เรื่องปากท้องประจำวันปีใหม่

[๑ มกราคม ๒๕๕๘] วันแรกของปีใหม่ เวลาเริ่มต้นของสิ่งใหม่ ๆ ส่งท้ายบรรยกาศเทศกาลเฉลิมฉลองที่มีต่อเนื่องมาตั้งแต่เทศกาล Thanksgiving ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน คืนวันสุดท้ายของปี ฉันก็อยู่บ้าน ฉลองอย่างเงียบ ๆ กับสามี พร้อมกับนับถอยหลังไปตามรายการทีวีตามปกติ เหมือนอย่างทุก ๆ ปี

Zampone con le lenticchie

Zampone con le lenticchie

นับถอยหลังขึ้นปีใหม่เรียบร้อย พี่เอ็นโซก็จัดการลงมืออุ่นซุปถั่วแขกใส่เบคอนไก่งวงให้กินก่อนเข้านอน ซุปที่ว่านี่ดัดแปลงจากอาหารที่ชื่อว่า “Zampone con le lenticchie” ที่คนอิตาลีมักจะรับประทานกันเป็นมื้อแรกของปีใหม่ “Zampone” ก็คือขาหมู่ขาโต ๆ ส่วน “Le lenticchie” ก็คือ Lentils หรือ ถั่วแขกนั่นเอง กินแล้วเชื่อว่าจะนำโชคดีมีชัยมาสู่ชีวิตเราในปีใหม่

ดูจากรูปแล้ว สงสัยว่าถ้ากินแบบดั้งเดิมสงสัยคงอ้วนน่าดู พี่เอ็นโซเลยเอามาปรับให้เข้ากับสไตล์การกินอยู่ของบ้านเราเล็กน้อย

ว่าไปแล้วคนหลาย ๆ ชาติก็มีธรรมเนียมกินอาหารรับปีใหม่ มินนี่เล่าว่า เทศกาลราชชาช่านา (Rosh Hashanah) ซึ่งเป็นเทศกาลขึ้นปีใหม่ของคนยิว ก็มีธรรมเนียมให้กินแอปเปิ้ลจุ่มน้ำผึ้ง โดยเชื่อว่าเพื่อ Sweet year to come ฉันลองกินแล้วอร่อยดี ง่าย ๆ แต่อร่อย

Pandoro

Pandoro

คนอิตาเลียนเองก็มีขนมกินต่างเทศกาลกันไป อย่างปีใหม่นี่ นอกจากจะกินขาหมูกับถั่วแขกแล้ว ยังมีขนมปัง Pandoro (ปันโดโร — ขนมปังหวาน) ถ้าย้อนกลับไปเทศกาลคริสมาสต์ก็ต้องกิน Panettone (ปันเนตโตเน — ขนมปังหวานใส่เปลือกผลไม้แห้ง) แถมด้วย Panforte (ปันฟอร์เต้ — ขนมหวาน ทำจากน้ำผึ้ง น้ำตาล ถั่ว และผลไม้แห้ง) หรือถ้าช่วงอีสเตอร์ก็ต้องกิน ขนมปัง Colomba (โคลอมบ้า — ขนมปังรูปนกพิราบ)

พยายามจะนั่งคิดว่า คนไทยมีธรรมเนียมอย่างนี้บ้างรึเปล่า ก็นึกไม่ออก นึกถึงว่าถ้าเป็นเทศกาลสงกรานต์ เราก็จะได้กินข้าวแช่ แต่นั่นก็เป็นเพราะ ข้าวแช่เป็นอาหารฤดูร้อน ไม่ใช่เพราะกินเพื่อเป็นสิริมงคล อย่างไรก็ตามคิดว่าที่จะใกล้เคียงกันก็น่าจะเป็นบรรดาขนมทั้งหลายที่ทำกันช่วงเทศกาลชิงเปรตทางภาคใต้ เช่น ขนมลา ขนมเจาะหู (พูดแล้วอยากกินขึ้นมาทันที)

ชีวิตที่ขาดแดด

Untitled[๒๕ ธันวาคม ๒๕๕๗ – วันคริสต์มาส]  มีคนเล่าไว้ว่า คุณสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีไทย เคยกล่าวไว้ว่า คนไทยชอบอยู่ ๒ อย่าง คือ “ของฟรี” และ “ที่ร่ม”

อ่านแล้วก็ขำ นึกในใจว่าคุณสมัครนี่ก็ช่างรู้ใจคนไทยดีจริง ๆ ฉันเองเป็นคนหนึ่งที่ไม่ชอบแดดเลย อยู่เมืองไทย เวลาไปไหนมาไหนก็ต้องพกร่มทุกครั้ง เพราะโตมาในสังคมที่มองว่า คนผิวขาวนวลคือคนสวย โดนแดดมากจะทำให้ผิวดำ ดูไม่งาม ทำให้พี่เอ็นโซแซวเป็นประจำว่า จะกลัวแดดมากขนาดนี้ไปทำไม

ฉันไม่เคยคิดว่าตัวเองจะประสบภาวะขาดแดดเลย แดดดูเหมือนจะมีมากมายเกินความต้องการ ชีวิตนี้มีแต่ต้องหลบแดด

ผลการตรวจร่างกายครั้งล่าสุดทำให้ความคิดของฉันเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ ปรากฏว่าร่างกายของฉันขาดวิตามินดี (ซึ่งมีอยู่ในแดด) คาดว่าเป็นผลมาจากการใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ส่วนนี้ของโลกมาเป็นเวลานาน คุณหมอบอกว่า คนเอเชียจำนวนมากจะประสบปัญหานี้ เมื่อย้ายมาอยู่คลีฟแลนด์ ยิ่งคนดำยิ่งมีปัญหามาก เพราะว่าคนที่มีผิวคล้ำต้องใช้ปริมาณรังสีจากดวงอาทิตย์มากกว่าคนผิวขาวในการสร้างวิตามินดี ฉันไม่รู้ว่าตัวเองขาดวิตามินดีมานานเท่าไร เพราะปกติตรวจร่างกายทีเมืองไทย ก็ไม่เคยมีโรงพยาบาลไหนที่เจาะเลือดไปวัดค่าวิตามินดีสักที ซึ่งก็ไม่แปลก เพราะคนไทยคงไม่มีปัญหาเรื่องนี้ (มากเท่าเรื่องไขมันหรือน้ำตาลในเลือด)

ตอนนี้อาการขาดวิตามินดียังจะไม่สร้างปัญหาใด ๆ ให้กับฉัน แต่ถ้าปล่อยไว้นาน เมื่ออายุมาก ประกอบกับการเป็นเพศหญิง ภาวะนี้อาจะนำไปสู่อาการซึมเศร้า อัลไซเมอร์ หรือ กระดูกผุ (รวมถึงสุขภาพฟัน) ได้ อ่านเพิ่มเติมได้จาก นิตยสารสมิทโซเนียน ซึ่งลงบทความเรื่องนี้พอดี ตอนนี้เลยทำให้เข้าใจว่า ทำไมฝรั่งถึงโหยหาแสงอาทิตย์กันนัก

กลับเมืองไทยคราวหน้า ตั้งใจว่าจะไปผึ่งแดดให้ชุ่มปอด ร่มก็คงเอาไว้กันฝนอย่างเดียว

บล๊อกนี้เขียนวันคริสต์มาสพอดี ปีนี้เป็นปีที่ดีอีกปีหนึ่ง ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่คือ การที่สามารถทำขนมปังให้สามีกินได้  จากเดิมที่ฉันเป็นคนทำกับข้าวไม่เป็นเลย เข้าครัวก็งก ๆ เงิ่น ๆ การพัฒนาตัวเองมาจนถึงระดับที่ทำอาหารและขนมให้พี่เอ็นโซกินได้ ถือเป็นเรื่องที่ตัวเองภูมิใจ แต่เรื่องที่จะทำกับข้าวไทยได้ คงยังอีกไกล อาหารไทยนี่ซับซ้อนและต้องใช้ฝีมือเป็นอย่างมาก

สวัสดีปีใหม่ค่ะ

เพลงชาติ

[๗ ธันวาคม ๒๕๕๗] เรื่องเพลงชาติอเมริกันนี่ จริง ๆ น่าจะเก็บไว้เขียนช่วงต้นเดือนกรกฏาคมน่าจะเข้ากับบรรยากาศมากกว่า แต่ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ตอนนี้นึกขึ้นมาได้ ก็อยากจะเขียนถึงเลย ถ้าเก็บไว้อีก ๗ – ๘ เดือนอาจจะลืมเลือนไปได้

เพลงชาติอเมริกันนี่ ใครฟังใครก็ต้องบอกว่าไพเราะจับใจ ยิ่งถ้าคนร้องเก่ง ๆ คนฟัง(ที่อาจจะไม่เข้าใจเนื้อร้องเลย) ก็พลอยจะน้ำตาซึมด้วยความซาบซึ้งกับทำนองเพลงไปได้ง่าย ๆ แต่เรื่องของเรื่องคือ ขนาดคนอเมริกันเองก็ยังยอมรับว่าเพลงชาติของตัวเองร้องยาก ซึ่งฉันเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ไม่เหมือนเพลงชาติไทย ร้องไม่ยากเท่าไร ร้องได้วันละ ๒ เวลาไม่มีวันเบื่อ

เพลงชาติอเมริกันเขียนตั้งแต่ปี 1814 โดย Francis Scott Key  กวีผู้แต่งได้รับแรงบันดาลใจจากชัยชนะที่ทหารอเมริกันมีเหนือทหารอังกฤษที่เมืองบัลติมอร์ จริง ๆ มีเนื้อร้องยาวหลายบท แต่คนนิยมร้องกันแค่ท่อนแรกท่อนเดียว ว่ากันว่าคนที่ร้องเพลงชาติได้ไพเราะที่สุดคือ วิทนีย์ ฮุสตัน ซึ่งร้องการเปิดการแข่งขันซุปเปอร์โบลว์ปี ๑๙๙๑ ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่อเมริกากำลังรบราฆ่าฟันในสงครามอ่าวเปอร์เซีย บรรยากาศในช่วงนั้นจึงทำให้เสียงร้องของวิทนีย์เข้าถึงอารมณ์จับใจคนอเมริกันมากเป็นพิเศษ

ทุกครั้งที่ฉันเห็นนักร้องอเมริกันร้องเพลงชาติแล้วจะอดอมยิ้มไม่ได้ เพราะเขาร้องเหมือนกับร้องเพลงรัก มีการยกไม้ยกมือ โยกตัว หลับตาพริ้มประกอบการร้อง เป็นกิริยาท่าทางที่จะไม่เคยเห็นเวลาคนไทยร้องเพลงชาติไทย บางทีก็แอบคิดว่า ทำไมคนอเมริกันไม่ให้ความเคารพเพลงชาติของตนเองเลย แต่มาพินิจพิจารณาอีกที นี่ก็อาจจะเป็นการแสดงความภาคภูมิใจในชาติและเพลงชาติของเขาก็ได้

ฉันเคยนั่งคุยกับเจ้านายที่ทำงาน เขาประหลาดใจและประทับใจมากว่าคนไทยยืนตรงและร้องเพลงชาติวันละ ๒ รอบ (คนอเมริกันส่วนใหญ่ร้องเพลงชาติเวลาที่มีการแข่งขันกีฬา) ฉันเลยเล่าต่อว่า คนไทยมีเรื่องขำขันว่า ถ้าอยากจะพิสูจน์ว่าคนไหนเป็นไทยแท้ (ไม่ใช่คนต่างชาติอพยพเข้ามา) ต้องให้ร้องเพลงชาติให้ฟัง ถ้าร้องถูกต้อง ถึงจะผ่านการทดสอบ

เท็ดฟังแล้วส่ายหัวบอกว่า ถ้าเป็นคนอเมริกันคงแย่หน่อย เพราะคนอเมริกันหลาย ๆ คนจำเนื้อเพลงชาติของตัวเองไม่ได้หมด* !!! ฟังแล้วฉันประหลาดใจมาก

มาพินิจพิเคราะห์ดูเนื้อเพลงชาติอเมริกันแล้ว ก็ไม่แปลกใจว่าประเทศนี้คงต้องทำสงครามกับประเทศต่าง ๆ ต่อไปเรื่อย ๆ ไม่มีวันหยุดหย่อน เพราะในเพลงชาติก็พูดถึงระเบิดตูมตาม มีการสู้รบกันเกือบทั้งเพลง

* คนอเมริกันจะจำคำฏิญญาณต่อหน้าธงชาติ (Pledge of Allegiance) ได้อย่างแม่นยำมากกว่าเพลงชาติ

ลูกนักการเมือง

obama-turkey-pardon[๗ ธันวาคม ๒๕๕๗] วันนี้มีโอกาสได้ดูรายการไลน์กนกทางยูทูป  ทางผู้จัดได้เชิญคุณชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี และลูกชายมาสัมภาษณ์ออกรายการเนื่องในวันพ่อ ตอนหนึ่งของการสัมภาษณ์ คุณปลื้ม ลูกชายคุณชวนเล่าว่า เป็นลูกนักการเมืองนี่ไม่ได้สบายเลย เวลาอยู่เชียงใหม่ เดิน ๆ อยู่ก็มีคนเอารองเท้ามาขว้างใส่เสียเฉย ๆ ก็มี หรือบางทีเวลาจะไปขายโฆษณาของรายการทีวีที่ทำอยู่ ก็ถูกปฏิเสธ เพราะบริษัทร้านค้าหลาย ๆ แห่งไม่อยากถูกมองว่าอุปถัมภ์พรรคการเมืองไหนเป็นพิเศษ

ฟังแล้วก็ชวนให้นึกถึงกรณีของลูกสาวประธานาธิบดีสหรัฐที่เพิ่งเกิดขึ้นหมาด ๆ  เรื่องมีอยู่ว่า ในงานอภัยทานไก่งวงแห่งชาติ เนื่องในเทศกาลวันขอบคุณพระเจ้า ที่จัดขึ้นทำเนียบขาวที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโอบามาก็ทำหน้าที่เป็นประธานในพิธีปล่อยไก่งวงผู้โชคดีให้รอดพ้นจากการถูกเชือดขึ้นโต๊ะอาหารตามปกติเหมือนอย่างทุก ๆ ปี

ตลอด 6  ปีที่ผ่านมา เราจะเห็นลูกสาวของโอบามาร่วมพิธีด้วยทุกครั้ง เรียกว่าตั้งแต่น้อง ๆ สองคนยังเป็นเด็กน่ารัก อายุสิบขวบนิด ๆ จนบัดนี้เวลาผ่านไป ทั้งมาเลียและซาช่าก็โตเป็นสาววัยรุ่นตัวสูงเท่าพ่อแม่แล้ว ใคร ๆ ก็คงพอจะนึกออกว่า ปีแรก ๆ พิธีปล่อยไก่งวงก็คงสนุกดีสำหรับเด็กเล็ก ๆ แต่พอน้องโตแบบที่คนไทยเรียกว่าสุนัขเลียก้นไม่ถึงแล้ว การออกงานพิธีการอย่างนี้ช่างเป็นเรื่องน่าเบื่อไม่ใช่ย่อยทีเดียว  ปีนี้เราเลยจะเห็นหน้าตาไม่ค่อยสเบยของสองสาวยืนอยู่ข้าง ๆ พ่อ เหมือนจะโดนบังคับให้มาร่วมงานอย่างปฏิเสธไม่ได้

เรื่องนี้คงไม่กลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมา หากว่าผู้อำนวยฝ่ายประชาสัมพันธ์ของผู้แทนคนหนึ่งในพรรครีพับลิกัน ชื่อ อลิซาเบธ เลาเทน ไม่ออกมาวิจารณ์ท่าทางและการแต่งกายของสองสาวปาว ๆ ผ่านทางทวิตเตอร์ ในลักษณะที่ว่า นี่หนู ๆ เป็นลูกสาวประธานาธิบดีทั้งทีก็ควรจะทำตัวให้มีระดับเสียหน่อย (“try showing a little class”)  ควรจะแต่งตัวให้เหมาะสมกับกาละเทศะ ไม่ใช่แต่งตัวเหมือนกับไปเที่ยวอย่างนี้

ฉันไม่แน่ใจว่าการที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์นี่ต้องการหวังผลอะไร อยากจะสอนเด็กจริงหรือหรือว่าแค่อยากจะสร้างชื่อเสียงให้กับตนเอง อย่างไรก็ตาม หลังจากคุณอลิซาเบธเผยแพร่ข้อความดังกล่าวออกมาไม่นาน ก็ถูกกระหน่ำด้วยคำตำหนิติเตียนจากสังคมออนไลน์ คนส่วนใหญ่ให้ความเห็นว่า ถ้าไม่เห็นด้วยกับแนวคิดหรือการทำงานของพ่อ ก็ไม่ควรมาลงกับลูกอย่างนี้

สองวันต่อว่า อลิซาเบธ เลาเทนก็ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งผอ.ฝ่ายประชาสัมพันธ์

กรณีนี้ไม่มีการโต้ตอบจากทางทำเนียบขาว นึกไม่ออกเหมือนกันว่าทั้งพ่อและแม่ของมาเลียและซาช่าจะคิดอย่างไรที่มีคนมาตำหนิลูกสาวของตนอย่างรุนแรงขนาดนี้

อย่างไรก็ตามฉันไม่เคยเห็นด้วยกับการที่ใช้พื้นที่สาธารณะในการวิพากษ์วิจารณ์คนอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องส่วนตัวลักษณะนี้  ถ้าอยากจะเตือนกันจริง ๆ ก็ควรจะสื่อสารกันส่วนตัวดีกว่าที่จะเอามาโพนทนาว่ากล่าวกันให้คนค่อนโลกได้รับทราบ ในเมืองไทยเอง ก็มีหนังสือพิมพ์และนิตยสารหลาย ๆ เล่มใช้พื้นที่สาธารณะในการพูดถึงเรื่องส่วนตัวเช่นนี้เหมือนกัน ทำเอาฉันหยุดอ่านไปนาน

ขนมปัง

[๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๗] ทำขนมปังนี่ก็สนุกดีเหมือนกัน

เกิดมาก็ไม่เคยคิดว่าจะทำขนมปังเป็น ซื้อกินเอาง่ายกว่า ใช้เวลาน้อยกว่า และอร่อยกว่ามาก การริจะทำขนมปังนี่เป็นการต่อยอดจากการทำพิซซ่า คิดว่าไหน ๆ พิซซ่าก็ทำพอได้แล้ว นวดแป้งก็เริ่มนวดเป็นแล้ว ก็ขอลองทำขนมปังต่อไปเลยแล้วกัน ขนมปังก้อนแรกที่ทำเป็นขนมปังอิตาเลียน เรียกว่า Foccacia (ฟอก-กาช-ช่า) ได้แรงบันดาลใจจากวิดีโอ Youtube สอนทำอาหารของพล ตัณฑเสถียร

ส่วนผสมของขนมปังนี่ก็ง่ายมากจริง ๆ

  • แป้งอเนกประสงค์ 3 ถ้วย (ฉันแทนด้วยแป้ง Whole Wheat 1/4 ถ้วย และ แป้งอเนกประสงค์อีก 2 ถ้วยกับอีก 3/4 ถ้วย)
  • ยีสต์ (2 1/4 ช้อนชา) ละลายน้ำอุ่นจัด 1/4 ถ้วยที่ผสมด้วยน้ำตาล 1/2 ช้อนชา
  • น้ำ 1 ถ้วยนิด ๆ
  • เกลือ 1  1/2 ช้อนชา

วิธีทำก็ง่าย ๆ

  1. รอให้ยีสต์ฟูฟ่องพองตัว (ใช้เวลาประมาณ 5-10 นาที)
  2. ผสมแป้งกับเกลือ คน ๆ ให้เข้ากัน
  3. เทยีสต์ใส่แป้งที่ผสมไว้
  4. ค่อย ๆ เทน้ำ และใช้ส้อมกวน ๆ คลุก ๆ ให้เป็นก้อน ดูปริมาณน้ำให้พอดี ถ้าแป้งเริ่มเป็นก้อนและไม่ร่วนแล้วก็หยุดใส่น้ำได้
  5. เอาก้อนแป้งมานวด ๆ ประมาณ 20 นาที เพิ่มแป้งแห้ง ๆ ลงไปได้ นวดจนแป้งนุ่มนิ่ม ไม่ติดมือ
  6. เอาผ้าคลุมก้อนแป้งและทิ้งไว้ประมาณ 45 นาที
  7. เอาแป้งออกมานวดอีก และทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง
  8. เอาเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 375F เป็นเวลา 40 นาที

ขนมปังที่อเมริกา (และอาจจะหลาย ๆ แห่งในโลก) ชอบใส่น้ำตาลด้วย บอกว่าทำให้อร่อยขึ้น แต่ที่บ้านนี่ ทำอาหารไม่ค่อยใส่น้ำตาล (ฉันซื้อน้ำตาลแพ๊กเล็ก ๆ มา ใช้ได้เป็นปี เพราะแทบไม่ได้ผสมอาหารเลย) การได้ทำขนมปังเอง เลยมั่นใจได้ว่าไม่มีน้ำตาลแน่

ฉันทำขนมปังอย่างน้อย 5 ก้อน ถึงจะลงตัว ทำแต่ละก้อนก็ได้เรียนรู้บทเรียนต่างกันไป ก้อนแรก ๆ ทำออกมาแล้วขมมาก เพราะว่าปล่อยให้แป้งขึ้นนานเกินไป จนยีสต์ทำปฏิกริยากลายเป็นเบียร์ บางก้อนก็กรอบนอก ดิบใน เพราะจำเวลาใส่เตาอบผิด เค้าให้อบที่อุณหภูมิ 375F เป็นเวลา 40 นาที ฉันอบแค่ 20 นาทีก็รีบเอาออก ก็เลยไม่สุกดี

ดูข้อมูลและเคล็ดลับการอบขนมปังได้ที่เว็บนี้ http://www.thefreshloaf.com/lessons/yourfirstloaf และเว็บนี้ http://www.oknation.net/blog/print.php?id=786272

ทั้งหลายทั้งปวงต้องขอบคุณคุณสามีที่สนับสนุนเป็นอย่างดี ขนมปังออกมา กินได้ กินไม่ได้ พี่เอ็นโซช่วยกินให้หมด

อีโบลาบุกคลีฟแลนด์

Ebola[๓๐ ตุลาคม ๒๕๕๗] เชื้อไวรัสอีโบลาข้ามน้ำข้ามทะเลมาถึงฝั่งอเมริกาช่วงนี้ ทำให้เข้าใจเลยว่า การมีชีวิตอยู่ท่ามกลางความหวาดกลัวเป็นอย่างไร

ฉันไม่เคยคิดว่าอีโบลาจะมาถึงคลีฟแลนด์ เมืองในอเมริกามีเป็นพัน เป็นหมื่นแห่ง นึกไม่ออกว่าอีโบลาจะมาถึงคลีฟแลนด์ได้อย่างไร มาถึงโอไฮโอก็ว่าคงเป็นไปได้ยากแล้ว โอไฮโอก็ยังมีเมืองใหญ่ ๆ อีกมากมาย แต่สุดท้ายคลีฟแลนด์ก็เจอเข้ากับตัวเอง

วันศุกร์ที่ ๑๐ ตุลาคม นางพยาบาลชื่อ แอมเบอร์ วินสัน บินจากเมืองดัลลัสในรัฐเท็กซัสมาเยี่ยมญาติที่เมืองแอครอน ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ คลีฟแลนด์ ช่วงเสาร์อาทิตย์  ข่าวบอกว่ามาช่วยเตรียมงานแต่งงานของญาติ พยาบาลวินสันบินกลับไปดัลลัสวันจันทร์ เช้าวันรุ่งขึ้นซึ่งก็คือวันอังคาร ผลการตรวจก็ออกมาว่า นางพยาบาลวินสันติดเชื้ออีโบลา ที่น่าว่าได้รับระหว่างทีช่วยดูแลคนไข้อีโบลาจากไลบีเรียก่อนหน้านี่ (ปัจจุบันคนไข้คนนั้นเสียชีวิตไปแล้ว)

ทันทีที่ผลการตรวจออกมา สื่อในคลีฟแลนด์ก็กระพือข่าวอย่างครึกโครม โชคดีที่ฉันเคยศึกษาข้อมูลเรื่องอีโบลาสำหรับเขียนบทความในหนังสือฮูแมกกาซีนมาก่อน เลยพอจะมีความรู้บ้างว่า อีโบลานี่ไม่ได้ติดต่อกันง่าย ๆ คนที่จะเป็นพาหะได้ ต้องเป็นคนทีมีอาการเท่านััน และไม่ได้ติดต่อผ่านลมหายใจ

ฉันไม่ได้ตามข่าวที่คลีฟแลนด์มาก เพราะไม่ค่อยได้ดูทีวี อย่างไรก็ตามสื่อก็ดูเหมือนจะเสนอข้อเท็จจริงเหมือนกันว่า เชื้อนี้ติดต่อกันได้อย่างไรและใครจะติดได้บ้าง แต่ในขณะเดียวกันก็กระหน่ำออกข่าวเรื่องนี้เกือบทุกชั่วโมง ซึ่งสำหรับฉันแล้วถือเป็นการสร้างความหวาดกลัวให้ประชาชนได้เป็นอย่างดี สายการบิน Frontiere ต้องออกข่าวยืนยันว่าเครื่องบินที่นางพยาบาลบินมาและบินกลับได้รับการชำระล้างแล้วเป็นอย่างดี ร้านชุดแต่งงานที่แอครอนซึ่งพยาบาลวินสันไปช้อปปิ้งช่วงเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมา ต้องปิดร้านชั่วคราว ที่ทำการเมือง Warrensville Heights ก็ต้องปิดทำการชั่วคราว เพราะพบว่าพนักงานเป็นญาติกับนางพยาบาลวินสัน โรงเรียนผู้หญิงใกล้ ๆ บ้านฉันก็สั่งห้ามไม่ให้เด็กนักเรียนคนหนึ่งมาโรงเรียน เพราะว่า มีเพื่อนของครอบครัวคนหนึ่งที่มาเยี่ยมช่วงเสาร์อาทิตย์ที่ผ่าน บินมาไฟล์ทเดียวกับนางพยาบาลวินสัน ได้ยินว่ามีอีกหลาย ๆ โรงเรียนที่ปิดชั่วคราว

ฟังกระแสแล้วรู้สึกทั้งเมืองหยุดเคลื่อนไหว หลาย ๆ คนไม่อยากเสี่ยงออกไปอยู่ในที่สาธารณะ (อย่างไรก็ดีวันพฤหัสของอาทิตย์น้น พี่เอ็นโซกับฉันออกไปดูหนัง Gone Girl)

ขนาดคลีฟแลนด์เจอแค่หางแถวเชื้ออีโบลา ยังเป็นได้มากขนาดนี้ นึกไม่ออกว่าอย่างเมืองดัลลัส ที่มีคนติดเชื้อ เขาจะกลัวกันมากขนาดไหน

ที่น่าสนใจคือว่า ขนาดคนที่มีความรู้ดี ๆ ก็ยังรู้สึไม่มั่นใจกับสถานการณ์ NPR ลงข่าวว่า มหาวิทยาลัยในคลีฟแลนด์ที่กำลังจะจัดการสัมมนาเรื่องอีโบลา ส่งจดหมายไปร้องขอให้ผู้เชี่ยวชาญเรื่องอีโบลาคนหนึ่ง ไม่ต้องมาพูดด้วยตนเอง แต่ขอให้พูดทางออนไลน์ผ่าน Skype แทน  เหตุผลเป็นเพราะว่าผู้เชี่ยวชาญคนนี้เพิ่งกลับมาจากแอฟริกาตะวันตก ซึ่งเป็นแหล่งอีโบลา

เรื่องความหวาดกลัวอีโบลานี่ เขียนเท่าไรก็เขียนไม่จบ แม้เรื่องที่คลีฟแลนด์ซาไปแล้ว ตอนนี้กำลังมีประเด็นว่า รัฐบาลมีสิทธิที่จะไปกักกันคนที่เดินทางกลับมาจากพื้นที่เสี่ยงอีโบลา ทัั้ง ๆ ที่เขาได้รับการตรวจแล้วว่าไม่ติดเชื้ออีโบลาแน่ ๆ หรือไม่  เดาใจว่าประชาชนหลาย ๆ คนคงอยากให้กักกันเต็มที่ แต่ตัวคนถูกกักก็เถึยงคอเป็นเอ็นเหมือนกันว่า เขาไม่มีเชื้ออีโบลาแน่ แล้วจะมาจำกัดเสรีภาพเขาทำไม

เรื่องเสรีภาพนี่เรื่องใหญ่ เถียงกันอย่างนี้คงไม่จบง่าย ๆ ท่าทางว่า คงไ้ด้ขึ้นโรงขึ้นศาลกันแน่ ๆ

 

ฉลาก

Pad Thai Noodle Soup

ซุปก๊วยเตี๋ยวผัดไทย!@!##@!&^

[๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๗] ไปจ่ายตลาด หันไปเจอข้าวสารใส่ถุงขาย มีฉลากเขียนโฆษณาสรรพคุณว่า “ไร้ไขมัน” (Fat free) และ “ไร้สารกลูเตน” (Gluten free) แล้วทำให้เกิดอาการงง

เรื่องสารกลูเตน นี่พอจะเข้าใจได้บ้างว่าเอาไว้บอกคนที่แพ้สารกลูเตน (ซึ่งพบได้ในอาหารที่ทำจากข้าวสาลีหรือ Wheat หรือพูดง่าย ๆ ว่า ขนมปังเกือบทุกประเภทจะมีสารนี้) เค้าจะได้ซื้อไปกินได้ แต่เรื่อง “ไร้ไขมัน” นี่ เห็นแล้วแอบขำว่า จะต้องบอกด้วยเหรอ ข้าวสารหน้าตาอย่างนี้ จะมีไขมันได้อย่างไร กลัวจะขายของไม่ออกหรืออย่างไร

พวกพ่อค้าแม่ขายเดี๋ยวนี้ก็พยายามจะขายของมากเหลือเกิน อาหารสุขภาพประเภทไร้ไขมัน กำลังเป็นที่นิยมในหมู่คนกินอาหารรักษาสุขภาพ นมก็ต้อง Fat free ชีสก็ต้อง Fat free วิปปิ้งครีม ซุปกระป๋อง แฮมไร้ไขมันหมด เวลาเดินจ่ายกับข้าว เห็นอะไรที่ปิดป้าย Fat free ก็เป็นที่น่าสนใจไปหมด ที่บ้านฉันก็นิยมกินอาหาร Fat free แพงหน่อย แต่น่าจะดีกับสุขภาพในระยะยาว

นอกจากฉลากโฆษณาว่า Fat free แล้ว ฉลากอีกประเภทที่ชอบกันมากคือ Organic อะไร ๆ ที่เป็นออร์แกนิกแล้วรับประกันได้ว่าไม่มีการปนเปื้อนของสารเคมี อาหารพวกนี้แพงกว่าอาหารธรรมดามากอยู่ทีเดียว ยังไม่รวมถึงยี่ห้อทั้งหลายที่ชอบตั้งชื่อว่า Nature อย่างนั้น Nature อย่างนี้กันอย่างเอิกเกริก ทั้ง “Back to Nature” “Nature’s Plus” หรือ “Natural Choice” (อันนี้อาหารสุนัข) ซึ่งไม่รู้ว่า เอาเข้าจริง ๆ แล้ว Nature มากน้อยแค่ไหน แต่เคยอ่านข่าวว่า สินค้าหลาย ๆ ชนิดที่ตั้งชื่อแบรนด์โดยมีคำว่า Nature เอาเข้าจริง ก็มีส่วนประกอบที่เป็น GMO (Genetically Modified Organisms – สิ่งมีชีวิตที่ถูกดัดแปลงทางพันธุกรรม) อยู่เยอะอยู่เหมือนกัน

ฉลากอีกชนิดที่เป็นที่ชื่นชอบของนักรับประทานเพื่อสุขภาพคือ ฉลากสำหรับอาหารที่ช่วยลดระดับคลอเรสโตรอล เข้าใจว่าเป็นอาหารที่มีส่วนผสมของสารที่ชื่อว่า Plant sterols and stanols ทางการแพทย์อ้างว่ามีสรรพคุณช่วยลดคลอเรสโตรอล (LDL) ได้  ฉลากพวกนี้จะใช้ชื่อหรือรูปภาพที่เกี่ยวกับหัวใจ เช่น Heart Wise หรือ Heart Healthy เป็นต้น

ก่อนจบขอนินทาฝรั่งเพิ่มว่า มีการทำซุปสำเร็จรูปรส ผัดไทย ออกมาขายด้วย แค่เห็นก็ตกใจแล้ว ไม่กล้าซื้อมาลองรับประทาน อยากจะเขียนป้ายติดไว้ที่หิ้งเหลือเกินว่า “ผัดไทยเป็นอาหารประเภทแห้ง ผัดไทยน้ำไม่มี คำว่า ผัด ภาษาไทย แปลว่า ทำให้สุกด้วยกะทะและตะหลิว” เขียนถึงตอนนี้แล้วก็ทำให้พอจะเข้าใจ เวลาที่คนอิตาเลียนออกอาการพะอืดพะอม เมื่อเห็นพิซซ่าฮาวายเอี้ยนใส่สับปะรด ได้ดีทีเดียว

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 28 other followers

%d bloggers like this: