Archive for the ‘Pondering ความคิดความอ่าน’ Category

สมุดปกเขียว

The Negro Motorist Green Book[๖ มิถุนายน ๒๕๖๐] ปีสองปีทีผ่านมา มีโอกาสได้ทำงานให้กับองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในคลีฟแลนด์ไฮท์ เป้าหมายขององค์กรคือการส่งเสริมให้คนทุกคนมีโอกาสได้เป็นเจ้าของหรือเช่าอยู่ในที่พักอาศัยได้อย่างเท่าเทียมกัน (เช่นในกรณีที่บ้านเช่าบางแห่ง เลือกผู้เช่า กีดกันไม่อยากให้ต่างสีผิว คนพิการ คนต่างศาสนา หรือคนรักร่วมเพศมาเช่าบ้าน ) ในขณะเดียวกันก็สนับสนุนสังคมให้ยอมรับความหลากหลายของผู้คน (เช่น คนต่างชาติพันธุ์ ต่างเพศสภาพ เป็นต้น) ฉันไม่เคยเห็นองค์กรลักษณะอย่างนี้ในเมืองไทย ที่อเมริกา ประเทศที่เต็มไปด้วยคนจากร้อยพ่อพันแม่ ต่างสีผิว ต่างภาษา องค์กรลักษณะนี้มีให้พบเห็นได้ทั่วไป

ฉันชอบทำงานนี้ เพราะเป็นงานที่มีลักษณะค่อนข้างใกล้เคียงกับงานประจำที่เคยทำสมัยอยู่เมืองไทย คือทำเรื่องการประชาสัมพันธ์ผ่านโซเชียลมีเดีย และสื่ออื่น ๆ ให้คนมาร่วมกิจกรรมที่องค์กรจัดขึ้น ผลพลอยได้คือทำให้ได้เรียนรู้เรื่องประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ด้านสิทธิมนุษยชนในอเมริกาไปพร้อม ๆ กัน ได้รู้จัก Justice Thurgood Marshall ได้รู้จัก Emmett Till ได้เข้าใจความหมายของ “Separate but equal” และได้รับฟังเรื่องราวของความไม่เท่าเทียมกันที่เกิดจากการเลือกปฏิบัติมากมาย

กิจกรรมล่าสุดที่องค์กรจัดขึ้น เป็นกิจกรรมเกี่ยวเนื่องจากหนังสือ The Negro Motorist Green Book ซึ่งจะขอเรียกสั้นๆ ว่า The Green Book หนังสือหรือนิตยสารนี้ออกเป็นรายปี ระหว่าง ปี 1936 ถึง 1966  หรือ พ.ศ. 2479 – 2509 (ระงับการพิมพ์ไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง) ผู้จัดพิมพ์เป็นพนักงานไปรษณีย์ชื่อ วิกเตอร์ ฮิวโก กรีน (ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ The Green Book ประกอบกับหน้าปกหนังสือก็ใช้สีเขียวเป็นหลัก) จัดรวบรวมข้อมูลทุก ๆ ปี รวมเล่มเพื่อเป็นคู่มือการเดินทางของคนผิวดำในยุคนั้น ฟังดูเผิน ๆ ก็ไม่น่าจะมีอะไรน่าสนใจ แค่ไกด์บุ๊กทั่ว ๆ ไป แต่อย่าลืมว่า เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว การกีดกันสีผิวยังเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วไป คนผิวดำที่เดินทางโดยรถยนต์จากชิคาโก (ซึ่งค่อนข้างเปิดเสรี) ลงไปเยี่ยมญาติทางใต้ (ซึ่งไม่เสรีเลย) จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรู้ว่า จะแวะพักเติมน้ำมัน พักค้างแรมที่ไหนได้อย่างปลอดภัย ให้มั่นใจว่าจะไม่โดนยิง หรือถูกจับไปฆ่า

จัดกิจกรรมครั้งนี้ โชคดีมาก เพราะผู้ที่เคยใช้สมุดปกเขียวเป็นคู่มือเดินทางจริง ๆ มาเล่าเรื่องแลกเปลี่ยนประสบการณ์ จำไม่ได้แน่ชัดว่าจะเดินทางจากเมืองไหนไปเมืองไหน จำได้แต่ว่าเดินทางไปกับครอบคัว เปิดหนังสือดู พบที่พักสามแห่ง ไปถึงที่แรก ปรากฏว่าโดนเผาทิ้งไปเสียแล้ว ที่ที่สอง ดูท่าทีแล้ว ไม่น่านอนเลย ที่ที่สาม ยังไม่ได้สร้าง สุดท้ายเลยต้องขับรถออกนอกเส้นทางไปสองชั่วโมงกว่า ๆ เพื่อไปนอนบ้านป้าอีกรัฐหนึ่งแทน

เรื่องกีดกันสีผิวนี่ บางเรื่องฟังแล้วก็คิดว่าอะไรจะขนาดนั้นหรือ เช่น คนผิวดำแวะพักโรงแรมในทางใต้ของอเมริกา และว่ายน้ำในสระ หลังจากนั้นปรากฏกว่าเจ้าของโรงแรมปล่อยน้ำในสระทิ้ง และทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรคในสระอย่างจริงจัง อีกเรื่องคือ เรื่องนักวางผังเมืองสมัยก่อน ออกแบบสะพานสำหรับรถข้ามไฮเวย์ (Overpasses) ในนิวยอร์ก ให้ความสูงไม่มากนัก เพื่อที่จะกีดกันไม่ให้คนดำ (ซึ่งมักจะเดินทางโดยรถบัส หลังคาสูงกว่ารถเก๋ง) ไม่ให้ใช้ถนนเส้นนั้น ซึ่งเป็นทางไปสู่สถานที่พักผ่อนหย่อนใจริมชายทะเล เป็นต้น

มาถึงสมัยนี้ เรื่องสีผิวก็ยังเป็นประเด็นสำคัญของสังคม ในขณะที่ประเด็นของการเลือกปฏิบัติกับคนรักร่วมเพศก็ร้อนแรงตามมาติด ๆ คนอเมริกันส่วนใหญ่จะถือแนวความคิดสองด้าน คือ (1) รัฐบาลกลางควรเป็นคนออกกฏไม่ให้มีการกีดกันคนกลุ่มน้อยเหล่านี้ หรือ (2) ควรจะเป็นหน้าที่ของรัฐบาลรัฐเป็นคนตัดสินใจ

ฉันเคยคิดว่าจริง ๆ น่าจะเป็นบทบาทของรัฐบาลของแต่ละรัฐมากกว่า เพราะรัฐแต่ละรัฐก็ยังมีความคิดไม่เหมือนกัน จะไปบังคับฝืนใจเขาได้อย่างไร คุณสามีบอกว่า ถ้าอย่างนั้น ป่านนี้คนผิวดำในรัฐทางใต้ก็คงยังไม่ได้ลืมตาอ้าปากแน่นอน

เขียนเรื่องนี้แล้วชวนให้คิดถึงวันวานในอดีต สมัยที่ยังไม่มี GPS และต้องใช้แผนที่ Rand McNally วางแผนการเดินทาง นึกไม่ออกเหมือนกันว่าสมัยก่อนทำได้อย่างไร เก่งขนาดนั้นเชียวหรือ สมัยนี้เปิด Google Map ใส่ที่อยู่เข้าไปป๊ป แป๊ปเดียวก็ได้คำตอบออกมาแล้วว่าต้องเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวาตรงไหนจึงจะถึงที่หมายได้

Advertisements

12 วันกับ One Love ที่จาไมก้า (2)

3 Dives Restaurant, West End, Negril

3 Dives Restaurant, West End, Negril

[๖ มีนาคม ๒๕๕๙]  แก้วถามว่า อยู่ดี ๆ ทำไมถึงเลือกมาจาไมก้า อธิบายไปว่า เพราะค่าใช้จ่ายไม่แพงมากและไม่ต้องบินไกล แก้วบอกว่าดีแล้ว จะได้ไปฟังเพลง Bob Marley ฟังแล้วงงเป็นไก่ตาแตก บ๊อบ บ๊งที่ไหน ฉันไม่รู้จัก ใครคือ Bob Marley หรือนี่ ฉันเชยมาก ๆ

เราวางแผนการเดินทางตั้งแต่คริสมาสต์ปีที่แล้ว เริ่มต้นจากการรวบรวมรายชื่อสถานที่ที่ มีอากาศอบอุ่น ตั้งแต่สิมิลัน ไล่มาจนถึงหมู่เกาะในคาริเบียน เม็กซิโก ตั้งใจว่าไม่อยากใช้เวลาและเงินในการเดินทางมาก ท้ายสุดมีหลุดมาเข้ารอบมา 3 แห่ง คือ อารูบ้า จาไมก้า และปุนต้าคานาที่โดมินิกัน รีพับลิก – Aruba ตัดออกไป เพราะเกาะเล็กมาก อยู่ตั้ง 10 กว่าวัน คงเบื่อน่าดู ส่วน Punta Cana ถ้าไม่ไปอยู่ที่พักประเภท All Inclusive Resorts (ตกคืนละประมาณ $400) เมืองด้านนอกไม่ปลอดภัยเท่าที่ควร ไม่ควรออกไปเดินเล่น สรุปว่า จาไมก้าลงตัวที่สุด นอกจากจะมีหลาย ๆ เมืองให้เที่ยวแล้ว ยังอยู่ใน Time Zone เดียวกับคลีฟแลนด์ ตัดปัญหาเจ๊ทแลกออกไปได้ทันที

rice

ข้าวหอมมะลิไทยไปจาไมก้า

มาจาไมก้าครั้งแรก ฉันก็ออกจะหวั่นใจเล็ก ๆ เพราะนึกไม่ออกเลยว่าจาไมก้าหน้าตาเป็นอย่างไร ประกอบกับข่าว Zika Virus กำลังดังกระฉ่อนก่อนออกเดินทาง พยายามหาข้อมูลของจาไมก้าจากเว็บพันทิป เผื่อว่าจะมีคนไทยเคยไปเที่ยวบ้าง ก็มีข้อมูลน้อยเหลือเกิน คุยกันกับพี่เอ็นโซว่า ทริปนี้ถือเป็นการผจญภัย ไม่มีความคาดหวังอะไรทั้งสิน และพร้อมจะรับมือกับเหตุการณ์ใด ๆ ก็ตามที่จะเกิดขึ้น สุดท้ายกลายเป็นว่า เหมือนได้กลับเมืองไทย – back to my natural habitat! อากาศอบอุ่น ลมเย็นสบาย ทุกอย่างสะดวกสบาย เข้าใจว่าเป็นเพราะมีนักท่องเที่ยวอเมริกันและแคนนาดามาเที่ยวกันเยอะมาก ทุกคนมีมิตรจิตมิตรใจ คติประจำตัวคนที่นี่คือ No Problem! แนวเดียวกับ “ไม่เป็นไร” ที่บ้านเรา ข้อสำคัญคือทุกคนพูดภาษาอังกฤษสบาย ๆ สงสัยอะไร หลงทางหาอะไรไม่เจอ ถามชาวบ้านได้หมด เงินก็ใช้เงินดอลลาร์ (คิดง่าย ๆ ว่า $1 เท่ากับ 100 จาไมกันดอลลาร์) ให้เงินดอลลาร์ เขาก็จะทอนกลับมาเป็นแบงก์จาไมกัน

Jerk Chicken, Rice & Peas and Vegetable @3 Dives Restaurant, Negril

Jerk Chicken, Rice & Peas and Vegetable @3 Dives Restaurant, Negril

อาหารจาไมก้ามีรสจัดจ้านอย่างที่คนว่าไว้จริง ๆ อร่อยดี คนจาไมก้านิยมกินข้าว ไปไหนก็จะเจอแต่ Jerk Center ซึ่งไม่ได้หมายถึงศูนย์รวมคนไม่เอาถ่าน แต่หมายถึงร้านอาหารที่เสิร์ฟเนื้อสัตว์หมักเครื่องเทศย่าง (Jerk) กินกับข้าว (Rice and Peas) และผัก หรือบางทีเค้าก็ปิ้งย่างกันข้างถนนั่นเอง โดยใช้ถังน้ำมันเบนซิน เอามาผ่าครึ่ง วางแนวนอนบนขาตั้ง ใส่ตะแกรง ติดเตาถ่าน อย่างไรก็ดีอาหารที่นี่ไม่ค่อยหลากหลาย ไม่มีให้เลือกมาก Jerk ที่ว่านี่ มีให้กินทั่วไป เข้าใจว่า Jerk chicken เป็นที่นิยมที่สุด ฉันว่าอร่อยดี กินไปก็คิดถึงน้ำจิ้มแจ่วและข้าวเหนียวไป แอบถามว่า Rice and Peas นี่ทำอย่างไร คนจาไมก้าบอกว่า ให้ต้มถั่วแดงก่อน พอสุกแล้วใส่ต้นหอม (คนที่นี่กินต้นหอม (Scallion) เยอะมากกกก) และเครื่องเทศ เช่น Rosemary และ Thyme จากนั้น ก็ใส่น้ำกะทิ ใส่ข้าวดิบ และหุงจนสุก

ของมีชื่ออีกอย่างคือ เหล้ารัม ทั้งยี่ห้อ Appleton และ JB  เหล้ารัมที่นี่ทำจากอ้อย กลิ่นหอมดีจริง ๆ เสียดายว่ามาคราวนี้ไม่ได้กิน Plantains (กล้วยดิบ) มากเท่าที่คิดไว้

12654591_10153907583816672_7372323904493123688_nอาหารเช้ามักจะประกอบไปด้วย Ackee and salted fish เจ้า Ackee นี่เป็นผลไม้ชนิดหนึ่ง ว่ากันหาได้ทั่วไปในคาริเบียน แต่มีเฉพาะคนจาไมก้าเท่านั้นที่เอามาต้มและปรุงเป็นอาหารเช้า โดยจะผัดกับปลาเค็ม เจ้าอาคี่นี่มองตอนแรก นึกว่าเป็น Scrambled egg เพราะสีเหลืองเหมือนไข่เป็นอย่างยิ่ง (ดูภาพประกอบด้านขวามือ) นอกจากอาคี่แล้ว ยังมี Yam ต้ม (เป็นพืชประเภทมันชนิดหนึ่ง) Fried dumpling ที่เหมือนปาท่องโก๋ไส้หวานยิ่งนัก เพียงแต่เขาจะปั้นแป้งเป็นกลม ๆ บ้าง สี่เหลี่ยมบ้าง และเอาไปทอดให้กรอบแต่ข้างในยังนุ่ม ๆ อยู่ นอกจากนั้นก็มี Boiled dumpling ก็ใช้แป้งปั้นเป็นรูปขนมเปี๊ยะและเอาไปต้ม อีกอย่างที่แปลกคือกล้วยต้ม (ทางขวามือสุดในภาพ) แต่เป็นกล้วยลูกเล็ก เรียวยาวที่จืดชืดเอามาก ๆ ขนาดคนรักกล้วยอย่างฉันยังไม่ค่อยอยากจะกิน

IMG_20160226_115923964

ราคาเนื้อสัตว์ในซูเปอร์มาร์เก็ต อาหารทะเลแพง

เล่าให้พลอยฟังว่าไปกินอาหารจาไมก้ามา พลอยบอกว่า อ๋อ เขาเอาทุก ๆ อย่างสับ ๆ แล้วปรุงรวมกันใช่ไหม สังเกตไปนาน ๆ แล้วก็เห็นอย่างที่พลอยว่าจริง ๆ ทุกอย่างสับเป็นชิ้นเล็ก ๆ หมด ทั้งไก่ ทั้งผัก หรือแม้กระทั่งแกงกระหรี่แพะ (Curry Goat) เค้าก็เอาเนื้อแพะสับ ๆ พร้อมกระดูกลงไปต้ม หรือ Oxtail (ทำเป็นสตูว์ เปรี้ยวหวาน กินกับข้าวและถั่วเช่นกัน)  นอกจากนี้ก็มี Conch (อ่านออกเสียงว่า “ค้อง” รสชาติคล้าย ๆ กับเอ็นหอย) เอามาผัดกับหัวหอมบ้าง หรือไม่ก็ทำเป็นซุป จำได้เลา ๆ ว่า คนจาไมก้าจะทำซุปกินเฉพาะวันเสาร์ (ไม่แน่ใจว่าจำผิดรึเปล่า) ที่ประหลาดสำหรับฉันคือ อาหารทะเลแพงมาก และไม่มีปลาสดให้กินอย่างแพร่หลาย อย่างที่คาดไว้

พี่เอ็นโซติดใจผลไม้ที่เมืองไทย มาจาไมก้าคราวนี้ ก็หวังว่าจะได้กินผลไม้เยอะแยะเหมือนที่เมืองไทยบ้าง แต่ฉันว่าสู้บ้านเราไม่ได้ อย่างไรก็ตามผลไม้ถึงจะไม่มีหลากหลาย แต่ก็อร่อยพอใช้เลย ที่เห็นคนกินเยอะ ๆ คือ Sour Sop หน้าตาเป็นน้อยหน่า (ซึ่งที่นี่เรียกว่า Sweet Sop) แต่มีรสชาติค่อนข้างฝาดและลูกโต มีกล้วย มีมะละกอลูกเล็ก ๆ เท่ากำปั้นมือ มีชมพู่มะเหมี่ยว มีละมุดซึ่งเปลือกอ่อนกว่าบ้านเราและหวานมาก ส้มเป็นส้มเช้งซะส่วนใหญ่ ที่พี่เอ็นโซชอบและติดใจที่สุดเห็นจะเป็นอ้อย แทะเช้าแทะเย็นเลยทีเดียว แถมยังถามฉัน(แบบแอบเคือง)ด้วยว่า ทำไมอยุ่เมืองไทยถึงไม่ได้เคยกินอ้อยอย่างนี้

IMG_20160222_124041357เล่าเรื่องกินอาหารที่จาไมก้าแล้ว ถ้าจะไม่พูดถึงบริการเลยก็คงจะไม่ได้ อาหารที่นี่เสิร์ฟช้ามาก ใช้เวลาตั้งแต่ 10-100 นาที (ตามที่พี่เอ็นโซว่า) ตอนแรกฉันเข้าใจว่าคงเป็นเฉพาะที่โรงแรมที่บริการไม่ดี เพราะสั่งอาหารและรอนานมาก ปรากฏว่าเป็นอย่างนี้เหมือนกันแทบทุกที่ จนสุดท้าย เราต้องเอาไพ่ไปนั่งเล่นรออาหาร หรือไม่ก็ต้องสั่งเครื่องดื่มหรือของว่างกินแก้หิวไปก่อน

กินอาหารที่เนกริลนึกว่าอร่อยแล้ว ปรากฏว่าไปเจออาหารที่โรงแรมที่โอชี่ ถึงได้รู้ว่าของอร่อยจริง ๆ รสชาติเป็นอย่างนี้นี่เอง อาหารเช้าที่โรงแรม Kaz Kreol ดีมาก ๆ ถึงจะไม่ได้เป็นบุฟเฟต์แบบที่ Travellers’ Beach Resort ที่เนกริล แต่ก็ทำได้อร่อยเหาะ (แต่ก็ต้องรออาหารนานหน่อย) โดยแต่ละวันจะเขาจะเสิร์ฟอาหารเช้าแบบจาไมกันต่าง ๆ กันไป

ก่อนกลับ เควิน คนขับรถที่โอชี่ ถามว่าได้ไปกิน Jerk ที่ร้าน Scotchies ชื่อดังหรือยัง ฉันตอบว่าไม่ได้ไปกิน เพราะอยู่ไกลโรงแรมเหลือเกิน ถามกลับไปว่า มันอร่อยมากเหรอ เควินตอบว่า Yeah Man (คนที่นี่ชอบพูดว่าเย้แมน แทนที่จะตอบว่า Yes เฉย ๆ ) และบอกว่าน่าเสียดาย เพราะร้านนี่ดังมาก เป็นที่ชื่นชอบของทั้งคนจาไมก้าและนักท่องเที่ยว

เรื่องประหลาด คือมีร้านอาหารไทยที่เนกริลด้วย ชื่อร้าน Sing U อยู่ไม่ไกลจากโรงแรมเลย แต่ไม่ได้ไปอุดหนุน

ร้านอาหารที่ไปกินกัน
3 Dives Restaurant
*** เป็นร้านแบบบ้าน ๆ  เข้าไปถึงก็ต้องไปสั่งอาหารที่เคาน์เตอร์ และไปนั่งรออีกเกือบสองชั่วโมงกว่าจะได้กิน คนเยอะมาก อร่อยจริง ๆ
West End Road/just west of Extabi | West End, Negril, Jamaica
876-344-6850 / 782-9990

Chicken Lavish
West End Road, Negril, Jamaica
876-957-4410

Cosmo’s
*** ร้านนี้คนเสิร์ฟ มีเพื่อนเป็นคนไทยด้วย พูด “ขอบคุณครับ”ได้ด้วย
Norman Manley Blvd, Negril, Jamaica
876-957 4784

Miss T’s
65 Main Street, Ocho Rios, Jamaica
876-795-0099

Juici Patties
1 Newlin St, Ocho Rios, Jamaica

 

 

 

12 วันกับ One Love ที่จาไมก้า (1)

Kaz Kreol Hotel, Ocho Rios, Jamaica

Kaz Kreol Hotel, Ocho Rios, Jamaica

[๖ มีนาคม ๒๕๕๙]  เราออกเดินทางกันตั้งแต่เช้าวันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ ทนใส่แจ๊กเก็ตตัวบางรับอากาศติดลบของคลีฟแลนด์เพื่อเตรียมรับอากาศอันอบอุ่นของจาไมก้า ใช้เวลาบินชั่วโมงนิดๆ ถึงชาร์ลอตต์ นอร์ทแคโรไลนา (Charlotte, North Carolina) ต่อเครื่องมาสนามบินมอนทีโกเบย์ (Montego Bay หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า Mobay) อีก 2 ชั่วโมงนิดๆ กัปตันของอเมริกันแอร์ไลน์กล่าวติดตลกระหว่างประกาศต้อนรับก่อนจะเดินทางมาว่า อากาศที่จาไมก้าดูพิกลอยู่ๆ (Questionable) เพราะ….. แดดจ้า อุณหภูมิประมาณ 28 องศา ต่างกับอากาศที่ ชาร์ลอตตโดยสิ้นเชิง

หาดสวย ดนตรีดัง กัญชาและบุหรี่ที่เนกริล (Negril: 19 -24 กุมภาพันธ์)
ออกจากสนามบินมอนทีโกเบย์มาเนกริลใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ๆ นิด แทนที่จะเป็นชั่วโมงครึ่ง เพราะรถติดมาก น้องคนขับรถแท๊กซี่อธิบายว่าวันนี้วันศุกร์ ช่วงเย็น (ประมาณบ่ายสามโมง) เป็นเวลาเร่งด่วน เด็กเลิกเรียน ผู้ใหญ่เลิกงาน กลับบ้านกัน ถนนที่เราใช้มุ่งหน้าสู่เนกริลเป็นถนนเล็ก ๆ สวนไปสวนมาเลนเดียว แถมต้องผ่านย่านชุมชนของหลาย ๆ เมืองอย่าง Lucea ทำให้รถวิ่งได้ช้า บางช่วงทำให้นึกว่าตัวเองอยู่เก้าเส้ง ถามน้องแทกซี่อีกว่าคนที่นี่กลัว Zika Virus ที่กำลังเป็นข่าวอยู่ไหม น้องหัวเราะบอกว่าไม่เห็นมีใครสนใจเลย ฟังแล้วก็หายกังวล หลังจากไปเที่ยวหาซื้อที่ฉีดกันยุงมาหลายวัน (ที่อเมริกา ที่ฉีดยากันยุงดี ๆ ขาดตลาด)

White Sand Beach (7-Mile Beach), Negril, Jamaica

White Sand Beach (7-Mile Beach), Negril, Jamaica

แอบสังเกตเห็นว่าคนจาไมก้าไม่ขับมอเตอร์ไซค์กันเลยแฮะ แถมในรถแท๊กซี่ก็มีคนนั่งเบาะหลังกันตรึม เค้าพาครอบครัวไปเที่ยวกันหรืออย่างไร สุดท้ายถึงได้รู้ว่าที่นี่ไม่ค่อยมีรถประจำทาง คนส่วนใหญ่นิยมเรียกแท๊กซี่ (Route Taxi) เหมือนเวลาเราเรียกสองแถว แล้วก็จ่ายแชร์กันไปคนละ 1-2 เหรียญ  ที่เห็นนั่งอัดกันที่เบาะหลังนั่นคือผู้โดยสารทั้งนั้น แต่ละคนไม่ได้รู้จักกัน (แต่ก็ดูพูดคุยกันดี)

เราจองโรงแรมริมหาด White Sand หรือหาดเจ็ดไมล์ที่มีชื่อเสียงของเนกริล อยู่ในทำเลดี อยู่ริมถนน Norman Manley Blvd แถว ๆ  น้ำใส ฟ้าสวย นึกชื่นชมเทศบาล (หรือรัฐบาล) ในใจว่าเค้าดูแลหาดได้ดีจริง ๆ ขยะนี่มีแน่ เพราะนักท่องเที่ยวเต็มไปหมด แต่เขาก็จัดการทำความสะอาดเช้า ทำความสะอาดเย็น หมาข้างถนนมีบ้าง แต่ไม่มาก เย็น ๆ ก็เช่ารถแท๊กซี่ไปกินข้าวแถว West End (ฟังแล้วนึกว่าอยู่ในลอนดอน) สองวันแรกเคนเนธ (คนขับแท๊กซี่คนแรก) คิด $20 ไปกลับ วันสุดท้ายเปลี่ยนมาใช้บริการของเดสมอนด์ ปรากฏว่าแค่ $15 เองแฮะ

IMG_0258

วณิกพกแรกเก้ริมหาด

ใกล้ ๆ โรงแรมก็มีร้านมินิมาร์ทให้ซื้อน้ำ ซื้อขนม ซื้อแพทตี้ (คล้าย ๆ กระหรี่ปั๊ปบ้านเรา) ได้สะดวก บรรยากาศรื่นรมย์ สะอาดและปลอดภัย มีคุณรปภ. ร่างใหญ่คอยเดินถือกระบอง ไม่ให้พ่อค้าแม่ค้ามาขายของยุ่งกับแขกของโรงแรมมาก แต่พอเดินบนถนน ข้ามสะพานเข้าเมือง เมืองสวรรค์สวย  ๆ ที่เราอยู่ก็หายวับกลายเป็นโลกธรรมดาไปเสียเฉย ๆ กลิ่นขยะโชยมาแต่ไกล รถราแน่นขนัด คนเต็มไปหมด

โรงแรมค่อนข้างใช้ได้ สมกับราคาที่เราจ่ายไป แต่โชคร้ายของเราคือเราเกิดไปเข้าพักช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ เนกริลนี่เป็นที่รู้กันว่าเป็นย่านฮิปปี้ เน้นเฮฮาปาร์ตี้เป็นหลัก ช่วงศุกร์ เสาร์ อาทิตย์  ที่โรงแรมจัดปาร์ตี้ เสียงดนตรีดังตะลุ้งตุ้งแช่ไปจนถึงเกือบตีหนึ่ง ขนาดฉันซึ่งโตมากับงานประจำปีหน้าศาลากลาง ยังแทบนอนไม่ได้ ไม่นับว่ากลิ่นกัญชา (ซึ่งคนจาไมก้าก็เรียกว่า “Ganja” เช่นกัน) ฉุนจัดโดยเฉพาะแถวชายหาด อย่างไรก็ตาม กลิ่นกัญชาก็ยังถือว่าหอม เมื่อเทียบกับกลิ่นบุหรี่ที่นักท่องเที่ยวสูบทั้งริมหาดและบริเวณโรงแรม ที่แย่ทีสุดคือ ห้องพักที่เราจองเป็นห้องบังกาโลพัดลม คืนสุดท้ายก่อนจะออกจากเนกริล เพื่อนข้างห้อง (ซึ่งเดาว่าคงนอนไม่หลับ) ออกมาสูบบุหรี่หน้าห้องตอนตีสอง กลิ่นบุหรึ่โชยเข้ามาในห้องนอนเราและค้างอยู่จนรุ่งเช้า ทำเอาปวดหัวไปหมด

แม่น้ำแปดสายที่โอโชริโอส (Ocho Rios: 24 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม)

แวะเยี่ยมชมโรงเรียน

แวะเยี่ยมชมโรงเรียน

เราเช่ารถแท๊กซี่จากโรงแรมที่เนกริลมาส่งที่โอโชริโอส (หรือที่เรียกกันติดปากว่า โอชี่ มาจากภาษาสเปน แปลว่าแม่น้ำแปดสาย) คนขับรถเป็นสาวร่างท้วมชื่อ แจกกี้ นัดกันไว้ 11 โมง กว่าจะมารับจริง ๆ ก็ปาเข้าไปเกือบเที่ยง บอกว่ารถตู้พัง เอารถเก๋งมารับ แจกกี้พาลูกสาวมาเป็นเพื่อน แถมยังแวะรับลูกสาวอีกคนจากโรงเรียนระหว่างทาง จะพาลูกไปเที่ยวโอชี่ด้วย แล้วเฉไฉกับเราว่า อยากให้เราได้เห็นโรงเรียนจาไมก้าว่าหน้าตาเป็นอย่างไร  โรงเรียนที่ลูกแจกกี้เรียนอยู่เป็นโรงเรียนมัธยมชื่อ Rusea เด็กนักเรียนจาไมก้าแต่งชุดนักเรียนน่ารักมาก เป็นชุดคล้าย ๆ โรงเรียนเซนโยเซฟต์ประถม  เด็กจะใส่เข็มขัด และแถบที่เข็มขัดจะบอกว่าอยู่ชั้นไหน แถบเดียวก็ม. 4 สองแถบ ก็ม. 5 เป็นต้น

เรานั่งรถจากจากเนกริลมาโอชีประมาณ 4 ชั่วโมง รถติดแถวโมเบย์ (ตามเคย) พอผ่านเข้ามาถึงโอชี่แล้วรู้สึกเหมือนมาอีกประเทศหนึ่ง เพราะถนนกว้างใหญ่ สี่เลนสวนไปมา ทำให้นึกถึงเวลาออกจากด่านสะเดาสงขลา และขับรถเข้าอาณาเขตประเทศมาเลเซียอย่างนั้นเลย

IMG_20160301_103153103_HDRโรงแรมที่โอชี่เก่าหน่อย (แอบให้อารมณ์โรงแรมในหนังเรื่อง The Shining) อยู่ไกลตัวเมือง ไกลร้านอาหารอื่น ๆ ไม่มีร้านมินิมาร์ทใกล้ ๆ แต่เราสองคนประทับใจมาก ๆ เพราะหาดสวย เงียบสงบ ห้องหับใหญ่โต เห็นวิวทะเลชัดเจน ทิศตะวันออกของหาดติดกับ Nudist colony อีกต่างหาก พี่เอ็นโซมีความสุขมาก ว่ายน้ำวันละสามเวลา (แอบเสียดายที่ฝนตกไปสองวัน ทำให้คลื่นแรงไปหน่อย) และอาหารอร่อยมากถึงมากที่สุด เขาเสิร์ฟอาหารเช้าแบบจาไมกันมีให้กินหลายแบบ สลับกันแต่ละเช้า แถมโรงแรมนี้เจ้าของเป็นคนกรีก เราเลยได้กินอาหารกรีกอร่อย ๆ เกือบทุกวัน ห้องที่เราพักอยู่ชั้นบนสุด อยู่เหนือห้องครัวพอดี กลิ่นอาหารโชยเข้าห้องบ้าง แต่ก็ไม่เป็นปัญหาอะไร  ไม่มีกลิ่นกัญชา ไม่มีกลิ่นบุหรี่ เพลงที่เปิดก็เป็นเพลงแรกเก้น่ารัก ๆ ของ Bob Marley เพลงแรกเก้นี่ ฟังเพลินจริง ๆ กลับมาคลีฟแลนด์แล้ว พี่เอ็นโซก็งัดเอาซีดีเก่า ๆ ของบ๊อบ มาร์เลย์ ออกมาเปิดฟัง ฟังแล้วจะรู้ว่าเขาร้องซ้ำไปซ้ำมา เนื้อหาไม่ค่อยมีอะไรมากเท่าไร

ช่วงที่พักที่โอชี่ เป็นช่วงวันเลือกตั้งพอดี (25 กุมภาพันธ์) เย็นนั้นตั้งใจว่าจะออกไปกินข้าวเย็นนอกโรงแรม พนักงานบอกห้ามไว้ว่าอย่าออกไปเลย เผื่อมีเหตุการณ์ตึงเครียดระหว่างสองพรรคการเมือง พรรครัฐบาล คือ พรรค People’s National party (PNP) กำลังขับเคี่ยวกับพรรคฝ่ายค้านอย่าง Jamaica Labour Party (JLP) คุยกับคนที่เนกริล เขาบอกว่าเขาเชียร์พรรค JLP คนโอชี่บอกว่าเชียร์พรรค PNP  สุดท้ายพรรคแรงงาน JLP ชนะไปอย่างฉิวเฉียด แค่ที่นั่งเดียว

เข้าไปเดินเที่ยวเมืองโอชี่หนึ่งครั้ง ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่พัทยา เพราะมีห้างขายของที่ระลึกเต็มไปหมด (และราคาแพงมาก) ที่โอชี่ มีท่าเรือสำหรับเรือเดินสมุทร (Cruise Ship) ลำใหญ่มาจอดเทียบท่า ให้นักท่องเที่ยวเดินเที่ยว นั่งริมหาดที่โรงแรม ก็จะเห็นเรือลำโต ๆ แล่นมาเทียบท่าตอนเช้า และแล่นจากไปในตอนเย็น

ทั้งที่เนกริลและโอชี่ มีที่พักแบบ All Inclusive Resort สำหรับนักท่องเที่ยวที่ไม่ต้องการความยุ่งยากได้เลือกพัก ที่พักแบบนี่ราคาค่อนข้างสูง (ตกคืนละ $350-$500 หรืออาจจะสูงกว่านั้น ในขณะที่ที่เราเลือกพักจะตกอยู่ประมาณ $80-$90) เพราะรวมอาหารสามมื้อและสิ่งอำนวยความสะดวกไว้ครบถ้วน พี่เอ็นโซและฉันได้มีโอกาสเข้าไปเดินชมรีสอร์ทประเภทนี้อยู่วันหนึ่ง และก็นึกดีใจที่เราไม่มีตังค์มากพอที่จะมาพักที่นี่ ชีวิตในนั้นน่าเบื่อมาก เต็มไปด้วยคนอเมริกัน อาหารก็เป็นอาหารแบบอเมริกัน เหมือนไม่ได้เหยียบเท้าออกนอกประเทศอเมริกาเลย น่าเสียดายเวลาเป็นที่สุด

ปิดท้ายเล่าเรื่องตอนบินกลับบ้าน มีเรื่องตื่นเต้นเล็กน้อย เพราะสนามบินคลีฟแลนด์ลมแรง มีหิมะตกปรอย ๆ กัปตันพยายามจะนำเครื่องลงตอนเที่ยงคืน ปรากฏว่าครั้งแรกลมแรงเกินไป นำเครื่องลงไม่ได้ ต้องกลับขึ้นไปบินวนรอให้ลมเบากำลังลง สุดท้ายก็นำเครื่องแตะลงพื้นดินได้อย่างสวัสดิภาพ คนปรบมือกันเกรียว พี่เอ็นโซหลับสนิทไม่รู้เรื่องอะไรเลย

ที่พัก

Travellers Beach Resort
*** เจอฝรั่งอเมริกันเข้ามาทักว่าเป็นคนไทยหรือเปล่า เพราะเขาได้ยินเราพูดไทยตอนเฟซไทม์กับพ่อและแม่ ปรากฏว่าเขาและสามีเคยมาเป็นอาสาสมัครที่พนัสนิคมเมื่อนานมาแล้ว
Norman Manley Blvd, Negril JMDWD14, Jamaica, W.I.
(718) 514-6031

Kaz Kreol Beach Lodge
Old Road, Ocho Rios, Jamaica, W.I.

 

ควันหลงสมเด็จพระสันตะปาปาเสด็จเยือนอเมริกา

[๒๗ กันยายน ๒๕๕๘]  สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสได้สิ้นสุดการเยือนสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการแล้วในวันนี้ โดยได้เสด็จเยือนเมืองฟิลาเดเฟีย ในรัฐเพนซิลเวเนียเป็นรัฐสุดท้าย หลังจากที่ได้เสด็จไปวอชิงตันดีซี และนิวยอร์ก

คนอเมริกันเห่อโป๊ปองค์นี้มาก ถ้าคิดตามหลักการแล้ว ออกจะประหลาดนิด ๆ เพราะประเทศนี้ คนส่วนใหญ่เป็นโปรเตสแตนท์ ไม่ได้นับถือนิกายแคทอลิก แต่ถ้าได้ฟังที่โป๊ปฟรานซิสพูดหรือแสดงออกมาแล้ว ไม่น่าแปลกใจ เพราะท่านเป็นคนสมถะอย่างมากถึงมากที่สุด บินสายการบินอาลิตาเลีย นั่งรถเฟียต ใคร ๆ ก็เลื่อมใส ข้อสำคัญคือคำพูดของท่านเข้าถึงจิตใจคนทุกประเภท แม้กระทั่งคนที่ไม่มีศาสนา (Non-believers) ดูจากข่าวแล้วออกจากปลื้มแทน ท่านไปที่ไหน คนก็มารอคอยต้อนรับกันอย่างหนาแน่น เวลาท่านหยุดทักทายเด็ก ๆ ก็จะเห็นพ่อแม่เด็กร้องไห้น้ำตาไหล ด้วยความปลาบปลื้ม ยังไม่นับถึงเรื่องที่ประธานสภาผู้แทนราษฏรของสหรัฐ นายจอห์น เบเนอร์ประกาศลาออก วันรุ่งขึ้นหลังจากที่ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าโป๊ป นายเบเนอร์นี่อินกับโป๊ปมาก นัยว่าเป็นแคทอลิกที่เคร่งครัด ตอนที่ได้ฟังโป๊ปกล่าวสุนทรพจน์ ถึงกับร้องไห้ขี้มูกโป่งต่อหน้าสื่อและกล้องโทรทัศน์อย่างไม่อายประชาชีแม้แต่น้อย

อย่างไรก็ตามวันนี้ตั้งใจจะเขียนเรื่องควันหลงหลังจากที่โป๊ปฟรานซิสเสด็จไปที่สภาคองเกรส มีรายงานข่าวว่า แก้วน้ำที่โป๊ปทรงจิบน้ำระหว่างที่กล่าวสุนทรพจน์นั้น มีสส. สหรัฐถึง ๓๐ คน แอบเอาไปดื่มต่อ ประมาณว่า ถือเป็นของศักดิ์สิทธิ์ สุดท้ายถึงขนาดมีสส. คนหนึ่งจิ๊กแก้วไป เทน้ำที่เหลือใส่ขวดเก็บอย่างดี แถมจะเอาแก้วไปให้ตำรวจตรวจลายนิ้วมือและออกใบรับรองด้วยว่า แก้วนี้โป๊ปฟรานซิสเคยจับมาแล้ว

ถ้าเป็นเมืองไทย คงไม่แปลกใจ แต่นี่เป็นอเมริกา อ่านแล้วก็อมยิ้มว่า ฝรั่งก็เป็นอย่างนี้เหมือนกันแฮะ

ปิดท้ายด้วยเกร็ดว่า รถเฟียตที่โป๊ปฟรานซิสนั่งมาจากสนามบินในวอชิงตัน ดีซี เป็นรถเฟียต 500 L คันหนึ่งน่าจะราคาประมาณ 6 แสนบาทได้ เฟียต หรือ FIAT ย่อมาจาก “Fabbrica Italiana Automobili Torino” แปลว่า รถอิตาลีที่ผลิตในตูริน

คำว่า พระสันตะปาปา ภาษาอิตาเลียนเรียกว่า อิล ป๊าปปะ สะกดเหมือนคำว่า พ่อ ทุกประการ (Il Papa/ Il papa) แต่อ่านออกเสียงต่างกัน คือ คำที่แปลว่าโป๊ป จะลงน้ำหน้กที่คำหน้า ส่วนคำที่แปลว่า พ่อ จะลงน้ำหนักที่คำหลัง เวลาได้ยินคนอิตาเลียนพูดกัน คนหูไม่ดีอย่างฉัน ต้องค่อย ๆ ฟังดี  ๆ ว่าตกลงเค้าพูดถึงพ่อ หรือถึงโป๊ป กันแน่

ลมเพลมพัดที่ชิคาโก

*** หมายเหตุ: เรื่องเล่าจากหนึ่งวันในชิคาโก ระหว่างรอพี่เอ็นโซประชุม วันที่ ๒ กรกฏาคม ๒๕๕๘  สองเดือนผ่านไป เพิ่งได้มีโอกาสนั่งบันทึก เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายนนี่เอง

[๗ กรกฏาคม ๒๕๕๘] ชิคาโก้เป็นเมืองแห่งลม (Windy City) ฉันมีโอกาสมาเยี่ยมเยียนครั้งหนึ่งเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว จำอะไรไม่ได้เลย นอกจากว่ามีแม่น้ำสีเขียวไหลผ่านกลางตัวเมืองและลมพัดแรงมาก หนาวและตัวปลิว

ข้าวขาหมูร้านรสเด็ดที่ชิคาโก

ข้าวขาหมูร้านรสเด็ดที่ชิคาโก

ต้นเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา มีเหตุให้ได้กลับไปเยือนชิคาโกอีกครั้ง เนื่องจากพี่เอ็นโซต้องไปประชุม ฉันถือโอกาสขอติดรถไปเที่ยวด้วย ไปกันสองคืน สองวัน วันที่พี่เอ็นโซประชุม ฉันเลยเดินเที่ยวดูเมืองให้ฉ่ำใจ ตามประสาคนมาจากเมืองเล็ก (กว่า) ฉันไม่ตั้งใจทำอะไรมาก วางแผนว่าจะเดินเล่นไปเรื่อย ๆ บน Michigan Ave เดินให้ถึงแม่น้ำ และก็วกกลับมานั่งเล่นแถว Millennium Park พอกลางวันก็จะนั่งรถไฟไปหาอาหารไทยกินที่ร้านรสเด็ด ( Rosded – 2308 W Leland Ave, Chicago, IL 60625 โทร. 773-334-9055) ซึ่งเกมส์แนะนำมา กินเสร็จก็มาเดินเล่นที่ Art Institute รอจนพี่เอ็นโซประชุมเสร็จตอนหกโมงเย็น

เอาเข้าจริง ๆ ไม่ยักกะเป็นไปตามแผน อากาศวันนั้นดีมาก ลมไม่แรง แดดออกจ้าเหมาะกับคนขาดวิตามินดีอย่างฉันเป็นอย่างยิ่ง ได้เดินเล่นบนมิชิแกนอะเวนูไปซักพัก เดินไปถึงแม่น้ำ ได้เห็นตึกของมิสเตอร์ทรัมป์ เดินกลับมานั่งเล่นแถวมิลเลนเนียมพาร์ก ได้เห็นถั่วยักษ์สีเงินแวววาว (Cloud Gate) ซักพักเกิดปวดท้องจะต้องเข้าห้องน้ำ เลยตัดสินใจเดินมาอาร์ทอินสติตูท เพราะนึกว่าเข้าฟรี (เหมือนพิพิธภัณฑ์ที่บ้าน) ปรากฏว่าไม่แฮะ ต้องเสียค่าเข้าตั้ง $25 แนะ เอายังไงดี… สุดท้ายเลยซื้อบัตรเข้าชมเสียเลย เข้าห้องน้ำเสร็จจะได้เดินชมศิลปะต่อ จะได้เดินทั้งวัน เดินให้คุ้ม

มาถึงตอนนี้ ก็นึกขอบคุณธรรมชาติที่เรียกร้องให้ฉันเข้าห้องน้ำ เพราะถ้าทำตามแผนเดิมคงเสียดายมากว่าได้ใช้เวลาในสถาบันศิลปะแห่งชิคาโกน้อยเกินไป  เพราะสถาบันศิลปะนี่เป็นที่เก็บงานศิลปะไว้ถึง ๓ แสนชิ้นจากทั่วทุกมุมโลก … มากมายมหาศาลอย่างนี้ จะเดินดูอย่างไรดี เพื่อจะได้ไม่สะเปะสะปะ ไม่สับสน และไม่งง ทางสถาบันฯ เอง ก็เข้าใจนักท่องเที่ยวเป็นอย่างดี จึงได้จัดเตรียมไกด์บุ๊คแนะนำว่า ถ้านักท่องเที่ยวมีเวลาแค่ ๑ ชั่วโมง ก็ควรจะเดินดูภาพนี้ ภาพนี้ และภาพนี้

ส่วนฉันใช้วิธีเปิดอินเทอร์เน็ต และหาดูว่ามีคนเขียนรีวิวว่าควรไปดูอะไรบ้าง เอาข้อมูลมาผสมกับไกด์บุ๊คของสถาบันฯ สุดท้ายสรุปรายการได้ดังต่อไปนี้

(๑) ภาพ American Gothic โดย Grant Wood *** เกร็ดของรูปนี้คือ ศิลปินให้คุณหมอฟันและพี่สาวมาเป็นแบบ

Grant Wood (American, 1891-1942) American Gothic, 1930

Grant Wood (American, 1891-1942) American Gothic, 1930

(๒) Nighthawks โดย Edward Hopper

 Edward Hopper. Nighthawks, 1942. Friends of American Art Collection.

Edward Hopper. Nighthawks, 1942. Friends of American Art Collection.

(๓) ภาพ A Sunday on La Grande Jatte โดย George Seurat *** ใคร ๆ มาที่นี่ก็ต้องมาชมและถ่ายภาพคู่กับภาพนี้ ส่วนหนึ่งที่ดังมาก เพราะว่ามีฉากหนึ่งในหนังยอดฮิตเรื่อง Ferris Bueller’s Day Off  ที่แสดงให้เห็นตัวละครเอกยืนชมภาพนี้ด้วย 

Georges Seurat (French, 1859-1891) A Sunday on La Grande Jatte — 1884, 1884/86

Georges Seurat (French, 1859-1891) A Sunday on La Grande Jatte — 1884, 1884/86

(๔) ภาพ The Old Guitarist โดย Pablo Picasso *** ภาพนี้เศร้า

Pablo Picasso (Spanish, worked in France, 1881–1973) The Old Guitarist, late 1903–early 1904

Pablo Picasso (Spanish, worked in France, 1881–1973) The Old Guitarist, late 1903–early 1904

(๕) ภาพ Stacks of Wheat โดย Claude Monet 

Claude Monet (French, 1840-1926) Stacks of Wheat (Sunset, Snow Effect), 1890/91

Claude Monet (French, 1840-1926) Stacks of Wheat (Sunset, Snow Effect), 1890/91

(๖) ภาพ The Bed Room โดย Vincent van Gogh *** ภาพโปรดของฉัน

Vincent van Gogh (Dutch, 1853-1890) The Bedroom, 1889

Vincent van Gogh (Dutch, 1853-1890) The Bedroom, 1889

(๗) ห้องค้าหุ้น Chicago Stock Exchange Trading Room  

Adler & Sullivan, original architects; American, 1883-1896 Vinci & Kenny, reconstruction architects; American, 1970-1977

Adler & Sullivan, original architects; American, 1883-1896 Vinci & Kenny, reconstruction architects; American, 1970-1977

(๘) ห้องแสดง Thorne Miniature Room ***ห้องนี้ซ่อนอยู่ชั้นใต้ดิน ถ้ามีโอกาส แนะนำให้ไปดู เป็นห้องแสดงแบบจำลองขนาดจิ๋วของห้องในปราสาท/บ้านต่าง ๆ ตั้งแต่สมัยปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๓ ประกอบและจัดวางได้ปราณีตอย่างหาที่ติไม่ได้

Mrs. James Ward Thorne (American, 1882-1966) E-1: English Great Room of the Late Tudor Period, 1550-1603, c. 1937

Mrs. James Ward Thorne (American, 1882-1966) E-1: English Great Room of the Late Tudor Period, 1550-1603, c. 1937

(9) ภาพ Sky Above Clouds โดย Georgia O’Keeffe *** ภาพนี้ชอบเป็นการส่วนตัว ไม่ได้อยู่ในที่ไกด์บุ๊คแนะนำ 

Georgia O'Keeffe (American, 1887-1986) Sky Above Clouds IV, 1965

Georgia O’Keeffe (American, 1887-1986) Sky Above Clouds IV, 1965

ฉันได้มีโอกาสไปกินอาหารไทยตามที่ตั้งใจไว้ นั่งรถไฟออกไปประมาณ 40 กว่านาที แต่คุ้มมาก ข้าวขาหมู อร่อยที่สุด เอารูปมาอวดให้พี่เอ็นโซดูตอนเย็น เค้าตื่นตาตื่นใจกับ Zampone แบบไทย ๆ กินเสร็จก็กลับมาเดินดูภาพเขียนที่สถาบันฯ ต่อจนเย็น

ครั้งนี้เราพักโรงแรมแถวชานเมืองชิคาโก เพราะค่าที่พักโรงแรมในตัวเมืองแพงมาก บริเวณที่เราพักเรียกว่า Oakbrook Terrace รายล้อมไปด้วยห้างสรรพสินค้า ร้านค้าและร้านอาหารมากมาย สะดวกสบายเป็นอย่างยิ่ง ขับรถแค่ครึ่งชั่วโมงก็ถึงดาวน์ทาวน์ชิคาโกแล้ว

ข้อพึงสังวรณ์ในการขับรถในชิคาโกคือ ด่านเก็บตังค์ค่าโทลเวย์เยอะมาก เก็บเล็ก ๆ น้อย ๆ ครั้งละ ๒๕ เซ็นต์บ้าง เหรียญนึงบ้าง บางทีก็ไม่มีคนคอยเก็บ แต่ให้โยนเหรียญใส่ตระกร้าเอาเอง เพราะฉะนั้นควรเตรียมเหรียญควอเตอร์ไว้เยอะ ๆ อย่างไรก็ตามถ้าไม่มีเหรียญ ทางการก็อนุญาตให้จ่ายทีหลังทางอินเทอร์เน็ตได้ ไม่มีปัญหา

อีโบลาบุกคลีฟแลนด์

Ebola[๓๐ ตุลาคม ๒๕๕๗] เชื้อไวรัสอีโบลาข้ามน้ำข้ามทะเลมาถึงฝั่งอเมริกาช่วงนี้ ทำให้เข้าใจเลยว่า การมีชีวิตอยู่ท่ามกลางความหวาดกลัวเป็นอย่างไร

ฉันไม่เคยคิดว่าอีโบลาจะมาถึงคลีฟแลนด์ เมืองในอเมริกามีเป็นพัน เป็นหมื่นแห่ง นึกไม่ออกว่าอีโบลาจะมาถึงคลีฟแลนด์ได้อย่างไร มาถึงโอไฮโอก็ว่าคงเป็นไปได้ยากแล้ว โอไฮโอก็ยังมีเมืองใหญ่ ๆ อีกมากมาย แต่สุดท้ายคลีฟแลนด์ก็เจอเข้ากับตัวเอง

วันศุกร์ที่ ๑๐ ตุลาคม นางพยาบาลชื่อ แอมเบอร์ วินสัน บินจากเมืองดัลลัสในรัฐเท็กซัสมาเยี่ยมญาติที่เมืองแอครอน ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ คลีฟแลนด์ ช่วงเสาร์อาทิตย์  ข่าวบอกว่ามาช่วยเตรียมงานแต่งงานของญาติ พยาบาลวินสันบินกลับไปดัลลัสวันจันทร์ เช้าวันรุ่งขึ้นซึ่งก็คือวันอังคาร ผลการตรวจก็ออกมาว่า นางพยาบาลวินสันติดเชื้ออีโบลา ที่น่าว่าได้รับระหว่างทีช่วยดูแลคนไข้อีโบลาจากไลบีเรียก่อนหน้านี่ (ปัจจุบันคนไข้คนนั้นเสียชีวิตไปแล้ว)

ทันทีที่ผลการตรวจออกมา สื่อในคลีฟแลนด์ก็กระพือข่าวอย่างครึกโครม โชคดีที่ฉันเคยศึกษาข้อมูลเรื่องอีโบลาสำหรับเขียนบทความในหนังสือฮูแมกกาซีนมาก่อน เลยพอจะมีความรู้บ้างว่า อีโบลานี่ไม่ได้ติดต่อกันง่าย ๆ คนที่จะเป็นพาหะได้ ต้องเป็นคนทีมีอาการเท่านััน และไม่ได้ติดต่อผ่านลมหายใจ

ฉันไม่ได้ตามข่าวที่คลีฟแลนด์มาก เพราะไม่ค่อยได้ดูทีวี อย่างไรก็ตามสื่อก็ดูเหมือนจะเสนอข้อเท็จจริงเหมือนกันว่า เชื้อนี้ติดต่อกันได้อย่างไรและใครจะติดได้บ้าง แต่ในขณะเดียวกันก็กระหน่ำออกข่าวเรื่องนี้เกือบทุกชั่วโมง ซึ่งสำหรับฉันแล้วถือเป็นการสร้างความหวาดกลัวให้ประชาชนได้เป็นอย่างดี สายการบิน Frontiere ต้องออกข่าวยืนยันว่าเครื่องบินที่นางพยาบาลบินมาและบินกลับได้รับการชำระล้างแล้วเป็นอย่างดี ร้านชุดแต่งงานที่แอครอนซึ่งพยาบาลวินสันไปช้อปปิ้งช่วงเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมา ต้องปิดร้านชั่วคราว ที่ทำการเมือง Warrensville Heights ก็ต้องปิดทำการชั่วคราว เพราะพบว่าพนักงานเป็นญาติกับนางพยาบาลวินสัน โรงเรียนผู้หญิงใกล้ ๆ บ้านฉันก็สั่งห้ามไม่ให้เด็กนักเรียนคนหนึ่งมาโรงเรียน เพราะว่า มีเพื่อนของครอบครัวคนหนึ่งที่มาเยี่ยมช่วงเสาร์อาทิตย์ที่ผ่าน บินมาไฟล์ทเดียวกับนางพยาบาลวินสัน ได้ยินว่ามีอีกหลาย ๆ โรงเรียนที่ปิดชั่วคราว

ฟังกระแสแล้วรู้สึกทั้งเมืองหยุดเคลื่อนไหว หลาย ๆ คนไม่อยากเสี่ยงออกไปอยู่ในที่สาธารณะ (อย่างไรก็ดีวันพฤหัสของอาทิตย์น้น พี่เอ็นโซกับฉันออกไปดูหนัง Gone Girl)

ขนาดคลีฟแลนด์เจอแค่หางแถวเชื้ออีโบลา ยังเป็นได้มากขนาดนี้ นึกไม่ออกว่าอย่างเมืองดัลลัส ที่มีคนติดเชื้อ เขาจะกลัวกันมากขนาดไหน

ที่น่าสนใจคือว่า ขนาดคนที่มีความรู้ดี ๆ ก็ยังรู้สึไม่มั่นใจกับสถานการณ์ NPR ลงข่าวว่า มหาวิทยาลัยในคลีฟแลนด์ที่กำลังจะจัดการสัมมนาเรื่องอีโบลา ส่งจดหมายไปร้องขอให้ผู้เชี่ยวชาญเรื่องอีโบลาคนหนึ่ง ไม่ต้องมาพูดด้วยตนเอง แต่ขอให้พูดทางออนไลน์ผ่าน Skype แทน  เหตุผลเป็นเพราะว่าผู้เชี่ยวชาญคนนี้เพิ่งกลับมาจากแอฟริกาตะวันตก ซึ่งเป็นแหล่งอีโบลา

เรื่องความหวาดกลัวอีโบลานี่ เขียนเท่าไรก็เขียนไม่จบ แม้เรื่องที่คลีฟแลนด์ซาไปแล้ว ตอนนี้กำลังมีประเด็นว่า รัฐบาลมีสิทธิที่จะไปกักกันคนที่เดินทางกลับมาจากพื้นที่เสี่ยงอีโบลา ทัั้ง ๆ ที่เขาได้รับการตรวจแล้วว่าไม่ติดเชื้ออีโบลาแน่ ๆ หรือไม่  เดาใจว่าประชาชนหลาย ๆ คนคงอยากให้กักกันเต็มที่ แต่ตัวคนถูกกักก็เถึยงคอเป็นเอ็นเหมือนกันว่า เขาไม่มีเชื้ออีโบลาแน่ แล้วจะมาจำกัดเสรีภาพเขาทำไม

เรื่องเสรีภาพนี่เรื่องใหญ่ เถียงกันอย่างนี้คงไม่จบง่าย ๆ ท่าทางว่า คงไ้ด้ขึ้นโรงขึ้นศาลกันแน่ ๆ

 

กำเนิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

[๖ กันยายน ๒๕๕๗] ตั้งอกตั้งใจจะเขียนเรื่องนี้ตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายน เพราะ วันที่ ๒๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๕๗ เป็นวันครบรอบ ๑๐๐ ปีของการลอบสังหารอาร์ชดยุกฟรันซ์ แฟร์ดีนันด์แห่งออสเตรีย – Archduke Franz Ferdinand of Austria แต่ก็ลืมไปเสียสนิท คิดว่ามาบันทึกไว้ตอนนี้คงไม่เสียหายอะไร

เหตุผลที่อยากบันทึกเรื่องเก็บไว้นี้ มาจากว่าเหตุการณ์ลอบสังหารของมกุฏราชกุมารแห่งจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีนี้ นอกจากจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ซึ่งก่อให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ ๑ และตามมาด้วยสงครามโลกครั้งที่ ๒ แล้ว แต่เหตุการณ์นี้เป็นกรณีที่มีความแปลกพิศวงหลาย ๆ เรื่อง ฝรั่งทั่งไปคงคิดว่าเป็นความบังเอิญสุดจะเหลือแสน ในขณะที่คนไทยอย่างฉันอ่านแล้วทำให้เชื่อเลยว่า นี่คือเป็นเรื่องของคราวเคราะห์จริง ๆ

บทความที่ได้อ่านจาก PBS เล่าทำนองว่า ฟรันซ์ แฟร์ดีนันด์นี่ ก็ทรงเสี่ยงพระองค์มากเกินไปโดยใช่เหตุ ในช่วงนั้นกระแสการเรียกร้องแบ่งแยกดินแดนของชาวเซิร์บกำลังรุนแรง วันที่ท่านถูกลอบสังหารนั้น ท่านเสด็จฯ ไปซาราเยโว เพื่อร่วมเฉลิมฉลองวันชาติของเซิร์บ (Serb) ซึ่งดูตามสถานการณ์แล้ว ท่านก็ไม่น่าจะไปร่วม  (นักประวัติศาสตร์อ้างว่า สำหรับท่านแล้ว “Death is better than humiliation” — ให้ตายดีกว่าจะเสียหน้า)

เช้าวันนั้นปรากฏว่าเกิดเหตุการณ์ลอบสังหารจริง ๆ ระหว่างที่ขบวนรถพระที่นั่งแล่นไปตามถนนในเมืองซาราเยโว ก็มีพวกหัวรุนแรงพยายามจะขว้างระเบิดสังหารใส่รถของพระองค์และพระชายา แต่โชคช่วย ระเบิดพลาดไปโดนรถยนต์คันหลังแทน

ถึงขนาดนี้แล้ว แทนที่ฟรันซ์ แฟร์ดินันด์จะรีบยกเลิกกำหนดการและเดินทางออกจากเมือง ท่านกลับยืนยันว่า ในตอนบ่ายวันนั้นท่านจะเสด็จฯ ไปเยี่ยมทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ระเบิดในตอนเช้า

Archduke Ferdinand’s assassination

ถึงตรงนี้มีเกร็ดในประวัติศาสตร์ที่น่าพิศวงมาก (โปรดอ่านพร้อมดูรูปด้านบนประกอบ) ก็คือ ได้มีการเปลี่ยนกำหนดการเสด็จฯ กระทันหัน (ว่าจะไปเยี่ยมผู้ป่วยที่โรงพยาบาล) แต่ไม่มีใครแจ้งให้คนขับรถทราบ!!!! คนขับรถก็ขับไปทางที่เคยตกลงกันไว้ จนกระทั่งผู้ว่าการของรัฐเซิร์บซึ่งร่วมอยู่ในขบวนด้วย (นายพลโปติโอเรก – Potiorek) ร้องขึ้นมาว่า “เฮ้ย! เราเข้ามาผิดทางแล้ว ถอยรถเร็ว “ แต่อนิจจา รถสมัยก่อนไม่มีเกียร์ถอยหลัง (หรือเกียร์อาจจะติด หรืออาจจะต้องใช้เวลามากที่จะถอยหลัง) ทำให้ขบวนรถพระที่นั่งติดนิ่งอยู่กับที่ และเชื่อหรือไม่ว่า เป็นคราวเคราะห์ถึงที่จริง ๆ ที่รถพระที่นั่งของฟรันซ์ แฟร์ดีนันด์ เกิดไปจอดนิ่งอยู่หน้าร้านขายเครื่องดื่มซึ่งกราวิโล ปรินซีป  (Gavrilo Princip) หนึ่งในผู้นำของขบวนการเรียกร้องอิสรภาพของเซิร์บ ยืนอยู่ตรงนั้นพอดิบพอดี รถหยุดเป็นเป้านิ่งเป็นเวลานานพอที่ปรินซีปจะคว้าปืนไปยิงไปที่ฟรันซ์ แฟร์ดีนันด์เป็นจำนวน 2 นัด

จากนั้นก็คงไม่ต้องเล่าอะไรต่อแล้ว … และนี่คือจุดเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่ ๑

ยังมีเกร็ดอื่น ๆ เกี่ยวกับฟรันซ์ แฟร์ดีนันด์ที่น่าสนใจอีกมากมาย เกร็ดหนึ่งที่อาจจะช่วยอธิบายลักษณะการถูกลอบสังหารของพระองค์ก็ได้คือการที่พระองค์โปรดการล่าสัตว์เป็นชีวิตจิตใจ ทรงล่ามาแล้วทุกชนิด เสือ จิงโจ้ กวาง นกไก่ฟ้า ช้าง ทั้งหมดกว่า ๓๐๐,๐๐๐ ตัว (นักประวัติศาสตร์เล่าว่าตกวันละ ๒,๑๔๐ ตัว)

คุณสามีบอกว่า นี่แหละหนา กรรมมีจริง

%d bloggers like this: