Archive for the ‘อาหาร Food’ Category

ปกิณกะกับวันสนุก ๆ ใน NOLA (2)

ต้นโอ๊คต้นใหญ่ยักษ์

ความอลังการของต้นโอ๊ค

[๘-๑๑ เมษายน ๒๕๖๐] โรงแรมที่เราพักชื่อว่า Omni Riverfront (701 Convention Center Blvd, New Orleans, LA 70130) ทำเลใช้ได้เลย แม้ไม่ได้ตั้งอยู่ใจกลาง French Quarter แต่ก็ไม่ไกลจากรถรางทั้งสามสายเท่าไหร่ อยู่่ใกล้คาสิโนและข้อสำคัญคืออยู่ติดกับ Outlet ขนาดใหญ่ เดินข้ามถนนไปก็ถึง

การเดินทางส่วนใหญ่ เราใช้เท้าเป็นหลัก พี่พิมอึดมาก ๆ ขนาดว่าเท้าเจ็บเล็กน้อย ยังเดินร่าเริงได้ไม่บ่นเลย ฉันเองวันไปสวนสัตว์แทบแย่ เพราะใส่รองเท้าไม่ดี นอกจากเดินแล้ว เราก็ยังขึ้นรถราง (ที่ไม่ใช่ชื่อสายปรารถนา) ค่าขึ้นเที่ยวละ $1.25 บาท เงินสดเท่านั้นและไม่มีทอน ขึ้นรถแล้วหยอดเงินจ่ายตรงเครื่องได้เลย ไม่ต้องรีบ คนที่นี่ใจเย็นและเฮฮามาก นอกจากนี้ระหว่างทางที่นั่งรถจากสนามบิน หรือนั่งรถไปชมไร่ ก็จะได้เห็นส่วนอื่น ๆ ของเมืองในวาระเดียวกัน ไม่แนะนำให้เช่ารถ ค่าจอดรถแพงมาก และที่จอดรถหายากสุด ๆ

สำหรับผู้ที่กำลังตัดสินใจว่าจะเสียตังค์ร้อยกว่าเหรียญ ลงเรือกินข้าวท่องแม่น้ำมิสซิสซิปปี้ดีหรือไม่ ขอแนะนำทางเลือกอีกทาง คือ New Orleans Ferry   สะดวกสบายมาก สามารถขึ้นจากท่าเรือตรงถนน Canal ข้ามแม่น้ำไปอีกฝั่งหนึ่งที่ท่า Algiers Point  ไป 2 เหรียญ กลับ 2 เหรียญ วิวสวยขาดใจ

***ว่าด้วยเรื่องปากท้อง***

ซากเบนเยต์

อาหารการกินที่นี่ไม่อั้น นอกจากอาหารที่หารับประทานได้ในงานเทศกาลแล้ว เรายังไปกินเบนเยต์ที่ใคร ๆ ก็บอกให้ไปกินกัน Cafe Du Monde (800 Decatur St, New Orleans, LA 70116)  โชคดีที่นอกจากโดนัทกับกาแฟแล้ว ที่ร้านยังมีน้ำส้มเสิร์ฟด้วย คนไม่กินคาเฟอีนอย่างฉันเลยได้อิ่มเอมอย่างเต็มที่ Cafe Du Monde กับเบนเยต์นี่ เป็นสัญลักษณ์แห่งการตลาดอันเฉียบคมอย่างแท้จริง เป็นสิ่งที่ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า มานิวออร์ลีนส์แล้วไม่ได้กินเบนเย่ต์ ก็ยังมาไม่ถึง แม้ว่าจะมีร้านกาแฟร้านอื่น ๆ ที่ขายเบนเย่ต์ เช่น Cafe Beignet หรืออย่าง Cafe Du Monde เองก็มีอีกสาขาหนึ่งตั้งอยู่ใน Outlet ข้าง ๆ โรงแรม แต่ผู้คนก็ยังแห่กันมาเข้าคิวรอเข้าไปกินที่สาขาถนน Decatur อยู่ที่เดียว ชวนให้คิดถึงหอเอนปิซา  (ที่คนอิตาเลียนบางคนไม่เคยไปเลยแม้แต่ครั้งเดียว) เป็นอย่างยิ่ง

พูดถึงอาหารแล้ว มานิวออร์ลีนส์นี่ รายการอาหารที่ต้องกินยาวยืดไปหมด ทั้ง Po’Boy // Étouffée // Gumbo // Beignet // Muffuletta // Craw Fish // Oyster และอื่น ๆ อีกมากมาย ร้านอาหารคลาสสิกชื่อดังของเมืองที่ได้รับขนานนามว่าเป็น Le Grande Dame มีหลายร้าน คงต้องอยู่กันเป็นอาทิตย์และมีเงินเยอะ ๆ (และบางร้านต้องแต่งตัวดี ๆ เขาถึงจะให้เข้า) ถึงจะกินได้ครบ ร้านที่คุณน้าของจูดิธแนะนำมาให้ไปกิน (แต่ไม่ได้ไปกิน) คือ Galatoire’s (209 Bourbon St, New Orleans, LA 70130) และ Felix’s (739 Iberville St, New Orleans, LA 70130)

ร้านอาหารอร่อยใน French Market

แต่ร้านที่อร่อยที่สุดคือร้านที่เราค้นพบโดยบังเอิญในตลาด French Market ชื่อร้าน Meals From The Heart Cafe  (1100 N Peters St #13, New Orleans, LA 70116) พี่พิมได้กิน Crab cake ที่อุดมไปด้วยเนื้อปู ส่วนฉันกิน Okra gumbo อร่อยจริง ๆ

อีกทีนึงที่ไม่ใช่ร้านอาหาร แต่อยากให้ไปแวะคือร้านขายขนมเพรลีน (Praline – ขนมหวานทำจากคาราเมลใส่ถั่ว) ชื่อร้าน Southern Candy Makers (800 Decatur St, New Orleans, LA 70116) มีสองสาขา ขนมหวานได้ใจจริง ๆ ซื้อกลับมาฝากคนคลีฟแลนด์ ใคร ๆ ก็ชมว่าอร่อยเหาะ

Pralines จากร้าน Southern Candymakers

***Epilogue***
มีคำกล่าวที่ว่า “America has only three cities: New York, San Francisco, and New Orleans. Everywhere else is Cleveland.”  ไม่แน่ใจว่าใครเป็นคนพูดไว้ หนังสือบางเล่มบอกว่าเป็นคำพูดของ Tennessee Williams ซึ่งฉันยังไม่สามารถหาหลักฐานมายืนยันได้ แต่ก็ถือเป็นประเด็นที่น่าเก็บมาคิดทีเดียว

วันที่เราเดินทางออกจากนิวออร์ลีนส์ ข่าว United Airlines กระชากลากถููผู้โดยสารลงจากเครื่องกำลังเป็นเรื่องใหญ่ ฉันนึกในใจว่าเป็นโชคของ Delta Airlines เพราะถ้าใครบินเดลต้าช่วง 3-4 วันก่อนหน้านั้น จะรู้ว่าเดลต้าถูกตำหนิเรื่องการยกเลิกและเลื่อนเที่ยวบินอย่างรุนแรง

กลับจากนิวออร์ลีนส์ได้ไม่กี่อาทิตย์ ก็มีข่าวใหญ่เรื่องการรื้อ The Liberty Monument ซึ่งเป็นอนุสาวรีย์รำลึกถึงกลุ่ม Confederate (หรือสมาพันธรัฐอเมริกา) กลุ่มคอนเฟดเดอเรทนี้แยกตัวออกมาปกครองทางใต้ของอเมริกาสมัยสงครามกลางเมือง (1861–1865) ข่าวว่าบรรดาคนงานที่เป็นคนรื้ออนุสาวรีย์ต้องปิดหน้าปิดตา พร้อมมีตำรวจคอยคุ้มกัน ในขณะเดียวกันกลุ่มลูกหลานของกลุ่มคอนเฟดเดอเรทมารวมตัวประท้วงกันยกใหญ่ กระแสต่อต้านสัญลักษณ์ของกลุ่มคอนเฟดเดอเรทนี่ สืบเนื่องมาจากกรณีโศกนาฎกรรมที่วัยรุ่นผิวขาวเข้าไปยิงพระและคนผิวสีในโบสถ์ที่ เมืองชาร์ลสตัน รัฐเซาท์แคโรไลนา ในปี 2015 (พ.ศ. 2558)

Image_08cbf1c

ระเบียงสวย เหล็กดัดมีเอกลักษณ์งดงาม พบได้ทั่วไป

อยากเขียนต่ออีก แต่หมดแรง ถึงแม้นิวออร์ลีนส์จะไม่ใช่เมืองใหญ่ แต่ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 4-5 วันถึงจะเที่ยวทำกิจกรรมได้ครบถ้วน นักท่องเที่ยวหลาย ๆ คนพากันไป Swamp Tour หลาย ๆ คน เชียร์ให้ไปพิพิธภัณฑ์สงครามโลกครั้งที่สอง แต่ฉันขอผ่าน คราวนี้ดีใจมากที่ได้สัมผัสมนต์ขลังของแม่น้ำมิสซิสซิปปี้ หลังจากที่อ่านนิยายของมาร์ก เทวนมาหลายสิบปี และยังจำได้ติดตาถึงภาพนิวออร์ลีนส์ที่มองจากเครื่องบิน ขณะที่เครื่องกำลังจะลงจอด เห็นสะพานทอดยาวข้าม Lake Pontchatrain ตื่นตาตื่นใจเป็นที่สุด

สัญญาว่าคราวหน้า จะไปช่วงที่ไม่มีเทศกาล จะไป Garden District จะไปเยี่ยมบ้าน William Faulkner (624 Pirate Alley, New Orleans, LA 70116) และ Tennessee Williams (1014 Dumaine St, New Orleans, LA 70116) จะหาโอกาสไปลองกินก๊วยเตี๋ยวเฝอของเวียดนามดูบ้าง เชื่อหรือไม่ว่า นิวออร์ลีนส์มีชุมชนคนเวียดนามขนาดใหญ่ ซึ่งอพยพมาอยู่อเมริกาตั้งแต่สมัยสงครามเวียดนามทีเดียว

สุสาน บ้านไร่ และสวนสัตว์ กับวันสนุก ๆ ใน NOLA (1)

Jackson Square

Jackson Square

[๘-๑๑ เมษายน ๒๕๖๐] สงกรานต์/อีสเตอร์ปีนี้ดวงดี พี่พิมแวะมาเที่ยวอเมริกาเกือบสองอาทิตย์ เลยได้โอกาสชวนกันล่องใต้ไปเยี่ยมเยียนนิวออร์ลีนส์ นิวออร์ลีนส์ หรือที่คนทั่วไปเรียกกันว่า NOLA (New Orleans, LA (=Louisiana) เป็นเมืองที่ฉันใฝ่ฝันจะไปหามานานแสนนาน จำได้ว่าพี่โอเคยไปเที่ยวนิวออร์ลีนส์คนเดียวสมัยมาเรียนหนังสือ ส่งโปสการ์ดมาเล่าว่าสนุกมาก

ทัวร์ไปเที่ยวโรงงานทำทาบาสโก้

ทัวร์ไปเที่ยวโรงงานทำทาบาสโก้

สำหรับฉันแล้ว นิวออร์ลีนส์สนุกกว่าเมืองอื่น ๆ ในอเมริกามากมาย เที่ยวนิวออร์ลีนส์เหมือนเที่ยวเมืองนอก ไม่เหมือนอยู่ในอเมริกา (อันนี้ฝรั่งหลายคนเห็นด้วย) นิวออร์ลีนส์มีทุกอย่าง เป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์เก่าแก่แห่งหนึ่งในประเทศสหรัฐอเมริกา ปีหน้าเค้าจะฉลองครบรอบก่อตั้งครบ 300 ปี (ตั้งแต่ปี 1718 หรือ พ.ศ. 2261 ตรงกับสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช) มีบ้านสวย ๆ เก๋ ๆ มีดนตรีแจ๊สเก๋า ๆ อย่าง Preservation Jazz Hall Band  มีของกินอร่อย ๆ  เป็นเมืองที่นักเขียนดัง ๆ อย่าง William Faulkner และ Tennessee Williams  เคยมาใช้ชีวิตอยู่ เป็นเมืองแห่งบทละครเรื่อง The Streetcar Named Desire (ที่จนบัดนี้ก็ยังมีการแข่งขันตะโกน Stellaaaaaa ในงานเทศกาลของเทนเนสซี่ วิลเลี่ยมที่จัดเป็นประจำทุกปีในเดือนมีนาคม)

เราเดินทางถึงนิวออร์ลีนส์ในวันเสาร์ที่ 8 เมษายน พี่พิมบินมาจากดีซี ฉันบินไปจากคลีฟแลนด์ ตามกำหนดแล้วควรจะถึงเวลา11 โมงใกล้ ๆ กัน แต่เดลต้าแอร์ไลน์ก็ได้ถือวิสาสะเปลี่ยนแปลงโปรแกรมการท่องเที่ยวของฉันอีกครั้ง – ครั้งที่สามแล้วนะ!!!- เล่นเอากว่าฉันจะไปถึงก็เกือบห้าโมงเย็น

***French Quarter***
เที่ยวกับพี่พิมทีไร โชคดีมาก ๆ ทุกที ครั้งนี้พบว่าช่วงที่เราจะไปเป็นช่วงที่มีงาน French Quarter Festival ประจำปี ครั้งที่ 34 คนจัดประกาศว่าเป็น “Largest Showcase of Louisiana Music in the World” ตอนที่เราจองตั๋วเครื่องบินไปนิวออร์ลีนส์ในเดือนกุมภาพันธ์ เราใช้วันเดินทางของพี่พิม และวันหยุดของฉันเป็นหลัก ไม่รู้เสียด้วยซ้ำไปว่าวันที่เราจะไปตรงกับเทศกาลนี้ เพิ่งมารู้ก็ตอนเดือนมีนาคมที่ฉันเริ่มมองหาโรงแรม แล้วพบว่าโรงแรมแพงมาก ๆ อย่างไรก็ดี French Quarter Festival นี่อลังการยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง ปิดเมืองตั้งเวทีเล่นดนตรีกัน 23 เวที!!! ข้อสำคัญคือมีร้านอาหารดัง ๆ มาออกร้านกว่า 70 กว่าร้าน ทั้ง Antoine’s Galatoire’s Muriel’s ทำให้เราได้มีโอกาสลิ้มรสอาหารท้องถิ่นของนิวออร์ลีนส์ที่ใคร ๆ ลงความเห็นกันว่าอร่อยที่สุดในอเมริกา (และก็จริงอย่างที่เขาว่ากัน) อาหารที่ขายก็เป็นขนาดเล็ก ๆ ราคาไม่แพงมาก ทำให้เราได้กินของอร่อย ๆ ได้มากมายหลายชนิดในเวลาอันสั้น

วันอาทิตย์ที่เราไปตรงกับวัน Palm Sunday พอดี (พี่พิมถ่ายจาก St. Louis Cathedral)

ขอบันทึกเป็นหลักฐานว่าอาหารที่ได้ลิ้มลองจากงานเทศกาลนี้ประกอบด้วย — ไก่ทอดกับข้าว (พี่พิมบอกว่าอร่อยมาก ๆ) // Deep-fried Oyster Po’ Boy Sandwich (หอยนางรมหวานสุด ๆ) // Duck Po’Boy Sandwich // Gator Kabobs (เนื้อจระเข้เสียบไม้) // Bread Pudding // Snoballs (น้ำแข็งไสบ้านเราดี ๆ นี่เอง ถ้าต้องการหวานมากขึ้นอีก ก็ขอให้คนขายราดนมข้นเพิ่มให้ได้) // Chicken & Waffles // Pulled Chicken Sandwich (หรืออะไรซักอย่าง) // Crawfish crepe กับ Eggplant (อะไรซักอย่าง)

บรรยากาศในงานเต็มไปผู้คนจากทั่วทุกสารทิศ เข้าใจว่าเป็นช่วง Spring Break ของนักเรียนนักศึกษาในรัฐหลุยเซียนาพอดี ทุกคนเฮฮา เดินไปมาพร้อมกับถือแก้วดริงก์ ดูสุขสันต์สำราญใจเป็นอย่างยิ่ง (ซึ่งเป็นภาพแปลกตาในอเมริกา) เรื่องคนเมากับนิวออร์ลีนส์นี่เป็นโจ๊กที่ใคร ๆ ก็พูดถึงกัน ประหนึ่งว่ามานิวออร์ลีนส์เพื่อจะมาเสพเหล้ายาปลาปิ้งโดยเฉพาะ (รวมไปถึงกลิ่นกัญชาที่ลอยมาตามลมเป็นระยะ ๆ) คนที่พูดเรื่องนี้มีตั้งแต่คนรถจากสนามบิน ไปจนถึงไบรอันคนรถที่ขับพาไปเที่ยวไร่อ้อย ที่บอกว่าให้ติดสติกเกอร์ประจำคณะไว้ให้ดี เผื่อว่าไปดื่มดริงก์ที่ทางไร่อ้อยมีขายจนเมาหมดสติ พนักงานไร่อ้อยจะได้พากลับมาส่งได้ถูก

นิวออร์ลีนส์ก็เหมือนกับเมืองท่องเที่ยวใหญ่ ๆ ทั่วไป ที่การต่อคิวสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่าง Preservation Jazz Hall ที่ดังมาก ๆ คนจะไปรอเข้าคิวกันแต่หัววัน ร้านอาหารไหนที่ว่าดัง ก็จะมีคนไปรอเข้าคิวกันยาวเฟื้อย

ขอแสดงความชื่นชมคณะจัดงานว่าเก็บขยะได้เก่งมาก ช่วงกลางคืนขยะเต็มงานไปหมด ทั้งภาชนะใส่อาหาร แก้วน้ำ ขวดน้ำ เช้ามากวาดเกลี้ยงเกลา แต่เวลาเดิน ๆ ต้องระวังอยู่เหมือนกัน ดีไม่ดีอาจจะไปเหยียบอ้วกคนเมาได้ง่าย ๆ

***สุสาน St Louis No. 1***
ฉันเองก็เพิ่งมาสังเกตคราวนี้เองว่าคนอเมริกันหลายคนมีรสนิยมชอบไปเที่ยวสุสาน แถวบ้านฉันที่คลีฟแลนด์ มีสุสานชื่อ Lakeview Cemetery มีที่เก็บศพของประธานาธิบดีการ์ฟิลด์ อยู่มาหลายปีก็ไม่เคยคิดจะไปเยี่ยมชมเลย ส่วนของนิวออร์ลีนส์นี่ อ่านข้อมูลท่องเที่ยวฉบับไหน ก็มีแต่คนบอกว่าห้ามพลาดทั้งนั้น

สุสานยุคดั้งเดิมสีสันสวยงาม เพราะทาสีแบบเดียวกับสีบ้านของเจ้าของสุสาน เพื่อให้พนักงาน (ซึ่งอ่านป้ายไม่ออก) รู้ว่าสุสานใดเป็นของตระกูลไหน

สุสานในนิวออร์ลีนส์ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมมีหลายแห่ง เราเลือกไป St Louis No. 1 ตามคำแนะนำของคุณเรน Concierge ของโรงแรมที่พักอยู่ นัยว่าสุสานนี้ดังมาก เพราะเป็นสุสานที่ยัง active (คือยังมีการเปิดให้เก็บศพอยู่) ที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศสหรัฐอเมริกา นอกยังนี้ยังมีหลุมเก็บศพของผู้ก่อตั้งเมืองนิวออร์ลีนส์รุ่นบุกเบิก มีหลุมเก็บศพของสมาชิกสมาคมชาวอิตาเลียนที่ใช้หินอ่อนจาก Carrara และที่พลาดไม่ได้คือหลุมของคุณนาย Marie Laveau เจ้าแม่วูดูที่มีชี่อเสียงโด่งดังก้องโลก ฟังประวัติแล้วแอบภูมิใจว่าเป็นผู้หญิงเก่งในสมัยนั้น คุณนายลาโวนี่ดังจริง ๆ ตรงหน้าหลุมมีคนนำยาสูบ หนังยางรัดผมและกิ๊บมาวางเป็นการแสดงความไว้อาลัยเต็มไปหมด อลีน่า ไกด์สาวผู้พาเราเข้าชมสุสานเล่าว่า ที่คนเอาอุปกรณ์เสริมสวยมาวาง เพราะอาชีพดั้งเดิมของคุณลาโวคือช่างทำผม ส่วนยาสูบหรือบุหรี่ เข้าใจว่าเป็นเพราะเป็นธุรกิจของครอบครัว (ถ้าจำไม่ผิด)

โปรดสังเกตว่าฉันใช้คำว่าหลุม “เก็บ” ศพ ไม่ใช่ หลุม “ฝัง”ศพ เหตุผลที่ดึงดูดใคร ๆ ให้มาชมสุสานที่นิวออร์ลีนส์ เพราะเค้าใช้วิธีเก็บศพไม่ได้ฝังลงดินลึกลงไป 6 ฟุตแบบทั่ว ๆ ไป อลีน่าเล่าว่า เพราะสภาพที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของนิวออร์ลีนส์ที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล ทำให้ฝังศพไม่ได้ ไม่งั้นน้ำจะพัดศพขึ้นมาลอยอืด ไม่น่าดูไม่น่าชมเป็นอย่างยิ่ง จนชาวนิวออร์ลีนส์ต้องทำเรื่องไปขออนุญาตพระสันตปาปาว่าขอเก็บศพบนดินแทนที่จะฝังได้หรือไม่ ทางวาติกันพิจารณาแล้ว ก็อนุญาตให้เป็นกรณีพิเศษ (เพราะแม้แต้พระเยซุเอง ศพของท่านก็ถูกเก็บไว้ในถ้ำ ไมได้รับการฝังลงดิน) ฉันฟังแล้วก็เออออตามไกด์ไป แต่ในใจก็แอบคิดว่าสุสานของตระกูลพี่เอ็นโซที่กันยาโนก็เก็บศพไว้ในอาคารบนดินเหมือนกันนี่นะ

ได้เรียนรู้ประวัติความเป็นมาของนิวออร์ลีนส์จากอลีน่าด้วยว่า กลุ่มคนกลุ่มแรก ๆ ที่มาสร้างเมือง คือนักโทษจากคุกในฝรั่งเศส (ทำนองเดียวกับที่นักโทษอังกฤษเป็นคนสร้างออสเตรเลีย)

ขากลับออกจากสุสาน อลีน่าแนะนำให้ทุกคนถอยหลังออกมา บอกว่าเป็นเคล็ด (เหมือนคนไทยเลยแฮะ)

*** สวนสัตว์ Audobon*** 
เหตุผลดั้งเดิมที่มานิวออร์ลีนส์ เพราะคิดว่าจะไปแวะเยี่ยมอ๋อและครอบครัวที่ฟลอริด้า อยากไปอุดหนุนร้านอาหารไทยของอ๋อที่ชื่อ Thailand’s Best ดูแผนที่ไปดูแผนที่มา เมืองที่อ๋ออยู่ (Navarre) ไม่ห่างจากนิวออร์ลีนส์เท่าไหร่แฮะ (ขับรถข้ามสี่รัฐ คือฟลอริด้า อัลบามา มิสซิสซิปปี้ และ หลุยส์เซียนาใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง) สุดท้ายจากที่กลายเป็นว่าจะไปหาอ๋อ อ๋อและครอบครัว อันประกอบด้วย คริส แอสตัน แอนนาเบล เลยต้องขับรถมาเราที่นิวออร์ลีนส์แทน กินข้าวกลางวันที่ร้าน NOLA เสร็จแล้ว เรากับเด็ก ๆ ก็มุ่งหน้าสู่ส่วนสัตว์ Audobon กัน เด็ก ๆ ตื่นเต้นมาก ได้เห็นช้าง ลิง ยีราฟ เสือ จระเข้ นกสวย ๆ ในระยะประชิด ฉันเองก็ตื่นเต้น เพราะระหว่างทางไปสวนสัตว์ ได้นั่งรถผ่านถนน Carrollton ซึ่งมีบ้านสไตส์เก๋ ๆ แบบนิวออร์ลีนส์สวยงามมากมาย

***Oak Alley Plantation***
ฉันชอบไปเที่ยวบ้านสวย ๆ อย่างแมนชั่นที่เมืองนิวพอร์ท โรดไอส์แลนด์นี่ชอบมาก ๆ พอเห็นรูป Plantation หรือถ้าแปลเป็นภาษาไทยก็คงเข้าข่าย บ้านไร่บ้านสวน(อ้อย) ในนิวออร์ลีนส์แล้วก็ใฝ่ฝันว่าจะไปเยี่ยมชมให้ได้

บ้านไร่(อ้อย)ในนิวออร์ลีนส์มีหลายแห่ง ตั้งอยู่บนถนนเก่าแก่เลียบแม่น้ำมิสซิสซิปปีชื่อ River Road เลือกมา Oak Alley Plantation เพราะดูแล้วว่าสวยสง่า ถ่ายรูปขึ้นที่สุด โดยเฉพาะเวลาที่มองเข้าไปแล้วเห็นต้นโอ๊คอายุนับร้อย ๆ ปี เรียงแถวเป็นแนวเป็นทางไปจนถึงตัวบ้าน ไม่มีใครรู้ว่าต้น Virginia Live Oak เหล่านี้ ปลูกเมื่อไร ใครเป็นคนปลูก ไกด์เล่าว่าสมัยก่อนเมื่อมองจากตัวบ้านออกไปทางถนน จะเห็นแม่น้ำมิสซิสซิปปี้ แต่ปัจจุบันน้ำท่วมทำให้ต้องสร้างทำนบขึ้นมากั้นมา บดบังวิวไปอย่างน่าเสียดาย — ที่โอ๊คแอลลี่ย์นี้ เราได้เดินสวนกับคนไทยด้วย ทักทายกันจนได้รู้ว่าคุณเค้ามาจากบุรีรัมย์

เหนือโต๊ะกินข้าว คือพัดลมขนาดใหญ่ ใช้แรงงานทาสเด็ก ๆ ให้เป็นคนดึงเชือก บนโต๊ะมีโถแก้ว เอาไว้ดักจับแมลงที่บินเข้ามารบกวน

อย่างไรก็ตามหากใครสนใจประวัติศาสตร์การใช้แรงงานทาส ขอแนะนำให้ไป Whitney Plantation  ฉันเห็นว่า Oak Alley จะเน้นความหรูหรามั่งคั่งของฝ่ายเจ้าของไร่ (เช่น การใช้สับปะรดไล่แขกที่มาพักที่บ้านนานเกินไป) ในขณะที่ Whitney จะแสดงให้เห็นถึงชีวิตที่ถูกกดขี่ข่มเหงของทาสผิวสี ที่จริงแล้ว Oak Alley ก็มีส่วนที่จัดแสดงนิทรรศการแสดงความเป็นอยู่ของทาสเหมือนกัน แต่ก็อะนะ…  (ไกด์เล่าว่าสมัยก่อนเจ้าของบ้านปลูกต้นโอ๊คไว้ด้านหลังบ้านด้วย เพื่อจะให้ปกปิดสายตาจากส่วนที่อยู่ของทาส)

ที่นิวออร์ลีนส์นี้ อะไร ๆ ก็ Whitney มีธนาคารชื่อวิทนีย์ มีโรงแรมชื่อวิทนีย์ ไร่ก็ชื่อวิทนีย์อีก ตระกูลวิทนีย์นี่มาจากนิวยอร์ก เข้ามาทำธุรกิจในนิวออร์ลีนส์ช่วงยุคสงครามกลางเมือง Whitney Bank นี่ เค้าบอกว่าบริหารจัดการกันเก่งมาก เพราะเป็นธนาคารเดียวที่อยู่รอดผ่าน The Great Depression ในช่วงปี 1930’s มาได้

จากตัวเมืองนิวออร์ลีนส์ เดินทางมายังแพลนเทชั่นใช้เวลาประมาณ 50 นาที ระหว่างทางเราต้องผ่าน Lake Pontchatrain คนขับรถชื่อไบรอัน เล่าว่าเป็นทะเลสาบที่น้ำตื้นมาก ๆ (เฉลี่ยความลึกประมาณ 4 เมตรเท่านั้นเอง) อย่างไรก็ดี ตอนหลังฉันมาหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตพบว่า จริง ๆ ตรงนี้ไม่ใช่ Lake หรือทะเลสาบ ตามชื่อ แต่เป็น Estuary หรือ ชะวากทะเล (ปากน้ำ) เป็นเครื่องอธิบายได้เป็นอย่างดีว่า ทำไมพื้นที่ตรงนี้จึงได้อุดมสมบูรณ์เพียงนี้

ผู้ใดสนใจจะไปเยี่ยมเยือนนิวออร์ลีนส์  ควรศึกษาเว็บไซต์การท่องเที่ยวของ New Orleans: http://www.neworleansonline.com/ที่ทำไว้ดีมาก ถ้าให้ดีควรเข้าไปดาวน์โหลดไกด์บุ๊คมาศึกษาก่อนเดินทาง มีคูปองลดราคาสินค้าและอาหารเพียบ

ของกินบนถนนลี

[๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐]  หลายปีที่แล้วครั้งที่ฉันย้ายมาอยู่คลีฟแลนด์ใหม่ ๆ ถ้าจะออกไปกินอาหารนอกบ้าน ส่วนใหญ่จะไปหาของกินที่ถนนโคเวนทรี เพราะมีร้านอาหารหลายร้าน ทั้งร้านไทย ร้านเกาหลี ร้านญี่ปุ่น/มาเลย์ และร้านอาหารอเมริกันร้านโปรดอย่างร้าน Tommy’s

อย่างไรก็ดี ปีสองปีที่ผ่านมา เริ่มมีร้านอาหารแปลก ๆ (และดี ๆ) มาเปิดบนถนนลีซึ่งอยู่ไม่ห่างจากบ้าน ขับรถไป 5 นาทีก็ถึง ของดีของถนนลีคือ มีโรงภาพยนต์ฉายหนังอินดี้แนว RCA พระรามเก้า สมัยก่อนนี่ถนนลีเป็นถนนได้ชื่อว่าไม่ค่อยปลอดภัยเท่าไร พัฒนาได้ขนาดนี้ส่วนหนึ่งต้องขอบคุณรัฐบาลเมืองคลีฟแลนด์ไฮท์ที่ปรับปรุงถนนหนทางให้ดูน่าเดินน่าเที่ยวมากขึ้น มีการลาดยางถนนใหม่ เปลี่ยนป้ายบอกชื่อถนน ปรับปรุงเสาไฟฟ้าทำให้ถนนดูสว่างขึ้น

ร้านบนถนนลีที่พี่เอ็นโซมักจะพาฉันไปกินคือ “อนาโตเลีย(2270 Lee Rd, Cleveland Heights, OH 44118 Phone: (216) 321-4400) เป็นร้านอาหารเตอร์กิช อร่อยมาก โดยเฉพาะของหวาน ร้านนี้เป็นร้านใหญ่และมีชื่อเสียงประจำเมือง มีอาหารให้เลือกรับประทานมากมาย ไปกินมาหลายรอบแล้วก็ยังกินได้ไม่ครบทุกอย่างบนเมนู ทุกครั้งที่ไปกินก็จะอดเสียดายไม่ได้ว่า ตอนที่ไปเที่ยวตุรกีกับทัวร์ ไม่ได้กินของอร่อย ๆ อย่างนี้เลย

เมื่อสองปีที่แล้ว มีร้านอาหารโมรอกโคชื่อ “โมโม เคบับ” มาเปิด (2199 Lee Rd, Cleveland Heights, OH 44118 Phone: (216) 932-3512) เป็นร้านเล็ก ๆ คูหาเดียว เมนูมีแค่หน้าเดียว ไม่มีอาหารให้เลือกมากมายเหมือน อนาโตเลีย แต่อร่อยและเน้นคุณภาพ ทุกครั้งที่ไป พ่อครัว/เจ้าของร้าน จะออกมาต้อนรับพูดคุยเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด ร้านนี้อบขนมปังเอง เข้าใจว่าเป็นขนมปังเฉพาะแบบของโมรอกโค เพราะไม่เคยกินที่ไหนมาก่อน อร่อยและไม่หวาน (ไม่เหมือนร้านอาหารทั่ว ๆ ไปในอเมริกา ที่ขนมปังหวานจนบางทีเกือบจะเป็นกลายเป็นเค้ก) ส่วนใหญ่ฉันจะสั่งแกะย่าง ที่เสิร์ฟพร้อมข้าวและผัก ส่วนพี่เอ็นโซจะสั่ง Tagine คล้าย ๆ กับสตูว์ อบในภาชนะที่ทำจากดินที่เรียกว่า Tagine เช่นกัน เจ้าของร้านอธิบายว่า Tagine นี่ใช้เวลาปรุงนานมาก ต้องทำล่วงหน้ากันเป็นวัน ๆ  อย่างเดียวที่ยังไม่เคยกินคือ คูสคูส ซึ่งเป็นอาหารพิเศษประจำคืนวันศุกร์ พูดกันหลายครั้งว่าต้องกลับไปกิน ก็ยังไม่มีโอกาสเสียที

ล่าสุดได้มีโอกาสไปกินอาหารเอธิโอเปียบนถนนลี ร้านชื่อ โซมา (2240 Lee Rd, Cleveland, OH 44118 Phone: (216) 465-3239) ก่อนไปก็แอบสงสัย (ด้วยนิสัยไม่ดี) ว่า เขามีอะไรกินกันด้วยหรือ ประเทศแถวนั้นไม่น่าจะอุดมสมบูรณ์เท่าไร ปรากฏว่าดีมาก เหมาะสำหรับคนรักษาสุขภาพ เป็นอาหารที่เน้นถั่วและแป้ง หรือถ้าจะเลือกกินเนื้อ ก็มีสตูว์ทั้งเนื้อวัว เนื้อไก่ (ที่เสิร์ฟพร้อมไข่ต้ม) และ แกะ วิธีการเสิร์ฟก็ตื่นตาตื่นใจเป็นที่สุด คือ เสิร์ฟอาหารด้วยจานใบเบ้อเริ่ม ปูด้วยแผ่นแป้งที่เรียกว่า Injera ซึ่งเป็นขนมปังพื้นเมืองของเอธิโอเปีย ทำมาจากเมล็ด Teff (ซึ่งเป็นพืชที่ปลูกในเอธิโอเปีย) แผ่น Injera มีสีเทาเข้ม หน้าตาคล้าย ๆ เครปบวกแพนเค้ก นิ่ม ๆ ไม่หวาน มีรู ๆ เหมือนฟองน้ำ (กินไปเรื่อย ๆ จะได้อารมณ์ขนมถ้วยฟูของโปรด) บนแป้งจะมีกับข้าวตักวางเป็นหย่อม ๆ ส่วนใหญ่จะเป็นถั่วปรุงผสมเครื่องเทศต่าง ๆ นานา วิธีกินก็ง่าย ๆ ใช้มือบิดแป้งกินกับกับข้าวไปเรื่อย ๆ

ตอนแรกเห็นอาหารแล้ว คิดในใจว่าจะอิ่มไหมนี่ ปรากฏว่ากินไปได้แค่ครึ่งจาน แป้งยังไม่ได้จะหมดแผ่น ก็อิ่มจุกเสียแล้ว แถมยังอิ่มยาวมาถึงวันรุ่งขึ้นอีกด้วย

ร้านโซมานี่ถือเป็นร้านยอดฮิต เพิ่งเปิดมาได้แค่สองเดือนกว่า ๆ แต่ลูกค้าแน่นขนัด ถ้าไม่ได้จองก่อน ก็คงไม่ได้กิน และท่าทางคงจะเป็นที่ถูกใจคนแถวนี้ไปอีกนาน

St Croix วิตามินดี จิจี้ และ เปโดร

stcroix_jan2017-15

จากซ้ายไปขวา – จิจี้ เปโดร อาจารย์ มองลงไปจากเนินเขาจะเห็น Isaac Bay

[๘ – ๑๕ มกราคม ๒๕๖0] เริ่มต้นรับปีใหม่ด้วยทริปสั้น ๆ ๘ วัน ๗ คืน ที่ St Croix (หมายเหตุ: คนอเมริกันอ่านออกเสียงว่าเซนต์ครอย เวลาอ่านออกเสียงตามภาษาฝรั่งเศส คนฟังจะงงมาก ว่าพูดถึงอะไร) 

เซนต์ครอยเป็นหนึ่งในเกาะ ๓ เกาะของ US Virgin Islands อยู่ในอาณาเขตของสหรัฐอเมริกา (ไม่ต้องแสดงพาสปอร์ตขาไป แต่ขากลับเข้ามาแผ่นดินใหญ่ต้องแสดงหลักฐานการเป็นพลเมืองอเมริกัน) อยากรู้ว่าอยู่ตรงไหนของโลก ก็หาเมืองไมอามี่ รัฐฟลอริดาในแผนที่ให้เจอก่อน จากนั้นก็ค่อย ๆ เลื่อนสายตาลงมาด้านล่างตรงทะเลคาริเบียน มองไปทางขวามือเล็กน้อย ถ้าเจอ Puerto Rico ปุ๊ป ก็ให้รีบหาจุดเล็ก ๆ ทางขวามือของ Puerto Rico เพ่งดี ๆ ก็จะเห็นเซนต์ครอย ขนาดใหญ่ประมาณเกาะช้างของเมืองไทย

stcroix_jan2017-7

สติกเกอร์ติดหน้ากระจกรถ เตือนคนขับให้ขับชิดซ้าย

ความรู้สึกกับเซนต์ครอยคือ ถึงจะเป็นเกาะของอเมริกา ใช้เงินยูเอสดอลลาร์ พูดภาษาอังกฤษ ใช้เวลาตาม Atlantic Standard Time (AST) (ซึ่งเร็วกว่าคลีฟแลนด์ 1 ชั่วโมง ช่วงที่ไม่เป็น Daylight Saving Time) แต่เซนต์ครอยก็มีความเป็นยูโรเปียนสูงมาก ผู้คนทักทายกันด้วยคำว่า Good morning, Good afternoon ไม่มีการทักว่า Hi How are you? และถึงจะใช้รถพวงมาลัยซ้ายแบบในอเมริกา แต่ระบบการจราจรที่นี่เป็นเหมือนเมืองไทยคือขับชิดซ้าย (มีเว็บไซต์อธิบายว่าเป็นเพราะเกาะนี้ยังรักษาระบบการขับขี่รถยนต์ตามเดนมาร์ก ซึ่งเป็นเจ้าของดั้งเดิมของเกาะนี้ ก่อนที่จะขายให้อเมริกาเมื่อหนึ่งร้อยปีที่แล้ว ว่าแต่ตอนนี้คนเดนมาร์กเขาก็ขับรถชิดขวากันไม่ใช่หรือ)

stcroix_jan2017-39

With Pedro – at our log in Jack Bay

หนีหนาวที่เซนต์ครอยเที่ยวนี้ เราตัดสินใจใช้บริการจองที่พักผ่าน Airbnb เป็นครั้งแรก หลังจากกล้า ๆ กลัว ๆ จากทริปไปจาไมก้าเมื่อปีที่แล้ว สุดท้ายกลายเป็นว่าถูกรางวัลที่ 1 เพราะพี่เอ็นโซไปค้นเจอบ้านริมผา ตั้งชื่อได้เก๋ไก๋ว่า 30 Steps to Paradise บ้านหลังนี้ตั้งอยู่บริเวณ East End ของเกาะ ใกล้ ๆ กับ East End Marine Park และ Point Udall ซึ่งถือว่าเป็นจุดตะวันออกสุดของสหรัฐอเมริกา (ซึ่งเราไม่ได้ไปเยี่ยมชม) เป็นบริเวณที่พักอาศัยที่เงียบเชียบมากถึงมากที่สุด ปราศจากรถราวิ่งผ่าน เสียงเดียวที่ได้ยินคือเสียงคลื่นซัดกระทบฝั่ง (และอาจจะมีเสียงนกเพ-ลิกันบ้าง) บ้านหลังไม่ใหญ่ แต่มีสิ่งอำนวยความสะดวกเพียบพร้อม มีครัว มีหม้อไหกะทะ จานชามช้อนส้อมให้หมด มีห้องน้ำในตัว พร้อมด้วยราวตากผ้านอกบ้าน

กิจวัตรประจำวันคือ ทุก ๆ เช้าจะมีลูกสมุนสองตัวคือ มิสจิจิ้ และคุณเปโดร (หมาดูโอของเจ้าของบ้าน) เดินนำขึ้นเขาฝ่าดงไป Jack Bay  (เดินไปประมาณ ๑๐ นาที) หรือไม่ก็ไป Isaac Bay (ซึ่งต้องปีนเนินไปอีกลูก เดินต่อไปอีก ๑๕ นาที) ทางเดินไปอ่าวก็ไม่ใช่เดินได้ง่าย ๆ (แนวเดียวกับตอนเดินขึ้นเขาอกทะลุที่พัทลุงเมื่อสามสิบกว่าปีที่แล้ว) ถ้าไม่สังเกตดี ๆ จะไม่รู้เลยว่าตรงนี้มี trail แถมยังมีพุ่มไม้หนามแหลมซุ่มรอเราอยู่เป็นระยะ ๆ แต่ก็คุ้มค่า เพราะหาดทรายสวย เป็นหาดทรายดิบ ๆ ไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกใด ๆ สะอาด ไม่มีขยะ เงียบสงบ นาน ๆ ทีจะมีคนเดินผ่านมาสักคน เจอขอนไม้ถูกใจ ฉันก็นั่งอ่านหนังสือได้เป็นนาน พี่เอ็นโซได้ว่ายน้ำวันละ ๓ รอบ ว่ายเสร็จรอบหนึ่งก็เดินฝ่าดงพงหญ้า ขึ้นเนินกลับมากินข้าวบ้าน กินเสร็จกลับไปว่ายต่อ จนพระอาทิตย์ตกดิน (เดินจนจำได้ว่าตรงไหนมีหนาม ตรงไหนมีหลุม)

คนที่เซนต์ครอยบอกว่า อาทิตย์ที่เราไป โชคไม่ดีหน่อย เพราะทะเลไม่สงบ คลื่นลมรุนแรง แต่ก็ไม่เห็นพี่เอ็นโซจะบ่นอะไร ก็ยังว่ายน้ำได้อย่างปกติดี ฉันเองก็ว่าทะเลสวยดีเป็นปกติ (แต่แอบมีหอยเม่น (Sea urchins) เยอะ ต้องระวังเหมือนกัน)

ด้วยความที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ริมทะเล เราเลยไม่ได้ไปเดินเล่นในเมืองมากเท่าไร เมืองใหญ่ของเกาะคือ Christiansted ซึ่งอยู่ทางตะวันออก เป็นที่ตั้งของหน่วยงานราชการ ที่ทำการของผู้ว่าฯ เมืองนี้ห่างจากบ้านที่พักไปประมาณ 20 นาที และ Frederiksted ทางฝั่งตะวันตก เป็นเมืองที่บรรดาเรือลำใหญ่ ๆ จะมาขึ้นฝั่งกัน และอยู่ไม่ไกลจากสนามบินเท่าไรนัก

stcroix_jan2017-12

Christiansted

โชคเข้าข้างฉัน เมื่อช่วงเช้าของวันพุธมีประกาศเตือนภัยเรื่องกระแสน้ำ Rip Current พี่เอ็นโซออกไปว่ายน้ำไม่ได้ เลยพาฉันมาเดินเล่นในเมืองคริสเตียนเสตทแทน ได้มีโอกาสเดินชม Boardwalk ริมทะเลแคริเบียน เดินซื้อของที่ระลึก และกินข้าวกลางวัน ขากลับแวะซื้อกับข้าวกลับบ้าน เมืองนี้น่ารักมาก คล้าย ๆ ตะกั่วป่าที่พังงา เงียบ ๆ ดูเหมือนทุกคนจะรู้จักทักทายกันเป็นอย่างดี มีสถานที่ประวัติศาสตร์สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงร่องรอยความยิ่งใหญ่และรุ่งเรืองทางการค้าจากการส่งออกน้ำตาลและอ้อยของชาวเดนมาร์ก เมื่อหลายร้อยปีที่แล้วอยู่หลายแห่ง ถ้าใครที่เป็นแฟนละครบรอดเวย์สุดพีคอย่าง Hamilton ก็คงตื่นเต้นเป็นพิเศษ เพราะ Alexander Hamilton รัฐมนตรีคลังคนแรกของอเมริกา ใช้ชีวิตในวัยเด็กที่เซนต์ครอยนี่เอง

เราแวะเฟเดอริกเสตทก่อนจะขึ้นเครื่องกลับ ด้วยความที่เป็นวันอาทิตย์ เมืองจึงเงียบเหงาเป็นพิเศษ ร้านเกือบทุกร้านปิดหมด แต่ก็ยังพอมีร่องรอยให้เห็นถึงความคึกคักในยามที่เรือเดินสมุทรเข้าเทียบท่า หาดทรายฝั่งนี้คลื่นลมสงบกว่าฝั่งที่เราอยู่ หาดทรายสวยมากโดยเฉพาะตรงที่เป็นอุทยานแห่งชาติ Sandy Point

stcroix_jan2017-34

Fredericksted

ที่เซนต์ครอยนี่ เราต้องใช้น้ำจืดและไฟฟ้าอย่างประหยัด อาหารการกินที่นี่แพงนิดหนึ่ง เพราะต้องนำเข้ามาจากแผ่นดินใหญ่ พี่เอ็นโซผิดหวังเล็กน้อยเพราะนึกว่าจะมีผลไม้พื้นเมืองและอ้อยให้กิน ได้ยินว่าคนพื้นเมืองที่นี่มีความรู้สึกไม่ค่อยดีกับอ้อย เพราะทำให้นึกถึงความรุนแรงจากการใช้แรงงานทาสทำไร่อ้อยในอดีต อ้อยไม่ค่อยมีแล้ว เหล้ารัมที่ผลิตบนเกาะ ก็ไม่ได้ทำจากอ้อย อย่างไรก็ดี เราก็ได้กิน Baccalà หรือปลาเค็มเกือบทุกมื้อ พี่เอ็นโซซื้อมาทำให้กิน โดยปรุงกับซอสมะเขือเทศ อร่อยมาก

เที่ยวคราวนี้มีเรื่องให้ตื่นเต้นอีกตามเคย เริ่มจากพลาดไฟลท์ไปไมอามี่ ในเช้าวันอาทิตย์ ดันเอากระเป๋าเดินทางโหลดขึ้นเครื่องไม่ทัน สายการบินให้ทางเลือกสองทางคือ รอไปไฟลท์วันรุ่งขึ้น หรือว่า รอ Standby ไปไมอามี่ในเย็นวันนั้น ไปนอนค้างไมอามี่ก่อนหนึ่งคืน และรอ Standby (อีกครั้ง) สำหรับไฟลท์ไปเซนต์ครอยในวันรุ่งขึ้น

เลือกอย่างหลัง อารมณ์ตอนนั้นคือไม่อยากทนอากาศหนาวอีกต่อไปแล้ว (และถ้าโชคดีจะได้เห็นฟลอริดาสักที เกิดมายังไม่เคยไปเลย)

stcroix_jan2017-36

Rhythms at Rainbow Beach

สุดท้ายเราก็ได้บินไปไมอามี่ในคืนนั้น (หลังจากนั่งรอลุ้นอยู่เป็นชั่วโมง ๆ เพราะไฟลท์ดีเลย์จากห้าโมงครึ่งเป็นทุ่มครึ่ง นั่งฟังประกาศห้ามไม่ให้นำซัมซุงกาแล๊กซี่โน๊ต 7 เป็นสิบ ๆ รอบ เพราะพนักงานต้องประกาศทุกครั้งและหลาย ๆ ครั้ง ก่อนจะให้ผู้โดยสารขึ้นเครื่อง  – แปลกที่ว่า ที่สนามบินไมอามี่หรือที่เซนต์ครอย ไม่ยักกะได้ยินประกาศนี้แฮะ) และได้ที่นั่งไปเซนต์ครอยในวันรุ่งขึ้น เมาเครื่องเล็กน้อย (ตามปกติ) แต่พอได้ลมเย็น ๆ (ที่ไม่ใช่ลมหนาว) อาการป่วยก็หายเป็นปลิดทิ้ง แต่การผจญภัยก็ไม่ได้จบแค่นั้น ปรากฏว่าหลงทาง หาบ้านไม่เจอ เพียงเพราะไปเห็นป้าย Private Property ห้ามเข้า (ซึ่งถ้าผ่านเข้าไป ก็หมดเรื่อง แต่ก็ไม่กล้า กลัวลูกปืน) มือถือ (T-Mobile) ไม่มีสัญญาณ (มีเฉพาะ AT&T) ไม่สามารถโทรหาเจ้าของบ้าน ต้องวนรถกลับมาที่คาสิโนใกล้ ๆ ขอใช้โทรศัพท์โทรหาเจ้าของบ้าน จึงจะหมดปัญหา

ดีใจที่ได้ไปเซนต์ครอย ดีใจที่ได้ไปรับวิตามินดี ดีใจที่ได้เห็นต้นมะขามและต้นกระถินเต็มเกาะไปหมด ดีใจที่มีเวลาอ่านหนังสือที่ทิ้งค้างไว้เกือบปีได้จบ ดีใจที่ได้เจอซอสเผ็ดอร่อยยี่ห้อ Alvin’s และดีใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้รู้จักมิสจิจี้กับคุณเปโดร – เซเลบแถบ East End เดินไปไหน ทุกคนก็กรี๊ดกร๊าดทักทายหมาสองตัวนีักันทั้งบาง


ที่พัก

Arawak Bay The Inn at Salt River (ได้แต่จองและจ่ายเงิน แต่ไม่ได้ไปนอน เพราะพลาดเครื่องวันแรก)
62 Salt River, Christiansted, 00851-3475, VI

Aloft Miami Doral 
3265 NW 107th Avenue, Doral, FL, 33172

30 Steps to Paradise
Waterfront Cottage, St. Croix US VI
East End, St. Croix, U.S. Virgin Islands

ร้านอาหาร

Cafe Fresco (ร้านน่ารัก อาหารอร่อย สั่ง “i vote veggie!” กับ “fresco phatty”)
1138 King St, Christiansted, St Croix 00820, USVI

Zion Modern Kitchen (ร้านนี้มีเมนูทั้งเป็นภาษาอังกฤษและภาษาแดนิช ถือเป็นร้านดังของเกาะ)
2132 Company St, Christiansted, St Croix 00820, U.S. Virgin

Rhythms at Rainbow Beach (ร้านนี้ฮิปปี้หน่อย แต่อาหารอร่อยมาก บรรยากาศสวยริมทะเล)
Frederiksted, St Croix 00840, USVI

Polly’s At the Pier  (ว่าจะไปกินร้านนี้ แต่เกิดปิดวันอาทิตย์ เลยไปที่ Rhythms แทน)
3A Strand St, Frederiksted, St Croix 00840, USVI

ร้านขายของชำ

*** เนื่องจากคราวนี้ทำกับข้าวกินเองเยอะมาก เลยเพิ่มข้อมูลส่วนที่เป็นร้านขายของชำไว้ด้วย

Plaza Extra East  (ร้านค้าใหญ่ประจำเมือง มีของให้เลือกซื้อแทบทุกชนิด)
4 C & D, Christiansted, VI 00820, U.S. Virgin Islands

Seaside Market & Deli  (ร้านเล็กกว่า Plaza หน่อย แต่ก็มีสินค้าทุกชนิดที่ร้านซุปเปอร์มาร์เก็ตในอเมริกามี เช่น Hummus เป็นต้น)
2001, Mt Welcome Rd, Christiansted, St Croix 00824, U.S. Virgin Islands

ไข่เค็ม

received_509484609222457

ดองไข่เค็ม

[๑๓ มีนาคม ๒๕๕๙] สมัยเด็ก ๆ ช่วงที่อยู่สุราษฏร์ธานี ฉันได้กินไข่เค็มอร่อย ๆ เป็นประจำ สุราษฏร์ฯ เป็นเมืองมีชื่อเรื่องของกินอร่อย ๆ เป็นเมืองที่เต็มไปด้วย หอย(นางรม)ใหญ่ ไข่(เค็ม)แดง แหล่งธรรมะ (สวนโมกข์) พ่อเล่าว่าที่ไข่เค็มสุราษฏร์ฯ สีแดงอร่อย เพราะเป็ดที่นั่นกินเปลือกกุ้ง หัวกุ้งเป็นประจำ

เดือนที่แล้ว พลอยเล่าให้ฟังว่าที่ร้านทำน้ำพริกลงเรือ พร้อมส่งรูปประกอบ ดูน่ากินมาก เป็นรูปน้ำพริกลงเรือมีผักประกอบสวยงามโปะหน้าด้วยไข่เค็ม พลอยเล่าต่อว่าพอดีเป็ดที่เลี้ยงไว้ออกไข่เยอะ แม่ครัวที่ร้านเลยเอามาทำไข่เค็ม

ฟังแล้วเกิดไอเดีย เราทำไข่เค็มกินเองบ้างก็น่าจะสนุกและอร่อยดี แม่บอกว่าซื้อเอาน่าจะง่ายกว่า แต่ก็นั่นแหละ ซื้อจากที่ร้านเอเชียแถวนี้ เราก็ไม่รู้ว่าเขาใส่อะไรในไข่บ้าง ร้านพวกนี้เวลาซื้อของต้องดูดี ๆ วันก่อนซื้อน้ำพริกเผามา กะว่าจะทาขนมปังกินให้สะใจ มาถึงบ้าน พลิกดูใต้ขวด ปรากฏว่าหมดอายุไปเมื่อปีที่แล้ว (เซ็ง)

พลอยให้สูตรทำไข่เค็มมาอย่างดี หาเพิ่มจากอินเทอร์เน็ตบ้าง ปัญหาอย่างแรกคือ ไม่มีไข่เป็ด แต่ไม่เป็นไร ใช้ไข่ไก่น่าจะพอถูไถไปได้บ้าง ปัญหาต่อมาคนไทยทำกับข้าวเก่ง แต่ไม่มีการอธิบายปริมาณชั่งตวงที่แน่นอน ในอินเทอร์เน็ตมีแต่เขียนว่า ต้มน้ำกับเกลือ แต่ไม่ยักกะบอกว่าสัดส่วนเกลือต่อน้ำเท่าไร ตอนแรกต้มน้ำ 1 ถ้วย ต่อเกลือ 1/2 ถ้วย ปรากฏว่าเกลือไม่ยอมละลาย ต้องเพิ่มน้ำแทบแย่เชียว

IMG_20160313_092603533

ไข่เค็มทอด อร่อย

สรุปว่าวิธีทำก็ง่าย ๆ คือ ต้มน้ำ 1 ถ้วยต่อเกลือ 1/4 ถ้วย จากนั้นทิ้งให้น้ำเย็น เอาไข่ใส่โหล แล้วเทน้ำเกลือให้กลบไข่ให้มิด จากนั้นเอาถุงน้ำใส่แหมะกดไข่ไว้ อย่าให้ลอย ปิดฝา และทิ้งไว้ประมาณ 30 วัน

ไข่เค็มของฉันออกมา ไม่ค่อยเค็มเท่าไร ต้มกินไม่อร่อย แต่ทอดเป็นไข่ดาวกินกับข้าวสวยร้อน ๆ ใช้ได้เลยทีเดียว

ช่วงนี้ดูท่าว่าดวงทำกับข้าวกำลังมาแรง สองวันที่แล้วทำไข่พะโล้กิน ในที่สุดก็ฉันก็สามารถทำออกมาคล้ายๆ กับของต้นตำรับที่เมืองไทย I nailed it! ดีใจมาก หลังจากหัดทำมาเกือบ 3 ปี เคล็ดลับคือ อย่าไปทำตามวิธีที่เขียนหลังซองโลโบ้โดยเด็ดขาด ใช้ผงพะโล้นิดเดียว ละลายน้ำร้อนก่อนใส่ในหม้อ ใส่ซีอิ๊วดำและขาว น้ำตาลทรายแดงอีกนิดหน่อย อร่อยแล้ว

ว่าด้วยแอปเปิ้ล

IMG_20160209_170914293

กะบะขายแอปเปิ้ลนานาชนิดที่ Whole Foods

[๘ มีนาคม ๒๕๕๙] ได้ไอเดียการเขียนเรื่องแอปเปิ้ลจากการพูดคุยกับฝรั่งที่ไปพบโดยบังเอิญ ระหว่างรออาหารที่จาไมก้า อย่างที่เคยเล่าว่า เราต้องใช้เวลารออาหารในร้านจาไมก้ายาวนานมาก เลยได้โอกาสคุยกันยาวเลย

ฝรั่งสองคนที่ได้เจอ เค้ามาจากมิดเวสต์ของสหรัฐอเมริกา เขาบอกว่ามาเที่ยวจาไมก้าเป็นประจำทุกปีเลย และก็ตื่นเต้นมากที่ได้เห็นต้นกล้วยเป็นครั้งแรก เขาเพิ่งรู้ว่า ต้นกล้วยนี่ พอออกลูกปุ๊ป ก็ตายเลย แล้วเขาก็ถามเราเพื่อหาข้อมูลว่า รู้ไหมว่า เวลาปลูกกล้วย แล้วจะใช้เวลานานเท่าไรกว่าจะออกลูก ฉันเองก็ไม่รู้ ต้องไลน์มาถามพ่อและแม่ทีหลัง ถึงได้รับคำตอบว่าเป็นปี

ฝรั่งถามต่อด้วยความไม่รู้ว่า กล้วยนี่มันมีแบบเดียวสินะ เราเลยโวยวายตอบว่่า ใครบอกกัน กล้วยมีหลายพันธุ์ หลายชนิดมาก แต่ละชนิดก็มีรสชาติและหน้าตาต่างกันไป

ฝรั่งได้ยินก็เกิดอาการทึ่งเป็นอย่างมาก

IMG_20160306_165340627พูดเรื่องกล้วย แล้วทำให้นึกถึงแอปเปิ้ล ตอนเด็ก ๆ ฉันนึกว่า แอปเปิ้ลนี่มีแค่แบบสีแดงและสีเขียว ไม่เคยรู้ว่า มันมีพันธุ์อะไรแตกต่างกันอย่างไร เพิ่งได้มาเรียนรู้ไม่นานนี่เอง จากถุงกระดาษใส่แอปเปิ้ลที่เขาขายที่ Whole Foods ว่า ฝรั่งเค้ามีการจัดลำดับความหวานของแอปเปิ้ลไว้ด้วยนะ โดยหากจะเรียงจากความหวานมาก ไปถึงหวานน้อย (หรือเปรี้ยว) ก็จะเรียงตามพันธุ์ได้ประมาณนี้

  1. Kiku (หวานอร่อยกรอบ พันธุ์โปรดประจำครอบครัว)
  2. Fuji
  3. Ambrosia
  4. Gala
  5. Jonagold
  6. Cameo
  7. Golden Delicious
  8. Red Delicious
  9. Honeycrisp
  10. Kanzi
  11. Braeburn
  12. Pink Lady
  13. Granny Smith (แอปเปิ้ลเขียว ใช้ทำพายแอปเปิ้ลกำลังดี)

ฉันยังไม่เคยกินแอปเปิ้ลครบทุกชนิด แต่ก่อนซื้อกินแต่ Gala เพราะเห็นเจ้านายที่ทำงานกิน ตอนนี้หันมากิน Kiku อย่างเดียว เพราะอร่อยและหวาน Braeburn และ Pink Lady ก็อร่อยดี เวลากินกับ Oatmeal

สงสัยว่ากลับเมืองไทยคราวนี้ จะหาโอกาสลองไปจัดอันดับกล้วย (หรือแม้แต่ ส้ม และ ทุเรียน) ตามความหวานดูบ้าง น่าสนุกดี

12 วันกับ One Love ที่จาไมก้า (2)

3 Dives Restaurant, West End, Negril

3 Dives Restaurant, West End, Negril

[๖ มีนาคม ๒๕๕๙]  แก้วถามว่า อยู่ดี ๆ ทำไมถึงเลือกมาจาไมก้า อธิบายไปว่า เพราะค่าใช้จ่ายไม่แพงมากและไม่ต้องบินไกล แก้วบอกว่าดีแล้ว จะได้ไปฟังเพลง Bob Marley ฟังแล้วงงเป็นไก่ตาแตก บ๊อบ บ๊งที่ไหน ฉันไม่รู้จัก ใครคือ Bob Marley หรือนี่ ฉันเชยมาก ๆ

เราวางแผนการเดินทางตั้งแต่คริสมาสต์ปีที่แล้ว เริ่มต้นจากการรวบรวมรายชื่อสถานที่ที่ มีอากาศอบอุ่น ตั้งแต่สิมิลัน ไล่มาจนถึงหมู่เกาะในคาริเบียน เม็กซิโก ตั้งใจว่าไม่อยากใช้เวลาและเงินในการเดินทางมาก ท้ายสุดมีหลุดมาเข้ารอบมา 3 แห่ง คือ อารูบ้า จาไมก้า และปุนต้าคานาที่โดมินิกัน รีพับลิก – Aruba ตัดออกไป เพราะเกาะเล็กมาก อยู่ตั้ง 10 กว่าวัน คงเบื่อน่าดู ส่วน Punta Cana ถ้าไม่ไปอยู่ที่พักประเภท All Inclusive Resorts (ตกคืนละประมาณ $400) เมืองด้านนอกไม่ปลอดภัยเท่าที่ควร ไม่ควรออกไปเดินเล่น สรุปว่า จาไมก้าลงตัวที่สุด นอกจากจะมีหลาย ๆ เมืองให้เที่ยวแล้ว ยังอยู่ใน Time Zone เดียวกับคลีฟแลนด์ ตัดปัญหาเจ๊ทแลกออกไปได้ทันที

rice

ข้าวหอมมะลิไทยไปจาไมก้า

มาจาไมก้าครั้งแรก ฉันก็ออกจะหวั่นใจเล็ก ๆ เพราะนึกไม่ออกเลยว่าจาไมก้าหน้าตาเป็นอย่างไร ประกอบกับข่าว Zika Virus กำลังดังกระฉ่อนก่อนออกเดินทาง พยายามหาข้อมูลของจาไมก้าจากเว็บพันทิป เผื่อว่าจะมีคนไทยเคยไปเที่ยวบ้าง ก็มีข้อมูลน้อยเหลือเกิน คุยกันกับพี่เอ็นโซว่า ทริปนี้ถือเป็นการผจญภัย ไม่มีความคาดหวังอะไรทั้งสิน และพร้อมจะรับมือกับเหตุการณ์ใด ๆ ก็ตามที่จะเกิดขึ้น สุดท้ายกลายเป็นว่า เหมือนได้กลับเมืองไทย – back to my natural habitat! อากาศอบอุ่น ลมเย็นสบาย ทุกอย่างสะดวกสบาย เข้าใจว่าเป็นเพราะมีนักท่องเที่ยวอเมริกันและแคนนาดามาเที่ยวกันเยอะมาก ทุกคนมีมิตรจิตมิตรใจ คติประจำตัวคนที่นี่คือ No Problem! แนวเดียวกับ “ไม่เป็นไร” ที่บ้านเรา ข้อสำคัญคือทุกคนพูดภาษาอังกฤษสบาย ๆ สงสัยอะไร หลงทางหาอะไรไม่เจอ ถามชาวบ้านได้หมด เงินก็ใช้เงินดอลลาร์ (คิดง่าย ๆ ว่า $1 เท่ากับ 100 จาไมกันดอลลาร์) ให้เงินดอลลาร์ เขาก็จะทอนกลับมาเป็นแบงก์จาไมกัน

Jerk Chicken, Rice & Peas and Vegetable @3 Dives Restaurant, Negril

Jerk Chicken, Rice & Peas and Vegetable @3 Dives Restaurant, Negril

อาหารจาไมก้ามีรสจัดจ้านอย่างที่คนว่าไว้จริง ๆ อร่อยดี คนจาไมก้านิยมกินข้าว ไปไหนก็จะเจอแต่ Jerk Center ซึ่งไม่ได้หมายถึงศูนย์รวมคนไม่เอาถ่าน แต่หมายถึงร้านอาหารที่เสิร์ฟเนื้อสัตว์หมักเครื่องเทศย่าง (Jerk) กินกับข้าว (Rice and Peas) และผัก หรือบางทีเค้าก็ปิ้งย่างกันข้างถนนั่นเอง โดยใช้ถังน้ำมันเบนซิน เอามาผ่าครึ่ง วางแนวนอนบนขาตั้ง ใส่ตะแกรง ติดเตาถ่าน อย่างไรก็ดีอาหารที่นี่ไม่ค่อยหลากหลาย ไม่มีให้เลือกมาก Jerk ที่ว่านี่ มีให้กินทั่วไป เข้าใจว่า Jerk chicken เป็นที่นิยมที่สุด ฉันว่าอร่อยดี กินไปก็คิดถึงน้ำจิ้มแจ่วและข้าวเหนียวไป แอบถามว่า Rice and Peas นี่ทำอย่างไร คนจาไมก้าบอกว่า ให้ต้มถั่วแดงก่อน พอสุกแล้วใส่ต้นหอม (คนที่นี่กินต้นหอม (Scallion) เยอะมากกกก) และเครื่องเทศ เช่น Rosemary และ Thyme จากนั้น ก็ใส่น้ำกะทิ ใส่ข้าวดิบ และหุงจนสุก

ของมีชื่ออีกอย่างคือ เหล้ารัม ทั้งยี่ห้อ Appleton และ JB  เหล้ารัมที่นี่ทำจากอ้อย กลิ่นหอมดีจริง ๆ เสียดายว่ามาคราวนี้ไม่ได้กิน Plantains (กล้วยดิบ) มากเท่าที่คิดไว้

12654591_10153907583816672_7372323904493123688_nอาหารเช้ามักจะประกอบไปด้วย Ackee and salted fish เจ้า Ackee นี่เป็นผลไม้ชนิดหนึ่ง ว่ากันหาได้ทั่วไปในคาริเบียน แต่มีเฉพาะคนจาไมก้าเท่านั้นที่เอามาต้มและปรุงเป็นอาหารเช้า โดยจะผัดกับปลาเค็ม เจ้าอาคี่นี่มองตอนแรก นึกว่าเป็น Scrambled egg เพราะสีเหลืองเหมือนไข่เป็นอย่างยิ่ง (ดูภาพประกอบด้านขวามือ) นอกจากอาคี่แล้ว ยังมี Yam ต้ม (เป็นพืชประเภทมันชนิดหนึ่ง) Fried dumpling ที่เหมือนปาท่องโก๋ไส้หวานยิ่งนัก เพียงแต่เขาจะปั้นแป้งเป็นกลม ๆ บ้าง สี่เหลี่ยมบ้าง และเอาไปทอดให้กรอบแต่ข้างในยังนุ่ม ๆ อยู่ นอกจากนั้นก็มี Boiled dumpling ก็ใช้แป้งปั้นเป็นรูปขนมเปี๊ยะและเอาไปต้ม อีกอย่างที่แปลกคือกล้วยต้ม (ทางขวามือสุดในภาพ) แต่เป็นกล้วยลูกเล็ก เรียวยาวที่จืดชืดเอามาก ๆ ขนาดคนรักกล้วยอย่างฉันยังไม่ค่อยอยากจะกิน

IMG_20160226_115923964

ราคาเนื้อสัตว์ในซูเปอร์มาร์เก็ต อาหารทะเลแพง

เล่าให้พลอยฟังว่าไปกินอาหารจาไมก้ามา พลอยบอกว่า อ๋อ เขาเอาทุก ๆ อย่างสับ ๆ แล้วปรุงรวมกันใช่ไหม สังเกตไปนาน ๆ แล้วก็เห็นอย่างที่พลอยว่าจริง ๆ ทุกอย่างสับเป็นชิ้นเล็ก ๆ หมด ทั้งไก่ ทั้งผัก หรือแม้กระทั่งแกงกระหรี่แพะ (Curry Goat) เค้าก็เอาเนื้อแพะสับ ๆ พร้อมกระดูกลงไปต้ม หรือ Oxtail (ทำเป็นสตูว์ เปรี้ยวหวาน กินกับข้าวและถั่วเช่นกัน)  นอกจากนี้ก็มี Conch (อ่านออกเสียงว่า “ค้อง” รสชาติคล้าย ๆ กับเอ็นหอย) เอามาผัดกับหัวหอมบ้าง หรือไม่ก็ทำเป็นซุป จำได้เลา ๆ ว่า คนจาไมก้าจะทำซุปกินเฉพาะวันเสาร์ (ไม่แน่ใจว่าจำผิดรึเปล่า) ที่ประหลาดสำหรับฉันคือ อาหารทะเลแพงมาก และไม่มีปลาสดให้กินอย่างแพร่หลาย อย่างที่คาดไว้

พี่เอ็นโซติดใจผลไม้ที่เมืองไทย มาจาไมก้าคราวนี้ ก็หวังว่าจะได้กินผลไม้เยอะแยะเหมือนที่เมืองไทยบ้าง แต่ฉันว่าสู้บ้านเราไม่ได้ อย่างไรก็ตามผลไม้ถึงจะไม่มีหลากหลาย แต่ก็อร่อยพอใช้เลย ที่เห็นคนกินเยอะ ๆ คือ Sour Sop หน้าตาเป็นน้อยหน่า (ซึ่งที่นี่เรียกว่า Sweet Sop) แต่มีรสชาติค่อนข้างฝาดและลูกโต มีกล้วย มีมะละกอลูกเล็ก ๆ เท่ากำปั้นมือ มีชมพู่มะเหมี่ยว มีละมุดซึ่งเปลือกอ่อนกว่าบ้านเราและหวานมาก ส้มเป็นส้มเช้งซะส่วนใหญ่ ที่พี่เอ็นโซชอบและติดใจที่สุดเห็นจะเป็นอ้อย แทะเช้าแทะเย็นเลยทีเดียว แถมยังถามฉัน(แบบแอบเคือง)ด้วยว่า ทำไมอยุ่เมืองไทยถึงไม่ได้เคยกินอ้อยอย่างนี้

IMG_20160222_124041357เล่าเรื่องกินอาหารที่จาไมก้าแล้ว ถ้าจะไม่พูดถึงบริการเลยก็คงจะไม่ได้ อาหารที่นี่เสิร์ฟช้ามาก ใช้เวลาตั้งแต่ 10-100 นาที (ตามที่พี่เอ็นโซว่า) ตอนแรกฉันเข้าใจว่าคงเป็นเฉพาะที่โรงแรมที่บริการไม่ดี เพราะสั่งอาหารและรอนานมาก ปรากฏว่าเป็นอย่างนี้เหมือนกันแทบทุกที่ จนสุดท้าย เราต้องเอาไพ่ไปนั่งเล่นรออาหาร หรือไม่ก็ต้องสั่งเครื่องดื่มหรือของว่างกินแก้หิวไปก่อน

กินอาหารที่เนกริลนึกว่าอร่อยแล้ว ปรากฏว่าไปเจออาหารที่โรงแรมที่โอชี่ ถึงได้รู้ว่าของอร่อยจริง ๆ รสชาติเป็นอย่างนี้นี่เอง อาหารเช้าที่โรงแรม Kaz Kreol ดีมาก ๆ ถึงจะไม่ได้เป็นบุฟเฟต์แบบที่ Travellers’ Beach Resort ที่เนกริล แต่ก็ทำได้อร่อยเหาะ (แต่ก็ต้องรออาหารนานหน่อย) โดยแต่ละวันจะเขาจะเสิร์ฟอาหารเช้าแบบจาไมกันต่าง ๆ กันไป

ก่อนกลับ เควิน คนขับรถที่โอชี่ ถามว่าได้ไปกิน Jerk ที่ร้าน Scotchies ชื่อดังหรือยัง ฉันตอบว่าไม่ได้ไปกิน เพราะอยู่ไกลโรงแรมเหลือเกิน ถามกลับไปว่า มันอร่อยมากเหรอ เควินตอบว่า Yeah Man (คนที่นี่ชอบพูดว่าเย้แมน แทนที่จะตอบว่า Yes เฉย ๆ ) และบอกว่าน่าเสียดาย เพราะร้านนี่ดังมาก เป็นที่ชื่นชอบของทั้งคนจาไมก้าและนักท่องเที่ยว

เรื่องประหลาด คือมีร้านอาหารไทยที่เนกริลด้วย ชื่อร้าน Sing U อยู่ไม่ไกลจากโรงแรมเลย แต่ไม่ได้ไปอุดหนุน

ร้านอาหารที่ไปกินกัน
3 Dives Restaurant
*** เป็นร้านแบบบ้าน ๆ  เข้าไปถึงก็ต้องไปสั่งอาหารที่เคาน์เตอร์ และไปนั่งรออีกเกือบสองชั่วโมงกว่าจะได้กิน คนเยอะมาก อร่อยจริง ๆ
West End Road/just west of Extabi | West End, Negril, Jamaica
876-344-6850 / 782-9990

Chicken Lavish
West End Road, Negril, Jamaica
876-957-4410

Cosmo’s
*** ร้านนี้คนเสิร์ฟ มีเพื่อนเป็นคนไทยด้วย พูด “ขอบคุณครับ”ได้ด้วย
Norman Manley Blvd, Negril, Jamaica
876-957 4784

Miss T’s
65 Main Street, Ocho Rios, Jamaica
876-795-0099

Juici Patties
1 Newlin St, Ocho Rios, Jamaica

 

 

 

%d bloggers like this: