Memorial Day Weekend 2015

[๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๘] ปกติเช้าวันเสาร์ มินนี่มักจะขอความช่วยเหลือให้ฉันขับรถไปส่งที่วัด เช้ามาฉันก็จะถอยรถออกจากโรงรถ ยกอุปกรณ์ช่วยเดินแบบมีล้อของมินนี่ใส่ท้ายรถ พร้อมรอมินนี่ออกจากบ้านตอนสิบโมงสิบห้า

วันเสาร์วันนี้เป็นวันแรกของวันหยุดสุดสัปดาห์ยาว เพราะวันจันทร์เป็นวัน Memorial Day อากาศแจ่มใส เย็นเล็กน้อย แดดออกจ้า ได้กลิ่นน้ำมันคีโรซีนที่คนใช้จุดเตาบาร์บิคิวสำหรับ Cook-out ลอยมาตามลม บรรยากาศดูสดชื่น อาจจะเป็นผลมาจากที่ Cleveland Cavaliers ทีมบาสเก็ตบอลประจำเมืองเพิ่งได้ชัยชนะไปเมื่อคืน และมีแนวโน้มจะได้เข้าไปชิงแชมเปี้ยนของประเทศ ฉันยกวอกเกอร์ขึ้นรถ รอเวลา มินนี่ตะโกนออกมาบอกว่า วันนี้จะไปสายหน่อย เพราะอยากรอฟังคำพิพากษาของศาลเกี่ยวกับคดี”บริโล” ตามกำหนดการศาลจะตัดสินตอน 10 โมงเช้าวันนี้ แต่ตอนนี้ 10 โมงครึ่งแล้ว ผู้พิพากษายังอ่านความคิดเห็นของตัวเองอยู่เลย (Opinion)

ฉันบอกว่าไม่เป็นไร อยากจะออกจากบ้านเมื่อไร มินนี่ก็เรียกแล้วกัน

รอจนถึง 10:45 มินนี่ถึงได้ตะโกนเรียกว่าพร้อมแล้ว ลงไปข้างล่าง มินนี่บ่นว่า ผู้พิพากษาอ่านความเห็นนานเหลือเกิน ไม่ยอมบอกเสียทีว่า นายตำรวจบริโลนี่มีความผิดหรือเปล่า

ฉันไม่เคยได้ยินคดีบริโล (The State of Ohio vs. Michael Brelo) นี้เลย กลับจากส่งมินนี่แล้ว มาเปิดอินเทอร์เน็ตค้นข้อมูลดู ถึงได้รู้ว่าตัวเองเชยมาก คดีนี้เป็นคดีที่โด่งดังอีกคดีหนึ่งที่ตำรวจผิวขาวถูกฟ้องศาลว่าไปยิงคนผิวดำ แต่คดีนี้ตำรวจไม่ได้ยิงธรรมดา ๆ แบบที่คดีอื่นเขายิงกัน เมื่อได้อ่านเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคืนวันเกิดเหตุในเดือนพฤศจิกายน 2555 แล้ว ก็อดคิดไม่ได้ว่านี่มันหนังฮอลลี่วู้ดรึเปล่า นึกภาพว่าตอนห้าทุ่มของคืนวันพฤหัสบดี ขบวนรถตำรวจเปิดหวอ พร้อมไฟวิบ ๆ  62 คัน!!! ไล่กวดรถเชฟโลเร็ต “มาลิบู” ปี 1979 มีคนดำผู้ชายเป็นคนขับ พร้อมผู้โดยสารนั่งหน้าเป็นคนดำผู้หญิง

เหตุที่ตำรวจไล่ตาม เพราะท่อไอเสียของรถเกิดระเบิดเสียงดัง ขณะที่ขับผ่านตำรวจ ตำรวจนึกว่าเป็นเสียงปืน แถมคนขับรถก็ยังขับเร็วมาก ฝูงรถตำรวจจากหลาย ๆ สถานีไล่ล่าคนดำไปตามถนนสายหลักของคลีฟแลนด์ กวดกันอยู่ 22 นาที เป็นระยะทาง 22 ไมล์ สุดท้ายไปหยุดที่ลานจอดรถโรงเรียนแห่งหนึ่ง ฝูงตำรวจรุมยิงปืนไปที่รถทั้งหมด 137 นัด!!! นายตำรวจบริโลยิงมากกว่าคนอื่น ยิงไป 49 นัด ประกอบกับประสบการณ์ที่เคยอยู่ในหน่วยนาวิกโยธิน และเคยไปประจำที่อิรักมาก่อน นายตำรวจบริโลกระโดดขึ้นกระโปรงหน้ารถ ยิงเข้าไปในรถอีกต่างหาก โดยอ้างว่าตนเองหวาดกลัวว่าจะโดนคนดำสองคนยิงกลับมา

สุดท้ายคนดำที่อยู่ในรถเสียชีวิตทั้งสองคน ตำรวจค้นในรถแล้ว ไม่พบอาวุธปืนใด ๆ ทั้งสิ้น

ศาลอ่านคำพิจารณาตอน 11 โมงกว่า ๆ บอกว่า บริโลไม่มีความผิด เพราะอัยการไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า กระสุนที่ปลิดชีวิตคนดำในรถนั้นเป็นกระสุนจากปืนของบริโล อ่านเสร็จปุ๊ปคนคลีฟแลนด์ก็พากันออกมาประท้วงในดาวน์ทาวน์ โชดดีว่าเป็นวันหยุดเลยไม่ทำให้การจราจรติดขัด ข่าวบอกว่านี่เป็นเหตุผลที่ศาลตัดสินใจอ่านคำพิจารณาในวันหยุด คนทำงานจะได้ไม่เดือดร้อนจากการปิดถนนประท้วง

ฉันพอจะเข้าใจว่าทำไมผู้พิพากษาถึงใช้เวลาในการอ่านความคิดเห็นของตัวเองเป็นชั่วโมง คดีนี้เป็นคดีละเอียดอ่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนนี้ที่กระแสตำรวจผิวขาวโหดร้ายกับคนผิวดำกระหึ่มก้องทั่วทั้งประเทศ

มีคนออกความเห็นเกี่ยวกับคดีนี้มากมาย ทั้งแบบที่เข้าข้างตำรวจ และแบบที่เข้าข้างคนดำ อย่างไรก็ตามคงยังไม่จบง่าย ๆ เพราะนายตำรวจบริโลยังต้องถูกตรวจสอบวินัยอีกว่า ทำเกินกว่าเหตุเกินไปหรือไม่

ฉันสังเกตว่าคดีนี้กับคดีไมเคิล บราวน์ที่เมืองเฟอร์กูสัน มิสซูรี่คล้ายกันอย่างหนึ่ง ตำรวจอ้างว่าที่ต้องยิงคนดำ เป็นเพราะความกลัว กลัวว่าตัวเองจะถูกฆ่า จึงต้องยิงป้องกันตัว เป็นเรื่องที่น่าคิดอยู่เหมือนกัน

Stop Sign

IMG_20150509_170118230
สี่แยกถนน Fenwick และ ถนน Silsby

[๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๘] หนังสือพิมพ์รายงานข่าวเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาว่า คุณตำรวจของเมืองยูนิเวอร์ซิติ้ไฮทส์จะยกเลิกไฟจราจรตรงสี่แยกถนนเฟนวิกและถนนซิลสบี้ และเปลี่ยนไปใช้ Stop Sign แบบ Four-way แทน เนื่องจากการจราจรไม่คับคั่งมากเหมือนเคย

นานมาแล้ว ใกล้ ๆ สี่แยกนี้ เป็นที่ตั้งของโรงเรียนถึงสองแห่งด้วยกัน แต่มาระยะหลัง เข้าใจว่าประชากรเด็กน้อยลง โรงเรียนทั้งสองแห่งจึงต้องปิดไป และคนในเมืองก็โหวตผ่านประชามติให้เปลี่ยนโรงเรียนเก่าเป็นสวนสาธารณะแทน การจราจรที่ผ่านไปผ่านมาในบริเวณนี้จึงบางตาไปมาก สุดท้ายทางตำรวจทำการนับจำนวนรถยนต์ที่ผ่านไปมาแล้ว ก็ลงมติว่า ไม่ต้องติดไฟจราจรแล้ว ใช้ป้ายหยุดก็พอ

พอตัดสินใจได้แล้ว คุณตำรวจก็นำป้ายหยุดมาติดทั้งสี่มุมของถนน แต่ยังคงไฟจราจรไว้ เพียงแต่เปิดให้เป็นแบบกระพริบ เตือนให้นักขับรถชะลอความเร็ว และอีกหนึ่งอาทิตย์ต่อมา ไฟจราจรก็ถูกถอดทิ้งไป

ฉันไม่แน่ใจว่า การนำป้ายหยุดมาติดแทนไฟจราจรจะเป็นผลดี แค่ให้การจราจรดำเนินไปอย่างสะดวกรวดเร็วขึ้นอย่างเดียวหรือไม่ หรือจะมีเหตุผลเรื่องการประหยัดไฟ (สำหรับไฟจราจร) และลดค่าใช้จ่ายเรื่องการดูแลไปด้วย (ไม่ต้องคอยเปลี่ยนหลอดไฟ ไม่ต้องมีคนมาทำความสะอาด ซ่อมแซม ฯลฯ)

อย่างไรก็ดี ฉันคิดว่าคนที่นี่ขับรถค่อนข้างมีมารยาทดี มีน้ำใจในการใช้ถนนเป็นอย่างมาก (โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเมืองใหญ่ ๆ) เคยเกิดกรณีว่า ไฟจราจรที่สี่แยกเสียช่วงฤดูหนาว คนขับรถทุกคนก็ปรับระบบให้เป็น Four-way stop โดยอัตโนมัติ คือผลัดกันไปด้านละคัน ใครมาก่อน ก็ให้ไปก่อน หรือบางกรณี จะขอทาง จะเปลี่ยนเลน แค่ยกไฟเลี้ยว คันข้างหลังก็ยอมให้เปลี่ยนด้วยดีแล้ว ไม่มีการแทงกั๊กแม้แต่น้อย

ทั้งหลายทั้งปวงนี้ ฉันคิดว่าไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องการมีการศึกษาหรือวัฒนธรรมที่ดี ฉันคิดว่าเป็นเพราะเวลาที่นี่มีเหลือเฟือ ไม่ต้องแย่งกันเหมือนคนในเมืองหลวง ไปไหนก็ไม่ต้องรีบร้อน ไม่อารมณ์เสียเพราะรถติดไม่ขยับเป็นชั่วโมง ๆ ในเวลาหนึ่งชั่วโมง ฉันสามารถไปจ่ายตลาด ไปไปรษณีย์ ได้อย่างสบาย ๆ

พอมีเวลามากมายก่ายกองแล้ว ก็เอื้อเฟื้อแบ่งให้คนอื่นได้อย่างไม่มีอิดออด

นึกถึงเมื่อวันเสาร์ ฉันกำลังยืนต่อคิวจะจ่ายเงินค่าต้นไม้ (Thyme) เล็ก ๆ หนึ่งต้นทีร้านซุปเปอร์มาร์เก็ตไฮเนนส์ วันนั้นคนเยอะมาก แต่ละคนซื้อของกันมหาศาล ฉันไม่ได้รีบไปไหนและยินดีที่จะยืนคิวต่อไปเรื่อย ๆ สักพักมีคุณลุงผู้ชายแถวข้าง ๆ (ซึ่งก็ซื้อของเยอะเช่นกัน) มาสะกิดว่า ให้ลัดคิวเขาได้เลย เพราะฉันซื้อต้นไม้แค่ต้นเดียว ครั้งแรกฉันก็บอกปฏิเสธว่าไม่เป็นไร ฉันไม่ได้รีบไปไหน คุณลุงก็ยังอุตส่าห์คะยั้นคะยอ สุดท้ายเลยกล่าวขอบคุณและยอมไปลัดคิวเขา ไม่อยากให้เสียน้ำใจ

เห็นไหมว่าคนที่นี่น่ารักแค่ไหน

เล่นว่าว

IMG_20150510_114350614[๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๘] ฉันว่าปีนี้อากาศแปลก โดยทั่วไปต้นเดือนพฤษภาคม อุณหภูมิจะยังค่อนข้างเย็นอยู่ จำได้ว่าทุกครั้งที่ออกเดินทางไปอิตาลี ในช่วงเวลานี้ เรายังต้องใส่เสื้อแจ๊คเก็ตเสมอ แต่ปีนี้ อุณหภูมิขึ้นสูงถึง 28 องศา เล่นเอาฉันขนเสื้อผ้าฤดูร้อนออกมาใส่แทบไม่ทัน

อากาศสบาย ๆ แถมลมดีอย่างนี้ พี่เอ็นโซกับฉันเลยฉวยโอกาสเล่นว่าวกันอย่างสนุกสนาน อารมณ์อยากเล่นว่าวนี้ เกิดขึ้นเมื่อหลายอาทิตย์ที่แล้ว ตอนนั้นฉันกำลังเดินออกกำลังรับแสงแดด เดินเรื่อยเปื่อยไปถึงสนามหญ้าโรงเรียนซึ่งอยู่ไม่ใกล้จากบ้านเท่าไร ก็พลันไปเห็นเด็กกำลังเล่นว่าว เห็นปุ๊ป อยากเล่นปั๊ป กลับบ้านมาเสนอไอเดียให้คุณสามีฟัง พี่เอ็นโซก็รับลูกเป็นอย่างดี

IMG_20150510_114857285ว่าวนี้ซื้อติดมือมาจากร้านขายของในโบลเดอร์ ตอนที่แวะไปเยี่ยมลุงทอมกับเบ๊ตตี้ ฉลากบอกว่าทำจาก Ripstop nylon กับ Fiberglass spars ที่จริงอยากได้ว่าวกระดาษ เหมือนสมัยที่เล่นว่าวงูหางยาวเฟื้อยตอนเด็ก ๆ แต่ตอนนี้เจอแค่นี้ ก็เล่นไปก่อน ไม่ควรจะเรียกร้องอะไรเกินไป

ครั้งนี้เป็นการเล่นว่าวครั้งแรกของพี่เอ็นโซ ภาษาอิตาเลียนเรียกว่าวว่า Un aquilone (อะควิโลเน่) แปลตรงตัวแปลว่า นกอินทรีย์ตัวใหญ่ ๆ ท่าทางพี่เอ็นโซจะติดใจอยู่มากทีเดียว หลังจากออกไปเล่นครั้งแรกแล้ว ก็รีบกลับมาศึกษาความเร็วของลมจากเว็บไซต์พยากรณ์อากาศ และชวนฉันออกไปเล่นอีกครั้งในวันที่ลมค่อนข้างแรง เสียดายทีวันที่สอง เป็นวันที่มีแต่ลมกรรโชก พัดมาแล้วก็พัดไป (แถมอากาศยังหนาวขึั้นมาเฉย ๆ) เลยไม่สนุกมากเท่าครั้งแรก

อย่างไรก็ตาม เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าอีกไม่นานเราจะได้ออกไปเล่นว่าวกันอีกแน่นอน

เดนเวอร์ เดนเวอร์: ที่พัก และอาหารการกิน

[๙ พฤษภาคม ๒๕๕๘] ตั้งใจแยกเรื่องที่พัก ร้านอาหาร และเรื่องเช่ารถออกมาอีกหนึ่งเรื่อง เพราะเล่าเรื่องเที่ยวยาวไปแล้ว อ่านเยอะ ๆ น่าจะเบื่อ เที่ยวคราวนี้ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ใช้เงินกับเรื่องที่พักมากเกินไปรึเปล่า ข้อผิดพลาดอย่างหนึ่งคือ ไปเชื่อ Hotwire มากเกินไป จริง ๆ น่าจะลองดูใน Expedia หรือเว็บอื่นบ้างก็น่าจะดี

*** โรงแรม
The Curtis – A Doubletree hotel
1405 Curtis Street, Denver, CO, 80202
(303) 571-0300
ว่าไปแล้ว โรงแรมนี้เป็นโรงแรมระดับดีที่สุดที่ได้นอนในการท่องเที่ยวครั้งนี้ อยู่ใกล้ 16th Street Mall อยู่ติดกับ Performing Arts Center สะอาด สะดวกสบาย แต่เสียตรงที่ต้องจ่ายค่าที่จอดรถแต่ละวัน ลิฟต์ไปที่จอดรถมีกลิ่นตุตุคล้าย ๆ อุนจิสุนัขอีกด้วย (พลอยสันนิษฐานว่าอาจจะเป็นกลิ่นน้ำยาทำความสะอาดลิฟต์)

ห้องนอนที่ซุปเปอร์เอ็ด
ห้องนอนที่ซุปเปอร์เอ็ด

Super 8
1600 Argentine St., Georgetown, CO, 80444

(303) 569-3211
นานมาแล้ว ฉันเคยไปนอน Motel 6 เมื่่อครั้งที่ขับรถไปเที่ยว Cornell กับแป้ง จำได้แม่นว่าเป็นเตียงน้ำ นอนแล้วยวบยาบไปหมด พอรู้ว่าคราวนี้ต้องไปนอน Super 8 ก็กล้า ๆ กลัว ๆ เหมือนกัน แต่เรื่องของเรื่องคือใน Hotwire ไม่มีโรงแรมอื่นให้เลือกแม้แต่น้อย จึงตัดสินไปลองเอาดาบหน้า สุดท้ายก็พบว่าโรงแรมสะอาดดี(พอสมควร) ผ้าปูที่นอนสะอาด ผ้าเช็ดตัวสะอาด อินเทอร์เน็ตเร็วและแรง อย่างไรก็ตามด้วยความที่บรรยากาศเมืองจอร์จทาวน์ช่างชวนให้คิดถึงเรื่อง Walking Dead เสียเหลือเกินฉันเลยแอบกลัว ๆ เล็กน้อย คืนนั้นนอนไม่ค่อยหลับ ประกอบกับที่เป็นห่วงงานและต้องสะสางงานจนดึก จึงทำให้นอนไม่สบายเท่าไรนัก แถมตื่นเช้ามาพลอยยังได้ยินเสียงกระเส่าจากข้างห้องอีกต่างหาก

อีกโรงแรมในจอร์จทาวน์ที่น่าสนใจคือ  Hotel Chateau Chamonix (คืนละประมาณ $155) พอดีว่ามันไม่โผล่ใน Hotwire จึงทำให้พลาดไปอย่างน่าเสียดาย

Country Inn & Suites By Carlson, Denver International Airport
4343 Airport Way, Denver, CO, 80239

(303) 375-1105
ก่อนบินกลับบ้าน เราย้ายกันมานอนโรงแรมใกล้สนามบิน จะได้ไม่ต้องรีบตะเกียกตะกายตื่นนอนมาสนามบินแต่เช้า ถือเป็นโรงแรมที่สะอาด อาหารเช้าดูหน้าตาดี น่ากิน (แต่ไม่ได้กิน) ไม่มีน้ำดื่มให้ในห้องนอน ฉันต้องซื้อจาก Vending Machine สอดแบงก์ห้าเข้าไป ได้ตังค์ทอนเป็นเหรียญนิกเกิ้ลออกมาบานตะไท

IMG_20150429_183932205_HDR
ร้านโดโมในเดนเวอร์

*** ร้านอาหาร
Domo Restaurant

www.domorestaurant.com
1365 Osage St, Denver, CO 80204
(303) 595-3666
เบ๊ตตี้เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันมื้อแรกที่บ้านในวันที่เราไปถึง เย็นวันนั้น เรามุ่งหน้าสู่ร้านอาหารญี่ปุ่นที่พลอยไปค้นหามาจากอินเทอร์เน๊ต ร้านนี้บรรยากาศดีมาก เป็นแบบบ้านญี่ปุ่นโบราณ วิธีสั่งอาหารออกจะพลิกแพลงเล็กน้อย แต่ก็สนุกดี สั่งอาหารชุดแล้ว มีอาหารจานเล็ก ๆ แนวกิมจิแถมมาให้อีก 6-7 อย่าง กินกันอิ่มแปล้ แอบสงสัยนิดนึงว่าทำไมอูด้งไม่ค่อยร้อนเลย

Sundance Cafe Nederland
www.sundancecafenederland.com
23942 Colorado 119, Nederland, CO 80466
สิบปีที่แล้ว ตอนที่ฉันมาเที่ยวเดนเวอร์กับพ่อ ลุงทอมกับเบ๊ตตี้ก็พาขึ้นเขามากินร้านนี้ เป็นร้านข้างทางง่าย ๆ แต่วิวสวยขาดใจ อาหารอร่อย พลอยสั่ง Robbie Burger ฉันสั่ง The Veggie (ซอสเห็ดราดบนอิงลิชมัฟฟิน) เห็นเบ๊ตตี้สั่ง French Toast ก็น่ากินใช่ย่อย

IMG_20150501_113948142
เครื่องเคียงมาเป็นถาด

My Brother’s Bar
www.mybrothersbar.com
2376 15th St Denver, CO 80202
(303) 455-9991
ร้านนี้เป็นร้านดังของคนเดนเวอร์ เข้าใจว่าแนว ๆ ร้านทอมมี่ที่คลีฟแลนด์ เป็นร้านที่ไม่มีป้ายร้านใด ๆ ทั้งสิ้น โชคดีที่เราไปกินกันตั้งแต่สิบเอ็ดโมงนิด ๆ เลยไม่ต้องรอ กินเสร็จออกจากร้านตอนเที่ยงครึ่งเกือบบ่ายโมง เห็นคนมายืนรอโต๊ะเต็มไปหมด ร้านนี้ฉันกับพลอยสั่ง Jalapeno Poppers มากินเรียกน้ำย่อย และสั่งเบอร์เกอร์เนื้อควายไบซันเป็นจานหลัก อร่อยทุกอย่าง

ลุงทอมเคยพาฉันมากินร้านนี้เมื่อนานมากแล้ว และก็ยังติดใจมาจนถึงวันนี้ ที่ประทับใจมากคือเขายกเครื่องเคียงมาให้กินแกล้มกับเบอร์เกอร์อย่างไม่อั้น ทั้งแตงกวาดอง พริกดอง ชื่นใจมาก

The Hippy Burrito
The Hippy Burrito

Lucha Cantina
luchacantina.com
606 6th St, Georgetown, CO 80444
(303) 569-2300
ด้วยความที่เป็นเมืองเล็กมาก จอร์จทาว์นเลยมีร้านอาหารอยู่ไม่กี่ร้าน มาโคโลราโดทั้งที ควรจะต้องกินอาหารเม๊กซิกันสักมื้อ แอบได้ยินผู้โดยสารบนเครื่องขาไปเดนเวอร์ คุยกันว่าอาหารเม๊กซิกันที่รัฐนี้อร่อย เพราะอยู่ติดกับรัฐนิวเม๊กซิโก ซึ่งปลูกพริกพันธุ์ดี (มาคิดทีหลังว่าอย่างนี้ อาหารเม๊กซิกันที่นิวเม๊กซิโกก็ต้องอร่อยกว่าที่นี่เยอะเลยสินะ)

เราค้นเจอร้านนี้ทาง Yelp อ่านรีวิวแล้วท่าทางจะใช้ได้ทีเดียว เลยตัดสินใจลองกิน บรรยากาศร้านชวนให้นึกถึงร้านซาลูนโบราณ เผลอ ๆ นั่งอยู่อาจจะมีคาวบอยเหน็บปืนเดินอาด ๆ เข้ามาในร้านเมื่อไหร่ก็ได้ อาหารเม๊กซิกันที่นี่อร่อย ฉันสั่ง The Hippy Burrito เน้นผัก ข้าว ถั่ว อร่อยถึงใจทีเดียว จานใหญ่เหลือเกิน

Happy Cooker
412 6th St, Georgetown, CO 80444
(303) 569-3166
ร้านนี้เบ๊ตตี้แนะนำให้ไปกิน แล้วก็ไม่ผิดหวัง ชื่อร้านก็น่ารักมาก บรรยากาศเหมือนนั่งกินข้าวในบ้าน เช้าวันที่ไปกิน มีแขกนั่งกินอยู่ 5-6 โต๊ะ มีคนเสิร์ฟอยู่คนเดียว แต่ก็ได้อาหารรวดเร็ว และอร่อย พลอยสั่ง Egg Benedict ซึ่งน่าทานมาก กินเสร็จอิ่มไปถึงบ่าย

Chicken Marsala พร้อมข้าว โรตี นาน และสับปะรด
Chicken Masala พร้อมข้าว โรตี นาน และสับปะรด

Curry -N- Kebob 
currynkebob.com
3050 28th St, Boulder, CO 80301
(720) 328-4696
เราปิดท้ายการท่องเที่ยวด้วยอาหารอินเดีย ร้านนี้ค้นเจอจาก Yelp อีกเช่นกัน  ตอนแรกไปถึงร้านแล้ว เริ่มไม่แน่ใจ เพราะดูเป็นฟาสต์ฟู้ด แต่พอเห็นคนอินเดียจำนวนมากเดินเข้าร้าน แล้วก็มั่นใจว่ามาไม่ผิดที่แน่ เราสั่ง Chicken Marsala มาแบ่งกันกิน จนบัดนี้ยังเสียดาย นานกับโรตีที่เหลืออยู่ น่าจะเอากลับมากินที่คลีฟแลนด์ด้วย

*** เช่ารถ
E-Z Rent-A-Car

www.e-zrentacar.com
23410 E 78th Ave, Denver, CO 80249
(303) 375-0222
ครั้งแรกที่จองรถ ไปพบบริษัทจองรถที่ให้ราคาดีมากแค่ $6 ต่อวัน จองเสร็จ พลอยเข้าไปสำรวจรีวิวของบริษัท  ปรากฏว่าถูกตำหนิเรื่องบริการถล่มทลาย ทำให้ต้องรีบยกเลิกและเปลี่ยนบริษัทในทันที สุดท้ายเราตัดสินใจเช่ารถจาก E-Z Rent-A-Car ในราคาวันละ $11 บริการดีมาก รถแคมรี่ใหม่ สะอาด (แถมตอนแรกจะอัพเกรดเป็น SUV ให้ด้วยซ้ำ แต่ฉันต้องรีบปฏิเสธ เพราะไม่แน่ใจว่าประกันที่ตัวเองมีอยู่จะคุ้มครองถึงรึเปล่า)

ขับรถคราวนี้ ได้ค้นพบจากพลอยว่าตัวเองขับเอียงขวาอย่างมาก (พอกลับที่คลีฟแลนด์ ก็สังเกตว่าตัวเองเป็นอย่างนั้นจริง ๆ)

วิวที่โคโลราโดสวยมาก สวยเหมือนวิวที่อิตาลีที่ได้เห็นทุกครั้งที่ขับรถขึ้นเหนือไปกันยาโน่ ขอบคุณพลอยที่ขับรถและเปิดโอกาสให้พี่ได้ชมวิว พร้อมกับฟัง Taylor Swift ไปด้วย เห็นวิวภูเขาสวย ๆ อย่างนี้ อดคิดไม่ได้ว่าเวลาสภาพอากาศรุนแรงมาก ๆ ก็คงน่าดูอยู่เหมือนกัน

อยากจะฝากถึงใคร ๆ ที่วางแผนจะเช่่ารถในอเมริกาว่า โปรดศึกษาเรื่อง Insurance ก่อนที่จะเซ็นต์สัญญา บทความของบริษัท Geico เขียนให้ความรู้เรื่องนี้ได้ดีมาก ที่ผ่านมา ทุก ๆ ครั้งที่ฉันเช่ารถ ฉันต้องจ่ายแพงกว่าปกติ ทั้ง ๆ ที่มีค่าประกันหลาย ๆ อย่างที่เราขอยกเว้นได้ อย่างเช่น Collision Damage Waiver (ซึ่ง Amex มีครอบคลุมให้ หากเราใช้บัตร Amex จ่ายค่าเช่ารถ) หรือ Liability Insurance (ที่โดยทั่วไป คนที่มีรถยนต์ในอเมริกาจะต้องมีอยู่แล้ว)

เดนเวอร์ เดนเวอร์

IMG_20150429_222238
Exhibit of 1968 – History Colorado Center

[๕ พฤษภาคม ๒๕๕๘] สำหรับคนขาดแดดอย่างฉันแล้ว เดนเวอร์ถือว่าเป็นสวรรค์ชั้นเยี่ยม ตลอดระยะเวลา 4 วัน 4 คืนที่ได้ท่องเที่ยวไปตามเมืองต่าง ๆ ใจกลางรัฐโคโลราโด แดดออกจ้าทุกวัน แถมยังอยู่บนที่สูง ผลักให้ฉันเข้าใกล้พระอาทิตย์โดยไม่ต้องร้องขอแม้แต่น้อย ฉันกับพลอยโชคดีมาก ที่สภาพอากาศเป็นใจ ไม่ร้อน ไม่หนาว แดดจ้า ขนาดที่ว่าพื้นที่บริเวณอื่นของรัฐ มีฝนลูกเห็บตก ลมพายุพัดแรง แต่ในเวลาเดียวกัน เมืองที่เราท่องเที่ยวไปกลับมีแต่ความปลอดโปร่ง เข้าใจว่าน่าจะเป็นเพราะพลอยเป็นคนนำโชค

เวลาที่ฉันไปเดนเวอร์ จะรู้สึกเสมอว่าอากาศแห้ง นอนไม่ค่อยสบาย ไปคราวนี้ก็นอนหลักปกติ สดชื่น ตื่นเช้ามาไ่ม่มีเลือดออกในจมูกเหมือนทุก  ๆ ครั้ง ความดันอากาศสร้างปัญหาเล็กน้อย เพราะไปทำให้อายไลนเนอร์ของพลอยพุ่งเลอะออกมาเป็นกระสาย อย่างไรก็ตามเดนเวอร์เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยความหลังฝังใจ รู้สึกเหมือนได้กลับบ้านทุกครั้งที่ไปเยือน

เดินทางครั้งนี้ ต้องขอบคุณพลอยและชิงที่วางแผนการเดินทางให้เป็นอย่างดี นอกจากจะได้ไปสวัสดีลุงทอมและเบ๊ตตี้แล้ว ฉันยังมีโอกาสได้ลองกิจกรรมใหม่ ๆ ที่ไม่เคยได้ทำมาก่อนในชีวิต

*** Downtown Denver
(16th Street Mall, History Colorado Center, Big Blue Bear, University of Denver)
เราใช้เวลาในดาวน์ทาวน์เมืองเดนเวอร์ประมาณครึ่งวันนิด ๆ โรงแรมที่พักตั้งอยู่ในทำเลดี ไม่ไกลจาก 16th Street Mall ซึ่งเป็นถนนคนเดินเท่าไรนัก โชคดีว่าเราได้ลาภลอยจากเบ๊ตตี้ให้ตั๋วฟรีเข้าพิพิธภัณฑ์ตั้งสองแห่ง คือ History Colorado Center กับ Museum of Contemporary Art แต่เนื่องด้วยเวลาจำกัด จึงมีโอกาสได้เข้าชมแค่ที่ History Colorado Center ที่เดียว อย่างไรก็ตามบอกตรง ๆ ว่า การเข้าชมพิพิธภัณฑ์นี่เป็นโบนัส เพราะตอนแรกตกลงกับพลอยแล้ว คงไม่ไปมิวเซียมแน่นอน

ที่ History Colorado Center มีนิทรรศการพิเศษหัวข้อ The Exhibit of 1968  ผู้จัดเลือกปี ค.ศ. 1968 (พ.ศ. 2511) เป็นเนื้อเรื่องหลักของนิทรรศการ โดยมีการเล่าเหตุการณ์สำคัญ ๆ ที่เกิดขึ้นในอเมริกาภายในปีนั้น ไม่ว่าจะเป็นสงครามเวียดนาม มีการเคลื่อนไหวเรื่องสิทธิมนุษยชนที่นำโดย ดร. มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ การลอบสังหาร โรเบิร์ต เคนเนดี้ รวมไปถึงโครงการ Apollo 8 ที่มนุษย์สามารถบังคับยานอวกาศไปถึงดวงจันทร์ได้เป็นครั้งแรก ชื่นชมคนจัดนิทรรศการที่ช่างสรรหาและอุปกรณ์ประกอบนิทรรศการได้ถูกใจจริง ๆ พลอยเห็นทีวีตู้ใหญ่ ๆ ก็ร้องว่า โอ้โห อย่างนี้เคยเห็นที่บ้านคุณปู่

หมีสีฟ้า พร้อม Prop
หมีสีฟ้า พร้อม Prop

เราใช้เวลาที่เหลือในการขับรถชมเมือง ได้ไปถ่ายรูปหมีสีฟ้าตัวใหญ่เกาะกระจก Colorado Convention Center ต่อด้วยการระลึกถึงความหลังของฉันที่ University of Denver ซึ่งเปลี่ยนไปมากจนจำไม่ได้ พยายามจะหาร้าน Rockport ที่เคยซื้อรองเท้ากับพี่โอ ก็จับจุดไม่ถูกเสียแล้วว่ามันอยู่ทิศไหน หอพักที่พี่โอเคยอยู่ ตอนนี้ก็ถูกเปลี่ยนเป็น ภาควิชาวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ไปเสียแล้ว แถมยังมีการซ่อมแซมก่อสร้างด้านหน้าตึกอีกต่างหาก แต่อย่างน้อยก็ดีใจว่าได้เห็นโรงเรียนของพี่โออีกครั้ง

ปิดท้ายด้วยเรื่องน่าตื่นเต้นกับการประท้วง Freddie Gray คนดำที่เสียชีวิตที่เมืองบัลติมอร์ รัฐแมรี่แลนด์ ระหว่างที่ถูกคุมขังโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ กว่ากลุ่มผู้ประท้วงจะเดินมาถึงโรงแรมเรา จำนวนคนก็สลายตัวไปมากแล้ว แต่เห็นความแข็งขันของตำรวจที่ค่อยคุ้มกันกลุ่มผู้ประท้วงก็น่าประทับใจมากอยู่โข

*** Rocky Mountain National Park
(Nederland, Lily Lake, Beaver Meadows, Estes Park (The Stanley Hotel))
เช้าวันพฤหัส ฉันตื่นนอนตั้งแต่ตีห้า เพราะยังติดกับเวลาที่คลีฟแลนด์อยู่ พยายามจะนอนหลับต่อ แต่ก็ตื่นมาอีกครั้งตอนหกโมงเช้า ท้องร้องกิ่ว โชคดีว่ามีโดนัทที่ซื้อจาก 7-11 ใกล้โรงแรมตุนไว้

IMG_20150430_101459642_HDR
Sundance Cafe

เช้านั้นเราขับรถไปจอดทิ้งไว้ที่บ้านลุงทอม เบ๊ตตี้และทอมอาสาพาฉันและพลอยไปเที่ยว Estes Park ซึ่งอยู่ละแวกเดียวกับ Rocky Mountain National Park ระหว่างทางเบ๊ตตี้และทอมชวนแวะกินข้าวชางวัน (Brunch) ที่ร้าน Sundance Cafe ซึ่งอยู่ในเมือง Nederland อาหารอร่อย วิวสวย ร้องอู้อ้ากันไม่หยุด

ท้องอิ่มแล้ว ก็ถึงเวลาชมธรรมชาติ พร้อมเพลิดเพลินเสียงเพลงจากซีดีที่ลุงทอมอุตส่าห์ขนมาเปิดให้โดยเฉพาะ เป็นเพลงร๊อกโบราณที่ฟังกี้ได้ใจมาก (จำชื่อเพลงได้อยู่เพลงเดียวคือ Morning Has Broken)นัยว่าให้เข้ากับบรรยากาศเมือง Nederland ที่เป็นที่ตั้งของสตูดิโออัดเพลงระดับโลก ที่มีนักร้องดัง ๆ อย่าง ไมเคิล แจ๊กสัน เอลตัน จอห์น มาอัดเพลงกัน ถ้าลุงทอมไม่พูดก็คงไม่เชื่อ เพราะ Nederland นี่เล็กมาก (แต่ก็ยังอุตส่าห์มีร้านอาหารไทยด้วย) แสนจะไม่มีอะไรทั้งสิ้น ทุกคนเลยลงความเห็นกันว่า ศิลปินทั้งหลายเลือกมาที่นี่ เพราะจะได้ตั้งใจทำงานได้อย่างเต็มที่ ไม่มีกิเลสมายั่วยวนใจ

Lily Lake
Lily Lake

เราแวะจุดชมวิวหลายจุด ขนาดมนุษย์ทะเลอย่างฉัน ซึ่งปกติจะไม่รู้สึกยินดียินร้ายกับวิวภูเขา ได้เห็นทัศนียภาพของเทือกเขาร๊อกกี้แล้ว ยังอดใจเต้นไม่ได้ ถามลุงทอมกับเบ๊ตตี้ว่ารู้สึกอย่างไร ที่ได้เห็นวิวสวย ๆ อย่างนี้ทุกวัน เขาก็ได้แต่ยิ้มแป้นเป็นคำตอบกลับมา เบ๊ตตี้ซึ่งเป็นนักอ่าน เล่าเรื่องหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ A Lady’s Life in the Rocky Mountains เขียนโดย Isabella L. Bird เล่าเรื่องการผจญภัยของผู้เขียน ซึ่งเดินทางมาจากอังกฤษ ในสมัยปลายคริสตศตวรรษที่ 19 (ปี 1873) นั่งหลังม้า (แบบนั่งข้าง) มาเที่ยวแถบเทือกเขาร๊อกกี้ เล่าเสร็จเบ๊ตตี้ก็ยังซื้อหนังสือให้เป็นของที่ระลึกอีกด้วย จนบัดนี้ฉันยังอ่านไปได้ไม่กี่หน้า แต่สงสัยว่าอ่านจบแล้วคงอยากกลับไปตามรอย Ms. Bird อีกสักรอบ

First elk we saw (Photo by Ploy)
First elk we saw (Photo by Ploy)

ไฮไลท์ของการขึ้นเขาครั้งนี้ คือการหยุดดูเจ้าตัว Elk ต้องขอสารภาพว่า ตอนแรกที่ได้ยินชื่อ สมองก็นึกไปถึงกวางมูสทันที จนสุดท้ายพลอยอธิบายให้ฟัง ถึงได้นึกออกว่ากวาง Elk นี่ มันเป็นกวางอีกชนิดหนึ่ง เบ๊ตตี้ขับรถเข้าอุทยานแห่งชาติไม่นานก็เจอกวาง Elk หนึ่งตัวกำลังยืนเล็มหญ้าอยู่ ฉันตื่นเต้นมาก รีบลงจากรถลงไปถ่ายรูป จากนั้นมา เราก็เจอกวาง Elk นี่อีกเป็นฝูง แล้วยังได้เห็นแพะ(หรือแกะ) ภูเขาอีกด้วย

เรื่องแปลกของการไปเดนเวอร์คราวนี้คือได้กลิ่นสกังค์อยู่เรื่อย ๆ ทั้ง ๆ ที่ไม่เห็นตัว บางครั้งเดินอยู่ในเมืองก็ยังอุตส่าห์ได้กลิ่น ไม่เคยคิดว่าในเมืองจะมีสกังค์ แต่ที่นี่คือเดนเวอร์ อะไร ๆ ก็เกิดขึ้นได้

เราสิ้นสุดการท่องเที่ยวในวันนั้นด้วยการขับรถชมเมือง Estes Park ซึ่งเป็นเมืองเล็ก ๆ อยู่บนเขาและน่าเดินเล่นมาก เมืองนี้เป็นที่ตั้งของโรงแรม Stanley ซึ่งสตีเฟน คิงมาพัก และเกิดแรงบันดาลใจเขียนเรื่องสยองขวัญเรื่อง The Shining

ทั้งหลายท้ังปวงต้องขอบพระคุณเบ๊ตตี้และลุงทอมเป็นอย่างมากที่ได้ขับรถพาเราขึ้นเขาครั้งนี้ เส้นทางคดเคี้ยวขึ้นเขา ขับเองก็คงลำบากน่าดู ข้อสำคัญคือจะหมดโอกาสดูวิวสวย ๆ ข้างทางไปด้วย

เย็นวันนั้นแอนดี้และเจนจัดปาร์ตี้พิซซาเลี้ยงต้อนรับที่บ้านอย่างอบอุ่น (เกือบ)ทุกคนอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา รวมถึงครอบครัวของเจน หลานน่ารักสองคน คือ เอมม่า และเบรดี้ ด้วย หัวข้อสำคัญในวันนั้นคือเรื่องงานพรอมของไคลีย์ซึ่งจะจัดขึ้นในวันรุ่งขึ้น เสียดายจริง ๆ ที่ไม่ได้เจอแคมเมรอน

*** Georgetown & Silver Plume
(Georgetown Loop, Super 8 Motel)

Georgetown, CO
Georgetown, CO

การตัดสินใจไปเที่ยวเมืองจอร์จทาวน์นี้ ถือเป็นการตัดสินใจที่ดีเยี่ยม และต้องยกเครดิตให้กับพลอยและชิง จอร์จทาวน์เป็นเมืองเหมืองแร่เก่า ย้อนกลับไปปลายคริสตศตวรรษที่ 19 สมัยยุค Rush Rush ทั้งหลาย (ทั้ง Gold Rush Silver Rush และอื่น ๆ อีกมากมาย) ไปถึงเมืองนี้แล้ว ก็ต้องชมว่าเค้ารักษาเมืองได้ดีจริง ๆ อย่างไรก็ตามต้องขอบอกว่า เมืองนี้เป็นเมืองที่เล็กมากถึงมากที่สุด มีถนน Main Street สายเดียว ยาวไม่ถึงกิโล มีร้านค้าไม่มาก ส่วนใหญ่เป็นร้านขายของที่ระลึกและงานศิลป์สำหรับนักท่องเที่ยว หากใครอยากแวะเที่ยว คิดว่าใช้เวลาครึ่งวันก็น่าจะเกินพอ จุดเด่นของเมืองนี้คือ Georgetown Loop Railroad ซึ่งเป็นเส้นทางท่องเที่ยวทางรถไฟที่เดิมสร้างไว้เพื่อขนแร่ออกมาจากเหมือง

วันที่เราไปเป็นวันแรกที่ Georgetown Loop Railroad เปิดให้บริการเป็นวันแรกของปี พลอยตัดสินใจซื้อ Extension Tour สำหรับเดินเข้าชมในเหมืองด้วย เหมืองที่ว่านี่เป็นเหมืองเงินเก่าที่บริษัท Lebanon จากนิวยอร์ก มาสร้างไว้ กว่าร้อยปีที่แล้ว  คณะชมเหมืองของเราประกอบด้วยสมาชิก 4 คน นอกจากฉันและพลอยแล้ว ยังมีสามีภรรยาอีกคู่หนึ่ง คุณลุงนำชมชื่อเออร์นี่ พอเขาถามว่าฉันกับพลอยมาจากไหน แทนที่จะตอบว่าโอไฮโอและวอชิงตัน เลยตอบไปว่า ไทยแลนด์ ให้คุณลุงได้ภูมิใจว่ามีนักท่องเที่ยวเดินทางมาจากอีกมุมหนึ่งของโลกเพื่อมาชมเหมืองของเขา

Lebanon Mine, Georgetown, CO
Lebanon Mine, Georgetown, CO

ทัวร์เหมืองนี้ จริง ๆ ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นให้ดูเท่าไร เผลอ ๆ แล้ว การไปเรียนรู้เรื่องเหมืองที่พิพิธภัณฑ์ History Colorado อาจจะสนุกกว่า แต่มาเดินเหมืองอย่างนี้ ก็ชวนให้ได้บรรยากาศว่าคนทำเหมืองสมัยโบราณนี้ เขาอยู่กันอย่างไร ทำงานกันอย่างไร มืดแค่ไหนในเหมือง เสี่ยงชีวิตมากน้อยเพียงใด คุณลุงเออร์นี่ได้เล่าเรื่องอะไรมากมาย แต่มาเจอคนอย่างฉันซึ่งมีความรู้เรื่องธรณีวิทยาเพียงหางอึ่ง จำได้คร่าว ๆ ว่า คนที่มาทำเหมืองที่นี่ ส่วนใหญ่เป็นเชื้อสาย Cornish อพยพมาจาก Cornwall ที่อังกฤษ คน Cornish นี่เขาทำอาชีพขุดเหมืองหาแร่เป็นล่ำเป็นสันอยู่แล้ว และได้เรียนรู้วิธีการขุดเหมืองมาจากพวกโรมัน

ลุงเออร์นี่เล่าเรื่อง Tommyknockers พร้อมแสดงภาพประกอบให้ดูด้วย

20 เหรียญ (พร้อมพวงกุญแจสองอัน)
20 เหรียญ (พร้อมพวงกุญแจสองอัน)

ที่จอร์จทาวน์ มีเรื่องให้ตื่นเต้นหลายเรื่อง ตั้งแต่เรื่องโรงแรม Super 8 เรื่องโดนจับถ่ายรูป แล้วเอามาอัดใส่กรอบพร้อมทำพวงกุญแจขาย $20 ไปจนถึงเรื่องโยเกิร์ตขึ้นรา เรื่องวัฟเฟิ้ลเปรี้ยวและเรื่อง คุณจ่าใบไม้สีเขียว ขายคุ้กกี้ช๊อกโกแลตชิปและบราวนี่ เรื่องคุณจ่านี่ ถือเป็นประสบการณ์ครั้งใหญ่ของฉัน เข้าร้านคุณจ่าปุ๊ป ก็ต้องโชว์บัตรประจำตัว แล้วก็จะได้รับการเชื้อเชิญให้เข้าไปอีกห้องหนึ่งด้านในซึ่งมีผลิตภัณฑ์เรียงรายให้เลือกซื้อมากมาย เร้าใจอย่าบอกใคร

ออกจาก Georgetown เราแวะมาดูเมืองใกล้ ๆ ที่ชื่อว่า Silver Plume เป็นเมืองเล็กมากอีกเช่นกัน พลอยบอกว่าบรรยากาศทำให้นึกถึงเรื่อง The Village ชื่อของเมืองนี้ ก็ได้มาจากการที่เคยเป็นเหมืองเงินมาก่อนอีกเช่นกัน


*** Other

(Golden (Coors Brewery Tour), Red Rock Amphitheater, Boulder)
ฉันกับพลอยไปเจอกันที่สนามบินเดนเวอร์ตอนสิบโมงครึ่งนิด ๆ พลอยบินไปจากซีแอทเทิล ในขณะที่ฉันบินไปจากคลีฟแลนด์ เราเริ่มเที่ยวตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน ไปจนถึงเช้ามืดวันที่ 3 พฤษภาคม เที่ยวแบบสบาย ๆ ไปเรื่อย ๆ แวะที่ที่อยากแวะ นอกจากเมืองใหญ่ ๆ ที่เล่าไปตอนต้นแล้ว ขับจากบ้านลุงทอมไปอีกประมาณ 15 นาที ก็ถึงเมือง Golden ไปชมทัวร์ทำเบียร์ของบริษัท Coors Miller ดื่มเบียร์ฟรี 3 แก้ว และก่อนออกจากเมืองก็ยังแวะไปตัดผม(!!!) แบบชิลล์ ๆ

IMG_20150501_202043
Red Rock Amphitheater

ประทับใจเมือง Golden ว่าเขาพยายามชวนคนเดินเที่ยวในเมืองให้มากที่สุด เชื่อว่านักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่มา Golden ก็คือตั้งใจจะมากินเบียร์ฟรี (อย่างเรา ๆ) แต่คุณป้าที่ขับรถแวนขนาดกลางพาเราเข้าไปชมโรงงาน Miller Coors ก็อุตส่าห์พรรณาเล่าประวัติความเป็นมาของเมืองอย่างตั้งอกตั้งใจ มือขับรถไป ปากก็เล่าเรื่องเมือง พร้อมกับชี้ชวนให้ชมตึกโน้นตึกนี้ไปเรื่อย ๆ ฉันก็ฟังบ้าง ไม่ฟังบ้าง แต่อย่างหนึ่งที่จำได้แม่นคือ เหตุผลที่ผู้ก่อตั้ง (ชื่อ เอดอฟ) มาเปิดโรงงานทำเบียร์ที่นี่ เพราะน้ำที่มาจากเทือกเขาร๊อกกี้นี่อร่อยเหมาะสำหรับทำเบียร์ที่สุด

ออกจาก Golden ขับต่อไปอีกประมาณ 15 นาที ก็ถึง Red Rock Amphitheater ได้เห็นความตระหง่านของหินสีแดงที่ทำให้เกิด Natural acoustics ได้เรียนรู้ว่าคนสร้าง เขาได้แรงบันดาลใจมาจากโรงละครกลางแจ้งแบบกรีกที่ตาโอมิน่าที่ซิซิลี

หนึ่งวันก่อนแยกย้ายกันกลับบ้าน เราแวะเที่ยว Boulder มีตลาดนัดคนเดิน ได้ไปยืนดูคนเล่นปาหี่หน้าตาเหมือนจิมมี่ ฟัลลอน ฉันซื้อว่าวมาหนึ่งตัวตั้งใจจะเอามาเล่นที่คลีฟแลนด์ โบลเดอร์นี่เป็นเมืองที่ตั้งของมหาวิทยาลัยที่มีชื่ออย่าง University of Colorado at Boulder เป็นเมืองที่ได้บรรยากาศฮิปปี้เป็นอย่างมาก ดูทุกคนมีอิสระเสรีไร้ขอบจำกัด

แม่ถามว่า เป็นยังไงบ้างไปเที่ยวเดนเวอร์ ได้ย้อนกลับไปเที่ยวที่ที่เคยไปเที่ยวกับพี่โอรึเปล่า ฉันลองมานั่งคิดดู แล้วพบว่าความทรงจำของฉันกับพี่โอในเดนเวอร์มีน้อยมาก นอกจากมหาวิทยาลัยของพี่โอ บ้านลุงทอม แล้ว อย่างอื่นก็แทบจำไม่ได้เลย อาจจะมี Red Rock เล็กน้อย แต่ก็จำได้ลาง ๆ มาก ในขณะที่จำนิวยอร์ก วอชิงตันดีซี และแกรนแคนยอนได้ซึ้งใจมากกว่า

แปลกดี

ยามหนาวเหน็บ

[๒๙ มีนาคม ๒๕๕๘] ในขณะที่กรุงเทพฯ กำลังผจญกับพายุฝนหลงฤดุ ที่ดูท่าจะตามมาด้วยอุณหภูมิสูงถึงขีดสุด ขนาดที่กรมอุตุฯ ถึงกับออกประกาศเตือนว่าจะร้อนที่สุดในรอบ ๕๕ ปี อากาศที่คลีฟแลนด์ก็กำลังสบาย ๆ ยังหนาวอยู่นิดหน่อย แต่แดดออกจ้า เมื่อเทียบกับอากาศในช่วงเดือนแรกของปีนี้แล้ว นับว่าตอนนี้อากาศดีที่เดียว

ฤดูหนาวที่ผ่านมาของคลีฟแลนด์หนาวเป็นพิเศษ  ฉันยังจำความรู้สึกสมัยเด็ก ๆ ที่ได้เห็นหิมะเป็นครั้งแรก (เข้าใจว่าน่าจะเป็นที่ญี่ปุ่น) ตอนนั้นตื่นเต้นเป็นอย่างมาก ถึงตอนนี้ความรู้สึกพิเศษเหล่านั้นจางหายไปหมดแล้ว เรามักใช้คำว่า “เล่นหิมะ” แต่สงสัยว่าฉันคงหลีกเลี่ยงจะใช้คำว่า”เล่น”กับหิมะไปอีกนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้ใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงในการโกยหิมะออกจากถนนเข้าบ้านในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา

ประตูเข้าบ้าน
ประตูเข้าบ้าน

ช่วงที่หิมะตกหนัก หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์จัดทำวิดีโอให้ความรู้เกี่ยวกับวิธีการโกยหิมะที่ถูกต้อง ดูแล้ว สรุปได้ง่าย ๆ ว่า อย่า”ก้มหลัง”โกยหิมะ ให้ใช้”ย่อเข่า หลังตรง” แทน (ลักษณะเดียวกันกับการยกของหนักให้ถูกวิธี) ซึ่งน่าสนใจมาก ปกติก็โกย ๆ ไปให้เสร็จไม่เคยคิดว่ามันจะมีผลต่อความเจ็บปวดของอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่ายกาย

ว่าไปแล้วหิมะเป็นแค่จุดเริ่มต้นของความยากลำบากในฤดูหนาวเท่านั้น ที่แย่กว่าหิมะหลายเท่าคือ น้ำแข็ง น้ำแข็งในการ์ตูนเรื่อง Frozen ก็ดูสวย มีมนต์ขลังดี แต่น้ำแข็งในชีวิตจริงทำให้ท่อน้ำแข็ง น้ำในบ้านไม่ไหล และที่ร้ายที่สุดคือ Black ice ซึ่งเป็นน้ำแข็งสีดำ ๆ กลมกลืนไปกับท้องถนน ทำให้ทั้งคนทั้งรถลื่นไถลได้อย่างไม่รู้ตัว

บ่ายวันศุกร์วันหนึ่งในเดือนมกราคม ฉันกลับมาจากที่ทำงาน จะเปิดประตูเข้าบ้าน (ต้องขออธิบายสั้น ๆ ว่า บ้านนี้มีประตู ๒ ชั้น มีประตูนอกหนึ่งบาน และประตูชั้นในที่เป็นไม้ อีกหนึ่งบาน) อยู่ดี ๆ ประตูชั้นนอกดันเปิดไม่ออก ทั้ง ๆ ที่ปกติ แต่กดปุ่มที่มือจับประตู ก็คลายล๊อกให้ประตูเปิดได้แล้ว ฉันตกใจมาก ไม่รู้จะเข้าบ้านอย่างไร เพราะเข้าใจว่าไม่มีคนอยู่ในบ้านเลย อากาศข้างนอกก็หนาวมาก สุดท้ายพบว่ามินนี่ยังอยู่ในบ้าน ยังไม่ได้ออกไปข้างนอกอย่างที่คิดไว้ ถ้าไม่มีมินนี่ออกมาเปิดประตูให้ ก็คงต้องรอ หูเย็น มือเย็น กว่าพี่เอ็นโซจะกลับมาจากที่ทำงาน

สุดท้ายทุกคนก็ค้นพบว่าน้ำแข็งเกาะมือจับประตู ทำให้กดปุ่มคลายล๊อกประตูไม่ได้ พี่เอ็นโซบอกว่า ถ้ารู้อย่างนี้แต่แรก ก็ให้ไปหาน้ำร้อนมาซักแก้ว ราดลงไปก็หมดเรื่องแล้ว

แต่ละปีผ่านไป ฉันก็ได้เรียนรู้ทักษะการอยู่รอดในฤดูหนาว ปีละนิดปีละหน่อย เห็นได้ชัดว่าหน้าหนาวนี่ ไม่เหมาะกับคนสูงอายุเลยแม้แต่น้อย ตอนนี้เลยพอจะเข้าใจว่าทำไมฝรั่งที่อายุมาก ๆ ถึงได้ย้ายไปอยู่ฟลอริด้ากันมากมาย

นิทรรศการดอกกล้วยไม้

IMG_20150306_144043553[๑๕ มีนาคม ๒๕๕๘] ๓ เดือนแรกของปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว มีงานเข้ามามากมายจนแทบไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง  งานเยอะแยะก็สนุกดี แต่มากไปก็เหนื่อยเหมือนกัน ต้นเดือนมีนาคมเลยขอพักชั่วคราว ชวนฮันนา เพื่อนในคลีฟแลนด์ไปเดินดูกล้วยไม้ที่งานนิทรรศการ Orchid Maniac งานนี้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดย สวนพฤกษศาสตร์แห่งเมืองคลีฟแลนด์ (Cleveland Botanical Garden) ฉันเพิ่งได้ไปแวะเยี่ยมเยียนครั้งนี้เป็นครั้งแรก

IMG_20150306_144222952

ฮันนาสงสัยว่า ฉันไม่เบื่อพวกกล้วยไม้เหล่านี้แล้วหรือ ที่เมืองไทยก็มีออกเยอะแยะไป ตอบฮันนาไปว่า เมืองไทยมีเยอะก็จริง แต่ฉันไม่มีโอกาสได้ไปดูมานานมากแล้ว เพราะเวลากลับบ้าน ก็อยากทำอย่างอื่นมากกว่าไปดูกล้วยไม้ ได้มาดูที่คลีฟแลนด์นี่ก็ดีเหมือนกัน

นิทรรศการกล้วยไม้นี้จัดในกรีนเฮาส์ขนาดใหญ่ แม้ว่าอุณหภูมิข้างนอก (ในขณะนั้น) จะติดลบต่ำกว่าศูนย์องศาก็ตาม แต่อากาศกรีนเฮาส์อบอุ่น (ค่อนข้างร้อน) และที่สำคัญคือสัมผัสได้ถึงความชื้นในอากาศ สำหรับฉันแล้ว เดินเข้าสู่กรีนเฮาส์ ก็เหมือนเดินกลับสู่อากาศที่แสนจะคิดถึงที่เมืองไทยดี ๆ นี่เอง เวลาช่วงที่เราไปถึงเป็นช่วงที่ทางสวนปล่อยผีเสื้อออกมาบินว่อนทั่วกรีนเฮาส์พอดี บรรยากาศเลยดูสดชื่นมากเป็นพิเศษ

IMG_20150306_144835331ดอกกล้วยไม้ที่นำมาแสดงในงานเป็นดอกกล้วยไม้แบบที่เราคนไทยรู้จักกันอย่างแพร่หลาย เห็นได้ตามปากคลองตลาดและแผงดอกไม้ทั่วไป สิ่งที่ประทับใจมากคือ ต้นไม้ทุกต้น ดอกไม้ทุกดอกได้รับการจัดแสดงในลักษณะธรรมชาติ ประดึ่งว่าเราเดินอยู่ในสวนหลังบ้านเราเอง ไม่มีการกั้นรั้วไม่ให้คนเข้าไปจับต้อง เจ้าหน้าที่ยังปักป้ายเชิญชวนให้ผู้ชมโน้มตัวไปสูดดมดอกกล้วยไม้บางชนิดที่ส่งกลิ่นหอมอีกด้วย และดูเหมือนว่า ผู้เข้าชมงาน (รวมถึงนักเรียนชั้นประถมที่เข้าชมด้วยในรอบเดียวกับฉัน) ดูจะมีความรับผิดชอบต่อส่วนรวมดี ไม่มีการเด็ดหรือจับดอกไม้ ต้นไม้ใด ๆ ทั้งสิ้น เห็นแล้วน่าชื่นใจ

ตอนนี้อากาศอุ่นขึ้นบ้างแล้ว ฉันเลยยังไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องกลับไปกรีนเฮาส์อีก แต่ตั้งใจไว้ว่า หน้าหนาวปีหน้า เวลาที่หนาวจับใจ ถ้าได้ไปพึ่งพาไออุ่นจากสวนพฤกษศาสตร์แห่งคลีฟแลนด์ ก็คงดีเหมือนกัน