ใครเป็นคนปลูก ไกด์เล่าว่าสมัยก่อนเมื่อมองจากตัวบ้านออกไปทางถนน จะเห็นแม่น้ำมิสซิสซิปปี้ แต่ปัจจุบันน้ำท่วมทำให้ต้องสร้างทำนบขึ้นมากั้นมา บดบังวิวไปอย่างน่าเสียดาย — ที่โอ๊คแอลลี่ย์นี้ เราได้เดินสวนกับคนไทยด้วย ทักทายกันจนได้รู้ว่าคุณเค้ามาจากบุรีรัมย์

เหนือโต๊ะกินข้าว คือพัดลมขนาดใหญ่ ใช้แรงงานทาสเด็ก ๆ ให้เป็นคนดึงเชือก บนโต๊ะมีโถแก้ว เอาไว้ดักจับแมลงที่บินเข้ามารบกวน

อย่างไรก็ตามหากใครสนใจประวัติศาสตร์การใช้แรงงานทาส ขอแนะนำให้ไป Whitney Plantation  ฉันเห็นว่า Oak Alley จะเน้นความหรูหรามั่งคั่งของฝ่ายเจ้าของไร่ (เช่น การใช้สับปะรดไล่แขกที่มาพักที่บ้านนานเกินไป) ในขณะที่ Whitney จะแสดงให้เห็นถึงชีวิตที่ถูกกดขี่ข่มเหงของทาสผิวสี ที่จริงแล้ว Oak Alley ก็มีส่วนที่จัดแสดงนิทรรศการแสดงความเป็นอยู่ของทาสเหมือนกัน แต่ก็อะนะ…  (ไกด์เล่าว่าสมัยก่อนเจ้าของบ้านปลูกต้นโอ๊คไว้ด้านหลังบ้านด้วย เพื่อจะให้ปกปิดสายตาจากส่วนที่อยู่ของทาส)

ที่นิวออร์ลีนส์นี้ อะไร ๆ ก็ Whitney มีธนาคารชื่อวิทนีย์ มีโรงแรมชื่อวิทนีย์ ไร่ก็ชื่อวิทนีย์อีก ตระกูลวิทนีย์นี่มาจากนิวยอร์ก เข้ามาทำธุรกิจในนิวออร์ลีนส์ช่วงยุคสงครามกลางเมือง Whitney Bank นี่ เค้าบอกว่าบริหารจัดการกันเก่งมาก เพราะเป็นธนาคารเดียวที่อยู่รอดผ่าน The Great Depression ในช่วงปี 1930’s มาได้

จากตัวเมืองนิวออร์ลีนส์ เดินทางมายังแพลนเทชั่นใช้เวลาประมาณ 50 นาที ระหว่างทางเราต้องผ่าน Lake Pontchatrain คนขับรถชื่อไบรอัน เล่าว่าเป็นทะเลสาบที่น้ำตื้นมาก ๆ (เฉลี่ยความลึกประมาณ 4 เมตรเท่านั้นเอง) อย่างไรก็ดี ตอนหลังฉันมาหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตพบว่า จริง ๆ ตรงนี้ไม่ใช่ Lake หรือทะเลสาบ ตามชื่อ แต่เป็น Estuary หรือ ชะวากทะเล (ปากน้ำ) เป็นเครื่องอธิบายได้เป็นอย่างดีว่า ทำไมพื้นที่ตรงนี้จึงได้อุดมสมบูรณ์เพียงนี้

ผู้ใดสนใจจะไปเยี่ยมเยือนนิวออร์ลีนส์  ควรศึกษาเว็บไซต์การท่องเที่ยวของ New Orleans: http://www.neworleansonline.com/ที่ทำไว้ดีมาก ถ้าให้ดีควรเข้าไปดาวน์โหลดไกด์บุ๊คมาศึกษาก่อนเดินทาง มีคูปองลดราคาสินค้าและอาหารเพียบ

St Croix วิตามินดี จิจี้ และ เปโดร

stcroix_jan2017-15

จากซ้ายไปขวา – จิจี้ เปโดร อาจารย์ มองลงไปจากเนินเขาจะเห็น Isaac Bay

[๘ – ๑๕ มกราคม ๒๕๖0] เริ่มต้นรับปีใหม่ด้วยทริปสั้น ๆ ๘ วัน ๗ คืน ที่ St Croix (หมายเหตุ: คนอเมริกันอ่านออกเสียงว่าเซนต์ครอย เวลาอ่านออกเสียงตามภาษาฝรั่งเศส คนฟังจะงงมาก ว่าพูดถึงอะไร) 

เซนต์ครอยเป็นหนึ่งในเกาะ ๓ เกาะของ US Virgin Islands อยู่ในอาณาเขตของสหรัฐอเมริกา (ไม่ต้องแสดงพาสปอร์ตขาไป แต่ขากลับเข้ามาแผ่นดินใหญ่ต้องแสดงหลักฐานการเป็นพลเมืองอเมริกัน) อยากรู้ว่าอยู่ตรงไหนของโลก ก็หาเมืองไมอามี่ รัฐฟลอริดาในแผนที่ให้เจอก่อน จากนั้นก็ค่อย ๆ เลื่อนสายตาลงมาด้านล่างตรงทะเลคาริเบียน มองไปทางขวามือเล็กน้อย ถ้าเจอ Puerto Rico ปุ๊ป ก็ให้รีบหาจุดเล็ก ๆ ทางขวามือของ Puerto Rico เพ่งดี ๆ ก็จะเห็นเซนต์ครอย ขนาดใหญ่ประมาณเกาะช้างของเมืองไทย

stcroix_jan2017-7

สติกเกอร์ติดหน้ากระจกรถ เตือนคนขับให้ขับชิดซ้าย

ความรู้สึกกับเซนต์ครอยคือ ถึงจะเป็นเกาะของอเมริกา ใช้เงินยูเอสดอลลาร์ พูดภาษาอังกฤษ ใช้เวลาตาม Atlantic Standard Time (AST) (ซึ่งเร็วกว่าคลีฟแลนด์ 1 ชั่วโมง ช่วงที่ไม่เป็น Daylight Saving Time) แต่เซนต์ครอยก็มีความเป็นยูโรเปียนสูงมาก ผู้คนทักทายกันด้วยคำว่า Good morning, Good afternoon ไม่มีการทักว่า Hi How are you? และถึงจะใช้รถพวงมาลัยซ้ายแบบในอเมริกา แต่ระบบการจราจรที่นี่เป็นเหมือนเมืองไทยคือขับชิดซ้าย (มีเว็บไซต์อธิบายว่าเป็นเพราะเกาะนี้ยังรักษาระบบการขับขี่รถยนต์ตามเดนมาร์ก ซึ่งเป็นเจ้าของดั้งเดิมของเกาะนี้ ก่อนที่จะขายให้อเมริกาเมื่อหนึ่งร้อยปีที่แล้ว ว่าแต่ตอนนี้คนเดนมาร์กเขาก็ขับรถชิดขวากันไม่ใช่หรือ)

stcroix_jan2017-39

With Pedro – at our log in Jack Bay

หนีหนาวที่เซนต์ครอยเที่ยวนี้ เราตัดสินใจใช้บริการจองที่พักผ่าน Airbnb เป็นครั้งแรก หลังจากกล้า ๆ กลัว ๆ จากทริปไปจาไมก้าเมื่อปีที่แล้ว สุดท้ายกลายเป็นว่าถูกรางวัลที่ 1 เพราะพี่เอ็นโซไปค้นเจอบ้านริมผา ตั้งชื่อได้เก๋ไก๋ว่า 30 Steps to Paradise บ้านหลังนี้ตั้งอยู่บริเวณ East End ของเกาะ ใกล้ ๆ กับ East End Marine Park และ Point Udall ซึ่งถือว่าเป็นจุดตะวันออกสุดของสหรัฐอเมริกา (ซึ่งเราไม่ได้ไปเยี่ยมชม) เป็นบริเวณที่พักอาศัยที่เงียบเชียบมากถึงมากที่สุด ปราศจากรถราวิ่งผ่าน เสียงเดียวที่ได้ยินคือเสียงคลื่นซัดกระทบฝั่ง (และอาจจะมีเสียงนกเพ-ลิกันบ้าง) บ้านหลังไม่ใหญ่ แต่มีสิ่งอำนวยความสะดวกเพียบพร้อม มีครัว มีหม้อไหกะทะ จานชามช้อนส้อมให้หมด มีห้องน้ำในตัว พร้อมด้วยราวตากผ้านอกบ้าน

กิจวัตรประจำวันคือ ทุก ๆ เช้าจะมีลูกสมุนสองตัวคือ มิสจิจิ้ และคุณเปโดร (หมาดูโอของเจ้าของบ้าน) เดินนำขึ้นเขาฝ่าดงไป Jack Bay  (เดินไปประมาณ ๑๐ นาที) หรือไม่ก็ไป Isaac Bay (ซึ่งต้องปีนเนินไปอีกลูก เดินต่อไปอีก ๑๕ นาที) ทางเดินไปอ่าวก็ไม่ใช่เดินได้ง่าย ๆ (แนวเดียวกับตอนเดินขึ้นเขาอกทะลุที่พัทลุงเมื่อสามสิบกว่าปีที่แล้ว) ถ้าไม่สังเกตดี ๆ จะไม่รู้เลยว่าตรงนี้มี trail แถมยังมีพุ่มไม้หนามแหลมซุ่มรอเราอยู่เป็นระยะ ๆ แต่ก็คุ้มค่า เพราะหาดทรายสวย เป็นหาดทรายดิบ ๆ ไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกใด ๆ สะอาด ไม่มีขยะ เงียบสงบ นาน ๆ ทีจะมีคนเดินผ่านมาสักคน เจอขอนไม้ถูกใจ ฉันก็นั่งอ่านหนังสือได้เป็นนาน พี่เอ็นโซได้ว่ายน้ำวันละ ๓ รอบ ว่ายเสร็จรอบหนึ่งก็เดินฝ่าดงพงหญ้า ขึ้นเนินกลับมากินข้าวบ้าน กินเสร็จกลับไปว่ายต่อ จนพระอาทิตย์ตกดิน (เดินจนจำได้ว่าตรงไหนมีหนาม ตรงไหนมีหลุม)

คนที่เซนต์ครอยบอกว่า อาทิตย์ที่เราไป โชคไม่ดีหน่อย เพราะทะเลไม่สงบ คลื่นลมรุนแรง แต่ก็ไม่เห็นพี่เอ็นโซจะบ่นอะไร ก็ยังว่ายน้ำได้อย่างปกติดี ฉันเองก็ว่าทะเลสวยดีเป็นปกติ (แต่แอบมีหอยเม่น (Sea urchins) เยอะ ต้องระวังเหมือนกัน)

ด้วยความที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ริมทะเล เราเลยไม่ได้ไปเดินเล่นในเมืองมากเท่าไร เมืองใหญ่ของเกาะคือ Christiansted ซึ่งอยู่ทางตะวันออก เป็นที่ตั้งของหน่วยงานราชการ ที่ทำการของผู้ว่าฯ เมืองนี้ห่างจากบ้านที่พักไปประมาณ 20 นาที และ Frederiksted ทางฝั่งตะวันตก เป็นเมืองที่บรรดาเรือลำใหญ่ ๆ จะมาขึ้นฝั่งกัน และอยู่ไม่ไกลจากสนามบินเท่าไรนัก

stcroix_jan2017-12

Christiansted

โชคเข้าข้างฉัน เมื่อช่วงเช้าของวันพุธมีประกาศเตือนภัยเรื่องกระแสน้ำ Rip Current พี่เอ็นโซออกไปว่ายน้ำไม่ได้ เลยพาฉันมาเดินเล่นในเมืองคริสเตียนเสตทแทน ได้มีโอกาสเดินชม Boardwalk ริมทะเลแคริเบียน เดินซื้อของที่ระลึก และกินข้าวกลางวัน ขากลับแวะซื้อกับข้าวกลับบ้าน เมืองนี้น่ารักมาก คล้าย ๆ ตะกั่วป่าที่พังงา เงียบ ๆ ดูเหมือนทุกคนจะรู้จักทักทายกันเป็นอย่างดี มีสถานที่ประวัติศาสตร์สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงร่องรอยความยิ่งใหญ่และรุ่งเรืองทางการค้าจากการส่งออกน้ำตาลและอ้อยของชาวเดนมาร์ก เมื่อหลายร้อยปีที่แล้วอยู่หลายแห่ง ถ้าใครที่เป็นแฟนละครบรอดเวย์สุดพีคอย่าง Hamilton ก็คงตื่นเต้นเป็นพิเศษ เพราะ Alexander Hamilton รัฐมนตรีคลังคนแรกของอเมริกา ใช้ชีวิตในวัยเด็กที่เซนต์ครอยนี่เอง

เราแวะเฟเดอริกเสตทก่อนจะขึ้นเครื่องกลับ ด้วยความที่เป็นวันอาทิตย์ เมืองจึงเงียบเหงาเป็นพิเศษ ร้านเกือบทุกร้านปิดหมด แต่ก็ยังพอมีร่องรอยให้เห็นถึงความคึกคักในยามที่เรือเดินสมุทรเข้าเทียบท่า หาดทรายฝั่งนี้คลื่นลมสงบกว่าฝั่งที่เราอยู่ หาดทรายสวยมากโดยเฉพาะตรงที่เป็นอุทยานแห่งชาติ Sandy Point

stcroix_jan2017-34

Fredericksted

ที่เซนต์ครอยนี่ เราต้องใช้น้ำจืดและไฟฟ้าอย่างประหยัด อาหารการกินที่นี่แพงนิดหนึ่ง เพราะต้องนำเข้ามาจากแผ่นดินใหญ่ พี่เอ็นโซผิดหวังเล็กน้อยเพราะนึกว่าจะมีผลไม้พื้นเมืองและอ้อยให้กิน ได้ยินว่าคนพื้นเมืองที่นี่มีความรู้สึกไม่ค่อยดีกับอ้อย เพราะทำให้นึกถึงความรุนแรงจากการใช้แรงงานทาสทำไร่อ้อยในอดีต อ้อยไม่ค่อยมีแล้ว เหล้ารัมที่ผลิตบนเกาะ ก็ไม่ได้ทำจากอ้อย อย่างไรก็ดี เราก็ได้กิน Baccalà หรือปลาเค็มเกือบทุกมื้อ พี่เอ็นโซซื้อมาทำให้กิน โดยปรุงกับซอสมะเขือเทศ อร่อยมาก

เที่ยวคราวนี้มีเรื่องให้ตื่นเต้นอีกตามเคย เริ่มจากพลาดไฟลท์ไปไมอามี่ ในเช้าวันอาทิตย์ ดันเอากระเป๋าเดินทางโหลดขึ้นเครื่องไม่ทัน สายการบินให้ทางเลือกสองทางคือ รอไปไฟลท์วันรุ่งขึ้น หรือว่า รอ Standby ไปไมอามี่ในเย็นวันนั้น ไปนอนค้างไมอามี่ก่อนหนึ่งคืน และรอ Standby (อีกครั้ง) สำหรับไฟลท์ไปเซนต์ครอยในวันรุ่งขึ้น

เลือกอย่างหลัง อารมณ์ตอนนั้นคือไม่อยากทนอากาศหนาวอีกต่อไปแล้ว (และถ้าโชคดีจะได้เห็นฟลอริดาสักที เกิดมายังไม่เคยไปเลย)

stcroix_jan2017-36

Rhythms at Rainbow Beach

สุดท้ายเราก็ได้บินไปไมอามี่ในคืนนั้น (หลังจากนั่งรอลุ้นอยู่เป็นชั่วโมง ๆ เพราะไฟลท์ดีเลย์จากห้าโมงครึ่งเป็นทุ่มครึ่ง นั่งฟังประกาศห้ามไม่ให้นำซัมซุงกาแล๊กซี่โน๊ต 7 เป็นสิบ ๆ รอบ เพราะพนักงานต้องประกาศทุกครั้งและหลาย ๆ ครั้ง ก่อนจะให้ผู้โดยสารขึ้นเครื่อง  – แปลกที่ว่า ที่สนามบินไมอามี่หรือที่เซนต์ครอย ไม่ยักกะได้ยินประกาศนี้แฮะ) และได้ที่นั่งไปเซนต์ครอยในวันรุ่งขึ้น เมาเครื่องเล็กน้อย (ตามปกติ) แต่พอได้ลมเย็น ๆ (ที่ไม่ใช่ลมหนาว) อาการป่วยก็หายเป็นปลิดทิ้ง แต่การผจญภัยก็ไม่ได้จบแค่นั้น ปรากฏว่าหลงทาง หาบ้านไม่เจอ เพียงเพราะไปเห็นป้าย Private Property ห้ามเข้า (ซึ่งถ้าผ่านเข้าไป ก็หมดเรื่อง แต่ก็ไม่กล้า กลัวลูกปืน) มือถือ (T-Mobile) ไม่มีสัญญาณ (มีเฉพาะ AT&T) ไม่สามารถโทรหาเจ้าของบ้าน ต้องวนรถกลับมาที่คาสิโนใกล้ ๆ ขอใช้โทรศัพท์โทรหาเจ้าของบ้าน จึงจะหมดปัญหา

ดีใจที่ได้ไปเซนต์ครอย ดีใจที่ได้ไปรับวิตามินดี ดีใจที่ได้เห็นต้นมะขามและต้นกระถินเต็มเกาะไปหมด ดีใจที่มีเวลาอ่านหนังสือที่ทิ้งค้างไว้เกือบปีได้จบ ดีใจที่ได้เจอซอสเผ็ดอร่อยยี่ห้อ Alvin’s และดีใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้รู้จักมิสจิจี้กับคุณเปโดร – เซเลบแถบ East End เดินไปไหน ทุกคนก็กรี๊ดกร๊าดทักทายหมาสองตัวนีักันทั้งบาง


ที่พัก

Arawak Bay The Inn at Salt River (ได้แต่จองและจ่ายเงิน แต่ไม่ได้ไปนอน เพราะพลาดเครื่องวันแรก)
62 Salt River, Christiansted, 00851-3475, VI

Aloft Miami Doral 
3265 NW 107th Avenue, Doral, FL, 33172

30 Steps to Paradise
Waterfront Cottage, St. Croix US VI
East End, St. Croix, U.S. Virgin Islands

ร้านอาหาร

Cafe Fresco (ร้านน่ารัก อาหารอร่อย สั่ง “i vote veggie!” กับ “fresco phatty”)
1138 King St, Christiansted, St Croix 00820, USVI

Zion Modern Kitchen (ร้านนี้มีเมนูทั้งเป็นภาษาอังกฤษและภาษาแดนิช ถือเป็นร้านดังของเกาะ)
2132 Company St, Christiansted, St Croix 00820, U.S. Virgin

Rhythms at Rainbow Beach (ร้านนี้ฮิปปี้หน่อย แต่อาหารอร่อยมาก บรรยากาศสวยริมทะเล)
Frederiksted, St Croix 00840, USVI

Polly’s At the Pier  (ว่าจะไปกินร้านนี้ แต่เกิดปิดวันอาทิตย์ เลยไปที่ Rhythms แทน)
3A Strand St, Frederiksted, St Croix 00840, USVI

ร้านขายของชำ

*** เนื่องจากคราวนี้ทำกับข้าวกินเองเยอะมาก เลยเพิ่มข้อมูลส่วนที่เป็นร้านขายของชำไว้ด้วย

Plaza Extra East  (ร้านค้าใหญ่ประจำเมือง มีของให้เลือกซื้อแทบทุกชนิด)
4 C & D, Christiansted, VI 00820, U.S. Virgin Islands

Seaside Market & Deli  (ร้านเล็กกว่า Plaza หน่อย แต่ก็มีสินค้าทุกชนิดที่ร้านซุปเปอร์มาร์เก็ตในอเมริกามี เช่น Hummus เป็นต้น)
2001, Mt Welcome Rd, Christiansted, St Croix 00824, U.S. Virgin Islands

12 วันกับ One Love ที่จาไมก้า (2)

3 Dives Restaurant, West End, Negril

3 Dives Restaurant, West End, Negril

[๖ มีนาคม ๒๕๕๙]  แก้วถามว่า อยู่ดี ๆ ทำไมถึงเลือกมาจาไมก้า อธิบายไปว่า เพราะค่าใช้จ่ายไม่แพงมากและไม่ต้องบินไกล แก้วบอกว่าดีแล้ว จะได้ไปฟังเพลง Bob Marley ฟังแล้วงงเป็นไก่ตาแตก บ๊อบ บ๊งที่ไหน ฉันไม่รู้จัก ใครคือ Bob Marley หรือนี่ ฉันเชยมาก ๆ

เราวางแผนการเดินทางตั้งแต่คริสมาสต์ปีที่แล้ว เริ่มต้นจากการรวบรวมรายชื่อสถานที่ที่ มีอากาศอบอุ่น ตั้งแต่สิมิลัน ไล่มาจนถึงหมู่เกาะในคาริเบียน เม็กซิโก ตั้งใจว่าไม่อยากใช้เวลาและเงินในการเดินทางมาก ท้ายสุดมีหลุดมาเข้ารอบมา 3 แห่ง คือ อารูบ้า จาไมก้า และปุนต้าคานาที่โดมินิกัน รีพับลิก – Aruba ตัดออกไป เพราะเกาะเล็กมาก อยู่ตั้ง 10 กว่าวัน คงเบื่อน่าดู ส่วน Punta Cana ถ้าไม่ไปอยู่ที่พักประเภท All Inclusive Resorts (ตกคืนละประมาณ $400) เมืองด้านนอกไม่ปลอดภัยเท่าที่ควร ไม่ควรออกไปเดินเล่น สรุปว่า จาไมก้าลงตัวที่สุด นอกจากจะมีหลาย ๆ เมืองให้เที่ยวแล้ว ยังอยู่ใน Time Zone เดียวกับคลีฟแลนด์ ตัดปัญหาเจ๊ทแลกออกไปได้ทันที

rice

ข้าวหอมมะลิไทยไปจาไมก้า

มาจาไมก้าครั้งแรก ฉันก็ออกจะหวั่นใจเล็ก ๆ เพราะนึกไม่ออกเลยว่าจาไมก้าหน้าตาเป็นอย่างไร ประกอบกับข่าว Zika Virus กำลังดังกระฉ่อนก่อนออกเดินทาง พยายามหาข้อมูลของจาไมก้าจากเว็บพันทิป เผื่อว่าจะมีคนไทยเคยไปเที่ยวบ้าง ก็มีข้อมูลน้อยเหลือเกิน คุยกันกับพี่เอ็นโซว่า ทริปนี้ถือเป็นการผจญภัย ไม่มีความคาดหวังอะไรทั้งสิน และพร้อมจะรับมือกับเหตุการณ์ใด ๆ ก็ตามที่จะเกิดขึ้น สุดท้ายกลายเป็นว่า เหมือนได้กลับเมืองไทย – back to my natural habitat! อากาศอบอุ่น ลมเย็นสบาย ทุกอย่างสะดวกสบาย เข้าใจว่าเป็นเพราะมีนักท่องเที่ยวอเมริกันและแคนนาดามาเที่ยวกันเยอะมาก ทุกคนมีมิตรจิตมิตรใจ คติประจำตัวคนที่นี่คือ No Problem! แนวเดียวกับ “ไม่เป็นไร” ที่บ้านเรา ข้อสำคัญคือทุกคนพูดภาษาอังกฤษสบาย ๆ สงสัยอะไร หลงทางหาอะไรไม่เจอ ถามชาวบ้านได้หมด เงินก็ใช้เงินดอลลาร์ (คิดง่าย ๆ ว่า $1 เท่ากับ 100 จาไมกันดอลลาร์) ให้เงินดอลลาร์ เขาก็จะทอนกลับมาเป็นแบงก์จาไมกัน

Jerk Chicken, Rice & Peas and Vegetable @3 Dives Restaurant, Negril

Jerk Chicken, Rice & Peas and Vegetable @3 Dives Restaurant, Negril

อาหารจาไมก้ามีรสจัดจ้านอย่างที่คนว่าไว้จริง ๆ อร่อยดี คนจาไมก้านิยมกินข้าว ไปไหนก็จะเจอแต่ Jerk Center ซึ่งไม่ได้หมายถึงศูนย์รวมคนไม่เอาถ่าน แต่หมายถึงร้านอาหารที่เสิร์ฟเนื้อสัตว์หมักเครื่องเทศย่าง (Jerk) กินกับข้าว (Rice and Peas) และผัก หรือบางทีเค้าก็ปิ้งย่างกันข้างถนนั่นเอง โดยใช้ถังน้ำมันเบนซิน เอามาผ่าครึ่ง วางแนวนอนบนขาตั้ง ใส่ตะแกรง ติดเตาถ่าน อย่างไรก็ดีอาหารที่นี่ไม่ค่อยหลากหลาย ไม่มีให้เลือกมาก Jerk ที่ว่านี่ มีให้กินทั่วไป เข้าใจว่า Jerk chicken เป็นที่นิยมที่สุด ฉันว่าอร่อยดี กินไปก็คิดถึงน้ำจิ้มแจ่วและข้าวเหนียวไป แอบถามว่า Rice and Peas นี่ทำอย่างไร คนจาไมก้าบอกว่า ให้ต้มถั่วแดงก่อน พอสุกแล้วใส่ต้นหอม (คนที่นี่กินต้นหอม (Scallion) เยอะมากกกก) และเครื่องเทศ เช่น Rosemary และ Thyme จากนั้น ก็ใส่น้ำกะทิ ใส่ข้าวดิบ และหุงจนสุก

ของมีชื่ออีกอย่างคือ เหล้ารัม ทั้งยี่ห้อ Appleton และ JB  เหล้ารัมที่นี่ทำจากอ้อย กลิ่นหอมดีจริง ๆ เสียดายว่ามาคราวนี้ไม่ได้กิน Plantains (กล้วยดิบ) มากเท่าที่คิดไว้

12654591_10153907583816672_7372323904493123688_nอาหารเช้ามักจะประกอบไปด้วย Ackee and salted fish เจ้า Ackee นี่เป็นผลไม้ชนิดหนึ่ง ว่ากันหาได้ทั่วไปในคาริเบียน แต่มีเฉพาะคนจาไมก้าเท่านั้นที่เอามาต้มและปรุงเป็นอาหารเช้า โดยจะผัดกับปลาเค็ม เจ้าอาคี่นี่มองตอนแรก นึกว่าเป็น Scrambled egg เพราะสีเหลืองเหมือนไข่เป็นอย่างยิ่ง (ดูภาพประกอบด้านขวามือ) นอกจากอาคี่แล้ว ยังมี Yam ต้ม (เป็นพืชประเภทมันชนิดหนึ่ง) Fried dumpling ที่เหมือนปาท่องโก๋ไส้หวานยิ่งนัก เพียงแต่เขาจะปั้นแป้งเป็นกลม ๆ บ้าง สี่เหลี่ยมบ้าง และเอาไปทอดให้กรอบแต่ข้างในยังนุ่ม ๆ อยู่ นอกจากนั้นก็มี Boiled dumpling ก็ใช้แป้งปั้นเป็นรูปขนมเปี๊ยะและเอาไปต้ม อีกอย่างที่แปลกคือกล้วยต้ม (ทางขวามือสุดในภาพ) แต่เป็นกล้วยลูกเล็ก เรียวยาวที่จืดชืดเอามาก ๆ ขนาดคนรักกล้วยอย่างฉันยังไม่ค่อยอยากจะกิน

IMG_20160226_115923964

ราคาเนื้อสัตว์ในซูเปอร์มาร์เก็ต อาหารทะเลแพง

เล่าให้พลอยฟังว่าไปกินอาหารจาไมก้ามา พลอยบอกว่า อ๋อ เขาเอาทุก ๆ อย่างสับ ๆ แล้วปรุงรวมกันใช่ไหม สังเกตไปนาน ๆ แล้วก็เห็นอย่างที่พลอยว่าจริง ๆ ทุกอย่างสับเป็นชิ้นเล็ก ๆ หมด ทั้งไก่ ทั้งผัก หรือแม้กระทั่งแกงกระหรี่แพะ (Curry Goat) เค้าก็เอาเนื้อแพะสับ ๆ พร้อมกระดูกลงไปต้ม หรือ Oxtail (ทำเป็นสตูว์ เปรี้ยวหวาน กินกับข้าวและถั่วเช่นกัน)  นอกจากนี้ก็มี Conch (อ่านออกเสียงว่า “ค้อง” รสชาติคล้าย ๆ กับเอ็นหอย) เอามาผัดกับหัวหอมบ้าง หรือไม่ก็ทำเป็นซุป จำได้เลา ๆ ว่า คนจาไมก้าจะทำซุปกินเฉพาะวันเสาร์ (ไม่แน่ใจว่าจำผิดรึเปล่า) ที่ประหลาดสำหรับฉันคือ อาหารทะเลแพงมาก และไม่มีปลาสดให้กินอย่างแพร่หลาย อย่างที่คาดไว้

พี่เอ็นโซติดใจผลไม้ที่เมืองไทย มาจาไมก้าคราวนี้ ก็หวังว่าจะได้กินผลไม้เยอะแยะเหมือนที่เมืองไทยบ้าง แต่ฉันว่าสู้บ้านเราไม่ได้ อย่างไรก็ตามผลไม้ถึงจะไม่มีหลากหลาย แต่ก็อร่อยพอใช้เลย ที่เห็นคนกินเยอะ ๆ คือ Sour Sop หน้าตาเป็นน้อยหน่า (ซึ่งที่นี่เรียกว่า Sweet Sop) แต่มีรสชาติค่อนข้างฝาดและลูกโต มีกล้วย มีมะละกอลูกเล็ก ๆ เท่ากำปั้นมือ มีชมพู่มะเหมี่ยว มีละมุดซึ่งเปลือกอ่อนกว่าบ้านเราและหวานมาก ส้มเป็นส้มเช้งซะส่วนใหญ่ ที่พี่เอ็นโซชอบและติดใจที่สุดเห็นจะเป็นอ้อย แทะเช้าแทะเย็นเลยทีเดียว แถมยังถามฉัน(แบบแอบเคือง)ด้วยว่า ทำไมอยุ่เมืองไทยถึงไม่ได้เคยกินอ้อยอย่างนี้

IMG_20160222_124041357เล่าเรื่องกินอาหารที่จาไมก้าแล้ว ถ้าจะไม่พูดถึงบริการเลยก็คงจะไม่ได้ อาหารที่นี่เสิร์ฟช้ามาก ใช้เวลาตั้งแต่ 10-100 นาที (ตามที่พี่เอ็นโซว่า) ตอนแรกฉันเข้าใจว่าคงเป็นเฉพาะที่โรงแรมที่บริการไม่ดี เพราะสั่งอาหารและรอนานมาก ปรากฏว่าเป็นอย่างนี้เหมือนกันแทบทุกที่ จนสุดท้าย เราต้องเอาไพ่ไปนั่งเล่นรออาหาร หรือไม่ก็ต้องสั่งเครื่องดื่มหรือของว่างกินแก้หิวไปก่อน

กินอาหารที่เนกริลนึกว่าอร่อยแล้ว ปรากฏว่าไปเจออาหารที่โรงแรมที่โอชี่ ถึงได้รู้ว่าของอร่อยจริง ๆ รสชาติเป็นอย่างนี้นี่เอง อาหารเช้าที่โรงแรม Kaz Kreol ดีมาก ๆ ถึงจะไม่ได้เป็นบุฟเฟต์แบบที่ Travellers’ Beach Resort ที่เนกริล แต่ก็ทำได้อร่อยเหาะ (แต่ก็ต้องรออาหารนานหน่อย) โดยแต่ละวันจะเขาจะเสิร์ฟอาหารเช้าแบบจาไมกันต่าง ๆ กันไป

ก่อนกลับ เควิน คนขับรถที่โอชี่ ถามว่าได้ไปกิน Jerk ที่ร้าน Scotchies ชื่อดังหรือยัง ฉันตอบว่าไม่ได้ไปกิน เพราะอยู่ไกลโรงแรมเหลือเกิน ถามกลับไปว่า มันอร่อยมากเหรอ เควินตอบว่า Yeah Man (คนที่นี่ชอบพูดว่าเย้แมน แทนที่จะตอบว่า Yes เฉย ๆ ) และบอกว่าน่าเสียดาย เพราะร้านนี่ดังมาก เป็นที่ชื่นชอบของทั้งคนจาไมก้าและนักท่องเที่ยว

เรื่องประหลาด คือมีร้านอาหารไทยที่เนกริลด้วย ชื่อร้าน Sing U อยู่ไม่ไกลจากโรงแรมเลย แต่ไม่ได้ไปอุดหนุน

ร้านอาหารที่ไปกินกัน
3 Dives Restaurant
*** เป็นร้านแบบบ้าน ๆ  เข้าไปถึงก็ต้องไปสั่งอาหารที่เคาน์เตอร์ และไปนั่งรออีกเกือบสองชั่วโมงกว่าจะได้กิน คนเยอะมาก อร่อยจริง ๆ
West End Road/just west of Extabi | West End, Negril, Jamaica
876-344-6850 / 782-9990

Chicken Lavish
West End Road, Negril, Jamaica
876-957-4410

Cosmo’s
*** ร้านนี้คนเสิร์ฟ มีเพื่อนเป็นคนไทยด้วย พูด “ขอบคุณครับ”ได้ด้วย
Norman Manley Blvd, Negril, Jamaica
876-957 4784

Miss T’s
65 Main Street, Ocho Rios, Jamaica
876-795-0099

Juici Patties
1 Newlin St, Ocho Rios, Jamaica

 

 

 

12 วันกับ One Love ที่จาไมก้า (1)

Kaz Kreol Hotel, Ocho Rios, Jamaica

Kaz Kreol Hotel, Ocho Rios, Jamaica

[๖ มีนาคม ๒๕๕๙]  เราออกเดินทางกันตั้งแต่เช้าวันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ ทนใส่แจ๊กเก็ตตัวบางรับอากาศติดลบของคลีฟแลนด์เพื่อเตรียมรับอากาศอันอบอุ่นของจาไมก้า ใช้เวลาบินชั่วโมงนิดๆ ถึงชาร์ลอตต์ นอร์ทแคโรไลนา (Charlotte, North Carolina) ต่อเครื่องมาสนามบินมอนทีโกเบย์ (Montego Bay หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า Mobay) อีก 2 ชั่วโมงนิดๆ กัปตันของอเมริกันแอร์ไลน์กล่าวติดตลกระหว่างประกาศต้อนรับก่อนจะเดินทางมาว่า อากาศที่จาไมก้าดูพิกลอยู่ๆ (Questionable) เพราะ….. แดดจ้า อุณหภูมิประมาณ 28 องศา ต่างกับอากาศที่ ชาร์ลอตตโดยสิ้นเชิง

หาดสวย ดนตรีดัง กัญชาและบุหรี่ที่เนกริล (Negril: 19 -24 กุมภาพันธ์)
ออกจากสนามบินมอนทีโกเบย์มาเนกริลใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ๆ นิด แทนที่จะเป็นชั่วโมงครึ่ง เพราะรถติดมาก น้องคนขับรถแท๊กซี่อธิบายว่าวันนี้วันศุกร์ ช่วงเย็น (ประมาณบ่ายสามโมง) เป็นเวลาเร่งด่วน เด็กเลิกเรียน ผู้ใหญ่เลิกงาน กลับบ้านกัน ถนนที่เราใช้มุ่งหน้าสู่เนกริลเป็นถนนเล็ก ๆ สวนไปสวนมาเลนเดียว แถมต้องผ่านย่านชุมชนของหลาย ๆ เมืองอย่าง Lucea ทำให้รถวิ่งได้ช้า บางช่วงทำให้นึกว่าตัวเองอยู่เก้าเส้ง ถามน้องแทกซี่อีกว่าคนที่นี่กลัว Zika Virus ที่กำลังเป็นข่าวอยู่ไหม น้องหัวเราะบอกว่าไม่เห็นมีใครสนใจเลย ฟังแล้วก็หายกังวล หลังจากไปเที่ยวหาซื้อที่ฉีดกันยุงมาหลายวัน (ที่อเมริกา ที่ฉีดยากันยุงดี ๆ ขาดตลาด)

White Sand Beach (7-Mile Beach), Negril, Jamaica

White Sand Beach (7-Mile Beach), Negril, Jamaica

แอบสังเกตเห็นว่าคนจาไมก้าไม่ขับมอเตอร์ไซค์กันเลยแฮะ แถมในรถแท๊กซี่ก็มีคนนั่งเบาะหลังกันตรึม เค้าพาครอบครัวไปเที่ยวกันหรืออย่างไร สุดท้ายถึงได้รู้ว่าที่นี่ไม่ค่อยมีรถประจำทาง คนส่วนใหญ่นิยมเรียกแท๊กซี่ (Route Taxi) เหมือนเวลาเราเรียกสองแถว แล้วก็จ่ายแชร์กันไปคนละ 1-2 เหรียญ  ที่เห็นนั่งอัดกันที่เบาะหลังนั่นคือผู้โดยสารทั้งนั้น แต่ละคนไม่ได้รู้จักกัน (แต่ก็ดูพูดคุยกันดี)

เราจองโรงแรมริมหาด White Sand หรือหาดเจ็ดไมล์ที่มีชื่อเสียงของเนกริล อยู่ในทำเลดี อยู่ริมถนน Norman Manley Blvd แถว ๆ  น้ำใส ฟ้าสวย นึกชื่นชมเทศบาล (หรือรัฐบาล) ในใจว่าเค้าดูแลหาดได้ดีจริง ๆ ขยะนี่มีแน่ เพราะนักท่องเที่ยวเต็มไปหมด แต่เขาก็จัดการทำความสะอาดเช้า ทำความสะอาดเย็น หมาข้างถนนมีบ้าง แต่ไม่มาก เย็น ๆ ก็เช่ารถแท๊กซี่ไปกินข้าวแถว West End (ฟังแล้วนึกว่าอยู่ในลอนดอน) สองวันแรกเคนเนธ (คนขับแท๊กซี่คนแรก) คิด $20 ไปกลับ วันสุดท้ายเปลี่ยนมาใช้บริการของเดสมอนด์ ปรากฏว่าแค่ $15 เองแฮะ

IMG_0258

วณิกพกแรกเก้ริมหาด

ใกล้ ๆ โรงแรมก็มีร้านมินิมาร์ทให้ซื้อน้ำ ซื้อขนม ซื้อแพทตี้ (คล้าย ๆ กระหรี่ปั๊ปบ้านเรา) ได้สะดวก บรรยากาศรื่นรมย์ สะอาดและปลอดภัย มีคุณรปภ. ร่างใหญ่คอยเดินถือกระบอง ไม่ให้พ่อค้าแม่ค้ามาขายของยุ่งกับแขกของโรงแรมมาก แต่พอเดินบนถนน ข้ามสะพานเข้าเมือง เมืองสวรรค์สวย  ๆ ที่เราอยู่ก็หายวับกลายเป็นโลกธรรมดาไปเสียเฉย ๆ กลิ่นขยะโชยมาแต่ไกล รถราแน่นขนัด คนเต็มไปหมด

โรงแรมค่อนข้างใช้ได้ สมกับราคาที่เราจ่ายไป แต่โชคร้ายของเราคือเราเกิดไปเข้าพักช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ เนกริลนี่เป็นที่รู้กันว่าเป็นย่านฮิปปี้ เน้นเฮฮาปาร์ตี้เป็นหลัก ช่วงศุกร์ เสาร์ อาทิตย์  ที่โรงแรมจัดปาร์ตี้ เสียงดนตรีดังตะลุ้งตุ้งแช่ไปจนถึงเกือบตีหนึ่ง ขนาดฉันซึ่งโตมากับงานประจำปีหน้าศาลากลาง ยังแทบนอนไม่ได้ ไม่นับว่ากลิ่นกัญชา (ซึ่งคนจาไมก้าก็เรียกว่า “Ganja” เช่นกัน) ฉุนจัดโดยเฉพาะแถวชายหาด อย่างไรก็ตาม กลิ่นกัญชาก็ยังถือว่าหอม เมื่อเทียบกับกลิ่นบุหรี่ที่นักท่องเที่ยวสูบทั้งริมหาดและบริเวณโรงแรม ที่แย่ทีสุดคือ ห้องพักที่เราจองเป็นห้องบังกาโลพัดลม คืนสุดท้ายก่อนจะออกจากเนกริล เพื่อนข้างห้อง (ซึ่งเดาว่าคงนอนไม่หลับ) ออกมาสูบบุหรี่หน้าห้องตอนตีสอง กลิ่นบุหรึ่โชยเข้ามาในห้องนอนเราและค้างอยู่จนรุ่งเช้า ทำเอาปวดหัวไปหมด

แม่น้ำแปดสายที่โอโชริโอส (Ocho Rios: 24 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม)

แวะเยี่ยมชมโรงเรียน

แวะเยี่ยมชมโรงเรียน

เราเช่ารถแท๊กซี่จากโรงแรมที่เนกริลมาส่งที่โอโชริโอส (หรือที่เรียกกันติดปากว่า โอชี่ มาจากภาษาสเปน แปลว่าแม่น้ำแปดสาย) คนขับรถเป็นสาวร่างท้วมชื่อ แจกกี้ นัดกันไว้ 11 โมง กว่าจะมารับจริง ๆ ก็ปาเข้าไปเกือบเที่ยง บอกว่ารถตู้พัง เอารถเก๋งมารับ แจกกี้พาลูกสาวมาเป็นเพื่อน แถมยังแวะรับลูกสาวอีกคนจากโรงเรียนระหว่างทาง จะพาลูกไปเที่ยวโอชี่ด้วย แล้วเฉไฉกับเราว่า อยากให้เราได้เห็นโรงเรียนจาไมก้าว่าหน้าตาเป็นอย่างไร  โรงเรียนที่ลูกแจกกี้เรียนอยู่เป็นโรงเรียนมัธยมชื่อ Rusea เด็กนักเรียนจาไมก้าแต่งชุดนักเรียนน่ารักมาก เป็นชุดคล้าย ๆ โรงเรียนเซนโยเซฟต์ประถม  เด็กจะใส่เข็มขัด และแถบที่เข็มขัดจะบอกว่าอยู่ชั้นไหน แถบเดียวก็ม. 4 สองแถบ ก็ม. 5 เป็นต้น

เรานั่งรถจากจากเนกริลมาโอชีประมาณ 4 ชั่วโมง รถติดแถวโมเบย์ (ตามเคย) พอผ่านเข้ามาถึงโอชี่แล้วรู้สึกเหมือนมาอีกประเทศหนึ่ง เพราะถนนกว้างใหญ่ สี่เลนสวนไปมา ทำให้นึกถึงเวลาออกจากด่านสะเดาสงขลา และขับรถเข้าอาณาเขตประเทศมาเลเซียอย่างนั้นเลย

IMG_20160301_103153103_HDRโรงแรมที่โอชี่เก่าหน่อย (แอบให้อารมณ์โรงแรมในหนังเรื่อง The Shining) อยู่ไกลตัวเมือง ไกลร้านอาหารอื่น ๆ ไม่มีร้านมินิมาร์ทใกล้ ๆ แต่เราสองคนประทับใจมาก ๆ เพราะหาดสวย เงียบสงบ ห้องหับใหญ่โต เห็นวิวทะเลชัดเจน ทิศตะวันออกของหาดติดกับ Nudist colony อีกต่างหาก พี่เอ็นโซมีความสุขมาก ว่ายน้ำวันละสามเวลา (แอบเสียดายที่ฝนตกไปสองวัน ทำให้คลื่นแรงไปหน่อย) และอาหารอร่อยมากถึงมากที่สุด เขาเสิร์ฟอาหารเช้าแบบจาไมกันมีให้กินหลายแบบ สลับกันแต่ละเช้า แถมโรงแรมนี้เจ้าของเป็นคนกรีก เราเลยได้กินอาหารกรีกอร่อย ๆ เกือบทุกวัน ห้องที่เราพักอยู่ชั้นบนสุด อยู่เหนือห้องครัวพอดี กลิ่นอาหารโชยเข้าห้องบ้าง แต่ก็ไม่เป็นปัญหาอะไร  ไม่มีกลิ่นกัญชา ไม่มีกลิ่นบุหรี่ เพลงที่เปิดก็เป็นเพลงแรกเก้น่ารัก ๆ ของ Bob Marley เพลงแรกเก้นี่ ฟังเพลินจริง ๆ กลับมาคลีฟแลนด์แล้ว พี่เอ็นโซก็งัดเอาซีดีเก่า ๆ ของบ๊อบ มาร์เลย์ ออกมาเปิดฟัง ฟังแล้วจะรู้ว่าเขาร้องซ้ำไปซ้ำมา เนื้อหาไม่ค่อยมีอะไรมากเท่าไร

ช่วงที่พักที่โอชี่ เป็นช่วงวันเลือกตั้งพอดี (25 กุมภาพันธ์) เย็นนั้นตั้งใจว่าจะออกไปกินข้าวเย็นนอกโรงแรม พนักงานบอกห้ามไว้ว่าอย่าออกไปเลย เผื่อมีเหตุการณ์ตึงเครียดระหว่างสองพรรคการเมือง พรรครัฐบาล คือ พรรค People’s National party (PNP) กำลังขับเคี่ยวกับพรรคฝ่ายค้านอย่าง Jamaica Labour Party (JLP) คุยกับคนที่เนกริล เขาบอกว่าเขาเชียร์พรรค JLP คนโอชี่บอกว่าเชียร์พรรค PNP  สุดท้ายพรรคแรงงาน JLP ชนะไปอย่างฉิวเฉียด แค่ที่นั่งเดียว

เข้าไปเดินเที่ยวเมืองโอชี่หนึ่งครั้ง ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่พัทยา เพราะมีห้างขายของที่ระลึกเต็มไปหมด (และราคาแพงมาก) ที่โอชี่ มีท่าเรือสำหรับเรือเดินสมุทร (Cruise Ship) ลำใหญ่มาจอดเทียบท่า ให้นักท่องเที่ยวเดินเที่ยว นั่งริมหาดที่โรงแรม ก็จะเห็นเรือลำโต ๆ แล่นมาเทียบท่าตอนเช้า และแล่นจากไปในตอนเย็น

ทั้งที่เนกริลและโอชี่ มีที่พักแบบ All Inclusive Resort สำหรับนักท่องเที่ยวที่ไม่ต้องการความยุ่งยากได้เลือกพัก ที่พักแบบนี่ราคาค่อนข้างสูง (ตกคืนละ $350-$500 หรืออาจจะสูงกว่านั้น ในขณะที่ที่เราเลือกพักจะตกอยู่ประมาณ $80-$90) เพราะรวมอาหารสามมื้อและสิ่งอำนวยความสะดวกไว้ครบถ้วน พี่เอ็นโซและฉันได้มีโอกาสเข้าไปเดินชมรีสอร์ทประเภทนี้อยู่วันหนึ่ง และก็นึกดีใจที่เราไม่มีตังค์มากพอที่จะมาพักที่นี่ ชีวิตในนั้นน่าเบื่อมาก เต็มไปด้วยคนอเมริกัน อาหารก็เป็นอาหารแบบอเมริกัน เหมือนไม่ได้เหยียบเท้าออกนอกประเทศอเมริกาเลย น่าเสียดายเวลาเป็นที่สุด

ปิดท้ายเล่าเรื่องตอนบินกลับบ้าน มีเรื่องตื่นเต้นเล็กน้อย เพราะสนามบินคลีฟแลนด์ลมแรง มีหิมะตกปรอย ๆ กัปตันพยายามจะนำเครื่องลงตอนเที่ยงคืน ปรากฏว่าครั้งแรกลมแรงเกินไป นำเครื่องลงไม่ได้ ต้องกลับขึ้นไปบินวนรอให้ลมเบากำลังลง สุดท้ายก็นำเครื่องแตะลงพื้นดินได้อย่างสวัสดิภาพ คนปรบมือกันเกรียว พี่เอ็นโซหลับสนิทไม่รู้เรื่องอะไรเลย

ที่พัก

Travellers Beach Resort
*** เจอฝรั่งอเมริกันเข้ามาทักว่าเป็นคนไทยหรือเปล่า เพราะเขาได้ยินเราพูดไทยตอนเฟซไทม์กับพ่อและแม่ ปรากฏว่าเขาและสามีเคยมาเป็นอาสาสมัครที่พนัสนิคมเมื่อนานมาแล้ว
Norman Manley Blvd, Negril JMDWD14, Jamaica, W.I.
(718) 514-6031

Kaz Kreol Beach Lodge
Old Road, Ocho Rios, Jamaica, W.I.

 

นิทรรศการโมเนต์

Monet Painting in His Garden at Argenteuil, 1873. Pierre-Auguste Renoir (French, 1841–1919). Oil on canvas; 46.7 x 59.7 cm. Wadsworth Atheneum Museum of Art, Hartford, CT, Bequest of Anne Parrish Titzell 1957.614. Photo: Allen Phillips/Wadsworth Atheneum.

ภาพโมเนต์ขณะกำลังวาดภาพในสวนที่เมือง Argenteuil วาดโดย Pierre-Auguste Renoir (French, 1841–1919) ในปี 1873 หรือ พ.ศ. 2416

[๙ มกราคม ๒๕๕๙] เวลาคุยกับเพื่อน ๆ ที่เมืองไทย ฉันมักจะออกตัวเสมอว่าคลีฟแลนด์นี่บ้านนอก เปรียบเป็นเมืองไทยก็คงได้อารมณ์ประมาณสุราษฏร์ธานี คิดอีกที ดูจะเป็นคำพูดที่เกินจริงไปหน่อย เพราะถึงแม้ว่าคลีฟแลนด์จะไม่ได้เป็นเมืองใหญ่ขนาดแอลเอ ชิคาโก นิวยอร์ก หรือ เดนเวอร์ แต่คลีฟแลนด์ก็เป็นเมืองที่มีความเป็นผู้ดีเก่า มีความสมบูรณ์เพียงพอในตัวเอง มีทีมอเมริกันฟุตบอล เบสบอล และบาสเก็ตบอล (ที่เก่งระดับต้น ๆ ของประเทศ) มีวงออเคสตร้าประจำเมือง และยังมีพิพิธภัณฑ์ศิลป์ประจำเมือง ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ศิลปะชั้นนำของประเทศเลยทีเดียว ข้อสำคัญคือเข้าชมได้ฟรี ไม่ต้องเสียเงิน ยกเว้น กรณีที่มีนิทรรศการพิเศษ อย่างที่กำลังจะเล่าในวันนี้

ทีผ่าน ๆ มา ฉันเป็นแฟนประจำของพิพิธภัณฑ์ ติดตามดูนิทรรศการของเขาเกือบทุกปี ตั้งแต่หัวข้อ Rembrandt in America เอย Yoga: The Art of Transformation เอย ปีนี้เป็นนิทรรศการพิเศษหัวข้อ “Painting the Modern Garden: Monet to Matisse” ต้องขอสารภาพว่าฉันไม่ใช่แฟนของศิลปะแบบอิมเพรสชั่นนิสม์ ที่ไปดูนี่ เพราะฮันน่ามาเปรยว่าน่าสนใจ พอได้ไปดูแล้วพบว่าตื่นตาตื่นใจมาก เพราะผู้จัดได้รวบรวมภาพวาดดัง ๆ ของ โคลด โมเนต์ (Claude Monet) และศิลปินอื่น ๆ ในยุคเดียวกัน มาจากพิพิธภัณฑ์ทั่วโลก โดยเฉพาะจาก Musee d’Orsay มาจัดแสดง กลับบ้านมาเล่าให้พี่เอ็นโซฟัง พี่เอ็นโซก็พลอยตื่นเต้นไปด้วย แถมมีการแสดงตัวว่าเป็นแฟนคลับโมเนต์อีกต่างหาก อยู่กันมาหลายปี ฉันก็เพิ่งรู้ครั้งนี้นี่เองว่าสามีชอบศิลปะยุคอิมเพรสชั่นนิสม์

สรุปว่าฉันได้ไปดูนิทรรศการนี้ถึงสองครั้ง ครั้งแรกไปกับฮันน่า คนเยอะมาก เพราะเป็นวันสำหรับผู้สูงอายุ (Senior Appreciation Day) ครั้งที่สองไปดูกับพี่เอ็นโซ ซึ่งเกือบจะไม่ได้ไปดู เพราะต้องรอให้ปิดเทอมก่อน ถึงตอนนั้นก็เป็นช่วงเทศกาลวันหยุดปีใหม่แล้ว แถมยังเป็นอาทิตย์หลัง ๆ ของนิทรรศการ บัตรเข้างานขายหมดเกลี้ยง หาบัตรได้จริง ๆ ก็วันสุดท้ายของนิทรรศการพอดี

นิทรรศการนี้จัดดีมาก ทำเอาคนที่ไม่รู้จักโมเนต์อย่างฉันเกิดอาการซาบซึ้งกับงานของโมเนต์ และศิลปินท่าน ๆ อื่นอย่างจับใจ เนื้อหาของนิทรรศการแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของธรรมชาติและสวนดอกไม้ที่มีต่อผลงานของศิลปินอิมเพรสชั่นนิสตม์ มีการจัดแสดงภาพวาดตั้งแต่ปี ค.ศ. 1890 หลังสงคราม Franco-Prussian War ไปจนถึงช่วงปกครองตนเองของปารีส หรือ Paris Commune (ประมาณสมัยรัชกาลที่ 5) ไปจนถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 (ประมาณสมัยรัชกาลที่ 6)

ได้เรียนรู้จากนิทรรศการว่า โมเนต์เป็นคนที่เอาใจใส่กับการจัดสวนมาก จะตั้งใจเลือกดอกไม้ต่างสีสัน นำมาปลูกและจัดวางในที่ต่าง ๆ กัน เพื่อให้ดอกไม้ต่างสีบานเป็นสีตัดกันสวยงาม (ในขณะที่เรนัวร์จะชอบสวนที่เป็นธรรมชาติ ไม่เติมแต่ง ออกแนวรก ๆ หน่อย) นอกจากนี้โมเนต์ก็ยังชื่นชอบศิลปะสไตล์ญี่ปุ่น ถึงขนาดสร้างสะพานข้ามคลองแบบญี่ปุ่นในสวนของเขาที่เมือง Giverny ซึ่งอยู่ในแคว้นนอร์มังดีทางตอนเหนือของฝรั่งเศส

สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ เหตุการณ์ในยุคนั้น ๆ มีอิทธิพลต่อภาพวาดของโมเนต์มาก อย่างเช่นภาพสะพานข้ามคลองแบบญี่ปุ่น ภาพด่านล่างสองภาพนี้วาดสะพานเดียวกัน ภาพทางซ้ายนี้วาดเสร็จในปี 1899 หรือ พ.ศ. 2442 ในขณะที่ภาพทางขวาวาดช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 (เสร็จในปี 1924)

          

สงครามนี้นอกจากจะนำความหดหู่มาให้แล้ว ยังทำให้อุปกรณ์ที่ใช้ในการวาดภาพหายากมาก ไม่ว่าจะเป็นสีหรือกระดาษ

พี่เอ็นโซเล่าเกร็ดให้ฟังเพิ่มเติมหลายอย่าง เช่น เมื่อเปรียบเทียบภาพวิวของ Camille Pissaro และภาพของ Paul Cezanne แล้ว จะเห็นได้ว่าภาพของ Cezanne จะเริ่มเน้นเส้นตรงและรูปเรขาคณิต ฉันว่าภาพอิมเพรสชั่นนิสต์นี่วาดยากจัง ด้วยความที่ภาพมันมัว ๆ ไปหมด ไม่เส้นแบ่งชัดเจน ศิลปินต้องแม่นยำกับการเลือกใช้สี ต้องใช้ฝีมือการแต้มพู่กันขั้นเทพ เห็นโมเนต์วาดภาพเงาสะท้อนในคลองที่ปลูกดอกบัวแล้ว ทึ่งจนพูดไม่ออกทีเดียว

ชมนิทรรศการเสร็จแล้ว ฉันเปรยกับพี่เอ็นโซว่า น่าไปดูสวนดอกไม้จริง ๆ ของโมเนต์ ที่จิแวร์นี่นะ คงจะสวยมากดีเทียว แต่พอได้เห็นวิดีโอทางยูทูป (ด้านล่าง) แล้ว ฉันว่าสวนของโมเนต์ในภาพวาดสวยกว่าสวนจริง ๆ เป็นกอง

ลมเพลมพัดที่ชิคาโก

*** หมายเหตุ: เรื่องเล่าจากหนึ่งวันในชิคาโก ระหว่างรอพี่เอ็นโซประชุม วันที่ ๒ กรกฏาคม ๒๕๕๘  สองเดือนผ่านไป เพิ่งได้มีโอกาสนั่งบันทึก เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายนนี่เอง

[๗ กรกฏาคม ๒๕๕๘] ชิคาโก้เป็นเมืองแห่งลม (Windy City) ฉันมีโอกาสมาเยี่ยมเยียนครั้งหนึ่งเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว จำอะไรไม่ได้เลย นอกจากว่ามีแม่น้ำสีเขียวไหลผ่านกลางตัวเมืองและลมพัดแรงมาก หนาวและตัวปลิว

ข้าวขาหมูร้านรสเด็ดที่ชิคาโก

ข้าวขาหมูร้านรสเด็ดที่ชิคาโก

ต้นเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา มีเหตุให้ได้กลับไปเยือนชิคาโกอีกครั้ง เนื่องจากพี่เอ็นโซต้องไปประชุม ฉันถือโอกาสขอติดรถไปเที่ยวด้วย ไปกันสองคืน สองวัน วันที่พี่เอ็นโซประชุม ฉันเลยเดินเที่ยวดูเมืองให้ฉ่ำใจ ตามประสาคนมาจากเมืองเล็ก (กว่า) ฉันไม่ตั้งใจทำอะไรมาก วางแผนว่าจะเดินเล่นไปเรื่อย ๆ บน Michigan Ave เดินให้ถึงแม่น้ำ และก็วกกลับมานั่งเล่นแถว Millennium Park พอกลางวันก็จะนั่งรถไฟไปหาอาหารไทยกินที่ร้านรสเด็ด ( Rosded – 2308 W Leland Ave, Chicago, IL 60625 โทร. 773-334-9055) ซึ่งเกมส์แนะนำมา กินเสร็จก็มาเดินเล่นที่ Art Institute รอจนพี่เอ็นโซประชุมเสร็จตอนหกโมงเย็น

เอาเข้าจริง ๆ ไม่ยักกะเป็นไปตามแผน อากาศวันนั้นดีมาก ลมไม่แรง แดดออกจ้าเหมาะกับคนขาดวิตามินดีอย่างฉันเป็นอย่างยิ่ง ได้เดินเล่นบนมิชิแกนอะเวนูไปซักพัก เดินไปถึงแม่น้ำ ได้เห็นตึกของมิสเตอร์ทรัมป์ เดินกลับมานั่งเล่นแถวมิลเลนเนียมพาร์ก ได้เห็นถั่วยักษ์สีเงินแวววาว (Cloud Gate) ซักพักเกิดปวดท้องจะต้องเข้าห้องน้ำ เลยตัดสินใจเดินมาอาร์ทอินสติตูท เพราะนึกว่าเข้าฟรี (เหมือนพิพิธภัณฑ์ที่บ้าน) ปรากฏว่าไม่แฮะ ต้องเสียค่าเข้าตั้ง $25 แนะ เอายังไงดี… สุดท้ายเลยซื้อบัตรเข้าชมเสียเลย เข้าห้องน้ำเสร็จจะได้เดินชมศิลปะต่อ จะได้เดินทั้งวัน เดินให้คุ้ม

มาถึงตอนนี้ ก็นึกขอบคุณธรรมชาติที่เรียกร้องให้ฉันเข้าห้องน้ำ เพราะถ้าทำตามแผนเดิมคงเสียดายมากว่าได้ใช้เวลาในสถาบันศิลปะแห่งชิคาโกน้อยเกินไป  เพราะสถาบันศิลปะนี่เป็นที่เก็บงานศิลปะไว้ถึง ๓ แสนชิ้นจากทั่วทุกมุมโลก … มากมายมหาศาลอย่างนี้ จะเดินดูอย่างไรดี เพื่อจะได้ไม่สะเปะสะปะ ไม่สับสน และไม่งง ทางสถาบันฯ เอง ก็เข้าใจนักท่องเที่ยวเป็นอย่างดี จึงได้จัดเตรียมไกด์บุ๊คแนะนำว่า ถ้านักท่องเที่ยวมีเวลาแค่ ๑ ชั่วโมง ก็ควรจะเดินดูภาพนี้ ภาพนี้ และภาพนี้

ส่วนฉันใช้วิธีเปิดอินเทอร์เน็ต และหาดูว่ามีคนเขียนรีวิวว่าควรไปดูอะไรบ้าง เอาข้อมูลมาผสมกับไกด์บุ๊คของสถาบันฯ สุดท้ายสรุปรายการได้ดังต่อไปนี้

(๑) ภาพ American Gothic โดย Grant Wood *** เกร็ดของรูปนี้คือ ศิลปินให้คุณหมอฟันและพี่สาวมาเป็นแบบ

Grant Wood (American, 1891-1942) American Gothic, 1930

Grant Wood (American, 1891-1942) American Gothic, 1930

(๒) Nighthawks โดย Edward Hopper

 Edward Hopper. Nighthawks, 1942. Friends of American Art Collection.

Edward Hopper. Nighthawks, 1942. Friends of American Art Collection.

(๓) ภาพ A Sunday on La Grande Jatte โดย George Seurat *** ใคร ๆ มาที่นี่ก็ต้องมาชมและถ่ายภาพคู่กับภาพนี้ ส่วนหนึ่งที่ดังมาก เพราะว่ามีฉากหนึ่งในหนังยอดฮิตเรื่อง Ferris Bueller’s Day Off  ที่แสดงให้เห็นตัวละครเอกยืนชมภาพนี้ด้วย 

Georges Seurat (French, 1859-1891) A Sunday on La Grande Jatte — 1884, 1884/86

Georges Seurat (French, 1859-1891) A Sunday on La Grande Jatte — 1884, 1884/86

(๔) ภาพ The Old Guitarist โดย Pablo Picasso *** ภาพนี้เศร้า

Pablo Picasso (Spanish, worked in France, 1881–1973) The Old Guitarist, late 1903–early 1904

Pablo Picasso (Spanish, worked in France, 1881–1973) The Old Guitarist, late 1903–early 1904

(๕) ภาพ Stacks of Wheat โดย Claude Monet 

Claude Monet (French, 1840-1926) Stacks of Wheat (Sunset, Snow Effect), 1890/91

Claude Monet (French, 1840-1926) Stacks of Wheat (Sunset, Snow Effect), 1890/91

(๖) ภาพ The Bed Room โดย Vincent van Gogh *** ภาพโปรดของฉัน

Vincent van Gogh (Dutch, 1853-1890) The Bedroom, 1889

Vincent van Gogh (Dutch, 1853-1890) The Bedroom, 1889

(๗) ห้องค้าหุ้น Chicago Stock Exchange Trading Room  

Adler & Sullivan, original architects; American, 1883-1896 Vinci & Kenny, reconstruction architects; American, 1970-1977

Adler & Sullivan, original architects; American, 1883-1896 Vinci & Kenny, reconstruction architects; American, 1970-1977

(๘) ห้องแสดง Thorne Miniature Room ***ห้องนี้ซ่อนอยู่ชั้นใต้ดิน ถ้ามีโอกาส แนะนำให้ไปดู เป็นห้องแสดงแบบจำลองขนาดจิ๋วของห้องในปราสาท/บ้านต่าง ๆ ตั้งแต่สมัยปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๓ ประกอบและจัดวางได้ปราณีตอย่างหาที่ติไม่ได้

Mrs. James Ward Thorne (American, 1882-1966) E-1: English Great Room of the Late Tudor Period, 1550-1603, c. 1937

Mrs. James Ward Thorne (American, 1882-1966) E-1: English Great Room of the Late Tudor Period, 1550-1603, c. 1937

(9) ภาพ Sky Above Clouds โดย Georgia O’Keeffe *** ภาพนี้ชอบเป็นการส่วนตัว ไม่ได้อยู่ในที่ไกด์บุ๊คแนะนำ 

Georgia O'Keeffe (American, 1887-1986) Sky Above Clouds IV, 1965

Georgia O’Keeffe (American, 1887-1986) Sky Above Clouds IV, 1965

ฉันได้มีโอกาสไปกินอาหารไทยตามที่ตั้งใจไว้ นั่งรถไฟออกไปประมาณ 40 กว่านาที แต่คุ้มมาก ข้าวขาหมู อร่อยที่สุด เอารูปมาอวดให้พี่เอ็นโซดูตอนเย็น เค้าตื่นตาตื่นใจกับ Zampone แบบไทย ๆ กินเสร็จก็กลับมาเดินดูภาพเขียนที่สถาบันฯ ต่อจนเย็น

ครั้งนี้เราพักโรงแรมแถวชานเมืองชิคาโก เพราะค่าที่พักโรงแรมในตัวเมืองแพงมาก บริเวณที่เราพักเรียกว่า Oakbrook Terrace รายล้อมไปด้วยห้างสรรพสินค้า ร้านค้าและร้านอาหารมากมาย สะดวกสบายเป็นอย่างยิ่ง ขับรถแค่ครึ่งชั่วโมงก็ถึงดาวน์ทาวน์ชิคาโกแล้ว

ข้อพึงสังวรณ์ในการขับรถในชิคาโกคือ ด่านเก็บตังค์ค่าโทลเวย์เยอะมาก เก็บเล็ก ๆ น้อย ๆ ครั้งละ ๒๕ เซ็นต์บ้าง เหรียญนึงบ้าง บางทีก็ไม่มีคนคอยเก็บ แต่ให้โยนเหรียญใส่ตระกร้าเอาเอง เพราะฉะนั้นควรเตรียมเหรียญควอเตอร์ไว้เยอะ ๆ อย่างไรก็ตามถ้าไม่มีเหรียญ ทางการก็อนุญาตให้จ่ายทีหลังทางอินเทอร์เน็ตได้ ไม่มีปัญหา

%d bloggers like this: