Posts Tagged ‘นิวออร์ลีนส์’

ปกิณกะกับวันสนุก ๆ ใน NOLA (2)

ต้นโอ๊คต้นใหญ่ยักษ์

ความอลังการของต้นโอ๊ค

[๘-๑๑ เมษายน ๒๕๖๐] โรงแรมที่เราพักชื่อว่า Omni Riverfront (701 Convention Center Blvd, New Orleans, LA 70130) ทำเลใช้ได้เลย แม้ไม่ได้ตั้งอยู่ใจกลาง French Quarter แต่ก็ไม่ไกลจากรถรางทั้งสามสายเท่าไหร่ อยู่่ใกล้คาสิโนและข้อสำคัญคืออยู่ติดกับ Outlet ขนาดใหญ่ เดินข้ามถนนไปก็ถึง

การเดินทางส่วนใหญ่ เราใช้เท้าเป็นหลัก พี่พิมอึดมาก ๆ ขนาดว่าเท้าเจ็บเล็กน้อย ยังเดินร่าเริงได้ไม่บ่นเลย ฉันเองวันไปสวนสัตว์แทบแย่ เพราะใส่รองเท้าไม่ดี นอกจากเดินแล้ว เราก็ยังขึ้นรถราง (ที่ไม่ใช่ชื่อสายปรารถนา) ค่าขึ้นเที่ยวละ $1.25 บาท เงินสดเท่านั้นและไม่มีทอน ขึ้นรถแล้วหยอดเงินจ่ายตรงเครื่องได้เลย ไม่ต้องรีบ คนที่นี่ใจเย็นและเฮฮามาก นอกจากนี้ระหว่างทางที่นั่งรถจากสนามบิน หรือนั่งรถไปชมไร่ ก็จะได้เห็นส่วนอื่น ๆ ของเมืองในวาระเดียวกัน ไม่แนะนำให้เช่ารถ ค่าจอดรถแพงมาก และที่จอดรถหายากสุด ๆ

สำหรับผู้ที่กำลังตัดสินใจว่าจะเสียตังค์ร้อยกว่าเหรียญ ลงเรือกินข้าวท่องแม่น้ำมิสซิสซิปปี้ดีหรือไม่ ขอแนะนำทางเลือกอีกทาง คือ New Orleans Ferry   สะดวกสบายมาก สามารถขึ้นจากท่าเรือตรงถนน Canal ข้ามแม่น้ำไปอีกฝั่งหนึ่งที่ท่า Algiers Point  ไป 2 เหรียญ กลับ 2 เหรียญ วิวสวยขาดใจ

***ว่าด้วยเรื่องปากท้อง***

ซากเบนเยต์

อาหารการกินที่นี่ไม่อั้น นอกจากอาหารที่หารับประทานได้ในงานเทศกาลแล้ว เรายังไปกินเบนเยต์ที่ใคร ๆ ก็บอกให้ไปกินกัน Cafe Du Monde (800 Decatur St, New Orleans, LA 70116)  โชคดีที่นอกจากโดนัทกับกาแฟแล้ว ที่ร้านยังมีน้ำส้มเสิร์ฟด้วย คนไม่กินคาเฟอีนอย่างฉันเลยได้อิ่มเอมอย่างเต็มที่ Cafe Du Monde กับเบนเยต์นี่ เป็นสัญลักษณ์แห่งการตลาดอันเฉียบคมอย่างแท้จริง เป็นสิ่งที่ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า มานิวออร์ลีนส์แล้วไม่ได้กินเบนเย่ต์ ก็ยังมาไม่ถึง แม้ว่าจะมีร้านกาแฟร้านอื่น ๆ ที่ขายเบนเย่ต์ เช่น Cafe Beignet หรืออย่าง Cafe Du Monde เองก็มีอีกสาขาหนึ่งตั้งอยู่ใน Outlet ข้าง ๆ โรงแรม แต่ผู้คนก็ยังแห่กันมาเข้าคิวรอเข้าไปกินที่สาขาถนน Decatur อยู่ที่เดียว ชวนให้คิดถึงหอเอนปิซา  (ที่คนอิตาเลียนบางคนไม่เคยไปเลยแม้แต่ครั้งเดียว) เป็นอย่างยิ่ง

พูดถึงอาหารแล้ว มานิวออร์ลีนส์นี่ รายการอาหารที่ต้องกินยาวยืดไปหมด ทั้ง Po’Boy // Étouffée // Gumbo // Beignet // Muffuletta // Craw Fish // Oyster และอื่น ๆ อีกมากมาย ร้านอาหารคลาสสิกชื่อดังของเมืองที่ได้รับขนานนามว่าเป็น Le Grande Dame มีหลายร้าน คงต้องอยู่กันเป็นอาทิตย์และมีเงินเยอะ ๆ (และบางร้านต้องแต่งตัวดี ๆ เขาถึงจะให้เข้า) ถึงจะกินได้ครบ ร้านที่คุณน้าของจูดิธแนะนำมาให้ไปกิน (แต่ไม่ได้ไปกิน) คือ Galatoire’s (209 Bourbon St, New Orleans, LA 70130) และ Felix’s (739 Iberville St, New Orleans, LA 70130)

ร้านอาหารอร่อยใน French Market

แต่ร้านที่อร่อยที่สุดคือร้านที่เราค้นพบโดยบังเอิญในตลาด French Market ชื่อร้าน Meals From The Heart Cafe  (1100 N Peters St #13, New Orleans, LA 70116) พี่พิมได้กิน Crab cake ที่อุดมไปด้วยเนื้อปู ส่วนฉันกิน Okra gumbo อร่อยจริง ๆ

อีกทีนึงที่ไม่ใช่ร้านอาหาร แต่อยากให้ไปแวะคือร้านขายขนมเพรลีน (Praline – ขนมหวานทำจากคาราเมลใส่ถั่ว) ชื่อร้าน Southern Candy Makers (800 Decatur St, New Orleans, LA 70116) มีสองสาขา ขนมหวานได้ใจจริง ๆ ซื้อกลับมาฝากคนคลีฟแลนด์ ใคร ๆ ก็ชมว่าอร่อยเหาะ

Pralines จากร้าน Southern Candymakers

***Epilogue***
มีคำกล่าวที่ว่า “America has only three cities: New York, San Francisco, and New Orleans. Everywhere else is Cleveland.”  ไม่แน่ใจว่าใครเป็นคนพูดไว้ หนังสือบางเล่มบอกว่าเป็นคำพูดของ Tennessee Williams ซึ่งฉันยังไม่สามารถหาหลักฐานมายืนยันได้ แต่ก็ถือเป็นประเด็นที่น่าเก็บมาคิดทีเดียว

วันที่เราเดินทางออกจากนิวออร์ลีนส์ ข่าว United Airlines กระชากลากถููผู้โดยสารลงจากเครื่องกำลังเป็นเรื่องใหญ่ ฉันนึกในใจว่าเป็นโชคของ Delta Airlines เพราะถ้าใครบินเดลต้าช่วง 3-4 วันก่อนหน้านั้น จะรู้ว่าเดลต้าถูกตำหนิเรื่องการยกเลิกและเลื่อนเที่ยวบินอย่างรุนแรง

กลับจากนิวออร์ลีนส์ได้ไม่กี่อาทิตย์ ก็มีข่าวใหญ่เรื่องการรื้อ The Liberty Monument ซึ่งเป็นอนุสาวรีย์รำลึกถึงกลุ่ม Confederate (หรือสมาพันธรัฐอเมริกา) กลุ่มคอนเฟดเดอเรทนี้แยกตัวออกมาปกครองทางใต้ของอเมริกาสมัยสงครามกลางเมือง (1861–1865) ข่าวว่าบรรดาคนงานที่เป็นคนรื้ออนุสาวรีย์ต้องปิดหน้าปิดตา พร้อมมีตำรวจคอยคุ้มกัน ในขณะเดียวกันกลุ่มลูกหลานของกลุ่มคอนเฟดเดอเรทมารวมตัวประท้วงกันยกใหญ่ กระแสต่อต้านสัญลักษณ์ของกลุ่มคอนเฟดเดอเรทนี่ สืบเนื่องมาจากกรณีโศกนาฎกรรมที่วัยรุ่นผิวขาวเข้าไปยิงพระและคนผิวสีในโบสถ์ที่ เมืองชาร์ลสตัน รัฐเซาท์แคโรไลนา ในปี 2015 (พ.ศ. 2558)

Image_08cbf1c

ระเบียงสวย เหล็กดัดมีเอกลักษณ์งดงาม พบได้ทั่วไป

อยากเขียนต่ออีก แต่หมดแรง ถึงแม้นิวออร์ลีนส์จะไม่ใช่เมืองใหญ่ แต่ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 4-5 วันถึงจะเที่ยวทำกิจกรรมได้ครบถ้วน นักท่องเที่ยวหลาย ๆ คนพากันไป Swamp Tour หลาย ๆ คน เชียร์ให้ไปพิพิธภัณฑ์สงครามโลกครั้งที่สอง แต่ฉันขอผ่าน คราวนี้ดีใจมากที่ได้สัมผัสมนต์ขลังของแม่น้ำมิสซิสซิปปี้ หลังจากที่อ่านนิยายของมาร์ก เทวนมาหลายสิบปี และยังจำได้ติดตาถึงภาพนิวออร์ลีนส์ที่มองจากเครื่องบิน ขณะที่เครื่องกำลังจะลงจอด เห็นสะพานทอดยาวข้าม Lake Pontchatrain ตื่นตาตื่นใจเป็นที่สุด

สัญญาว่าคราวหน้า จะไปช่วงที่ไม่มีเทศกาล จะไป Garden District จะไปเยี่ยมบ้าน William Faulkner (624 Pirate Alley, New Orleans, LA 70116) และ Tennessee Williams (1014 Dumaine St, New Orleans, LA 70116) จะหาโอกาสไปลองกินก๊วยเตี๋ยวเฝอของเวียดนามดูบ้าง เชื่อหรือไม่ว่า นิวออร์ลีนส์มีชุมชนคนเวียดนามขนาดใหญ่ ซึ่งอพยพมาอยู่อเมริกาตั้งแต่สมัยสงครามเวียดนามทีเดียว

Advertisements

สุสาน บ้านไร่ และสวนสัตว์ กับวันสนุก ๆ ใน NOLA (1)

Jackson Square

Jackson Square

[๘-๑๑ เมษายน ๒๕๖๐] สงกรานต์/อีสเตอร์ปีนี้ดวงดี พี่พิมแวะมาเที่ยวอเมริกาเกือบสองอาทิตย์ เลยได้โอกาสชวนกันล่องใต้ไปเยี่ยมเยียนนิวออร์ลีนส์ นิวออร์ลีนส์ หรือที่คนทั่วไปเรียกกันว่า NOLA (New Orleans, LA (=Louisiana) เป็นเมืองที่ฉันใฝ่ฝันจะไปหามานานแสนนาน จำได้ว่าพี่โอเคยไปเที่ยวนิวออร์ลีนส์คนเดียวสมัยมาเรียนหนังสือ ส่งโปสการ์ดมาเล่าว่าสนุกมาก

ทัวร์ไปเที่ยวโรงงานทำทาบาสโก้

ทัวร์ไปเที่ยวโรงงานทำทาบาสโก้

สำหรับฉันแล้ว นิวออร์ลีนส์สนุกกว่าเมืองอื่น ๆ ในอเมริกามากมาย เที่ยวนิวออร์ลีนส์เหมือนเที่ยวเมืองนอก ไม่เหมือนอยู่ในอเมริกา (อันนี้ฝรั่งหลายคนเห็นด้วย) นิวออร์ลีนส์มีทุกอย่าง เป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์เก่าแก่แห่งหนึ่งในประเทศสหรัฐอเมริกา ปีหน้าเค้าจะฉลองครบรอบก่อตั้งครบ 300 ปี (ตั้งแต่ปี 1718 หรือ พ.ศ. 2261 ตรงกับสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช) มีบ้านสวย ๆ เก๋ ๆ มีดนตรีแจ๊สเก๋า ๆ อย่าง Preservation Jazz Hall Band  มีของกินอร่อย ๆ  เป็นเมืองที่นักเขียนดัง ๆ อย่าง William Faulkner และ Tennessee Williams  เคยมาใช้ชีวิตอยู่ เป็นเมืองแห่งบทละครเรื่อง The Streetcar Named Desire (ที่จนบัดนี้ก็ยังมีการแข่งขันตะโกน Stellaaaaaa ในงานเทศกาลของเทนเนสซี่ วิลเลี่ยมที่จัดเป็นประจำทุกปีในเดือนมีนาคม)

เราเดินทางถึงนิวออร์ลีนส์ในวันเสาร์ที่ 8 เมษายน พี่พิมบินมาจากดีซี ฉันบินไปจากคลีฟแลนด์ ตามกำหนดแล้วควรจะถึงเวลา11 โมงใกล้ ๆ กัน แต่เดลต้าแอร์ไลน์ก็ได้ถือวิสาสะเปลี่ยนแปลงโปรแกรมการท่องเที่ยวของฉันอีกครั้ง – ครั้งที่สามแล้วนะ!!!- เล่นเอากว่าฉันจะไปถึงก็เกือบห้าโมงเย็น

***French Quarter***
เที่ยวกับพี่พิมทีไร โชคดีมาก ๆ ทุกที ครั้งนี้พบว่าช่วงที่เราจะไปเป็นช่วงที่มีงาน French Quarter Festival ประจำปี ครั้งที่ 34 คนจัดประกาศว่าเป็น “Largest Showcase of Louisiana Music in the World” ตอนที่เราจองตั๋วเครื่องบินไปนิวออร์ลีนส์ในเดือนกุมภาพันธ์ เราใช้วันเดินทางของพี่พิม และวันหยุดของฉันเป็นหลัก ไม่รู้เสียด้วยซ้ำไปว่าวันที่เราจะไปตรงกับเทศกาลนี้ เพิ่งมารู้ก็ตอนเดือนมีนาคมที่ฉันเริ่มมองหาโรงแรม แล้วพบว่าโรงแรมแพงมาก ๆ อย่างไรก็ดี French Quarter Festival นี่อลังการยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง ปิดเมืองตั้งเวทีเล่นดนตรีกัน 23 เวที!!! ข้อสำคัญคือมีร้านอาหารดัง ๆ มาออกร้านกว่า 70 กว่าร้าน ทั้ง Antoine’s Galatoire’s Muriel’s ทำให้เราได้มีโอกาสลิ้มรสอาหารท้องถิ่นของนิวออร์ลีนส์ที่ใคร ๆ ลงความเห็นกันว่าอร่อยที่สุดในอเมริกา (และก็จริงอย่างที่เขาว่ากัน) อาหารที่ขายก็เป็นขนาดเล็ก ๆ ราคาไม่แพงมาก ทำให้เราได้กินของอร่อย ๆ ได้มากมายหลายชนิดในเวลาอันสั้น

วันอาทิตย์ที่เราไปตรงกับวัน Palm Sunday พอดี (พี่พิมถ่ายจาก St. Louis Cathedral)

ขอบันทึกเป็นหลักฐานว่าอาหารที่ได้ลิ้มลองจากงานเทศกาลนี้ประกอบด้วย — ไก่ทอดกับข้าว (พี่พิมบอกว่าอร่อยมาก ๆ) // Deep-fried Oyster Po’ Boy Sandwich (หอยนางรมหวานสุด ๆ) // Duck Po’Boy Sandwich // Gator Kabobs (เนื้อจระเข้เสียบไม้) // Bread Pudding // Snoballs (น้ำแข็งไสบ้านเราดี ๆ นี่เอง ถ้าต้องการหวานมากขึ้นอีก ก็ขอให้คนขายราดนมข้นเพิ่มให้ได้) // Chicken & Waffles // Pulled Chicken Sandwich (หรืออะไรซักอย่าง) // Crawfish crepe กับ Eggplant (อะไรซักอย่าง)

บรรยากาศในงานเต็มไปผู้คนจากทั่วทุกสารทิศ เข้าใจว่าเป็นช่วง Spring Break ของนักเรียนนักศึกษาในรัฐหลุยเซียนาพอดี ทุกคนเฮฮา เดินไปมาพร้อมกับถือแก้วดริงก์ ดูสุขสันต์สำราญใจเป็นอย่างยิ่ง (ซึ่งเป็นภาพแปลกตาในอเมริกา) เรื่องคนเมากับนิวออร์ลีนส์นี่เป็นโจ๊กที่ใคร ๆ ก็พูดถึงกัน ประหนึ่งว่ามานิวออร์ลีนส์เพื่อจะมาเสพเหล้ายาปลาปิ้งโดยเฉพาะ (รวมไปถึงกลิ่นกัญชาที่ลอยมาตามลมเป็นระยะ ๆ) คนที่พูดเรื่องนี้มีตั้งแต่คนรถจากสนามบิน ไปจนถึงไบรอันคนรถที่ขับพาไปเที่ยวไร่อ้อย ที่บอกว่าให้ติดสติกเกอร์ประจำคณะไว้ให้ดี เผื่อว่าไปดื่มดริงก์ที่ทางไร่อ้อยมีขายจนเมาหมดสติ พนักงานไร่อ้อยจะได้พากลับมาส่งได้ถูก

นิวออร์ลีนส์ก็เหมือนกับเมืองท่องเที่ยวใหญ่ ๆ ทั่วไป ที่การต่อคิวสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่าง Preservation Jazz Hall ที่ดังมาก ๆ คนจะไปรอเข้าคิวกันแต่หัววัน ร้านอาหารไหนที่ว่าดัง ก็จะมีคนไปรอเข้าคิวกันยาวเฟื้อย

ขอแสดงความชื่นชมคณะจัดงานว่าเก็บขยะได้เก่งมาก ช่วงกลางคืนขยะเต็มงานไปหมด ทั้งภาชนะใส่อาหาร แก้วน้ำ ขวดน้ำ เช้ามากวาดเกลี้ยงเกลา แต่เวลาเดิน ๆ ต้องระวังอยู่เหมือนกัน ดีไม่ดีอาจจะไปเหยียบอ้วกคนเมาได้ง่าย ๆ

***สุสาน St Louis No. 1***
ฉันเองก็เพิ่งมาสังเกตคราวนี้เองว่าคนอเมริกันหลายคนมีรสนิยมชอบไปเที่ยวสุสาน แถวบ้านฉันที่คลีฟแลนด์ มีสุสานชื่อ Lakeview Cemetery มีที่เก็บศพของประธานาธิบดีการ์ฟิลด์ อยู่มาหลายปีก็ไม่เคยคิดจะไปเยี่ยมชมเลย ส่วนของนิวออร์ลีนส์นี่ อ่านข้อมูลท่องเที่ยวฉบับไหน ก็มีแต่คนบอกว่าห้ามพลาดทั้งนั้น

สุสานยุคดั้งเดิมสีสันสวยงาม เพราะทาสีแบบเดียวกับสีบ้านของเจ้าของสุสาน เพื่อให้พนักงาน (ซึ่งอ่านป้ายไม่ออก) รู้ว่าสุสานใดเป็นของตระกูลไหน

สุสานในนิวออร์ลีนส์ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมมีหลายแห่ง เราเลือกไป St Louis No. 1 ตามคำแนะนำของคุณเรน Concierge ของโรงแรมที่พักอยู่ นัยว่าสุสานนี้ดังมาก เพราะเป็นสุสานที่ยัง active (คือยังมีการเปิดให้เก็บศพอยู่) ที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศสหรัฐอเมริกา นอกยังนี้ยังมีหลุมเก็บศพของผู้ก่อตั้งเมืองนิวออร์ลีนส์รุ่นบุกเบิก มีหลุมเก็บศพของสมาชิกสมาคมชาวอิตาเลียนที่ใช้หินอ่อนจาก Carrara และที่พลาดไม่ได้คือหลุมของคุณนาย Marie Laveau เจ้าแม่วูดูที่มีชี่อเสียงโด่งดังก้องโลก ฟังประวัติแล้วแอบภูมิใจว่าเป็นผู้หญิงเก่งในสมัยนั้น คุณนายลาโวนี่ดังจริง ๆ ตรงหน้าหลุมมีคนนำยาสูบ หนังยางรัดผมและกิ๊บมาวางเป็นการแสดงความไว้อาลัยเต็มไปหมด อลีน่า ไกด์สาวผู้พาเราเข้าชมสุสานเล่าว่า ที่คนเอาอุปกรณ์เสริมสวยมาวาง เพราะอาชีพดั้งเดิมของคุณลาโวคือช่างทำผม ส่วนยาสูบหรือบุหรี่ เข้าใจว่าเป็นเพราะเป็นธุรกิจของครอบครัว (ถ้าจำไม่ผิด)

โปรดสังเกตว่าฉันใช้คำว่าหลุม “เก็บ” ศพ ไม่ใช่ หลุม “ฝัง”ศพ เหตุผลที่ดึงดูดใคร ๆ ให้มาชมสุสานที่นิวออร์ลีนส์ เพราะเค้าใช้วิธีเก็บศพไม่ได้ฝังลงดินลึกลงไป 6 ฟุตแบบทั่ว ๆ ไป อลีน่าเล่าว่า เพราะสภาพที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของนิวออร์ลีนส์ที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล ทำให้ฝังศพไม่ได้ ไม่งั้นน้ำจะพัดศพขึ้นมาลอยอืด ไม่น่าดูไม่น่าชมเป็นอย่างยิ่ง จนชาวนิวออร์ลีนส์ต้องทำเรื่องไปขออนุญาตพระสันตปาปาว่าขอเก็บศพบนดินแทนที่จะฝังได้หรือไม่ ทางวาติกันพิจารณาแล้ว ก็อนุญาตให้เป็นกรณีพิเศษ (เพราะแม้แต้พระเยซุเอง ศพของท่านก็ถูกเก็บไว้ในถ้ำ ไมได้รับการฝังลงดิน) ฉันฟังแล้วก็เออออตามไกด์ไป แต่ในใจก็แอบคิดว่าสุสานของตระกูลพี่เอ็นโซที่กันยาโนก็เก็บศพไว้ในอาคารบนดินเหมือนกันนี่นะ

ได้เรียนรู้ประวัติความเป็นมาของนิวออร์ลีนส์จากอลีน่าด้วยว่า กลุ่มคนกลุ่มแรก ๆ ที่มาสร้างเมือง คือนักโทษจากคุกในฝรั่งเศส (ทำนองเดียวกับที่นักโทษอังกฤษเป็นคนสร้างออสเตรเลีย)

ขากลับออกจากสุสาน อลีน่าแนะนำให้ทุกคนถอยหลังออกมา บอกว่าเป็นเคล็ด (เหมือนคนไทยเลยแฮะ)

*** สวนสัตว์ Audobon*** 
เหตุผลดั้งเดิมที่มานิวออร์ลีนส์ เพราะคิดว่าจะไปแวะเยี่ยมอ๋อและครอบครัวที่ฟลอริด้า อยากไปอุดหนุนร้านอาหารไทยของอ๋อที่ชื่อ Thailand’s Best ดูแผนที่ไปดูแผนที่มา เมืองที่อ๋ออยู่ (Navarre) ไม่ห่างจากนิวออร์ลีนส์เท่าไหร่แฮะ (ขับรถข้ามสี่รัฐ คือฟลอริด้า อัลบามา มิสซิสซิปปี้ และ หลุยส์เซียนาใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง) สุดท้ายจากที่กลายเป็นว่าจะไปหาอ๋อ อ๋อและครอบครัว อันประกอบด้วย คริส แอสตัน แอนนาเบล เลยต้องขับรถมาเราที่นิวออร์ลีนส์แทน กินข้าวกลางวันที่ร้าน NOLA เสร็จแล้ว เรากับเด็ก ๆ ก็มุ่งหน้าสู่ส่วนสัตว์ Audobon กัน เด็ก ๆ ตื่นเต้นมาก ได้เห็นช้าง ลิง ยีราฟ เสือ จระเข้ นกสวย ๆ ในระยะประชิด ฉันเองก็ตื่นเต้น เพราะระหว่างทางไปสวนสัตว์ ได้นั่งรถผ่านถนน Carrollton ซึ่งมีบ้านสไตส์เก๋ ๆ แบบนิวออร์ลีนส์สวยงามมากมาย

***Oak Alley Plantation***
ฉันชอบไปเที่ยวบ้านสวย ๆ อย่างแมนชั่นที่เมืองนิวพอร์ท โรดไอส์แลนด์นี่ชอบมาก ๆ พอเห็นรูป Plantation หรือถ้าแปลเป็นภาษาไทยก็คงเข้าข่าย บ้านไร่บ้านสวน(อ้อย) ในนิวออร์ลีนส์แล้วก็ใฝ่ฝันว่าจะไปเยี่ยมชมให้ได้

บ้านไร่(อ้อย)ในนิวออร์ลีนส์มีหลายแห่ง ตั้งอยู่บนถนนเก่าแก่เลียบแม่น้ำมิสซิสซิปปีชื่อ River Road เลือกมา Oak Alley Plantation เพราะดูแล้วว่าสวยสง่า ถ่ายรูปขึ้นที่สุด โดยเฉพาะเวลาที่มองเข้าไปแล้วเห็นต้นโอ๊คอายุนับร้อย ๆ ปี เรียงแถวเป็นแนวเป็นทางไปจนถึงตัวบ้าน ไม่มีใครรู้ว่าต้น Virginia Live Oak เหล่านี้ ปลูกเมื่อไร ใครเป็นคนปลูก ไกด์เล่าว่าสมัยก่อนเมื่อมองจากตัวบ้านออกไปทางถนน จะเห็นแม่น้ำมิสซิสซิปปี้ แต่ปัจจุบันน้ำท่วมทำให้ต้องสร้างทำนบขึ้นมากั้นมา บดบังวิวไปอย่างน่าเสียดาย — ที่โอ๊คแอลลี่ย์นี้ เราได้เดินสวนกับคนไทยด้วย ทักทายกันจนได้รู้ว่าคุณเค้ามาจากบุรีรัมย์

เหนือโต๊ะกินข้าว คือพัดลมขนาดใหญ่ ใช้แรงงานทาสเด็ก ๆ ให้เป็นคนดึงเชือก บนโต๊ะมีโถแก้ว เอาไว้ดักจับแมลงที่บินเข้ามารบกวน

อย่างไรก็ตามหากใครสนใจประวัติศาสตร์การใช้แรงงานทาส ขอแนะนำให้ไป Whitney Plantation  ฉันเห็นว่า Oak Alley จะเน้นความหรูหรามั่งคั่งของฝ่ายเจ้าของไร่ (เช่น การใช้สับปะรดไล่แขกที่มาพักที่บ้านนานเกินไป) ในขณะที่ Whitney จะแสดงให้เห็นถึงชีวิตที่ถูกกดขี่ข่มเหงของทาสผิวสี ที่จริงแล้ว Oak Alley ก็มีส่วนที่จัดแสดงนิทรรศการแสดงความเป็นอยู่ของทาสเหมือนกัน แต่ก็อะนะ…  (ไกด์เล่าว่าสมัยก่อนเจ้าของบ้านปลูกต้นโอ๊คไว้ด้านหลังบ้านด้วย เพื่อจะให้ปกปิดสายตาจากส่วนที่อยู่ของทาส)

ที่นิวออร์ลีนส์นี้ อะไร ๆ ก็ Whitney มีธนาคารชื่อวิทนีย์ มีโรงแรมชื่อวิทนีย์ ไร่ก็ชื่อวิทนีย์อีก ตระกูลวิทนีย์นี่มาจากนิวยอร์ก เข้ามาทำธุรกิจในนิวออร์ลีนส์ช่วงยุคสงครามกลางเมือง Whitney Bank นี่ เค้าบอกว่าบริหารจัดการกันเก่งมาก เพราะเป็นธนาคารเดียวที่อยู่รอดผ่าน The Great Depression ในช่วงปี 1930’s มาได้

จากตัวเมืองนิวออร์ลีนส์ เดินทางมายังแพลนเทชั่นใช้เวลาประมาณ 50 นาที ระหว่างทางเราต้องผ่าน Lake Pontchatrain คนขับรถชื่อไบรอัน เล่าว่าเป็นทะเลสาบที่น้ำตื้นมาก ๆ (เฉลี่ยความลึกประมาณ 4 เมตรเท่านั้นเอง) อย่างไรก็ดี ตอนหลังฉันมาหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตพบว่า จริง ๆ ตรงนี้ไม่ใช่ Lake หรือทะเลสาบ ตามชื่อ แต่เป็น Estuary หรือ ชะวากทะเล (ปากน้ำ) เป็นเครื่องอธิบายได้เป็นอย่างดีว่า ทำไมพื้นที่ตรงนี้จึงได้อุดมสมบูรณ์เพียงนี้

ผู้ใดสนใจจะไปเยี่ยมเยือนนิวออร์ลีนส์  ควรศึกษาเว็บไซต์การท่องเที่ยวของ New Orleans: http://www.neworleansonline.com/ที่ทำไว้ดีมาก ถ้าให้ดีควรเข้าไปดาวน์โหลดไกด์บุ๊คมาศึกษาก่อนเดินทาง มีคูปองลดราคาสินค้าและอาหารเพียบ

%d bloggers like this: