Archive for the ‘วัฒนธรรม Culture’ Category

ประสบการณ์ดูละครเวทีที่คลีฟแลนด์

[๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๐]  ในคลีฟแลนด์มีโรงละครดี ๆ หลายแห่ง ทั้งเล็ก ทั้งใหญ่ โรงละครที่อยู่ใกล้บ้านหน่อยชื่อ โดบามา ใหญ่ประมาณโรงละครคณะอักษรฯ มีละครดี ๆ ที่ได้รางวัลพูลิเซอร์มาให้ดูตลอดทั้งปี ฉันเคยไปดูมา 2-3 ครั้ง ชอบมาก เพราะขนาดโรงไม่ใหญ่เกินไป นั่งดูแบบใกล้ชิดนักแสดงแบบติดขอบ และราคาค่าตั๋วไม่แพง พอไหว

ปลายปีที่ผ่าน นัยว่าจิตตกจากหลาย ๆ เรื่องที่เกิดขึ้นในปลายปี 2016 ส่งผลให้ต้องแสวงหาความบันเทิงมาชะโลมใจ โชคดีว่าเป็นช่วงเทศกาลพอดี เลยมีบัลเลต์เรื่อง The Nutcracker -ของไชคอฟสกี้มาเปิดแสดงที่ Playhouse Square ตั๋วราคาสูงหน่อย แต่คุ้ม ดนตรีบรรเลงโดยวงออเคสตร้าประจำเมืองคลีฟแลนด์ เนื้อเรื่องแฟนตาซี แต่งตัวสวยงาม ช่วงแรกอาจจะน่าเบื่อหน่อย แต่ช่วงหลังพักครึ่งเต้นระบำกันสนุกสุด ๆ

ภายใน State Theatre ตกแต่งสไตล์บารอค

ภายใน State Theatre ตกแต่งสไตล์บารอค

เพลยเฮาส์สแควร์ที่ว่านี่ตั้งอยู่ในดาวน์ทาวน์เมืองคลีฟแลนด์ เป็นโรงละครเก่าแก่ อายุเกือบ 100 ปี สร้างตั้งแต่ปี 1922 (หลังสงครามโลกครั้งที่ 1) เป็นสถานบันเทิงที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองในสหรัฐอเมริกา จะเป็นรองก็แค่ Lincoln Center ในนิวยอร์กเท่านั้นเอง เพลยเฮาส์สแควร์ประกอบด้วยโรงละครย่อย ๆ ถึง 5 โรง คือ โรงละคร Ohio โรงละคร Connor Place โรงละคร State โรงละคร Allen และ โรงละคร Hanna แต่ละโรงมีการตกแต่งหรูหรา สวยสดงดงาม ทั้งแชนเดอเลียร์ ทั้งหินอ่อน และม่านปักลายดอกประดับตามผนังและบนเวที

ตามประวัติแล้ว เพลยเฮาส์สแควร์นี้ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมาย เมื่อครั้งที่เปิดใหม่ ๆ ช่วงนั้นคลีฟแลนด์กำลังรุ่งเรื่องเฟื่องฟู เพลยเฮาส์สแควร์ก็เป็นสถานที่ยอดฮิตสำหรับผู้คนที่ม่พักผ่อนหย่อนใจ ดูหนังเงียบ ดูละคร และโวดวิล (Vaudeville = แปลเป็นไทย น่าจะหมายถึงการแสดงแบบปกิณกะ หลาย ๆ แบบมารวมกัน มีทั้งละครสัตว์ รายการตลก การแสดงร้องเพลง) ผ่านไป 40 ปี สังคมเปลี่ยนไป มีการย้ายถิ่นฐานออกจากดาวน์ทาวน์ไปอยู่ตามชานเมืองมากขึ้น ประกอบกับโทรทัศน์เริ่มเข้ามามีบทบาทในฐานะเครื่องมือให้ความบันเทิงในราคาที่ถูกกว่าการซื้อตั๋วดูละคร สุดท้ายโรงละครก็ค่อย ๆ ทยอยปิดตัวลงในปี 1968-1969 หลังจากถูกทิ้งให้เสื่อมโทรมและถูกรุมทึ้งอยู่ 10 ปี กลุ่มประชาชนรากหญ้าในคลีฟแลนด์ก็รวมตัวกัน จับมือช่วยกันระดมทุนปรับปรุงและเปิดโรงละครขึ้นมาใหม่ และเปิดการแสดงมาจนถึงปัจจุบัน

ลวดลายสวยงามบนเพดานของ ก่อนเข้า Allen Theatre

ฉันเคยเข้าไปชมการแสดงในเพลยเฮาส์สแควร์ 3 ครั้ง ครั้งแรกก็คือไปดูบัลเล่ต์เรื่อง The Nutcracker ใน State Theatre ตามที่กล่าวไว้ในตอนต้น อีก 2 ครั้งไปดูละครเวที ใน Allen Theatre เรื่องแรกที่ดูคือเรื่องเชอร์ล๊อก โฮลม์ ตอน สุุนัขล่าเนื้อแห่งบัสเกอร์วิลล์ (เวอร์ชั่นของ Ken Ludwig) ซึ่งสนุกมาก ใช้คนเล่นแค่ 5 คน แต่ผลัดกันเล่นเป็นตัวละครมากมายสะท้อนให้เห็นถึงธีมแห่งการหลอกหลวงและกลอุบายของเรื่อง เป็นละครนักสืบที่ขนาดเรารู้ตอนจบไปก่อนแล้ว ไปนั่งดูก็ยังลุ้นได้ไม่เบื่อ อีกเรื่องหนึ่งที่ไปดูคือ How I Learned To Drive ไปดูพร้อมกับมาร์ธา ฟังแค่ชื่อเรื่องก็คิดว่าคงเป็นละครธรรมดา ไม่น่าจะมีอะไรหวือหวา ปรากฏว่าเอาเข้าจริง ๆ  เป็นละครสะท้อนเนื้อหาสังคมเกี่ยวกับเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศผู้เยาว์ในครอบครัว ฉันยังจำฉากที่คุณลุงขยำหน้าอกหลานสาวขณะที่สอนขับรถได้อย่างติดตา

ล่าสุดคือสองอาทิตย์ที่แล้ว หมอหวานชวนไปดูโอเปร่าเรื่อง Le Nozze di Figaro ที่โรงละครคลีฟแลนด์เมซอนนิก (Cleveland Masonic Auditorium) ฉันขับรถผ่านโรงละครนี้หลายครั้ง แต่ไม่เคยมีโอกาสได้เข้าไป จนกระทั่งคราวนี้เอง โรงละครนี้ยิ่งเก่ากว่าโรงละครอื่น ๆ เป็นไหน ๆ เพราะสร้างตั้งแต่ปี 1918 ปีสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่ 1 พอดี มีที่จอดรถให้จอดฟรีสะดวกสบาย ไม่เหมือนเพลย์เฮาส์สแควร์ที่ต้องเสียเงิน(แอบแพง) ข้างในเก่าหน่อย แต่ก็ยิ่งใหญ่อลังการ เหมาะกับระบบเสียงอะคุสติกแบบธรรมชาติยิ่งนัก ยิ่งพอได้ฟังเพลงโหมโรงของโอเปร่าเรื่องนี้ ก็ยิ่งทำให้ขนลุก

แอบสงสารหมอหวานเหมือนกัน เพราะฉันขอออกมาก่อนช่วงพักครึ่ง มีข้ออ้างมากมาย แต่เอาเป็นว่าเราเข้าใจตรงกันแล้วกัน ถ้าใครเคยดูหนังเรื่อง Amadeus คงจำได้ถึงฉากที่ซาเลียรี่ลิงโลดเมื่อเห็นจักรพรรดิแห่งออสเตรียทรงหาวขณะทอดพระเนตรโอเปร่าเรื่องนี้ของโมซาร์ทได้บ้าง


[เพิ่มเติม: ๗ มิถุนายน ๒๕๖๐] โรงละครเล็ก ๆ อีกโรงหนึ่งในคลีฟแลนด์ไฮท์คือ Ensemble Theatre  ได้ยินชื่อเสียงมานาน และถึงแม้จะอยู่ไม่ไกลจากบ้าน ก็เพิ่งมีโอกาสได้ไปชมละครเรื่อง The North Pool เมื่อเดือนที่แล้วนี่เอง

Advertisements

สุสาน บ้านไร่ และสวนสัตว์ กับวันสนุก ๆ ใน NOLA (1)

Jackson Square

Jackson Square

[๘-๑๑ เมษายน ๒๕๖๐] สงกรานต์/อีสเตอร์ปีนี้ดวงดี พี่พิมแวะมาเที่ยวอเมริกาเกือบสองอาทิตย์ เลยได้โอกาสชวนกันล่องใต้ไปเยี่ยมเยียนนิวออร์ลีนส์ นิวออร์ลีนส์ หรือที่คนทั่วไปเรียกกันว่า NOLA (New Orleans, LA (=Louisiana) เป็นเมืองที่ฉันใฝ่ฝันจะไปหามานานแสนนาน จำได้ว่าพี่โอเคยไปเที่ยวนิวออร์ลีนส์คนเดียวสมัยมาเรียนหนังสือ ส่งโปสการ์ดมาเล่าว่าสนุกมาก

ทัวร์ไปเที่ยวโรงงานทำทาบาสโก้

ทัวร์ไปเที่ยวโรงงานทำทาบาสโก้

สำหรับฉันแล้ว นิวออร์ลีนส์สนุกกว่าเมืองอื่น ๆ ในอเมริกามากมาย เที่ยวนิวออร์ลีนส์เหมือนเที่ยวเมืองนอก ไม่เหมือนอยู่ในอเมริกา (อันนี้ฝรั่งหลายคนเห็นด้วย) นิวออร์ลีนส์มีทุกอย่าง เป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์เก่าแก่แห่งหนึ่งในประเทศสหรัฐอเมริกา ปีหน้าเค้าจะฉลองครบรอบก่อตั้งครบ 300 ปี (ตั้งแต่ปี 1718 หรือ พ.ศ. 2261 ตรงกับสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช) มีบ้านสวย ๆ เก๋ ๆ มีดนตรีแจ๊สเก๋า ๆ อย่าง Preservation Jazz Hall Band  มีของกินอร่อย ๆ  เป็นเมืองที่นักเขียนดัง ๆ อย่าง William Faulkner และ Tennessee Williams  เคยมาใช้ชีวิตอยู่ เป็นเมืองแห่งบทละครเรื่อง The Streetcar Named Desire (ที่จนบัดนี้ก็ยังมีการแข่งขันตะโกน Stellaaaaaa ในงานเทศกาลของเทนเนสซี่ วิลเลี่ยมที่จัดเป็นประจำทุกปีในเดือนมีนาคม)

เราเดินทางถึงนิวออร์ลีนส์ในวันเสาร์ที่ 8 เมษายน พี่พิมบินมาจากดีซี ฉันบินไปจากคลีฟแลนด์ ตามกำหนดแล้วควรจะถึงเวลา11 โมงใกล้ ๆ กัน แต่เดลต้าแอร์ไลน์ก็ได้ถือวิสาสะเปลี่ยนแปลงโปรแกรมการท่องเที่ยวของฉันอีกครั้ง – ครั้งที่สามแล้วนะ!!!- เล่นเอากว่าฉันจะไปถึงก็เกือบห้าโมงเย็น

***French Quarter***
เที่ยวกับพี่พิมทีไร โชคดีมาก ๆ ทุกที ครั้งนี้พบว่าช่วงที่เราจะไปเป็นช่วงที่มีงาน French Quarter Festival ประจำปี ครั้งที่ 34 คนจัดประกาศว่าเป็น “Largest Showcase of Louisiana Music in the World” ตอนที่เราจองตั๋วเครื่องบินไปนิวออร์ลีนส์ในเดือนกุมภาพันธ์ เราใช้วันเดินทางของพี่พิม และวันหยุดของฉันเป็นหลัก ไม่รู้เสียด้วยซ้ำไปว่าวันที่เราจะไปตรงกับเทศกาลนี้ เพิ่งมารู้ก็ตอนเดือนมีนาคมที่ฉันเริ่มมองหาโรงแรม แล้วพบว่าโรงแรมแพงมาก ๆ อย่างไรก็ดี French Quarter Festival นี่อลังการยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง ปิดเมืองตั้งเวทีเล่นดนตรีกัน 23 เวที!!! ข้อสำคัญคือมีร้านอาหารดัง ๆ มาออกร้านกว่า 70 กว่าร้าน ทั้ง Antoine’s Galatoire’s Muriel’s ทำให้เราได้มีโอกาสลิ้มรสอาหารท้องถิ่นของนิวออร์ลีนส์ที่ใคร ๆ ลงความเห็นกันว่าอร่อยที่สุดในอเมริกา (และก็จริงอย่างที่เขาว่ากัน) อาหารที่ขายก็เป็นขนาดเล็ก ๆ ราคาไม่แพงมาก ทำให้เราได้กินของอร่อย ๆ ได้มากมายหลายชนิดในเวลาอันสั้น

วันอาทิตย์ที่เราไปตรงกับวัน Palm Sunday พอดี (พี่พิมถ่ายจาก St. Louis Cathedral)

ขอบันทึกเป็นหลักฐานว่าอาหารที่ได้ลิ้มลองจากงานเทศกาลนี้ประกอบด้วย — ไก่ทอดกับข้าว (พี่พิมบอกว่าอร่อยมาก ๆ) // Deep-fried Oyster Po’ Boy Sandwich (หอยนางรมหวานสุด ๆ) // Duck Po’Boy Sandwich // Gator Kabobs (เนื้อจระเข้เสียบไม้) // Bread Pudding // Snoballs (น้ำแข็งไสบ้านเราดี ๆ นี่เอง ถ้าต้องการหวานมากขึ้นอีก ก็ขอให้คนขายราดนมข้นเพิ่มให้ได้) // Chicken & Waffles // Pulled Chicken Sandwich (หรืออะไรซักอย่าง) // Crawfish crepe กับ Eggplant (อะไรซักอย่าง)

บรรยากาศในงานเต็มไปผู้คนจากทั่วทุกสารทิศ เข้าใจว่าเป็นช่วง Spring Break ของนักเรียนนักศึกษาในรัฐหลุยเซียนาพอดี ทุกคนเฮฮา เดินไปมาพร้อมกับถือแก้วดริงก์ ดูสุขสันต์สำราญใจเป็นอย่างยิ่ง (ซึ่งเป็นภาพแปลกตาในอเมริกา) เรื่องคนเมากับนิวออร์ลีนส์นี่เป็นโจ๊กที่ใคร ๆ ก็พูดถึงกัน ประหนึ่งว่ามานิวออร์ลีนส์เพื่อจะมาเสพเหล้ายาปลาปิ้งโดยเฉพาะ (รวมไปถึงกลิ่นกัญชาที่ลอยมาตามลมเป็นระยะ ๆ) คนที่พูดเรื่องนี้มีตั้งแต่คนรถจากสนามบิน ไปจนถึงไบรอันคนรถที่ขับพาไปเที่ยวไร่อ้อย ที่บอกว่าให้ติดสติกเกอร์ประจำคณะไว้ให้ดี เผื่อว่าไปดื่มดริงก์ที่ทางไร่อ้อยมีขายจนเมาหมดสติ พนักงานไร่อ้อยจะได้พากลับมาส่งได้ถูก

นิวออร์ลีนส์ก็เหมือนกับเมืองท่องเที่ยวใหญ่ ๆ ทั่วไป ที่การต่อคิวสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่าง Preservation Jazz Hall ที่ดังมาก ๆ คนจะไปรอเข้าคิวกันแต่หัววัน ร้านอาหารไหนที่ว่าดัง ก็จะมีคนไปรอเข้าคิวกันยาวเฟื้อย

ขอแสดงความชื่นชมคณะจัดงานว่าเก็บขยะได้เก่งมาก ช่วงกลางคืนขยะเต็มงานไปหมด ทั้งภาชนะใส่อาหาร แก้วน้ำ ขวดน้ำ เช้ามากวาดเกลี้ยงเกลา แต่เวลาเดิน ๆ ต้องระวังอยู่เหมือนกัน ดีไม่ดีอาจจะไปเหยียบอ้วกคนเมาได้ง่าย ๆ

***สุสาน St Louis No. 1***
ฉันเองก็เพิ่งมาสังเกตคราวนี้เองว่าคนอเมริกันหลายคนมีรสนิยมชอบไปเที่ยวสุสาน แถวบ้านฉันที่คลีฟแลนด์ มีสุสานชื่อ Lakeview Cemetery มีที่เก็บศพของประธานาธิบดีการ์ฟิลด์ อยู่มาหลายปีก็ไม่เคยคิดจะไปเยี่ยมชมเลย ส่วนของนิวออร์ลีนส์นี่ อ่านข้อมูลท่องเที่ยวฉบับไหน ก็มีแต่คนบอกว่าห้ามพลาดทั้งนั้น

สุสานยุคดั้งเดิมสีสันสวยงาม เพราะทาสีแบบเดียวกับสีบ้านของเจ้าของสุสาน เพื่อให้พนักงาน (ซึ่งอ่านป้ายไม่ออก) รู้ว่าสุสานใดเป็นของตระกูลไหน

สุสานในนิวออร์ลีนส์ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมมีหลายแห่ง เราเลือกไป St Louis No. 1 ตามคำแนะนำของคุณเรน Concierge ของโรงแรมที่พักอยู่ นัยว่าสุสานนี้ดังมาก เพราะเป็นสุสานที่ยัง active (คือยังมีการเปิดให้เก็บศพอยู่) ที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศสหรัฐอเมริกา นอกยังนี้ยังมีหลุมเก็บศพของผู้ก่อตั้งเมืองนิวออร์ลีนส์รุ่นบุกเบิก มีหลุมเก็บศพของสมาชิกสมาคมชาวอิตาเลียนที่ใช้หินอ่อนจาก Carrara และที่พลาดไม่ได้คือหลุมของคุณนาย Marie Laveau เจ้าแม่วูดูที่มีชี่อเสียงโด่งดังก้องโลก ฟังประวัติแล้วแอบภูมิใจว่าเป็นผู้หญิงเก่งในสมัยนั้น คุณนายลาโวนี่ดังจริง ๆ ตรงหน้าหลุมมีคนนำยาสูบ หนังยางรัดผมและกิ๊บมาวางเป็นการแสดงความไว้อาลัยเต็มไปหมด อลีน่า ไกด์สาวผู้พาเราเข้าชมสุสานเล่าว่า ที่คนเอาอุปกรณ์เสริมสวยมาวาง เพราะอาชีพดั้งเดิมของคุณลาโวคือช่างทำผม ส่วนยาสูบหรือบุหรี่ เข้าใจว่าเป็นเพราะเป็นธุรกิจของครอบครัว (ถ้าจำไม่ผิด)

โปรดสังเกตว่าฉันใช้คำว่าหลุม “เก็บ” ศพ ไม่ใช่ หลุม “ฝัง”ศพ เหตุผลที่ดึงดูดใคร ๆ ให้มาชมสุสานที่นิวออร์ลีนส์ เพราะเค้าใช้วิธีเก็บศพไม่ได้ฝังลงดินลึกลงไป 6 ฟุตแบบทั่ว ๆ ไป อลีน่าเล่าว่า เพราะสภาพที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของนิวออร์ลีนส์ที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล ทำให้ฝังศพไม่ได้ ไม่งั้นน้ำจะพัดศพขึ้นมาลอยอืด ไม่น่าดูไม่น่าชมเป็นอย่างยิ่ง จนชาวนิวออร์ลีนส์ต้องทำเรื่องไปขออนุญาตพระสันตปาปาว่าขอเก็บศพบนดินแทนที่จะฝังได้หรือไม่ ทางวาติกันพิจารณาแล้ว ก็อนุญาตให้เป็นกรณีพิเศษ (เพราะแม้แต้พระเยซุเอง ศพของท่านก็ถูกเก็บไว้ในถ้ำ ไมได้รับการฝังลงดิน) ฉันฟังแล้วก็เออออตามไกด์ไป แต่ในใจก็แอบคิดว่าสุสานของตระกูลพี่เอ็นโซที่กันยาโนก็เก็บศพไว้ในอาคารบนดินเหมือนกันนี่นะ

ได้เรียนรู้ประวัติความเป็นมาของนิวออร์ลีนส์จากอลีน่าด้วยว่า กลุ่มคนกลุ่มแรก ๆ ที่มาสร้างเมือง คือนักโทษจากคุกในฝรั่งเศส (ทำนองเดียวกับที่นักโทษอังกฤษเป็นคนสร้างออสเตรเลีย)

ขากลับออกจากสุสาน อลีน่าแนะนำให้ทุกคนถอยหลังออกมา บอกว่าเป็นเคล็ด (เหมือนคนไทยเลยแฮะ)

*** สวนสัตว์ Audobon*** 
เหตุผลดั้งเดิมที่มานิวออร์ลีนส์ เพราะคิดว่าจะไปแวะเยี่ยมอ๋อและครอบครัวที่ฟลอริด้า อยากไปอุดหนุนร้านอาหารไทยของอ๋อที่ชื่อ Thailand’s Best ดูแผนที่ไปดูแผนที่มา เมืองที่อ๋ออยู่ (Navarre) ไม่ห่างจากนิวออร์ลีนส์เท่าไหร่แฮะ (ขับรถข้ามสี่รัฐ คือฟลอริด้า อัลบามา มิสซิสซิปปี้ และ หลุยส์เซียนาใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง) สุดท้ายจากที่กลายเป็นว่าจะไปหาอ๋อ อ๋อและครอบครัว อันประกอบด้วย คริส แอสตัน แอนนาเบล เลยต้องขับรถมาเราที่นิวออร์ลีนส์แทน กินข้าวกลางวันที่ร้าน NOLA เสร็จแล้ว เรากับเด็ก ๆ ก็มุ่งหน้าสู่ส่วนสัตว์ Audobon กัน เด็ก ๆ ตื่นเต้นมาก ได้เห็นช้าง ลิง ยีราฟ เสือ จระเข้ นกสวย ๆ ในระยะประชิด ฉันเองก็ตื่นเต้น เพราะระหว่างทางไปสวนสัตว์ ได้นั่งรถผ่านถนน Carrollton ซึ่งมีบ้านสไตส์เก๋ ๆ แบบนิวออร์ลีนส์สวยงามมากมาย

***Oak Alley Plantation***
ฉันชอบไปเที่ยวบ้านสวย ๆ อย่างแมนชั่นที่เมืองนิวพอร์ท โรดไอส์แลนด์นี่ชอบมาก ๆ พอเห็นรูป Plantation หรือถ้าแปลเป็นภาษาไทยก็คงเข้าข่าย บ้านไร่บ้านสวน(อ้อย) ในนิวออร์ลีนส์แล้วก็ใฝ่ฝันว่าจะไปเยี่ยมชมให้ได้

บ้านไร่(อ้อย)ในนิวออร์ลีนส์มีหลายแห่ง ตั้งอยู่บนถนนเก่าแก่เลียบแม่น้ำมิสซิสซิปปีชื่อ River Road เลือกมา Oak Alley Plantation เพราะดูแล้วว่าสวยสง่า ถ่ายรูปขึ้นที่สุด โดยเฉพาะเวลาที่มองเข้าไปแล้วเห็นต้นโอ๊คอายุนับร้อย ๆ ปี เรียงแถวเป็นแนวเป็นทางไปจนถึงตัวบ้าน ไม่มีใครรู้ว่าต้น Virginia Live Oak เหล่านี้ ปลูกเมื่อไร ใครเป็นคนปลูก ไกด์เล่าว่าสมัยก่อนเมื่อมองจากตัวบ้านออกไปทางถนน จะเห็นแม่น้ำมิสซิสซิปปี้ แต่ปัจจุบันน้ำท่วมทำให้ต้องสร้างทำนบขึ้นมากั้นมา บดบังวิวไปอย่างน่าเสียดาย — ที่โอ๊คแอลลี่ย์นี้ เราได้เดินสวนกับคนไทยด้วย ทักทายกันจนได้รู้ว่าคุณเค้ามาจากบุรีรัมย์

เหนือโต๊ะกินข้าว คือพัดลมขนาดใหญ่ ใช้แรงงานทาสเด็ก ๆ ให้เป็นคนดึงเชือก บนโต๊ะมีโถแก้ว เอาไว้ดักจับแมลงที่บินเข้ามารบกวน

อย่างไรก็ตามหากใครสนใจประวัติศาสตร์การใช้แรงงานทาส ขอแนะนำให้ไป Whitney Plantation  ฉันเห็นว่า Oak Alley จะเน้นความหรูหรามั่งคั่งของฝ่ายเจ้าของไร่ (เช่น การใช้สับปะรดไล่แขกที่มาพักที่บ้านนานเกินไป) ในขณะที่ Whitney จะแสดงให้เห็นถึงชีวิตที่ถูกกดขี่ข่มเหงของทาสผิวสี ที่จริงแล้ว Oak Alley ก็มีส่วนที่จัดแสดงนิทรรศการแสดงความเป็นอยู่ของทาสเหมือนกัน แต่ก็อะนะ…  (ไกด์เล่าว่าสมัยก่อนเจ้าของบ้านปลูกต้นโอ๊คไว้ด้านหลังบ้านด้วย เพื่อจะให้ปกปิดสายตาจากส่วนที่อยู่ของทาส)

ที่นิวออร์ลีนส์นี้ อะไร ๆ ก็ Whitney มีธนาคารชื่อวิทนีย์ มีโรงแรมชื่อวิทนีย์ ไร่ก็ชื่อวิทนีย์อีก ตระกูลวิทนีย์นี่มาจากนิวยอร์ก เข้ามาทำธุรกิจในนิวออร์ลีนส์ช่วงยุคสงครามกลางเมือง Whitney Bank นี่ เค้าบอกว่าบริหารจัดการกันเก่งมาก เพราะเป็นธนาคารเดียวที่อยู่รอดผ่าน The Great Depression ในช่วงปี 1930’s มาได้

จากตัวเมืองนิวออร์ลีนส์ เดินทางมายังแพลนเทชั่นใช้เวลาประมาณ 50 นาที ระหว่างทางเราต้องผ่าน Lake Pontchatrain คนขับรถชื่อไบรอัน เล่าว่าเป็นทะเลสาบที่น้ำตื้นมาก ๆ (เฉลี่ยความลึกประมาณ 4 เมตรเท่านั้นเอง) อย่างไรก็ดี ตอนหลังฉันมาหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตพบว่า จริง ๆ ตรงนี้ไม่ใช่ Lake หรือทะเลสาบ ตามชื่อ แต่เป็น Estuary หรือ ชะวากทะเล (ปากน้ำ) เป็นเครื่องอธิบายได้เป็นอย่างดีว่า ทำไมพื้นที่ตรงนี้จึงได้อุดมสมบูรณ์เพียงนี้

ผู้ใดสนใจจะไปเยี่ยมเยือนนิวออร์ลีนส์  ควรศึกษาเว็บไซต์การท่องเที่ยวของ New Orleans: http://www.neworleansonline.com/ที่ทำไว้ดีมาก ถ้าให้ดีควรเข้าไปดาวน์โหลดไกด์บุ๊คมาศึกษาก่อนเดินทาง มีคูปองลดราคาสินค้าและอาหารเพียบ

St Croix วิตามินดี จิจี้ และ เปโดร

stcroix_jan2017-15

จากซ้ายไปขวา – จิจี้ เปโดร อาจารย์ มองลงไปจากเนินเขาจะเห็น Isaac Bay

[๘ – ๑๕ มกราคม ๒๕๖0] เริ่มต้นรับปีใหม่ด้วยทริปสั้น ๆ ๘ วัน ๗ คืน ที่ St Croix (หมายเหตุ: คนอเมริกันอ่านออกเสียงว่าเซนต์ครอย เวลาอ่านออกเสียงตามภาษาฝรั่งเศส คนฟังจะงงมาก ว่าพูดถึงอะไร) 

เซนต์ครอยเป็นหนึ่งในเกาะ ๓ เกาะของ US Virgin Islands อยู่ในอาณาเขตของสหรัฐอเมริกา (ไม่ต้องแสดงพาสปอร์ตขาไป แต่ขากลับเข้ามาแผ่นดินใหญ่ต้องแสดงหลักฐานการเป็นพลเมืองอเมริกัน) อยากรู้ว่าอยู่ตรงไหนของโลก ก็หาเมืองไมอามี่ รัฐฟลอริดาในแผนที่ให้เจอก่อน จากนั้นก็ค่อย ๆ เลื่อนสายตาลงมาด้านล่างตรงทะเลคาริเบียน มองไปทางขวามือเล็กน้อย ถ้าเจอ Puerto Rico ปุ๊ป ก็ให้รีบหาจุดเล็ก ๆ ทางขวามือของ Puerto Rico เพ่งดี ๆ ก็จะเห็นเซนต์ครอย ขนาดใหญ่ประมาณเกาะช้างของเมืองไทย

stcroix_jan2017-7

สติกเกอร์ติดหน้ากระจกรถ เตือนคนขับให้ขับชิดซ้าย

ความรู้สึกกับเซนต์ครอยคือ ถึงจะเป็นเกาะของอเมริกา ใช้เงินยูเอสดอลลาร์ พูดภาษาอังกฤษ ใช้เวลาตาม Atlantic Standard Time (AST) (ซึ่งเร็วกว่าคลีฟแลนด์ 1 ชั่วโมง ช่วงที่ไม่เป็น Daylight Saving Time) แต่เซนต์ครอยก็มีความเป็นยูโรเปียนสูงมาก ผู้คนทักทายกันด้วยคำว่า Good morning, Good afternoon ไม่มีการทักว่า Hi How are you? และถึงจะใช้รถพวงมาลัยซ้ายแบบในอเมริกา แต่ระบบการจราจรที่นี่เป็นเหมือนเมืองไทยคือขับชิดซ้าย (มีเว็บไซต์อธิบายว่าเป็นเพราะเกาะนี้ยังรักษาระบบการขับขี่รถยนต์ตามเดนมาร์ก ซึ่งเป็นเจ้าของดั้งเดิมของเกาะนี้ ก่อนที่จะขายให้อเมริกาเมื่อหนึ่งร้อยปีที่แล้ว ว่าแต่ตอนนี้คนเดนมาร์กเขาก็ขับรถชิดขวากันไม่ใช่หรือ)

stcroix_jan2017-39

With Pedro – at our log in Jack Bay

หนีหนาวที่เซนต์ครอยเที่ยวนี้ เราตัดสินใจใช้บริการจองที่พักผ่าน Airbnb เป็นครั้งแรก หลังจากกล้า ๆ กลัว ๆ จากทริปไปจาไมก้าเมื่อปีที่แล้ว สุดท้ายกลายเป็นว่าถูกรางวัลที่ 1 เพราะพี่เอ็นโซไปค้นเจอบ้านริมผา ตั้งชื่อได้เก๋ไก๋ว่า 30 Steps to Paradise บ้านหลังนี้ตั้งอยู่บริเวณ East End ของเกาะ ใกล้ ๆ กับ East End Marine Park และ Point Udall ซึ่งถือว่าเป็นจุดตะวันออกสุดของสหรัฐอเมริกา (ซึ่งเราไม่ได้ไปเยี่ยมชม) เป็นบริเวณที่พักอาศัยที่เงียบเชียบมากถึงมากที่สุด ปราศจากรถราวิ่งผ่าน เสียงเดียวที่ได้ยินคือเสียงคลื่นซัดกระทบฝั่ง (และอาจจะมีเสียงนกเพ-ลิกันบ้าง) บ้านหลังไม่ใหญ่ แต่มีสิ่งอำนวยความสะดวกเพียบพร้อม มีครัว มีหม้อไหกะทะ จานชามช้อนส้อมให้หมด มีห้องน้ำในตัว พร้อมด้วยราวตากผ้านอกบ้าน

กิจวัตรประจำวันคือ ทุก ๆ เช้าจะมีลูกสมุนสองตัวคือ มิสจิจิ้ และคุณเปโดร (หมาดูโอของเจ้าของบ้าน) เดินนำขึ้นเขาฝ่าดงไป Jack Bay  (เดินไปประมาณ ๑๐ นาที) หรือไม่ก็ไป Isaac Bay (ซึ่งต้องปีนเนินไปอีกลูก เดินต่อไปอีก ๑๕ นาที) ทางเดินไปอ่าวก็ไม่ใช่เดินได้ง่าย ๆ (แนวเดียวกับตอนเดินขึ้นเขาอกทะลุที่พัทลุงเมื่อสามสิบกว่าปีที่แล้ว) ถ้าไม่สังเกตดี ๆ จะไม่รู้เลยว่าตรงนี้มี trail แถมยังมีพุ่มไม้หนามแหลมซุ่มรอเราอยู่เป็นระยะ ๆ แต่ก็คุ้มค่า เพราะหาดทรายสวย เป็นหาดทรายดิบ ๆ ไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกใด ๆ สะอาด ไม่มีขยะ เงียบสงบ นาน ๆ ทีจะมีคนเดินผ่านมาสักคน เจอขอนไม้ถูกใจ ฉันก็นั่งอ่านหนังสือได้เป็นนาน พี่เอ็นโซได้ว่ายน้ำวันละ ๓ รอบ ว่ายเสร็จรอบหนึ่งก็เดินฝ่าดงพงหญ้า ขึ้นเนินกลับมากินข้าวบ้าน กินเสร็จกลับไปว่ายต่อ จนพระอาทิตย์ตกดิน (เดินจนจำได้ว่าตรงไหนมีหนาม ตรงไหนมีหลุม)

คนที่เซนต์ครอยบอกว่า อาทิตย์ที่เราไป โชคไม่ดีหน่อย เพราะทะเลไม่สงบ คลื่นลมรุนแรง แต่ก็ไม่เห็นพี่เอ็นโซจะบ่นอะไร ก็ยังว่ายน้ำได้อย่างปกติดี ฉันเองก็ว่าทะเลสวยดีเป็นปกติ (แต่แอบมีหอยเม่น (Sea urchins) เยอะ ต้องระวังเหมือนกัน)

ด้วยความที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ริมทะเล เราเลยไม่ได้ไปเดินเล่นในเมืองมากเท่าไร เมืองใหญ่ของเกาะคือ Christiansted ซึ่งอยู่ทางตะวันออก เป็นที่ตั้งของหน่วยงานราชการ ที่ทำการของผู้ว่าฯ เมืองนี้ห่างจากบ้านที่พักไปประมาณ 20 นาที และ Frederiksted ทางฝั่งตะวันตก เป็นเมืองที่บรรดาเรือลำใหญ่ ๆ จะมาขึ้นฝั่งกัน และอยู่ไม่ไกลจากสนามบินเท่าไรนัก

stcroix_jan2017-12

Christiansted

โชคเข้าข้างฉัน เมื่อช่วงเช้าของวันพุธมีประกาศเตือนภัยเรื่องกระแสน้ำ Rip Current พี่เอ็นโซออกไปว่ายน้ำไม่ได้ เลยพาฉันมาเดินเล่นในเมืองคริสเตียนเสตทแทน ได้มีโอกาสเดินชม Boardwalk ริมทะเลแคริเบียน เดินซื้อของที่ระลึก และกินข้าวกลางวัน ขากลับแวะซื้อกับข้าวกลับบ้าน เมืองนี้น่ารักมาก คล้าย ๆ ตะกั่วป่าที่พังงา เงียบ ๆ ดูเหมือนทุกคนจะรู้จักทักทายกันเป็นอย่างดี มีสถานที่ประวัติศาสตร์สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงร่องรอยความยิ่งใหญ่และรุ่งเรืองทางการค้าจากการส่งออกน้ำตาลและอ้อยของชาวเดนมาร์ก เมื่อหลายร้อยปีที่แล้วอยู่หลายแห่ง ถ้าใครที่เป็นแฟนละครบรอดเวย์สุดพีคอย่าง Hamilton ก็คงตื่นเต้นเป็นพิเศษ เพราะ Alexander Hamilton รัฐมนตรีคลังคนแรกของอเมริกา ใช้ชีวิตในวัยเด็กที่เซนต์ครอยนี่เอง

เราแวะเฟเดอริกเสตทก่อนจะขึ้นเครื่องกลับ ด้วยความที่เป็นวันอาทิตย์ เมืองจึงเงียบเหงาเป็นพิเศษ ร้านเกือบทุกร้านปิดหมด แต่ก็ยังพอมีร่องรอยให้เห็นถึงความคึกคักในยามที่เรือเดินสมุทรเข้าเทียบท่า หาดทรายฝั่งนี้คลื่นลมสงบกว่าฝั่งที่เราอยู่ หาดทรายสวยมากโดยเฉพาะตรงที่เป็นอุทยานแห่งชาติ Sandy Point

stcroix_jan2017-34

Fredericksted

ที่เซนต์ครอยนี่ เราต้องใช้น้ำจืดและไฟฟ้าอย่างประหยัด อาหารการกินที่นี่แพงนิดหนึ่ง เพราะต้องนำเข้ามาจากแผ่นดินใหญ่ พี่เอ็นโซผิดหวังเล็กน้อยเพราะนึกว่าจะมีผลไม้พื้นเมืองและอ้อยให้กิน ได้ยินว่าคนพื้นเมืองที่นี่มีความรู้สึกไม่ค่อยดีกับอ้อย เพราะทำให้นึกถึงความรุนแรงจากการใช้แรงงานทาสทำไร่อ้อยในอดีต อ้อยไม่ค่อยมีแล้ว เหล้ารัมที่ผลิตบนเกาะ ก็ไม่ได้ทำจากอ้อย อย่างไรก็ดี เราก็ได้กิน Baccalà หรือปลาเค็มเกือบทุกมื้อ พี่เอ็นโซซื้อมาทำให้กิน โดยปรุงกับซอสมะเขือเทศ อร่อยมาก

เที่ยวคราวนี้มีเรื่องให้ตื่นเต้นอีกตามเคย เริ่มจากพลาดไฟลท์ไปไมอามี่ ในเช้าวันอาทิตย์ ดันเอากระเป๋าเดินทางโหลดขึ้นเครื่องไม่ทัน สายการบินให้ทางเลือกสองทางคือ รอไปไฟลท์วันรุ่งขึ้น หรือว่า รอ Standby ไปไมอามี่ในเย็นวันนั้น ไปนอนค้างไมอามี่ก่อนหนึ่งคืน และรอ Standby (อีกครั้ง) สำหรับไฟลท์ไปเซนต์ครอยในวันรุ่งขึ้น

เลือกอย่างหลัง อารมณ์ตอนนั้นคือไม่อยากทนอากาศหนาวอีกต่อไปแล้ว (และถ้าโชคดีจะได้เห็นฟลอริดาสักที เกิดมายังไม่เคยไปเลย)

stcroix_jan2017-36

Rhythms at Rainbow Beach

สุดท้ายเราก็ได้บินไปไมอามี่ในคืนนั้น (หลังจากนั่งรอลุ้นอยู่เป็นชั่วโมง ๆ เพราะไฟลท์ดีเลย์จากห้าโมงครึ่งเป็นทุ่มครึ่ง นั่งฟังประกาศห้ามไม่ให้นำซัมซุงกาแล๊กซี่โน๊ต 7 เป็นสิบ ๆ รอบ เพราะพนักงานต้องประกาศทุกครั้งและหลาย ๆ ครั้ง ก่อนจะให้ผู้โดยสารขึ้นเครื่อง  – แปลกที่ว่า ที่สนามบินไมอามี่หรือที่เซนต์ครอย ไม่ยักกะได้ยินประกาศนี้แฮะ) และได้ที่นั่งไปเซนต์ครอยในวันรุ่งขึ้น เมาเครื่องเล็กน้อย (ตามปกติ) แต่พอได้ลมเย็น ๆ (ที่ไม่ใช่ลมหนาว) อาการป่วยก็หายเป็นปลิดทิ้ง แต่การผจญภัยก็ไม่ได้จบแค่นั้น ปรากฏว่าหลงทาง หาบ้านไม่เจอ เพียงเพราะไปเห็นป้าย Private Property ห้ามเข้า (ซึ่งถ้าผ่านเข้าไป ก็หมดเรื่อง แต่ก็ไม่กล้า กลัวลูกปืน) มือถือ (T-Mobile) ไม่มีสัญญาณ (มีเฉพาะ AT&T) ไม่สามารถโทรหาเจ้าของบ้าน ต้องวนรถกลับมาที่คาสิโนใกล้ ๆ ขอใช้โทรศัพท์โทรหาเจ้าของบ้าน จึงจะหมดปัญหา

ดีใจที่ได้ไปเซนต์ครอย ดีใจที่ได้ไปรับวิตามินดี ดีใจที่ได้เห็นต้นมะขามและต้นกระถินเต็มเกาะไปหมด ดีใจที่มีเวลาอ่านหนังสือที่ทิ้งค้างไว้เกือบปีได้จบ ดีใจที่ได้เจอซอสเผ็ดอร่อยยี่ห้อ Alvin’s และดีใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้รู้จักมิสจิจี้กับคุณเปโดร – เซเลบแถบ East End เดินไปไหน ทุกคนก็กรี๊ดกร๊าดทักทายหมาสองตัวนีักันทั้งบาง


ที่พัก

Arawak Bay The Inn at Salt River (ได้แต่จองและจ่ายเงิน แต่ไม่ได้ไปนอน เพราะพลาดเครื่องวันแรก)
62 Salt River, Christiansted, 00851-3475, VI

Aloft Miami Doral 
3265 NW 107th Avenue, Doral, FL, 33172

30 Steps to Paradise
Waterfront Cottage, St. Croix US VI
East End, St. Croix, U.S. Virgin Islands

ร้านอาหาร

Cafe Fresco (ร้านน่ารัก อาหารอร่อย สั่ง “i vote veggie!” กับ “fresco phatty”)
1138 King St, Christiansted, St Croix 00820, USVI

Zion Modern Kitchen (ร้านนี้มีเมนูทั้งเป็นภาษาอังกฤษและภาษาแดนิช ถือเป็นร้านดังของเกาะ)
2132 Company St, Christiansted, St Croix 00820, U.S. Virgin

Rhythms at Rainbow Beach (ร้านนี้ฮิปปี้หน่อย แต่อาหารอร่อยมาก บรรยากาศสวยริมทะเล)
Frederiksted, St Croix 00840, USVI

Polly’s At the Pier  (ว่าจะไปกินร้านนี้ แต่เกิดปิดวันอาทิตย์ เลยไปที่ Rhythms แทน)
3A Strand St, Frederiksted, St Croix 00840, USVI

ร้านขายของชำ

*** เนื่องจากคราวนี้ทำกับข้าวกินเองเยอะมาก เลยเพิ่มข้อมูลส่วนที่เป็นร้านขายของชำไว้ด้วย

Plaza Extra East  (ร้านค้าใหญ่ประจำเมือง มีของให้เลือกซื้อแทบทุกชนิด)
4 C & D, Christiansted, VI 00820, U.S. Virgin Islands

Seaside Market & Deli  (ร้านเล็กกว่า Plaza หน่อย แต่ก็มีสินค้าทุกชนิดที่ร้านซุปเปอร์มาร์เก็ตในอเมริกามี เช่น Hummus เป็นต้น)
2001, Mt Welcome Rd, Christiansted, St Croix 00824, U.S. Virgin Islands

เรียนภาษาอิตาเลียนจากร้านทำผม

img_20160522_095653677[๒๔ กันยายน ๒๕๕๙] ไปอิตาลีช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา มีภาระกิจสำคัญคือไปร่วมงาน Prima comunione ของเอเลโอนอรา ในวันที่ 22 พฤษภาคม (หลังจากที่พลาดงานของเฟเดริโกไปแล้วในปีที่ผ่านมา)

งาน Prima comunione หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า First Communion สำหรับฉันแล้ว คล้าย ๆ กับพิธีพุทธมามกะของบ้านเรา ก่อนจะผ่านพิธีนี้ เอเล ซึ่งอายุครบ 9 ขวบในปีนี้ ต้องเข้าคอร์สเรียนเกี่ยวกับคริสตศาสนา (นิกายแคทอลิก) อยู่หลายเดือน ในพิธีนี้เอเลจะมีโอกาสได้กินขนมปัง (ซึ่งถือกันว่าเป็นเนื้อหนังของพระเยซู) เป็นครั้งแรก ถือเป็นแคทอลิกเต็มตัวและเต็มใจ

งานนี้เป็นงานใหญ่และสำคัญของครอบครัว ประหนึ่งงานโกนจุกของเมืองไทยสมัยก่อน มีญาติทั้งพ่อและฝั่งแม่แต่งตัวสวยสดงดงามมาร่วมงานอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง คุณยายดูหน้าบานภูมิใจในหลานสาวเป็นที่สุด งานของเอเลมีช่วงเช้า ใกล้ ๆ เที่ยงเสร็จงาน เสร็จแล้วทุกคนไปรวมตัวกันที่บ้านเอเลซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโบสถ์ มอบของขวัญให้สาวน้อยเจ้าของงาน และรอเวลาออกไปกินข้าวเที่ยง (ซึ่งเริ่มกินจริง ๆ ตอนใกล้บ่ายสองโมง) ที่ร้าน  Ristorante Casale di Tor di Quinto (via Casale Tor di Quinto, 1, 00191 Roma, Italy) ทุกอย่างได้รับการจัดอย่างมีพิธีรีตรอง เริ่มจากเสิร์ฟอาหารเรียกน้ำย่อยบนลานกว้างมองเห็นวิวชานเมืองกรุงโรม กินเสร็จก็ย้ายเข้ามานั่งในร้าน ซึ่งมี Seating plan ว่าใครนั่งโต๊ะไหนอย่างไร อาหารเสิร์ฟสามคอร์ส หรูหรา กินกันยาวไปจนถึงเกือบสี่โมงเย็น จากนั้นย้ายออกมาที่ลานด้านนอก เสิร์ฟเค้กและไวน์ กินกันไป ยืนคุยกันไปจนถึงหกโมงเย็น!!!

เล่ามายาว แค่จะบอกว่าด้วยความที่งานนี้เป็นงานพิเศษ ก่อนวันงานหนึ่งวัน ฉันเลยขอติดสอยห้อยตามซินยอราไปทำผมที่ร้านทำผมร้านเล็ก ๆ ใกล้บ้าน เลียนแบบพี่เอ็นโซที่ตามพ่อไปร้านทำผมในซอยเซ็นหลุยส์มาหลายปี (และชอบมาก ตอนนี้กลายเป็นว่า กลับเมืองไทยเมื่อใด ต้องไปตัดผมทุกครั้ง)

ร้านทำผมนี้ตั้งอยู่ในตึกเดียวกับซุปเปอร์มาณเก็ตโคนาด อย่างไรก็ตามจะเรียกว่าเป็นประสบการณ์ครั้งแรกในร้านทำผมอิตาเลียนก็ไม่เชิง เพราะร้านนี้บริหารงานด้วยคนจีนทั้งร้าน ซินยอราบอกว่าเค้าไดร์ผมดีมาก ทำเร็วและเรียบร้อย

img_20160522_092507841วันที่เราไปเป็นวันเสาร์ คนนั่งรอต่อคิวอยู่ประมาณ 5-6 คน มีทั้งเด็กสาวมารอถักเปียเกล้าผมและอีกหลาย ๆ คนที่รอสระผมและไดร์ รวมถึงทำเล็บ ลูกค้าจัดคิวกันเอง รู้ว่าใครมาก่อนมาหลัง ทั้งร้านมีช่าง 4 คน จำได้คุ้น ๆ ว่ามีช่างผู้ชายสองคน ผู้หญิงสองคน ทำเร็วมากจริง ๆ ทำดี นั่งดูเค้าทำผมแล้วเพลิน ฆ่าเวลาได้ดีอย่างยิ่ง

ถึงตาฉัน ช่างก็เรียกไปสระผม คนอิตาเลียนออกเสียงคำว่า แชมพู ว่าแชมโปว (Shampoo) ฉันพยายามบอกช่างว่าสระหนเดียวพอ  Uno shampoo, per favore แต่ช่างก็ไม่เข้าใจ ไม่เป็นไรสระสองครั้งก็ได้ สระเสร็จ ช่างถามว่าจะทำอะไร คำตอบที่ถูกต้องก็คือ จัดแต่งทรงผม ภาษาอิตาเลียนเรียกว่า “mess in piega” (เม ซิม ปิเอกา) ไม่ตัดผมนะ (Non tagliare i capelli)

สนุกดีค่ะ ไว้ปีหน้าจะไปลองร้านที่เป็นช่างอิตาเลียนบ้าง


ศัพท์ภาษาอิตาเลียนเกี่ยวกับร้านทำผม

  • ร้านทำผม = La parrucchiere
  • ไดร์ผม จัดแต่งผม = Mess in piega (Piegare คือการพับผ้า)
  • ตัดผม = Tagliare i capelli
  • ทรงผม = La pettinatura (Che bella pettinatura ไปทำผมใหม่มา ผมสวยจัง!)

วันเกิดพระเยซู

IMG_20151226_105703452

หลงฤดู – ต้นไม้หน้าบ้านเริ่มออกตุ่ม เตรียมพร้อมผลิใบ [University Heights, OH – ธันวาคม ๒๕๕๘]

[๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๘] หน้าหนาวปีนี้ไม่หนาวเลยแม้แต่น้อย ทั้งที่คลีฟแลนด์ และในหลาย ๆ เมืองฝั่งตะวันออกของอเมริกา จนบัดนี้จะขึ้นปีใหม่แล้ว ฉันยังไม่ได้เอาโค้ทหนา ๆ ออกมาใส่เลยแม้แต่ครั้งเดียว อากาศประหลาดอย่างนี้ ทำให้พลอยสงสารต้นไม้และบรรดาสัตว์ป่า พี่ตุ๊เล่าว่าต้นซากุระในวอชิงตันดีซีเริ่มจะออกดอกแล้ว ต้นไม้คงงง เข้าใจผิดนึกว่าฤดูใบไม้ผลิมาถึงแล้ว แถวบ้านฉันก็มีรายงานจากเพื่อนบ้านว่า มีหมาจิ้งจอกและหมาป่าโคโยตี้ออกมาเดินตามสวนหน้าบ้านเป็นระยะ

ที่เห็นได้ชัดคือว่า อากาศอุ่นอย่างนี้แล้ว คนออกไปจับจ่ายใช้สอยกันอย่างเป็นล่ำเป็นสันมาก ปีนี้ช่วงก่อนคริสมาสต์ รถติดน่าดู โดยเฉพาะถนนหน้าห้างสรรพสินค้าทั้งหลาย คนจัดการจราจรก็จัดระบบรถวิ่งได้ดีมาก (ประชด) คือเน้นปล่อยรถที่จะเข้าห้างเป็นหลัก รถอื่นรอไปก่อน

ถึงคริสมาสต์ปีนี้อากาศจะไม่หนาวเลย พี่เอ็นโซก็ตื่นเต้นที่จะฉลองเทศกาลตามปกติ ปีนี้เรามีกิจกรรมใหม่เพิ่มขึ้นมา คือการจัด Nativity Scene หรือที่เรียกในภาษาอิตาเลียนว่า Il Presepio อธิบายเป็นไทยง่าย ๆ คือการจัดฉากจำลองการประสูติของพระเยซู  คล้ายกับบ้านตุ๊กตาหรือคอกปศุสัตว์ (The Manger หรือ La capanna) ดี ๆ นี่เอง ที่น่ารักคือคนที่นับถือศาสนาคริสต์แต่ละชาติก็จะมีการจัดฉากต่างกันไปตามวัฒนธรรมของประเทศนั้น ๆ อย่างของคนเม๊กซิกัน รูปปั้นน้อย ๆ จะใส่หมวกซอมเบโร หรืออย่างของอิตาลีก็จะเป็นคนเลี้ยงแกะมาเป่าปี่เล่นดนตรี (เรียนคนเหลานี้ว่า  Il zampognaro) อย่างไรก็ตามที่ตัวละครหลักที่ขาดไม่ได้คือ พระแม่มารี โจเซฟ ทารกเยซู และกษัตริย์ (Magi) สามพระองค์

Gli zampognari

Presepio ของคนอิตาเลียนจากต่างกับคนอเมริกันที่ว่า ตอนแรกเค้าจะคอกปศุสัตว์ขึ้นมา วางพระแม่มารี โจเซฟ แกะ ลา และตัวประกอบอื่น ๆ ไว้ก่อน แต่จะยังไม่วางทารกเยซูลงไปในฉากจนกระทั่งวันคริสมาสต์ซึ่งเป็นวันประสูติของท่านจริง ๆ ส่วนกษัตริย์สามพระองค์ ก็จะตั้งไว้ไกล ๆ และค่อย ๆ เลื่อนมาใกล้ จนถึงวัน Befana ซึ่งตามประวัติบอกว่าเป็นวันที่กษัตริย์เดินทางมาถึง ในขณะที่คนอเมริกันใส่ทุกอย่างไว้พร้อมหมด ไม่มีการมาเพิ่มทีหลัง

แอบนึกในใจว่า โชคดีที่ศาสนาพุทธไม่มีอะไรแบบนี้ เพราะวินาทีที่พระพุทธเจ้าประสูตินี่อลังการมาก ยังนึกไม่ออกว่า จะจัดดอกบัวให้ผุดขึ้นมาตอนที่ท่านเดินเจ็ดก้าวแรกได้อย่างไร

ปิดท้ายเรื่องวันคริสมาสต์ว่า คนยิวในอเมริกามีธรรมเนียมต้องไปกินอาหารจีนในวันคริสมาสต์ (สอบถามกับมินนี่แล้ว เป็นตามนี้จริง มินนี่บอกว่าคริสมาสต์ปีนี้ ไปซื้อข้าวและ Egg Foo Young – ไข่เจียวราดน้ำเกรวี่ มากินเรียบร้อยแล้ว) มีคนอธิบายว่า เป็นเพราะร้านอาหารจีนเป็นร้านอาหารประเภทเดียวที่เปิดขายอาหารในวันคริสมาสต์ นอกจากนี้ การปรุงอาหารจีนก็ยังมีอะไรที่คล้าย ๆ กับการปรุงอาหารโคเชอร์ของคนยิว คือไม่ปรุงแบบปนเนื้อสัตว์กับนมหรือเนยเข้าด้วยกัน

ขอปิดท้ายเรื่องนี้ด้วยวิดีโอขำ ๆ ของ Mr. Bean ตอน Nativity Scene

ควันหลงสมเด็จพระสันตะปาปาเสด็จเยือนอเมริกา

[๒๗ กันยายน ๒๕๕๘]  สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสได้สิ้นสุดการเยือนสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการแล้วในวันนี้ โดยได้เสด็จเยือนเมืองฟิลาเดเฟีย ในรัฐเพนซิลเวเนียเป็นรัฐสุดท้าย หลังจากที่ได้เสด็จไปวอชิงตันดีซี และนิวยอร์ก

คนอเมริกันเห่อโป๊ปองค์นี้มาก ถ้าคิดตามหลักการแล้ว ออกจะประหลาดนิด ๆ เพราะประเทศนี้ คนส่วนใหญ่เป็นโปรเตสแตนท์ ไม่ได้นับถือนิกายแคทอลิก แต่ถ้าได้ฟังที่โป๊ปฟรานซิสพูดหรือแสดงออกมาแล้ว ไม่น่าแปลกใจ เพราะท่านเป็นคนสมถะอย่างมากถึงมากที่สุด บินสายการบินอาลิตาเลีย นั่งรถเฟียต ใคร ๆ ก็เลื่อมใส ข้อสำคัญคือคำพูดของท่านเข้าถึงจิตใจคนทุกประเภท แม้กระทั่งคนที่ไม่มีศาสนา (Non-believers) ดูจากข่าวแล้วออกจากปลื้มแทน ท่านไปที่ไหน คนก็มารอคอยต้อนรับกันอย่างหนาแน่น เวลาท่านหยุดทักทายเด็ก ๆ ก็จะเห็นพ่อแม่เด็กร้องไห้น้ำตาไหล ด้วยความปลาบปลื้ม ยังไม่นับถึงเรื่องที่ประธานสภาผู้แทนราษฏรของสหรัฐ นายจอห์น เบเนอร์ประกาศลาออก วันรุ่งขึ้นหลังจากที่ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าโป๊ป นายเบเนอร์นี่อินกับโป๊ปมาก นัยว่าเป็นแคทอลิกที่เคร่งครัด ตอนที่ได้ฟังโป๊ปกล่าวสุนทรพจน์ ถึงกับร้องไห้ขี้มูกโป่งต่อหน้าสื่อและกล้องโทรทัศน์อย่างไม่อายประชาชีแม้แต่น้อย

อย่างไรก็ตามวันนี้ตั้งใจจะเขียนเรื่องควันหลงหลังจากที่โป๊ปฟรานซิสเสด็จไปที่สภาคองเกรส มีรายงานข่าวว่า แก้วน้ำที่โป๊ปทรงจิบน้ำระหว่างที่กล่าวสุนทรพจน์นั้น มีสส. สหรัฐถึง ๓๐ คน แอบเอาไปดื่มต่อ ประมาณว่า ถือเป็นของศักดิ์สิทธิ์ สุดท้ายถึงขนาดมีสส. คนหนึ่งจิ๊กแก้วไป เทน้ำที่เหลือใส่ขวดเก็บอย่างดี แถมจะเอาแก้วไปให้ตำรวจตรวจลายนิ้วมือและออกใบรับรองด้วยว่า แก้วนี้โป๊ปฟรานซิสเคยจับมาแล้ว

ถ้าเป็นเมืองไทย คงไม่แปลกใจ แต่นี่เป็นอเมริกา อ่านแล้วก็อมยิ้มว่า ฝรั่งก็เป็นอย่างนี้เหมือนกันแฮะ

ปิดท้ายด้วยเกร็ดว่า รถเฟียตที่โป๊ปฟรานซิสนั่งมาจากสนามบินในวอชิงตัน ดีซี เป็นรถเฟียต 500 L คันหนึ่งน่าจะราคาประมาณ 6 แสนบาทได้ เฟียต หรือ FIAT ย่อมาจาก “Fabbrica Italiana Automobili Torino” แปลว่า รถอิตาลีที่ผลิตในตูริน

คำว่า พระสันตะปาปา ภาษาอิตาเลียนเรียกว่า อิล ป๊าปปะ สะกดเหมือนคำว่า พ่อ ทุกประการ (Il Papa/ Il papa) แต่อ่านออกเสียงต่างกัน คือ คำที่แปลว่าโป๊ป จะลงน้ำหน้กที่คำหน้า ส่วนคำที่แปลว่า พ่อ จะลงน้ำหนักที่คำหลัง เวลาได้ยินคนอิตาเลียนพูดกัน คนหูไม่ดีอย่างฉัน ต้องค่อย ๆ ฟังดี  ๆ ว่าตกลงเค้าพูดถึงพ่อ หรือถึงโป๊ป กันแน่

เดนเวอร์ เดนเวอร์: ที่พัก และอาหารการกิน

[๙ พฤษภาคม ๒๕๕๘] ตั้งใจแยกเรื่องที่พัก ร้านอาหาร และเรื่องเช่ารถออกมาอีกหนึ่งเรื่อง เพราะเล่าเรื่องเที่ยวยาวไปแล้ว อ่านเยอะ ๆ น่าจะเบื่อ เที่ยวคราวนี้ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ใช้เงินกับเรื่องที่พักมากเกินไปรึเปล่า ข้อผิดพลาดอย่างหนึ่งคือ ไปเชื่อ Hotwire มากเกินไป จริง ๆ น่าจะลองดูใน Expedia หรือเว็บอื่นบ้างก็น่าจะดี

*** โรงแรม
The Curtis – A Doubletree hotel
1405 Curtis Street, Denver, CO, 80202
(303) 571-0300
ว่าไปแล้ว โรงแรมนี้เป็นโรงแรมระดับดีที่สุดที่ได้นอนในการท่องเที่ยวครั้งนี้ อยู่ใกล้ 16th Street Mall อยู่ติดกับ Performing Arts Center สะอาด สะดวกสบาย แต่เสียตรงที่ต้องจ่ายค่าที่จอดรถแต่ละวัน ลิฟต์ไปที่จอดรถมีกลิ่นตุตุคล้าย ๆ อุนจิสุนัขอีกด้วย (พลอยสันนิษฐานว่าอาจจะเป็นกลิ่นน้ำยาทำความสะอาดลิฟต์)

ห้องนอนที่ซุปเปอร์เอ็ด

ห้องนอนที่ซุปเปอร์เอ็ด

Super 8
1600 Argentine St., Georgetown, CO, 80444

(303) 569-3211
นานมาแล้ว ฉันเคยไปนอน Motel 6 เมื่่อครั้งที่ขับรถไปเที่ยว Cornell กับแป้ง จำได้แม่นว่าเป็นเตียงน้ำ นอนแล้วยวบยาบไปหมด พอรู้ว่าคราวนี้ต้องไปนอน Super 8 ก็กล้า ๆ กลัว ๆ เหมือนกัน แต่เรื่องของเรื่องคือใน Hotwire ไม่มีโรงแรมอื่นให้เลือกแม้แต่น้อย จึงตัดสินไปลองเอาดาบหน้า สุดท้ายก็พบว่าโรงแรมสะอาดดี(พอสมควร) ผ้าปูที่นอนสะอาด ผ้าเช็ดตัวสะอาด อินเทอร์เน็ตเร็วและแรง อย่างไรก็ตามด้วยความที่บรรยากาศเมืองจอร์จทาวน์ช่างชวนให้คิดถึงเรื่อง Walking Dead เสียเหลือเกินฉันเลยแอบกลัว ๆ เล็กน้อย คืนนั้นนอนไม่ค่อยหลับ ประกอบกับที่เป็นห่วงงานและต้องสะสางงานจนดึก จึงทำให้นอนไม่สบายเท่าไรนัก แถมตื่นเช้ามาพลอยยังได้ยินเสียงกระเส่าจากข้างห้องอีกต่างหาก

อีกโรงแรมในจอร์จทาวน์ที่น่าสนใจคือ  Hotel Chateau Chamonix (คืนละประมาณ $155) พอดีว่ามันไม่โผล่ใน Hotwire จึงทำให้พลาดไปอย่างน่าเสียดาย

Country Inn & Suites By Carlson, Denver International Airport
4343 Airport Way, Denver, CO, 80239

(303) 375-1105
ก่อนบินกลับบ้าน เราย้ายกันมานอนโรงแรมใกล้สนามบิน จะได้ไม่ต้องรีบตะเกียกตะกายตื่นนอนมาสนามบินแต่เช้า ถือเป็นโรงแรมที่สะอาด อาหารเช้าดูหน้าตาดี น่ากิน (แต่ไม่ได้กิน) ไม่มีน้ำดื่มให้ในห้องนอน ฉันต้องซื้อจาก Vending Machine สอดแบงก์ห้าเข้าไป ได้ตังค์ทอนเป็นเหรียญนิกเกิ้ลออกมาบานตะไท

IMG_20150429_183932205_HDR

ร้านโดโมในเดนเวอร์

*** ร้านอาหาร
Domo Restaurant

www.domorestaurant.com
1365 Osage St, Denver, CO 80204
(303) 595-3666
เบ๊ตตี้เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันมื้อแรกที่บ้านในวันที่เราไปถึง เย็นวันนั้น เรามุ่งหน้าสู่ร้านอาหารญี่ปุ่นที่พลอยไปค้นหามาจากอินเทอร์เน๊ต ร้านนี้บรรยากาศดีมาก เป็นแบบบ้านญี่ปุ่นโบราณ วิธีสั่งอาหารออกจะพลิกแพลงเล็กน้อย แต่ก็สนุกดี สั่งอาหารชุดแล้ว มีอาหารจานเล็ก ๆ แนวกิมจิแถมมาให้อีก 6-7 อย่าง กินกันอิ่มแปล้ แอบสงสัยนิดนึงว่าทำไมอูด้งไม่ค่อยร้อนเลย

Sundance Cafe Nederland
www.sundancecafenederland.com
23942 Colorado 119, Nederland, CO 80466
สิบปีที่แล้ว ตอนที่ฉันมาเที่ยวเดนเวอร์กับพ่อ ลุงทอมกับเบ๊ตตี้ก็พาขึ้นเขามากินร้านนี้ เป็นร้านข้างทางง่าย ๆ แต่วิวสวยขาดใจ อาหารอร่อย พลอยสั่ง Robbie Burger ฉันสั่ง The Veggie (ซอสเห็ดราดบนอิงลิชมัฟฟิน) เห็นเบ๊ตตี้สั่ง French Toast ก็น่ากินใช่ย่อย

IMG_20150501_113948142

เครื่องเคียงมาเป็นถาด

My Brother’s Bar
www.mybrothersbar.com
2376 15th St Denver, CO 80202
(303) 455-9991
ร้านนี้เป็นร้านดังของคนเดนเวอร์ เข้าใจว่าแนว ๆ ร้านทอมมี่ที่คลีฟแลนด์ เป็นร้านที่ไม่มีป้ายร้านใด ๆ ทั้งสิ้น โชคดีที่เราไปกินกันตั้งแต่สิบเอ็ดโมงนิด ๆ เลยไม่ต้องรอ กินเสร็จออกจากร้านตอนเที่ยงครึ่งเกือบบ่ายโมง เห็นคนมายืนรอโต๊ะเต็มไปหมด ร้านนี้ฉันกับพลอยสั่ง Jalapeno Poppers มากินเรียกน้ำย่อย และสั่งเบอร์เกอร์เนื้อควายไบซันเป็นจานหลัก อร่อยทุกอย่าง

ลุงทอมเคยพาฉันมากินร้านนี้เมื่อนานมากแล้ว และก็ยังติดใจมาจนถึงวันนี้ ที่ประทับใจมากคือเขายกเครื่องเคียงมาให้กินแกล้มกับเบอร์เกอร์อย่างไม่อั้น ทั้งแตงกวาดอง พริกดอง ชื่นใจมาก

The Hippy Burrito

The Hippy Burrito

Lucha Cantina
luchacantina.com
606 6th St, Georgetown, CO 80444
(303) 569-2300
ด้วยความที่เป็นเมืองเล็กมาก จอร์จทาว์นเลยมีร้านอาหารอยู่ไม่กี่ร้าน มาโคโลราโดทั้งที ควรจะต้องกินอาหารเม๊กซิกันสักมื้อ แอบได้ยินผู้โดยสารบนเครื่องขาไปเดนเวอร์ คุยกันว่าอาหารเม๊กซิกันที่รัฐนี้อร่อย เพราะอยู่ติดกับรัฐนิวเม๊กซิโก ซึ่งปลูกพริกพันธุ์ดี (มาคิดทีหลังว่าอย่างนี้ อาหารเม๊กซิกันที่นิวเม๊กซิโกก็ต้องอร่อยกว่าที่นี่เยอะเลยสินะ)

เราค้นเจอร้านนี้ทาง Yelp อ่านรีวิวแล้วท่าทางจะใช้ได้ทีเดียว เลยตัดสินใจลองกิน บรรยากาศร้านชวนให้นึกถึงร้านซาลูนโบราณ เผลอ ๆ นั่งอยู่อาจจะมีคาวบอยเหน็บปืนเดินอาด ๆ เข้ามาในร้านเมื่อไหร่ก็ได้ อาหารเม๊กซิกันที่นี่อร่อย ฉันสั่ง The Hippy Burrito เน้นผัก ข้าว ถั่ว อร่อยถึงใจทีเดียว จานใหญ่เหลือเกิน

Happy Cooker
412 6th St, Georgetown, CO 80444
(303) 569-3166
ร้านนี้เบ๊ตตี้แนะนำให้ไปกิน แล้วก็ไม่ผิดหวัง ชื่อร้านก็น่ารักมาก บรรยากาศเหมือนนั่งกินข้าวในบ้าน เช้าวันที่ไปกิน มีแขกนั่งกินอยู่ 5-6 โต๊ะ มีคนเสิร์ฟอยู่คนเดียว แต่ก็ได้อาหารรวดเร็ว และอร่อย พลอยสั่ง Egg Benedict ซึ่งน่าทานมาก กินเสร็จอิ่มไปถึงบ่าย

Chicken Marsala พร้อมข้าว โรตี นาน และสับปะรด

Chicken Masala พร้อมข้าว โรตี นาน และสับปะรด

Curry -N- Kebob 
currynkebob.com
3050 28th St, Boulder, CO 80301
(720) 328-4696
เราปิดท้ายการท่องเที่ยวด้วยอาหารอินเดีย ร้านนี้ค้นเจอจาก Yelp อีกเช่นกัน  ตอนแรกไปถึงร้านแล้ว เริ่มไม่แน่ใจ เพราะดูเป็นฟาสต์ฟู้ด แต่พอเห็นคนอินเดียจำนวนมากเดินเข้าร้าน แล้วก็มั่นใจว่ามาไม่ผิดที่แน่ เราสั่ง Chicken Marsala มาแบ่งกันกิน จนบัดนี้ยังเสียดาย นานกับโรตีที่เหลืออยู่ น่าจะเอากลับมากินที่คลีฟแลนด์ด้วย

*** เช่ารถ
E-Z Rent-A-Car

www.e-zrentacar.com
23410 E 78th Ave, Denver, CO 80249
(303) 375-0222
ครั้งแรกที่จองรถ ไปพบบริษัทจองรถที่ให้ราคาดีมากแค่ $6 ต่อวัน จองเสร็จ พลอยเข้าไปสำรวจรีวิวของบริษัท  ปรากฏว่าถูกตำหนิเรื่องบริการถล่มทลาย ทำให้ต้องรีบยกเลิกและเปลี่ยนบริษัทในทันที สุดท้ายเราตัดสินใจเช่ารถจาก E-Z Rent-A-Car ในราคาวันละ $11 บริการดีมาก รถแคมรี่ใหม่ สะอาด (แถมตอนแรกจะอัพเกรดเป็น SUV ให้ด้วยซ้ำ แต่ฉันต้องรีบปฏิเสธ เพราะไม่แน่ใจว่าประกันที่ตัวเองมีอยู่จะคุ้มครองถึงรึเปล่า)

ขับรถคราวนี้ ได้ค้นพบจากพลอยว่าตัวเองขับเอียงขวาอย่างมาก (พอกลับที่คลีฟแลนด์ ก็สังเกตว่าตัวเองเป็นอย่างนั้นจริง ๆ)

วิวที่โคโลราโดสวยมาก สวยเหมือนวิวที่อิตาลีที่ได้เห็นทุกครั้งที่ขับรถขึ้นเหนือไปกันยาโน่ ขอบคุณพลอยที่ขับรถและเปิดโอกาสให้พี่ได้ชมวิว พร้อมกับฟัง Taylor Swift ไปด้วย เห็นวิวภูเขาสวย ๆ อย่างนี้ อดคิดไม่ได้ว่าเวลาสภาพอากาศรุนแรงมาก ๆ ก็คงน่าดูอยู่เหมือนกัน

อยากจะฝากถึงใคร ๆ ที่วางแผนจะเช่่ารถในอเมริกาว่า โปรดศึกษาเรื่อง Insurance ก่อนที่จะเซ็นต์สัญญา บทความของบริษัท Geico เขียนให้ความรู้เรื่องนี้ได้ดีมาก ที่ผ่านมา ทุก ๆ ครั้งที่ฉันเช่ารถ ฉันต้องจ่ายแพงกว่าปกติ ทั้ง ๆ ที่มีค่าประกันหลาย ๆ อย่างที่เราขอยกเว้นได้ อย่างเช่น Collision Damage Waiver (ซึ่ง Amex มีครอบคลุมให้ หากเราใช้บัตร Amex จ่ายค่าเช่ารถ) หรือ Liability Insurance (ที่โดยทั่วไป คนที่มีรถยนต์ในอเมริกาจะต้องมีอยู่แล้ว)

%d bloggers like this: