Archive for the ‘เก็บเอาไว้คิด Reference’ Category

สงครามเวียดนาม

Released prisoner of war Lt. Col. Robert L. Stirm is greeted by his family at Travis Air Force Base in Fairfield, Calif., as he returns home from the Vietnam War, March 17, 1973. Leading is Stirm's daughter Lori, 15, followed by son Robert, 14; daughter Cynthia, 11; wife Loretta and son Roger, 12. Stirm was held more than five years after his plane was shot down over North Vietnam in 1968. (AP Photo/Sal Veder)[๓๐ ธันวาคม ๒๕๖๐]  โตมาจนป่านนี้ ฉันเพิ่งรู้สึกไม่นานนี่เองว่า ตัวเองเรียนประวัติศาสตร์ด้วยวิธีที่ไม่เหมาะสมมาโดยตลอด คือใช้วิธีการท่องจำแบบนกแก้วนกขุนทอง พอได้อ่าน ได้เห็นอะไรมากขึ้น แล้วทำให้รู้แจ้งว่าการเรียนประวัติศาสตร์ จะเรียนแบบมิติเดียว คือการอ่านจากตัวหนังสือไม่ได้ แต่ต้องนำองค์ประกอบอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นในระยะเวลานั้นเอามาประกอบการพิจารณาด้วย จึงจะสนุก อีก 20 -30 ปีข้างหน้า หลาย ๆ คนอาจจะมองย้อนกลับมา แล้วไม่เข้าใจว่า ทำไมคนอเมริกันถึงตัดสินใจเลือกโดนัลด์ ทรัมป์เป็นประธานาธิบดี ถ้าไม่ได้ศึกษาถึงบรรยากาศ สภาพแวดล้อม และความคิดของคนอเมริกันในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา เป็นต้น

ปูพื้นมาเสียยาว แค่อยากจะเล่าว่า เพิ่งมีโอกาสได้ชมสารคดี 10 ตอน เรื่อง The Vietnam War ของ Ken Burns และ Lynn Novick ที่ออกฉายทางช่อง PBS ท้าวความตั้งแต่สมัยเวียดนามยังอยู่ใต้การปกครองของฝรั่งเศส (ปี 1858) จนมาถึงช่วงที่สหรัฐอเมริกาเข้าไปเกี่ยวพัน ตั้งแต่ ประธานาธิดีไอเซนฮาวร์ เคนเนดี้ จอห์นสัน นิกสัน และจบลงในสมัยประธานาธิบดีฟอร์ด ในปี 1973 รวมประธานาธิบดี 5 คน มีทั้งที่มาจากพรรครีพับลิกัน และพรรคเดโมแครต ดูจนจบแล้วรู้สึกอับอายว่า เราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้านมากขนาดนี้เชียวหรือ

ฉันสงสัยมานาน ว่าทำไมคนอเมริกันถึงยอมเดินทางไปไกลถึงอีกซีกโลกหนึ่งเพียงเพื่อจะต่อสู้รักษาอุดมการณ์ สารคดีเรื่องนี้ให้คำตอบว่า ช่วงต้น ๆ ของสงครามเวียดนาม เป็นช่วงที่คนอเมริกันยังรู้สึกภาคภูมิใจจากชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่สอง เด็กหนุ่มรุ่นนั้นเห็นพ่อของตน ลุงของตน ครูของตนกลับจากการรบในสงครามโลกอย่างมีเกียรติล้นเหลือ ก็คิดอยากไปจะไปรับใช้ชาติในลักษณะเดียวกัน

อีกคำถามที่สงสัยมานานคือ ทำไมคนอเมริกันถึงได้เชื่่อมั่นในการตัดสินใจของรัฐบาลของตนมากและนานขนาดนี้ สงครามเวียดนามยืดเยื้อนานถึงเป็นสิบ ๆ ปี คนอเมริกันต้องสูญเสียชีวิตไปกว่าครึ่งแสน และถึงจะมีการเดินขบวนต่อต้านการทำสงครามครั้งนี้อย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังมีคนอีกจำนวนมากที่สนับสนุนการส่งทหารไปเวียดนาม ประเทศชาติมีความคิดแตกแยก ขนาดที่ว่าฉันคิดว่าตอนนี้สหรัฐก็แตกแยกแนวความคิดออกเป็นสองฝ่ายมากแล้ว แต่ยังไม่รุนแรงมากเท่าสมัยสงครามเวียดนาม

คำตอบที่ได้คือ สมัยนั้นคนอเมริกันมีศรัทธาในผู้นำ ในรัฐบาลอย่างแรงกล้า ถ้ารัฐบาลบอกว่าดี ก็ว่าตามกัน แต่หลังจากที่มีการเปิดโปงการกระทำต่าง ๆ นานาของรัฐบาลเพียงเพื่อจะให้ชนะการเลือกตั้ง รวมไปถึงการตีพิมพ์เอกสารลับ Pentagon Papers (ซึ่งกำลังเป็นภาพยนตร์ดังในขณะที่เขียนบล๊อกนี้) ในปี 1971 โดยเอกสารลับนี้ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลอเมริกันตั้งแต่ไหนแต่ไร ยอมรับว่าไม่มีทางที่จะชนะสงครามครั้งนี้ได้เลย (หากไม่มีประธานาธิบดีคนไหนที่อยากประกาศยอมแพ้) แต่ก็ยังให้ความหวังลม ๆ แล้ง ๆ ส่งผู้คนไปเสียสละชีวิตสู้รบในสงครามเป็นเวลานับสิบปี

ตั้งแต่ต้นปี 1970 ศรัทธาของคนอเมริกันที่มีต่อรัฐบาลก็สั่นคลอนอย่างเห็นได้ชัด หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ มีบทบาทมากขึ้นในการขุดคุ้ยและเปิดโปงการกระทำที่ไม่ถูกต้องของรัฐบาล และนั่นอาจจะเป็นเหตุผลว่าทำไมประธานาธิบดีคนปัจจุบันถึงได้มีอาการต่อต้านสื่อมากขนาดนั้น

ฉันสังเกตว่าผู้นำทางสังคมมักสร้างความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน เพื่อจะใช้เป็นเครื่องมือในการปกครองให้อยู่หมัด กลัวลัทธิคอมมิวนิสต์จะครองโลก กลัวว่าจะไม่ได้ใช้อินเทอร์เน็ตอย่างเสมอภาพและเป็นธรรม กลัวว่าเงินช่วยเหลือจากรัฐจะถูกตัดไป เราต้องใช้ความพยายามมากเป็นพิเศษในการรับมือความกลัวเหล่านี้ อย่างไรก็ดีขอปิดท้ายด้วยคำสอนของแม่ ที่บอกประมาณว่า มีศีลให้มากเข้าไว้ แล้วจะกล้าหาญเอง

Advertisements

คดีคนทำขนมเค้กในอเมริกา

Supreme Court Seems Split In Case Of Baker Vs. Same-Sex Couple; Eyes Now On Kennedy[๒๔ ธันวาคม ๒๕๖๐] เรื่องคดีคนทำเค้กกับคู่สามีคนรักเพศเดียวกัน (Masterpiece Cakeshop V. Colorado Civil Rights Commission) นี่เป็นข่าวใหญ่ในอเมริกาตั้งแต่สัปดาห์แรกของเดือนธันวาคมที่ผ่านมา อันที่จริง ๆ เหตุการณ์เกิดขึ้นมานานมากแล้ว ตั้งแต่ปี 2012 (พ.ค. 2556) ศาลขั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาในรัฐที่เกิดเหตุ (คือรัฐโคโลราโด) ก็พิจารณาคดีตัดสินจบไปแล้ว แต่ที่กลับมาเป็นข่าวอีก เพราะศาลฎีกาสูงสุดของประเทศยอมที่จะรับฟังคดีนี้

อเมริกานี่ เป็นดินแดนแห่งสิทธิและเสรีภาพมากมาย จะยืนด่าประธานาธิบดีฉอด ๆ ในที่กลางแจ้งก็ได้ (ไม่มีการถูกเชิญไปปรับอะไรใด ๆ ทั้งสิ้น) คดีคนทำเค้กนี่ก็เป็นการต่อสู้กันระหว่างสิทธิของการนับถือศาสนา กับสิทธิว่าด้วยรสนิยมทางเพศ

เหตุการณ์คร่าว ๆ มีอยู่ว่า คุณชาร์ลี กับคุณเดฟ เป็นคู่รักเพศเดียวกัน จะจัดงานแต่งงาน คนที่รับจัดงานแต่งงานให้ก็แนะว่า ให้ไปสั่งทำเค้กแต่งงานที่ร้านของคุณแจ๊กสิ เค้กของเค้าดีนะ คณชาร์ลีกับคุณเดฟก็ไปที่ร้านคุณแจ๊ค มีคุณแม่ของคุณชาร์ลีไปด้วย เดินเข้าไปในร้าน บอกว่าจะสั่งเค้กแต่งงาน คุณแจ๊ก (เจ้าของร้านเค้ก) เมื่อรู้ว่าเป็นงานแต่งงานของคู่เกย์ ก็ปฏิเสธ บอกว่าทำให้ไม่ได้

ฟังแค่นี้ ถ้าใครที่ติดตามข่าวสารพวกคดีความด้านสิทธิมนุษยชนในอเมริกา ก็ต้องบอกว่า คนทำเค้กผิดชัวร์ เพราะถือเป็นการเลือกปฏิบัติ ในโคโลราโด (และอีกหลาย ๆ รัฐ) มีกฏหมายที่เรียกว่า Public Accommodations Law ที่ระบุว่าคนทุกคนสามารถซื้อหา สินค้าบริการ เข้าใช้สถานที่ต่าง ๆ ได้ ไม่ว่าจะมีเชื่อชาติ ศาสนา หรือ สีผิวใด ๆ ซึ่งศาลทั้งสามชั้นของโคโลราโดก็เห็นด้วย และก็ตัดสินว่าคุณแจ๊กผิด

ท้ายสุด กลายเป็นว่าเรื่องไม่ได้ง่ายและตรงไปตรงมาอย่างที่ใคร ๆ เห็น ทนายของคุณแจ๊กบอกว่า คุณแจ๊กไม่ได้เลือกปฏิบัติ คุณแจ๊กบอกว่า ถ้าคู่สามีคู่นั้นจะซื้อเค้กอื่น ๆ ทางร้านก็ยินดีขาย เพียงแต่ไม่สามารถจะใช้ความเป็นศิลปินของตน (Artistry) ในการออกแบบและอบเค้กเป็นพิเศษในกับงานแต่งงานเกย์ได้ เนื่องจากศาสนาของตน (Evangelical Christianity) สอนว่าเป็นการกระทำบาป ประการสำคัญคือ นี่คือสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของเขา (First amendment – Freedom of Speech/ Religious Liberty) เพราะนี่คือไม่ใช่เค้กธรรมดาทั่วไป แต่เป็นเค้กแต่งงาน เป็นองค์ประกอบอันสำคัญยิ่งยวดของงาน ถือเป็นสัญลักษณ์ของการตกลงร่วมชีวิตของคนสองคน

หลังจากมีคำอธิบายออกมาในลักษณะนี้ ก็มีข้อโต้แย้งและข้อสนับสนุนออกมาให้อ่านทางหน้าหนังสือพิมพ์และให้ฟังทางวิทยุโทรทัศน์มากมาย คนค้านก็บอกว่า ถ้าอ้างความเป็นศิลปินอย่างนี้ แปลว่า ต่อไปคนที่เป็นนักวาดภาพ จะปฏิเสธไม่ยอมวาดภาพให้คนดำ หรือคนพิการได้อย่างนั้นเหรอ ในหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์ส มีอาจารย์จากเยลเขียนบทความสนับสนุน ให้เหตุผลหลายประการในทำนองว่าศาลโคโลราโดไม่ควรจะตััดสินเข้าข้างแต่สิทธิของคู่รักร่วมเพศ แต่ควรให้สิทธิกับคนที่เคร่งครัดในศาสนาด้วย

เราจะยังไม่รู้ผลการตัดสินของคดี (Decision) จนกว่าจะปีหน้า ศาสจะตัดสินว่าอย่างไรก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ เหตุผลอะไรที่ทำให้ศาลตัดสินแบบนั้น (Majority/ Dissenting/ Concurring Opinion) ซึ่งกว่าผู้พิพากษาจะเขียนเหตุผลเสร็จและนำออกมาเผยแพร่หลังจากที่มีคำตัดสิน ก็ใช้เวลาพอสมควรทีเดียว

ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว มาจนถึงตอนนี้ ฉันรู้สึกว่าตัวเองเข้าใจและเห็นใจความรู้สึกของคนที่คิดต่างจากเราได้มากขึ้น มีความอดกลั้นมากขึ้น ถ้าเป็นเมื่อสองปีที่แล้ว อ่านข่าวนี้แล้วคงตัดสินใจเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในทันที แต่พอมาตอนนี้แล้วรู้สึกว่า แต่ละคนก็มีเหตุผลของตัวเอง และไม่ควรด่วนปักใจเชื่อเรื่องใด ๆ ก่อนที่จะมีการพิจารณาอย่างถ้วนถี่เป็นอย่างยิ่ง

สมุดปกเขียว

The Negro Motorist Green Book[๖ มิถุนายน ๒๕๖๐] ปีสองปีทีผ่านมา มีโอกาสได้ทำงานให้กับองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในคลีฟแลนด์ไฮท์ เป้าหมายขององค์กรคือการส่งเสริมให้คนทุกคนมีโอกาสได้เป็นเจ้าของหรือเช่าอยู่ในที่พักอาศัยได้อย่างเท่าเทียมกัน (เช่นในกรณีที่บ้านเช่าบางแห่ง เลือกผู้เช่า กีดกันไม่อยากให้ต่างสีผิว คนพิการ คนต่างศาสนา หรือคนรักร่วมเพศมาเช่าบ้าน ) ในขณะเดียวกันก็สนับสนุนสังคมให้ยอมรับความหลากหลายของผู้คน (เช่น คนต่างชาติพันธุ์ ต่างเพศสภาพ เป็นต้น) ฉันไม่เคยเห็นองค์กรลักษณะอย่างนี้ในเมืองไทย ที่อเมริกา ประเทศที่เต็มไปด้วยคนจากร้อยพ่อพันแม่ ต่างสีผิว ต่างภาษา องค์กรลักษณะนี้มีให้พบเห็นได้ทั่วไป

ฉันชอบทำงานนี้ เพราะเป็นงานที่มีลักษณะค่อนข้างใกล้เคียงกับงานประจำที่เคยทำสมัยอยู่เมืองไทย คือทำเรื่องการประชาสัมพันธ์ผ่านโซเชียลมีเดีย และสื่ออื่น ๆ ให้คนมาร่วมกิจกรรมที่องค์กรจัดขึ้น ผลพลอยได้คือทำให้ได้เรียนรู้เรื่องประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ด้านสิทธิมนุษยชนในอเมริกาไปพร้อม ๆ กัน ได้รู้จัก Justice Thurgood Marshall ได้รู้จัก Emmett Till ได้เข้าใจความหมายของ “Separate but equal” และได้รับฟังเรื่องราวของความไม่เท่าเทียมกันที่เกิดจากการเลือกปฏิบัติมากมาย

กิจกรรมล่าสุดที่องค์กรจัดขึ้น เป็นกิจกรรมเกี่ยวเนื่องจากหนังสือ The Negro Motorist Green Book ซึ่งจะขอเรียกสั้นๆ ว่า The Green Book หนังสือหรือนิตยสารนี้ออกเป็นรายปี ระหว่าง ปี 1936 ถึง 1966  หรือ พ.ศ. 2479 – 2509 (ระงับการพิมพ์ไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง) ผู้จัดพิมพ์เป็นพนักงานไปรษณีย์ชื่อ วิกเตอร์ ฮิวโก กรีน (ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ The Green Book ประกอบกับหน้าปกหนังสือก็ใช้สีเขียวเป็นหลัก) จัดรวบรวมข้อมูลทุก ๆ ปี รวมเล่มเพื่อเป็นคู่มือการเดินทางของคนผิวดำในยุคนั้น ฟังดูเผิน ๆ ก็ไม่น่าจะมีอะไรน่าสนใจ แค่ไกด์บุ๊กทั่ว ๆ ไป แต่อย่าลืมว่า เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว การกีดกันสีผิวยังเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วไป คนผิวดำที่เดินทางโดยรถยนต์จากชิคาโก (ซึ่งค่อนข้างเปิดเสรี) ลงไปเยี่ยมญาติทางใต้ (ซึ่งไม่เสรีเลย) จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรู้ว่า จะแวะพักเติมน้ำมัน พักค้างแรมที่ไหนได้อย่างปลอดภัย ให้มั่นใจว่าจะไม่โดนยิง หรือถูกจับไปฆ่า

จัดกิจกรรมครั้งนี้ โชคดีมาก เพราะผู้ที่เคยใช้สมุดปกเขียวเป็นคู่มือเดินทางจริง ๆ มาเล่าเรื่องแลกเปลี่ยนประสบการณ์ จำไม่ได้แน่ชัดว่าจะเดินทางจากเมืองไหนไปเมืองไหน จำได้แต่ว่าเดินทางไปกับครอบคัว เปิดหนังสือดู พบที่พักสามแห่ง ไปถึงที่แรก ปรากฏว่าโดนเผาทิ้งไปเสียแล้ว ที่ที่สอง ดูท่าทีแล้ว ไม่น่านอนเลย ที่ที่สาม ยังไม่ได้สร้าง สุดท้ายเลยต้องขับรถออกนอกเส้นทางไปสองชั่วโมงกว่า ๆ เพื่อไปนอนบ้านป้าอีกรัฐหนึ่งแทน

เรื่องกีดกันสีผิวนี่ บางเรื่องฟังแล้วก็คิดว่าอะไรจะขนาดนั้นหรือ เช่น คนผิวดำแวะพักโรงแรมในทางใต้ของอเมริกา และว่ายน้ำในสระ หลังจากนั้นปรากฏกว่าเจ้าของโรงแรมปล่อยน้ำในสระทิ้ง และทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรคในสระอย่างจริงจัง อีกเรื่องคือ เรื่องนักวางผังเมืองสมัยก่อน ออกแบบสะพานสำหรับรถข้ามไฮเวย์ (Overpasses) ในนิวยอร์ก ให้ความสูงไม่มากนัก เพื่อที่จะกีดกันไม่ให้คนดำ (ซึ่งมักจะเดินทางโดยรถบัส หลังคาสูงกว่ารถเก๋ง) ไม่ให้ใช้ถนนเส้นนั้น ซึ่งเป็นทางไปสู่สถานที่พักผ่อนหย่อนใจริมชายทะเล เป็นต้น

มาถึงสมัยนี้ เรื่องสีผิวก็ยังเป็นประเด็นสำคัญของสังคม ในขณะที่ประเด็นของการเลือกปฏิบัติกับคนรักร่วมเพศก็ร้อนแรงตามมาติด ๆ คนอเมริกันส่วนใหญ่จะถือแนวความคิดสองด้าน คือ (1) รัฐบาลกลางควรเป็นคนออกกฏไม่ให้มีการกีดกันคนกลุ่มน้อยเหล่านี้ หรือ (2) ควรจะเป็นหน้าที่ของรัฐบาลรัฐเป็นคนตัดสินใจ

ฉันเคยคิดว่าจริง ๆ น่าจะเป็นบทบาทของรัฐบาลของแต่ละรัฐมากกว่า เพราะรัฐแต่ละรัฐก็ยังมีความคิดไม่เหมือนกัน จะไปบังคับฝืนใจเขาได้อย่างไร คุณสามีบอกว่า ถ้าอย่างนั้น ป่านนี้คนผิวดำในรัฐทางใต้ก็คงยังไม่ได้ลืมตาอ้าปากแน่นอน

เขียนเรื่องนี้แล้วชวนให้คิดถึงวันวานในอดีต สมัยที่ยังไม่มี GPS และต้องใช้แผนที่ Rand McNally วางแผนการเดินทาง นึกไม่ออกเหมือนกันว่าสมัยก่อนทำได้อย่างไร เก่งขนาดนั้นเชียวหรือ สมัยนี้เปิด Google Map ใส่ที่อยู่เข้าไปป๊ป แป๊ปเดียวก็ได้คำตอบออกมาแล้วว่าต้องเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวาตรงไหนจึงจะถึงที่หมายได้

ปกิณกะกับวันสนุก ๆ ใน NOLA (2)

ต้นโอ๊คต้นใหญ่ยักษ์

ความอลังการของต้นโอ๊ค

[๘-๑๑ เมษายน ๒๕๖๐] โรงแรมที่เราพักชื่อว่า Omni Riverfront (701 Convention Center Blvd, New Orleans, LA 70130) ทำเลใช้ได้เลย แม้ไม่ได้ตั้งอยู่ใจกลาง French Quarter แต่ก็ไม่ไกลจากรถรางทั้งสามสายเท่าไหร่ อยู่่ใกล้คาสิโนและข้อสำคัญคืออยู่ติดกับ Outlet ขนาดใหญ่ เดินข้ามถนนไปก็ถึง

การเดินทางส่วนใหญ่ เราใช้เท้าเป็นหลัก พี่พิมอึดมาก ๆ ขนาดว่าเท้าเจ็บเล็กน้อย ยังเดินร่าเริงได้ไม่บ่นเลย ฉันเองวันไปสวนสัตว์แทบแย่ เพราะใส่รองเท้าไม่ดี นอกจากเดินแล้ว เราก็ยังขึ้นรถราง (ที่ไม่ใช่ชื่อสายปรารถนา) ค่าขึ้นเที่ยวละ $1.25 บาท เงินสดเท่านั้นและไม่มีทอน ขึ้นรถแล้วหยอดเงินจ่ายตรงเครื่องได้เลย ไม่ต้องรีบ คนที่นี่ใจเย็นและเฮฮามาก นอกจากนี้ระหว่างทางที่นั่งรถจากสนามบิน หรือนั่งรถไปชมไร่ ก็จะได้เห็นส่วนอื่น ๆ ของเมืองในวาระเดียวกัน ไม่แนะนำให้เช่ารถ ค่าจอดรถแพงมาก และที่จอดรถหายากสุด ๆ

สำหรับผู้ที่กำลังตัดสินใจว่าจะเสียตังค์ร้อยกว่าเหรียญ ลงเรือกินข้าวท่องแม่น้ำมิสซิสซิปปี้ดีหรือไม่ ขอแนะนำทางเลือกอีกทาง คือ New Orleans Ferry   สะดวกสบายมาก สามารถขึ้นจากท่าเรือตรงถนน Canal ข้ามแม่น้ำไปอีกฝั่งหนึ่งที่ท่า Algiers Point  ไป 2 เหรียญ กลับ 2 เหรียญ วิวสวยขาดใจ

***ว่าด้วยเรื่องปากท้อง***

ซากเบนเยต์

อาหารการกินที่นี่ไม่อั้น นอกจากอาหารที่หารับประทานได้ในงานเทศกาลแล้ว เรายังไปกินเบนเยต์ที่ใคร ๆ ก็บอกให้ไปกินกัน Cafe Du Monde (800 Decatur St, New Orleans, LA 70116)  โชคดีที่นอกจากโดนัทกับกาแฟแล้ว ที่ร้านยังมีน้ำส้มเสิร์ฟด้วย คนไม่กินคาเฟอีนอย่างฉันเลยได้อิ่มเอมอย่างเต็มที่ Cafe Du Monde กับเบนเยต์นี่ เป็นสัญลักษณ์แห่งการตลาดอันเฉียบคมอย่างแท้จริง เป็นสิ่งที่ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า มานิวออร์ลีนส์แล้วไม่ได้กินเบนเย่ต์ ก็ยังมาไม่ถึง แม้ว่าจะมีร้านกาแฟร้านอื่น ๆ ที่ขายเบนเย่ต์ เช่น Cafe Beignet หรืออย่าง Cafe Du Monde เองก็มีอีกสาขาหนึ่งตั้งอยู่ใน Outlet ข้าง ๆ โรงแรม แต่ผู้คนก็ยังแห่กันมาเข้าคิวรอเข้าไปกินที่สาขาถนน Decatur อยู่ที่เดียว ชวนให้คิดถึงหอเอนปิซา  (ที่คนอิตาเลียนบางคนไม่เคยไปเลยแม้แต่ครั้งเดียว) เป็นอย่างยิ่ง

พูดถึงอาหารแล้ว มานิวออร์ลีนส์นี่ รายการอาหารที่ต้องกินยาวยืดไปหมด ทั้ง Po’Boy // Étouffée // Gumbo // Beignet // Muffuletta // Craw Fish // Oyster และอื่น ๆ อีกมากมาย ร้านอาหารคลาสสิกชื่อดังของเมืองที่ได้รับขนานนามว่าเป็น Le Grande Dame มีหลายร้าน คงต้องอยู่กันเป็นอาทิตย์และมีเงินเยอะ ๆ (และบางร้านต้องแต่งตัวดี ๆ เขาถึงจะให้เข้า) ถึงจะกินได้ครบ ร้านที่คุณน้าของจูดิธแนะนำมาให้ไปกิน (แต่ไม่ได้ไปกิน) คือ Galatoire’s (209 Bourbon St, New Orleans, LA 70130) และ Felix’s (739 Iberville St, New Orleans, LA 70130)

ร้านอาหารอร่อยใน French Market

แต่ร้านที่อร่อยที่สุดคือร้านที่เราค้นพบโดยบังเอิญในตลาด French Market ชื่อร้าน Meals From The Heart Cafe  (1100 N Peters St #13, New Orleans, LA 70116) พี่พิมได้กิน Crab cake ที่อุดมไปด้วยเนื้อปู ส่วนฉันกิน Okra gumbo อร่อยจริง ๆ

อีกทีนึงที่ไม่ใช่ร้านอาหาร แต่อยากให้ไปแวะคือร้านขายขนมเพรลีน (Praline – ขนมหวานทำจากคาราเมลใส่ถั่ว) ชื่อร้าน Southern Candy Makers (800 Decatur St, New Orleans, LA 70116) มีสองสาขา ขนมหวานได้ใจจริง ๆ ซื้อกลับมาฝากคนคลีฟแลนด์ ใคร ๆ ก็ชมว่าอร่อยเหาะ

Pralines จากร้าน Southern Candymakers

***Epilogue***
มีคำกล่าวที่ว่า “America has only three cities: New York, San Francisco, and New Orleans. Everywhere else is Cleveland.”  ไม่แน่ใจว่าใครเป็นคนพูดไว้ หนังสือบางเล่มบอกว่าเป็นคำพูดของ Tennessee Williams ซึ่งฉันยังไม่สามารถหาหลักฐานมายืนยันได้ แต่ก็ถือเป็นประเด็นที่น่าเก็บมาคิดทีเดียว

วันที่เราเดินทางออกจากนิวออร์ลีนส์ ข่าว United Airlines กระชากลากถููผู้โดยสารลงจากเครื่องกำลังเป็นเรื่องใหญ่ ฉันนึกในใจว่าเป็นโชคของ Delta Airlines เพราะถ้าใครบินเดลต้าช่วง 3-4 วันก่อนหน้านั้น จะรู้ว่าเดลต้าถูกตำหนิเรื่องการยกเลิกและเลื่อนเที่ยวบินอย่างรุนแรง

กลับจากนิวออร์ลีนส์ได้ไม่กี่อาทิตย์ ก็มีข่าวใหญ่เรื่องการรื้อ The Liberty Monument ซึ่งเป็นอนุสาวรีย์รำลึกถึงกลุ่ม Confederate (หรือสมาพันธรัฐอเมริกา) กลุ่มคอนเฟดเดอเรทนี้แยกตัวออกมาปกครองทางใต้ของอเมริกาสมัยสงครามกลางเมือง (1861–1865) ข่าวว่าบรรดาคนงานที่เป็นคนรื้ออนุสาวรีย์ต้องปิดหน้าปิดตา พร้อมมีตำรวจคอยคุ้มกัน ในขณะเดียวกันกลุ่มลูกหลานของกลุ่มคอนเฟดเดอเรทมารวมตัวประท้วงกันยกใหญ่ กระแสต่อต้านสัญลักษณ์ของกลุ่มคอนเฟดเดอเรทนี่ สืบเนื่องมาจากกรณีโศกนาฎกรรมที่วัยรุ่นผิวขาวเข้าไปยิงพระและคนผิวสีในโบสถ์ที่ เมืองชาร์ลสตัน รัฐเซาท์แคโรไลนา ในปี 2015 (พ.ศ. 2558)

Image_08cbf1c

ระเบียงสวย เหล็กดัดมีเอกลักษณ์งดงาม พบได้ทั่วไป

อยากเขียนต่ออีก แต่หมดแรง ถึงแม้นิวออร์ลีนส์จะไม่ใช่เมืองใหญ่ แต่ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 4-5 วันถึงจะเที่ยวทำกิจกรรมได้ครบถ้วน นักท่องเที่ยวหลาย ๆ คนพากันไป Swamp Tour หลาย ๆ คน เชียร์ให้ไปพิพิธภัณฑ์สงครามโลกครั้งที่สอง แต่ฉันขอผ่าน คราวนี้ดีใจมากที่ได้สัมผัสมนต์ขลังของแม่น้ำมิสซิสซิปปี้ หลังจากที่อ่านนิยายของมาร์ก เทวนมาหลายสิบปี และยังจำได้ติดตาถึงภาพนิวออร์ลีนส์ที่มองจากเครื่องบิน ขณะที่เครื่องกำลังจะลงจอด เห็นสะพานทอดยาวข้าม Lake Pontchatrain ตื่นตาตื่นใจเป็นที่สุด

สัญญาว่าคราวหน้า จะไปช่วงที่ไม่มีเทศกาล จะไป Garden District จะไปเยี่ยมบ้าน William Faulkner (624 Pirate Alley, New Orleans, LA 70116) และ Tennessee Williams (1014 Dumaine St, New Orleans, LA 70116) จะหาโอกาสไปลองกินก๊วยเตี๋ยวเฝอของเวียดนามดูบ้าง เชื่อหรือไม่ว่า นิวออร์ลีนส์มีชุมชนคนเวียดนามขนาดใหญ่ ซึ่งอพยพมาอยู่อเมริกาตั้งแต่สมัยสงครามเวียดนามทีเดียว

เรียนภาษามือ

et[๒๔ กันยายน ๒๕๕๙] สองสามอาทิตย์ที่ผ่านมา ฉันมีโอกาสได้เข้าเรียนภาษามือแบบอเมริกันที่ห้องสมุดสาขาโคเวนทรี ไม่ไกลจากบ้านเท่าไร ขับรถไปสิบนาทีก็ถึง

คลาสที่เรียนเป็นคลาสสอนภาษามือเบื้องต้นสำหรับคนที่ไม่เคยเรียนมาก่อน ผู้สอนเป็นอาจารย์มาจาก Cleveland Hearing and Speech Center มีสองคน อาจารย์คนหนึ่งเป็นคนพูดได้ปกติและอีกคนหนึ่งเป็นคนใบ้ สอนทุกวันเสาร์ ครั้งละหนึ่งชั่วโมง เรียนฟรี เพราะเป็นคลาสที่ได้รับการอุดหนุนจากเงินทุนของห้องสมุด (ซึ่งคงได้มาจากภาษีของรัฐบาลอีกทีหนึ่ง) เป็นคลาสเล็ก ๆ มีคนเรียนประมาณ 15 คน มีทั้งคนที่รู้ภาษามือมาบ้างแล้ว และคนที่ไม่รู้เรื่องเลย

ฉันสนใจจะเรียนภาษามือมาตั้งแต่หลายปีมาแล้ว สมัยที่รู้จักกับนีลและจูดี้ แต่ช่วงนั้นไม่ว่างเลยไม่มีโอกาสได้ไปเรียน และที่ห้องสมุดก็งดเปิดคลาสนี้มาหลายปี เพิ่งมาเปิดสอนอีกทีปีนี้นี่เอง นอกจากนี้ยังได้เรียนรู้จากวงการล่ามว่า ในอเมริกา นอกจากล่ามภาษาสเปนที่เป็นที่ต้องการอย่างมากแล้ว ล่ามภาษามือ (ASL – American Sign Language) ก็เป็นอีกภาษาที่มีความต้องการสูงมากในตลาดล่าม (แถมยังมีรายได้ดีกว่าล่ามภาษาสเปนเสียอีก)

อย่างไรก็ดี ที่เรียนไป ก็ไม่ได้คิดว่าจะเอาไปประกอบวิชาชีพใด ๆ  เรียนเพราะความสนใจส่วนตัว และก็ไม่ผิดหวัง เพราะเป็นคลาสที่สนุกมาก ได้เรียนรู้ว่าภาษามือก็มีโครงสร้างของตัวเองไม่เหมือนใคร ภาษามือของแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน ของไทยก็อย่างหนึ่ง ของอเมริกันก็อย่างหนึ่ง (ซึ่งของอเมริกันจะคล้าย ๆ กับของฝรั่งเศส) ใช้มือซ้ายหรือขวาได้ ไม่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าเราถนัดมื่อไหน แต่ตำแหน่งของร่างกาย ของมือ (หันเข้า หันออกจากตัว หันข้าง) สำคัญมาก ตำแหน่งต่างกัน ก็ให้ความหมายต่างกัน เวลาพูดถึงมนุษย์เพศชาย (พ่อ ตา ลุง ลูกชาย หลานชาย ฯลฯ) จะใช้มือลักษณะต่าง ๆ ชี้ทำตำแหน่งบนใบหน้าท่อนบนเหนือจมูกขึ้นไป ในขณะที่ถ้าพูดถึงมนุษย์เพศหญิง (แม่ ยาย ป้า ลูกสาว หลานสาว ฯลฯ) มือจะชี้ไปที่ตำแหน่งบนใบหน้าท่อนล่างของจมูกลงมา หรือการที่ยืนมือไปข้างหน้า จะหมายถึงเวลาในอนาคต ในขณะที่ยืนไปด้านหลังจะหมายถึงอดีต การเรียกชื่อเมืองโดยใช้ร่างกายของเราเปรียบเสมือเป็นแผนที่ และอื่น ๆ อีกมากมาย ท่อนแขนเปรียบเสมือนเส้นขอบฟ้า จะเช้าจะเย็นก็ใช้มืออีกข้างหนึ่งทำสัญลักษณ์แทนพระอาทิตย์ สิ่งสำคัญในการใช้ภาษามือคือ สีหน้าของผู้สื่อสาร ซึ่งถ้าเปรียบเป็นการพูดจาของคนทั่วไป สีหน้าก็คือน้ำเสียงของเรานี่เอง อาจารย์สอนว่า พูดภาษามือก็เหมือนกับการแสดง ถ้าเราไม่แสดงออกทางสีหน้าประกอบการทำมือ คนรับสารจะไม่เข้าใจว่าเราต้องการสื่อความหมายใด

ได้เรียนรู้ภาษามือแล้ว ฉันรู้สึกว่าภาษานี้เป็นภาษาที่กำกวมอ่ย่างล้นเหลือ สัญลักษณ์มือแบบเดียวกัน แปลได้หลายอย่าง ต้องใช้ปริบทตัดสินว่าความหมายจริง ๆ คืออะไร

เรียนภาษามือเสร็จแล้ว กลับบ้านก็มาแลกเปลี่ยนความรู้ให้พี่เอ็นโซฟัง ต่อไปเราจะได้ใช้ภาษามือเป็นภาษาลับสื่อสารกันเอง เวลาที่ไม่อยากให้คนอื่นรู้ ภาษาไหน ๆ  ก็เหมือนกัน ถ้าไม่ได้ใช้ก็ลืมเสียหมด

ก่อนปิดท้าย ขอแสดงความชื่นชมห้องสมุดของเมืองนี้ที่เป็นที่พึ่งได้หลาย ๆ ด้าน นอกจากจะมีหนังสือ ดีวีดีภาพยนตร์ เพลงให้ยืมทั้งจากห้องสมุดและทางออนไลน์แล้ว ยังมีคอร์สฝึกอบรมดี ๆ (และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย)  หรือจะใช้เป็นที่นั่งประชุมโดยมีห้องส่วนตัวให้ มีอินเทอร์เน็ตให้ใช้ สามารถพิมพ์งาน ถ่ายเอกสารหรือส่งแฟกซ์ได้ เวลาหนาวมาก ๆ ก็เข้าไปหาไออุ่น ข้อสำคัญคือมีกระจายอยู่หลาย ๆ แห่ง ไม่ต้องไปกระจุกใช้อยู่แห่งเดียว มีที่จอดรถกว้างขวาง ฉันชอบมาก อยากให้เมืองไทยมีห้องสมุดเยอะ ๆ บ้าง

พี่เลี้ยงหมา (ชั่วคราว)

chihuahua-624924_960_720[๒๕ กันยายน ๒๕๕๙] อยู่ดี ๆ ฉันก็จับพลัดจับผลูได้เป็นพี่เลี้ยงหมาถึงอาทิตย์กว่า ๆ โดยไม่ตั้งใจ เรื่องมีอยู่ว่า คนรู้จักคนหนึ่งเกิดมีธุระต้องไปค้างที่อื่น จำเป็นทิ้งหมาไว้เฝ้าบ้านหนึ่งตัว เลยขอให้ฉันไปให้ข้าวกลางวันหมาวันละมื้อ พาออกไปเดินเพื่อให้หมาได้ฉี่และอึวันละสองรอบ (กลางวันและหกโมงเย็น) ฟังดูไม่น่าจะมีอะไรมาก บ้านเค้าก็ห่างจากเราไปแค่ 12 นาที ขับรถไปแป๊ปเดียวก็ถึงละ การเตรียมอาหารให้ก็ง่าย ๆ มีสูตรตั้งไว้แล้วตามขั้นตอนหนึ่ง-สอง-สาม ว่าเอาอันนี้ผสมอันนี้เป็นจำนวนเท่านี้ ให้กินเวลานี้ ประกอบกับตอนแรกคิดว่าแค่วันสองวันเอง ไม่น่าจะเป็นปัญหา

เอาเข้าจริง ๆ ธุระเกิดยืดยาวไม่จบภายในวันสองวันอย่างที่คาดไว้ สรุปว่าฉันต้องไปเป็นพี่เลี้ยงหมาอยู่อาทิตย์กว่า ๆ ช่วงแรก ๆ ก็ปกติดี ทุกอย่างเป็นไปตามกำหนดเวลา กินเสร็จ รอซัก 5 นาที หมาก็ออกไปอึไปฉี่ แต่ผ่านไป 5 วัน ชักไม่ง่ายอย่างนั้น หมาเริ่มแข็งข้อ เข้าใจว่าคงเครียดที่ถูกทิ้งให้อยู่บ้านคนเดียวนาน ๆ บางวันไปถึง ก็พบว่ามีอึหมากองรออยู่ในบ้านแล้ว แถมยังฉี่เลอะเต็มพื้นครัวอีกด้วย โชคดีที่อึหมาแข็ง ไม่นิ่มเละ ๆ เลยเก็บง่าย ไม่เลอะ ไม่ยุ่งยาก

ถามเพื่อน ๆ คนอื่นในคลีฟแลนด์ว่า เวลาเค้ามีธุระต้องทิ้งบ้านไปหลาย ๆ วัน และเอาสัตว์เลี้ยงไปด้วยไม่ได้ เค้าทำกันอย่างไร ส่วนใหญ่จะใช้วิธีจ้าง House sitter คือให้คนมานอนค้างที่บ้าน ดูแลบ้านด้วย ดูแลสัตว์เลี้ยงด้วย หรือไม่อย่างนั้นก็ส่งสัตว์เลี้ยงไปที่ที่เค้ารับ pet boarding ถ้าที่ไหนราคาไม่แพง เค้าก็รับหมาไปนอนไม่คิดมาก แต่ถ้าทีราคาแพงหน่อย เค้าจะพิถีพิถันมาก ต้องขอใบรับรองกาารฉีดวัคซีน ต้องให้หมาทำหมันให้เรียบร้อย จากนั้นทั้งเจ้าของและสัตว์ต้องไปทำ Assessment ประเมินว่าบุคลิกของห้หมาเป็นอย่างไร จะเข้ากับสัตว์เลี้ยงตัวอื่น ๆ ที่ถูกนำไปฝากไว้ได้หรือไม่ ฯลฯ

ฉันไม่เคยเลี้ยงหมาจริงจัง อยู่ที่บ้าน แม่และพี่ ๆ เป็นคนเลี้ยง ฉันเป็นแค่คนชื่นชมอยู่ห่าง ๆ พอต้องมาดูแลให้ข้าวให้นำอย่างใกล้ชิด ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า ตกลงใครเป็นเจ้าของใครกันแน่ หมาเป็นเจ้าของคน หรือคนเป็นเจ้าของหมา ดาราตลก เจอรี่ ไซน์เฟล เคยพูดว่า ถ้ามนุษย์ต่างด้าวมาเยือนโลกนี้ และเห็นคนคอยเดินตามเก็บอึหมาต้อย ๆ มนุษย์ต่างด้าวคงเข้าใจผิดแน่ ๆ ว่าหมาเป็นเจ้าโลก ไม่ใช่คน

อย่างไรก็ดี ฉันขอชื่นชมว่าเจ้าของหมาที่ฉันไปดูแลให้เลี้ยงหมา (House training) ได้ดีมาก คือเลี้ยงให้เป็นหมา เลี้ยงให้มันเป็นลูกน้องเรา ไม่ใช่เจ้านายเรา ถ้าหมาปวดท้องจะต้องเข้าห้องน้ำตอนที่เจ้าของหมาติดธุระอยู่ หมาก็ต้องอั้นรอให้เจ้าของหมาว่างเสียก่อน ถึงจะไปทำธุระได้ ข้อสำคัญ ทุกอย่างต้องเป็นตามเวลา ให้กินตอนนี้ ถ้ากินไม่หมด ก็ต้องรอกินวันรุ่งขึ้น ฉี่ตอนนี้ อึตอนนี้เท่านั้น หมาก็ฉลาด ทำตามกติกาที่ตั้งไว้ได้อย่างเหมาะเจาะ น่าภูมิใจแทนเจ้าของ

เลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2016

american-flag-1150851[๒๔ กันยายน ๒๕๕๙] พี่เอ็นโซเล่าว่าสองสามวันที่ผ่านมาที่ออกไปขี่จักรยานตอนบ่าย ๆ เริ่มเห็นป้ายหาเสียงเลือกตั้งปักหน้าบ้านคนมากขึ้น มีคละกันไปทั้งป้ายเชียร์ทรัมป์ ฮิลลารี่ คลินตัน และแกรี่ จอห์สัน (จากพรรคลิเบอร์แทเรียน)

ฉันตั้งใจจะเขียนเล่าเรื่องการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีตั้งแต่เดือนกรกฏาคม เพราะปีนี้พรรครีพับลิกันมาประชุมพรรคกันถึงคลีฟแลนด์ (ซึ่งเป็นหนึ่งไม่กี่พื้นที่ในรัฐโอไฮโอที่ถือเสียงข้างเดโมแครต) ปีที่แล้วคนคลีฟแลนด์ตื่นเต้นกันมาก เพราะเชื่อว่า การประชุมพรรค (Republican National Convention) จะนำรายได้มหาศาลมาให้เมือง ทางรัฐบาลของเมืองลงทุนเม็ดเงินมากมาย ใช้เวลาเตรียมตัวเป็นปีเพื่อปรับปรุงตบแต่งเมืองให้สวยงาม พอถึงเวลาจริง ๆ กลับต้องปิดคลุมทุกสิ่งทุกอย่าง เอาแท่งคอนกรีตมากั้น เพราะกลัวคนประท้วงทรัมป์จะทำลายข้าวของ สมาชิกของพรรคก็มาร่วมประชมน้อยกว่าปกติมาก ได้ยินว่าตอนแรกสั่งอาหารเลี้ยงคนไว้จำนวนหนึ่ง สุดท้ายต้องลดลงเหลือ 1 ใน 3 เพราะไม่มีคนมาร่วมงานเท่าที่คิดไว้ นี่ไม่รวมถึงเงินสนับสนุนจากธุรกิจห้างร้านต่าง ๆ ที่ลดลงไปเป็นจำนวนมาก เพราะคนไม่เอาทรัมป์มีมากโขอยู่ ถ้ามาโฆษณาให้งานทรัมป์ อาจจะถูกลูกค้าเกลียดเอาได้ง่าย ๆ

ที่แย่หน่อยคือมาจัดตรงกับช่วงวันเกิดของฉันพอดี ข่าวออกเตือนว่า ถ้าไม่มีอะไรให้อยู่บ้าน เพราะอาจจะเกิดการปะทะระหว่างคนรักทรัมป์และคนไม่รักทรัมป์ สรุปว่าเลยไม่ได้ทำอะไรพิเศษฉลองวันเกิดไปโดยปริยาย

เรื่องที่ตลกที่สุดก็คือว่า ถึงแม้ว่าจอห์น เคสิก ผู้ว่าการของรัฐโอไฮโอจะเป็นสมาชิกพรรครีพับลิกัน และหนึ่งในวุฒิสมาชิกของรัฐ (ซึ่งมีทั้งหมดสองคน) ก็เป็นคนพรรครีพับลิกัน แต่ NPR รายงานว่า ไม่มีใครพูดถึงหรือสรรเสริญทรัมป์เลยแม้แต่น้อย ผู้ว่าการรัฐโอไฮโอเองยังไม่ปรากฎตัวในการประชุมพรรคเลยเสียด้วยซ้ำไป

ข่าวบอกว่าการประชุมพรรครีพับลิกันเหมือนรายการมวยปล้ำ คือดูเร้าใจตื่นเต้น รุนแรงถึงใจ แต่จริง ๆ เป็นการแสดง ในขณะที่การประชุมพรรคเดโมแครตออกแนวเฮฮาปาร์ตี้ ดารานักร้องเพียบ

คนที่เห็นความประพฤติของทรัมป์และความเคลื่อนไหวของพรรครีพับลิกันคงคิดว่า ลงอีหรอบนี้ พรรคเดโมแครตส่งเสาไฟฟ้ามาลงแข่ง ก็คงชนะทรัมป์แน่นอน แต่เอาเข้าจริง ๆ ไม่ยักกะเป็นอย่างนั้น ผลการสำรวจความคิดเห็นคนอเมริกันยังออกมาสูสีว่าจะเลือกฮิลลารี หรือโดนัลด์ ทรัมป์ดี เพื่อน ๆ หลายคนบอกว่า เซ็งมาก เผลอ ๆ จะไม่ไปลงคะแนนเสียด้วยซ้ำ

วันจันทร์นี้จะมีโต้วาทีของผู้สมัครประธานาธิบดีรอบแรก ยังแอบสงสัยว่าจะออกมาแนวไหน จะหาสาระได้หรือไม่ จะเอาอะไรมาโต้กัน (ปกติทรัมป์พูดไม่เน้นสาระ เน้นอารมณ์เป็นหลัก)

ฉันยอมรับว่าช่วงแรก ๆ ข่าวเลือกตั้งปีนี้สนุกมาก เพราะทรัมป์สร้างสีสัน พวกรายการปกิณกะบันเทิงตอนดึกก็มีเรื่องมาเล่าเสียดสีให้หัวเราะได้ทุกวัน แต่ตอนนี้ชักเบื่อ บางวันถึงกับปิดวิทยุ เลิกฟังข่าวไปพักใหญ่

อีกเดือนกว่า ๆ เราคงได้รู้กัน

%d bloggers like this: