ยามหนาวเหน็บ

[๒๙ มีนาคม ๒๕๕๘] ในขณะที่กรุงเทพฯ กำลังผจญกับพายุฝนหลงฤดุ ที่ดูท่าจะตามมาด้วยอุณหภูมิสูงถึงขีดสุด ขนาดที่กรมอุตุฯ ถึงกับออกประกาศเตือนว่าจะร้อนที่สุดในรอบ ๕๕ ปี อากาศที่คลีฟแลนด์ก็กำลังสบาย ๆ ยังหนาวอยู่นิดหน่อย แต่แดดออกจ้า เมื่อเทียบกับอากาศในช่วงเดือนแรกของปีนี้แล้ว นับว่าตอนนี้อากาศดีที่เดียว

ฤดูหนาวที่ผ่านมาของคลีฟแลนด์หนาวเป็นพิเศษ  ฉันยังจำความรู้สึกสมัยเด็ก ๆ ที่ได้เห็นหิมะเป็นครั้งแรก (เข้าใจว่าน่าจะเป็นที่ญี่ปุ่น) ตอนนั้นตื่นเต้นเป็นอย่างมาก ถึงตอนนี้ความรู้สึกพิเศษเหล่านั้นจางหายไปหมดแล้ว เรามักใช้คำว่า “เล่นหิมะ” แต่สงสัยว่าฉันคงหลีกเลี่ยงจะใช้คำว่า”เล่น”กับหิมะไปอีกนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้ใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงในการโกยหิมะออกจากถนนเข้าบ้านในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา

ประตูเข้าบ้าน

ประตูเข้าบ้าน

ช่วงที่หิมะตกหนัก หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์จัดทำวิดีโอให้ความรู้เกี่ยวกับวิธีการโกยหิมะที่ถูกต้อง ดูแล้ว สรุปได้ง่าย ๆ ว่า อย่า”ก้มหลัง”โกยหิมะ ให้ใช้”ย่อเข่า หลังตรง” แทน (ลักษณะเดียวกันกับการยกของหนักให้ถูกวิธี) ซึ่งน่าสนใจมาก ปกติก็โกย ๆ ไปให้เสร็จไม่เคยคิดว่ามันจะมีผลต่อความเจ็บปวดของอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่ายกาย

ว่าไปแล้วหิมะเป็นแค่จุดเริ่มต้นของความยากลำบากในฤดูหนาวเท่านั้น ที่แย่กว่าหิมะหลายเท่าคือ น้ำแข็ง น้ำแข็งในการ์ตูนเรื่อง Frozen ก็ดูสวย มีมนต์ขลังดี แต่น้ำแข็งในชีวิตจริงทำให้ท่อน้ำแข็ง น้ำในบ้านไม่ไหล และที่ร้ายที่สุดคือ Black ice ซึ่งเป็นน้ำแข็งสีดำ ๆ กลมกลืนไปกับท้องถนน ทำให้ทั้งคนทั้งรถลื่นไถลได้อย่างไม่รู้ตัว

บ่ายวันศุกร์วันหนึ่งในเดือนมกราคม ฉันกลับมาจากที่ทำงาน จะเปิดประตูเข้าบ้าน (ต้องขออธิบายสั้น ๆ ว่า บ้านนี้มีประตู ๒ ชั้น มีประตูนอกหนึ่งบาน และประตูชั้นในที่เป็นไม้ อีกหนึ่งบาน) อยู่ดี ๆ ประตูชั้นนอกดันเปิดไม่ออก ทั้ง ๆ ที่ปกติ แต่กดปุ่มที่มือจับประตู ก็คลายล๊อกให้ประตูเปิดได้แล้ว ฉันตกใจมาก ไม่รู้จะเข้าบ้านอย่างไร เพราะเข้าใจว่าไม่มีคนอยู่ในบ้านเลย อากาศข้างนอกก็หนาวมาก สุดท้ายพบว่ามินนี่ยังอยู่ในบ้าน ยังไม่ได้ออกไปข้างนอกอย่างที่คิดไว้ ถ้าไม่มีมินนี่ออกมาเปิดประตูให้ ก็คงต้องรอ หูเย็น มือเย็น กว่าพี่เอ็นโซจะกลับมาจากที่ทำงาน

สุดท้ายทุกคนก็ค้นพบว่าน้ำแข็งเกาะมือจับประตู ทำให้กดปุ่มคลายล๊อกประตูไม่ได้ พี่เอ็นโซบอกว่า ถ้ารู้อย่างนี้แต่แรก ก็ให้ไปหาน้ำร้อนมาซักแก้ว ราดลงไปก็หมดเรื่องแล้ว

แต่ละปีผ่านไป ฉันก็ได้เรียนรู้ทักษะการอยู่รอดในฤดูหนาว ปีละนิดปีละหน่อย เห็นได้ชัดว่าหน้าหนาวนี่ ไม่เหมาะกับคนสูงอายุเลยแม้แต่น้อย ตอนนี้เลยพอจะเข้าใจว่าทำไมฝรั่งที่อายุมาก ๆ ถึงได้ย้ายไปอยู่ฟลอริด้ากันมากมาย

นิทรรศการดอกกล้วยไม้

IMG_20150306_144043553[๑๕ มีนาคม ๒๕๕๘] ๓ เดือนแรกของปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว มีงานเข้ามามากมายจนแทบไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง  งานเยอะแยะก็สนุกดี แต่มากไปก็เหนื่อยเหมือนกัน ต้นเดือนมีนาคมเลยขอพักชั่วคราว ชวนฮันนา เพื่อนในคลีฟแลนด์ไปเดินดูกล้วยไม้ที่งานนิทรรศการ Orchid Maniac งานนี้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดย สวนพฤกษศาสตร์แห่งเมืองคลีฟแลนด์ (Cleveland Botanical Garden) ฉันเพิ่งได้ไปแวะเยี่ยมเยียนครั้งนี้เป็นครั้งแรก

IMG_20150306_144222952

ฮันนาสงสัยว่า ฉันไม่เบื่อพวกกล้วยไม้เหล่านี้แล้วหรือ ที่เมืองไทยก็มีออกเยอะแยะไป ตอบฮันนาไปว่า เมืองไทยมีเยอะก็จริง แต่ฉันไม่มีโอกาสได้ไปดูมานานมากแล้ว เพราะเวลากลับบ้าน ก็อยากทำอย่างอื่นมากกว่าไปดูกล้วยไม้ ได้มาดูที่คลีฟแลนด์นี่ก็ดีเหมือนกัน

นิทรรศการกล้วยไม้นี้จัดในกรีนเฮาส์ขนาดใหญ่ แม้ว่าอุณหภูมิข้างนอก (ในขณะนั้น) จะติดลบต่ำกว่าศูนย์องศาก็ตาม แต่อากาศกรีนเฮาส์อบอุ่น (ค่อนข้างร้อน) และที่สำคัญคือสัมผัสได้ถึงความชื้นในอากาศ สำหรับฉันแล้ว เดินเข้าสู่กรีนเฮาส์ ก็เหมือนเดินกลับสู่อากาศที่แสนจะคิดถึงที่เมืองไทยดี ๆ นี่เอง เวลาช่วงที่เราไปถึงเป็นช่วงที่ทางสวนปล่อยผีเสื้อออกมาบินว่อนทั่วกรีนเฮาส์พอดี บรรยากาศเลยดูสดชื่นมากเป็นพิเศษ

IMG_20150306_144835331ดอกกล้วยไม้ที่นำมาแสดงในงานเป็นดอกกล้วยไม้แบบที่เราคนไทยรู้จักกันอย่างแพร่หลาย เห็นได้ตามปากคลองตลาดและแผงดอกไม้ทั่วไป สิ่งที่ประทับใจมากคือ ต้นไม้ทุกต้น ดอกไม้ทุกดอกได้รับการจัดแสดงในลักษณะธรรมชาติ ประดึ่งว่าเราเดินอยู่ในสวนหลังบ้านเราเอง ไม่มีการกั้นรั้วไม่ให้คนเข้าไปจับต้อง เจ้าหน้าที่ยังปักป้ายเชิญชวนให้ผู้ชมโน้มตัวไปสูดดมดอกกล้วยไม้บางชนิดที่ส่งกลิ่นหอมอีกด้วย และดูเหมือนว่า ผู้เข้าชมงาน (รวมถึงนักเรียนชั้นประถมที่เข้าชมด้วยในรอบเดียวกับฉัน) ดูจะมีความรับผิดชอบต่อส่วนรวมดี ไม่มีการเด็ดหรือจับดอกไม้ ต้นไม้ใด ๆ ทั้งสิ้น เห็นแล้วน่าชื่นใจ

ตอนนี้อากาศอุ่นขึ้นบ้างแล้ว ฉันเลยยังไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องกลับไปกรีนเฮาส์อีก แต่ตั้งใจไว้ว่า หน้าหนาวปีหน้า เวลาที่หนาวจับใจ ถ้าได้ไปพึ่งพาไออุ่นจากสวนพฤกษศาสตร์แห่งคลีฟแลนด์ ก็คงดีเหมือนกัน

เรื่องปากท้องประจำวันปีใหม่

[๑ มกราคม ๒๕๕๘] วันแรกของปีใหม่ เวลาเริ่มต้นของสิ่งใหม่ ๆ ส่งท้ายบรรยกาศเทศกาลเฉลิมฉลองที่มีต่อเนื่องมาตั้งแต่เทศกาล Thanksgiving ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน คืนวันสุดท้ายของปี ฉันก็อยู่บ้าน ฉลองอย่างเงียบ ๆ กับสามี พร้อมกับนับถอยหลังไปตามรายการทีวีตามปกติ เหมือนอย่างทุก ๆ ปี

Zampone con le lenticchie

Zampone con le lenticchie

นับถอยหลังขึ้นปีใหม่เรียบร้อย พี่เอ็นโซก็จัดการลงมืออุ่นซุปถั่วแขกใส่เบคอนไก่งวงให้กินก่อนเข้านอน ซุปที่ว่านี่ดัดแปลงจากอาหารที่ชื่อว่า “Zampone con le lenticchie” ที่คนอิตาลีมักจะรับประทานกันเป็นมื้อแรกของปีใหม่ “Zampone” ก็คือขาหมู่ขาโต ๆ ส่วน “Le lenticchie” ก็คือ Lentils หรือ ถั่วแขกนั่นเอง กินแล้วเชื่อว่าจะนำโชคดีมีชัยมาสู่ชีวิตเราในปีใหม่

ดูจากรูปแล้ว สงสัยว่าถ้ากินแบบดั้งเดิมสงสัยคงอ้วนน่าดู พี่เอ็นโซเลยเอามาปรับให้เข้ากับสไตล์การกินอยู่ของบ้านเราเล็กน้อย

ว่าไปแล้วคนหลาย ๆ ชาติก็มีธรรมเนียมกินอาหารรับปีใหม่ มินนี่เล่าว่า เทศกาลราชชาช่านา (Rosh Hashanah) ซึ่งเป็นเทศกาลขึ้นปีใหม่ของคนยิว ก็มีธรรมเนียมให้กินแอปเปิ้ลจุ่มน้ำผึ้ง โดยเชื่อว่าเพื่อ Sweet year to come ฉันลองกินแล้วอร่อยดี ง่าย ๆ แต่อร่อย

Pandoro

Pandoro

คนอิตาเลียนเองก็มีขนมกินต่างเทศกาลกันไป อย่างปีใหม่นี่ นอกจากจะกินขาหมูกับถั่วแขกแล้ว ยังมีขนมปัง Pandoro (ปันโดโร — ขนมปังหวาน) ถ้าย้อนกลับไปเทศกาลคริสมาสต์ก็ต้องกิน Panettone (ปันเนตโตเน — ขนมปังหวานใส่เปลือกผลไม้แห้ง) แถมด้วย Panforte (ปันฟอร์เต้ — ขนมหวาน ทำจากน้ำผึ้ง น้ำตาล ถั่ว และผลไม้แห้ง) หรือถ้าช่วงอีสเตอร์ก็ต้องกิน ขนมปัง Colomba (โคลอมบ้า — ขนมปังรูปนกพิราบ)

พยายามจะนั่งคิดว่า คนไทยมีธรรมเนียมอย่างนี้บ้างรึเปล่า ก็นึกไม่ออก นึกถึงว่าถ้าเป็นเทศกาลสงกรานต์ เราก็จะได้กินข้าวแช่ แต่นั่นก็เป็นเพราะ ข้าวแช่เป็นอาหารฤดูร้อน ไม่ใช่เพราะกินเพื่อเป็นสิริมงคล อย่างไรก็ตามคิดว่าที่จะใกล้เคียงกันก็น่าจะเป็นบรรดาขนมทั้งหลายที่ทำกันช่วงเทศกาลชิงเปรตทางภาคใต้ เช่น ขนมลา ขนมเจาะหู (พูดแล้วอยากกินขึ้นมาทันที)

ชีวิตที่ขาดแดด

Untitled[๒๕ ธันวาคม ๒๕๕๗ – วันคริสต์มาส]  มีคนเล่าไว้ว่า คุณสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีไทย เคยกล่าวไว้ว่า คนไทยชอบอยู่ ๒ อย่าง คือ “ของฟรี” และ “ที่ร่ม”

อ่านแล้วก็ขำ นึกในใจว่าคุณสมัครนี่ก็ช่างรู้ใจคนไทยดีจริง ๆ ฉันเองเป็นคนหนึ่งที่ไม่ชอบแดดเลย อยู่เมืองไทย เวลาไปไหนมาไหนก็ต้องพกร่มทุกครั้ง เพราะโตมาในสังคมที่มองว่า คนผิวขาวนวลคือคนสวย โดนแดดมากจะทำให้ผิวดำ ดูไม่งาม ทำให้พี่เอ็นโซแซวเป็นประจำว่า จะกลัวแดดมากขนาดนี้ไปทำไม

ฉันไม่เคยคิดว่าตัวเองจะประสบภาวะขาดแดดเลย แดดดูเหมือนจะมีมากมายเกินความต้องการ ชีวิตนี้มีแต่ต้องหลบแดด

ผลการตรวจร่างกายครั้งล่าสุดทำให้ความคิดของฉันเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ ปรากฏว่าร่างกายของฉันขาดวิตามินดี (ซึ่งมีอยู่ในแดด) คาดว่าเป็นผลมาจากการใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ส่วนนี้ของโลกมาเป็นเวลานาน คุณหมอบอกว่า คนเอเชียจำนวนมากจะประสบปัญหานี้ เมื่อย้ายมาอยู่คลีฟแลนด์ ยิ่งคนดำยิ่งมีปัญหามาก เพราะว่าคนที่มีผิวคล้ำต้องใช้ปริมาณรังสีจากดวงอาทิตย์มากกว่าคนผิวขาวในการสร้างวิตามินดี ฉันไม่รู้ว่าตัวเองขาดวิตามินดีมานานเท่าไร เพราะปกติตรวจร่างกายทีเมืองไทย ก็ไม่เคยมีโรงพยาบาลไหนที่เจาะเลือดไปวัดค่าวิตามินดีสักที ซึ่งก็ไม่แปลก เพราะคนไทยคงไม่มีปัญหาเรื่องนี้ (มากเท่าเรื่องไขมันหรือน้ำตาลในเลือด)

ตอนนี้อาการขาดวิตามินดียังจะไม่สร้างปัญหาใด ๆ ให้กับฉัน แต่ถ้าปล่อยไว้นาน เมื่ออายุมาก ประกอบกับการเป็นเพศหญิง ภาวะนี้อาจะนำไปสู่อาการซึมเศร้า อัลไซเมอร์ หรือ กระดูกผุ (รวมถึงสุขภาพฟัน) ได้ อ่านเพิ่มเติมได้จาก นิตยสารสมิทโซเนียน ซึ่งลงบทความเรื่องนี้พอดี ตอนนี้เลยทำให้เข้าใจว่า ทำไมฝรั่งถึงโหยหาแสงอาทิตย์กันนัก

กลับเมืองไทยคราวหน้า ตั้งใจว่าจะไปผึ่งแดดให้ชุ่มปอด ร่มก็คงเอาไว้กันฝนอย่างเดียว

บล๊อกนี้เขียนวันคริสต์มาสพอดี ปีนี้เป็นปีที่ดีอีกปีหนึ่ง ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่คือ การที่สามารถทำขนมปังให้สามีกินได้  จากเดิมที่ฉันเป็นคนทำกับข้าวไม่เป็นเลย เข้าครัวก็งก ๆ เงิ่น ๆ การพัฒนาตัวเองมาจนถึงระดับที่ทำอาหารและขนมให้พี่เอ็นโซกินได้ ถือเป็นเรื่องที่ตัวเองภูมิใจ แต่เรื่องที่จะทำกับข้าวไทยได้ คงยังอีกไกล อาหารไทยนี่ซับซ้อนและต้องใช้ฝีมือเป็นอย่างมาก

สวัสดีปีใหม่ค่ะ

เพลงชาติ

[๗ ธันวาคม ๒๕๕๗] เรื่องเพลงชาติอเมริกันนี่ จริง ๆ น่าจะเก็บไว้เขียนช่วงต้นเดือนกรกฏาคมน่าจะเข้ากับบรรยากาศมากกว่า แต่ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ตอนนี้นึกขึ้นมาได้ ก็อยากจะเขียนถึงเลย ถ้าเก็บไว้อีก ๗ – ๘ เดือนอาจจะลืมเลือนไปได้

เพลงชาติอเมริกันนี่ ใครฟังใครก็ต้องบอกว่าไพเราะจับใจ ยิ่งถ้าคนร้องเก่ง ๆ คนฟัง(ที่อาจจะไม่เข้าใจเนื้อร้องเลย) ก็พลอยจะน้ำตาซึมด้วยความซาบซึ้งกับทำนองเพลงไปได้ง่าย ๆ แต่เรื่องของเรื่องคือ ขนาดคนอเมริกันเองก็ยังยอมรับว่าเพลงชาติของตัวเองร้องยาก ซึ่งฉันเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ไม่เหมือนเพลงชาติไทย ร้องไม่ยากเท่าไร ร้องได้วันละ ๒ เวลาไม่มีวันเบื่อ

เพลงชาติอเมริกันเขียนตั้งแต่ปี 1814 โดย Francis Scott Key  กวีผู้แต่งได้รับแรงบันดาลใจจากชัยชนะที่ทหารอเมริกันมีเหนือทหารอังกฤษที่เมืองบัลติมอร์ จริง ๆ มีเนื้อร้องยาวหลายบท แต่คนนิยมร้องกันแค่ท่อนแรกท่อนเดียว ว่ากันว่าคนที่ร้องเพลงชาติได้ไพเราะที่สุดคือ วิทนีย์ ฮุสตัน ซึ่งร้องการเปิดการแข่งขันซุปเปอร์โบลว์ปี ๑๙๙๑ ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่อเมริกากำลังรบราฆ่าฟันในสงครามอ่าวเปอร์เซีย บรรยากาศในช่วงนั้นจึงทำให้เสียงร้องของวิทนีย์เข้าถึงอารมณ์จับใจคนอเมริกันมากเป็นพิเศษ

ทุกครั้งที่ฉันเห็นนักร้องอเมริกันร้องเพลงชาติแล้วจะอดอมยิ้มไม่ได้ เพราะเขาร้องเหมือนกับร้องเพลงรัก มีการยกไม้ยกมือ โยกตัว หลับตาพริ้มประกอบการร้อง เป็นกิริยาท่าทางที่จะไม่เคยเห็นเวลาคนไทยร้องเพลงชาติไทย บางทีก็แอบคิดว่า ทำไมคนอเมริกันไม่ให้ความเคารพเพลงชาติของตนเองเลย แต่มาพินิจพิจารณาอีกที นี่ก็อาจจะเป็นการแสดงความภาคภูมิใจในชาติและเพลงชาติของเขาก็ได้

ฉันเคยนั่งคุยกับเจ้านายที่ทำงาน เขาประหลาดใจและประทับใจมากว่าคนไทยยืนตรงและร้องเพลงชาติวันละ ๒ รอบ (คนอเมริกันส่วนใหญ่ร้องเพลงชาติเวลาที่มีการแข่งขันกีฬา) ฉันเลยเล่าต่อว่า คนไทยมีเรื่องขำขันว่า ถ้าอยากจะพิสูจน์ว่าคนไหนเป็นไทยแท้ (ไม่ใช่คนต่างชาติอพยพเข้ามา) ต้องให้ร้องเพลงชาติให้ฟัง ถ้าร้องถูกต้อง ถึงจะผ่านการทดสอบ

เท็ดฟังแล้วส่ายหัวบอกว่า ถ้าเป็นคนอเมริกันคงแย่หน่อย เพราะคนอเมริกันหลาย ๆ คนจำเนื้อเพลงชาติของตัวเองไม่ได้หมด* !!! ฟังแล้วฉันประหลาดใจมาก

มาพินิจพิเคราะห์ดูเนื้อเพลงชาติอเมริกันแล้ว ก็ไม่แปลกใจว่าประเทศนี้คงต้องทำสงครามกับประเทศต่าง ๆ ต่อไปเรื่อย ๆ ไม่มีวันหยุดหย่อน เพราะในเพลงชาติก็พูดถึงระเบิดตูมตาม มีการสู้รบกันเกือบทั้งเพลง

* คนอเมริกันจะจำคำฏิญญาณต่อหน้าธงชาติ (Pledge of Allegiance) ได้อย่างแม่นยำมากกว่าเพลงชาติ

ลูกนักการเมือง

obama-turkey-pardon[๗ ธันวาคม ๒๕๕๗] วันนี้มีโอกาสได้ดูรายการไลน์กนกทางยูทูป  ทางผู้จัดได้เชิญคุณชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี และลูกชายมาสัมภาษณ์ออกรายการเนื่องในวันพ่อ ตอนหนึ่งของการสัมภาษณ์ คุณปลื้ม ลูกชายคุณชวนเล่าว่า เป็นลูกนักการเมืองนี่ไม่ได้สบายเลย เวลาอยู่เชียงใหม่ เดิน ๆ อยู่ก็มีคนเอารองเท้ามาขว้างใส่เสียเฉย ๆ ก็มี หรือบางทีเวลาจะไปขายโฆษณาของรายการทีวีที่ทำอยู่ ก็ถูกปฏิเสธ เพราะบริษัทร้านค้าหลาย ๆ แห่งไม่อยากถูกมองว่าอุปถัมภ์พรรคการเมืองไหนเป็นพิเศษ

ฟังแล้วก็ชวนให้นึกถึงกรณีของลูกสาวประธานาธิบดีสหรัฐที่เพิ่งเกิดขึ้นหมาด ๆ  เรื่องมีอยู่ว่า ในงานอภัยทานไก่งวงแห่งชาติ เนื่องในเทศกาลวันขอบคุณพระเจ้า ที่จัดขึ้นทำเนียบขาวที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโอบามาก็ทำหน้าที่เป็นประธานในพิธีปล่อยไก่งวงผู้โชคดีให้รอดพ้นจากการถูกเชือดขึ้นโต๊ะอาหารตามปกติเหมือนอย่างทุก ๆ ปี

ตลอด 6  ปีที่ผ่านมา เราจะเห็นลูกสาวของโอบามาร่วมพิธีด้วยทุกครั้ง เรียกว่าตั้งแต่น้อง ๆ สองคนยังเป็นเด็กน่ารัก อายุสิบขวบนิด ๆ จนบัดนี้เวลาผ่านไป ทั้งมาเลียและซาช่าก็โตเป็นสาววัยรุ่นตัวสูงเท่าพ่อแม่แล้ว ใคร ๆ ก็คงพอจะนึกออกว่า ปีแรก ๆ พิธีปล่อยไก่งวงก็คงสนุกดีสำหรับเด็กเล็ก ๆ แต่พอน้องโตแบบที่คนไทยเรียกว่าสุนัขเลียก้นไม่ถึงแล้ว การออกงานพิธีการอย่างนี้ช่างเป็นเรื่องน่าเบื่อไม่ใช่ย่อยทีเดียว  ปีนี้เราเลยจะเห็นหน้าตาไม่ค่อยสเบยของสองสาวยืนอยู่ข้าง ๆ พ่อ เหมือนจะโดนบังคับให้มาร่วมงานอย่างปฏิเสธไม่ได้

เรื่องนี้คงไม่กลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมา หากว่าผู้อำนวยฝ่ายประชาสัมพันธ์ของผู้แทนคนหนึ่งในพรรครีพับลิกัน ชื่อ อลิซาเบธ เลาเทน ไม่ออกมาวิจารณ์ท่าทางและการแต่งกายของสองสาวปาว ๆ ผ่านทางทวิตเตอร์ ในลักษณะที่ว่า นี่หนู ๆ เป็นลูกสาวประธานาธิบดีทั้งทีก็ควรจะทำตัวให้มีระดับเสียหน่อย (“try showing a little class”)  ควรจะแต่งตัวให้เหมาะสมกับกาละเทศะ ไม่ใช่แต่งตัวเหมือนกับไปเที่ยวอย่างนี้

ฉันไม่แน่ใจว่าการที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์นี่ต้องการหวังผลอะไร อยากจะสอนเด็กจริงหรือหรือว่าแค่อยากจะสร้างชื่อเสียงให้กับตนเอง อย่างไรก็ตาม หลังจากคุณอลิซาเบธเผยแพร่ข้อความดังกล่าวออกมาไม่นาน ก็ถูกกระหน่ำด้วยคำตำหนิติเตียนจากสังคมออนไลน์ คนส่วนใหญ่ให้ความเห็นว่า ถ้าไม่เห็นด้วยกับแนวคิดหรือการทำงานของพ่อ ก็ไม่ควรมาลงกับลูกอย่างนี้

สองวันต่อว่า อลิซาเบธ เลาเทนก็ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งผอ.ฝ่ายประชาสัมพันธ์

กรณีนี้ไม่มีการโต้ตอบจากทางทำเนียบขาว นึกไม่ออกเหมือนกันว่าทั้งพ่อและแม่ของมาเลียและซาช่าจะคิดอย่างไรที่มีคนมาตำหนิลูกสาวของตนอย่างรุนแรงขนาดนี้

อย่างไรก็ตามฉันไม่เคยเห็นด้วยกับการที่ใช้พื้นที่สาธารณะในการวิพากษ์วิจารณ์คนอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องส่วนตัวลักษณะนี้  ถ้าอยากจะเตือนกันจริง ๆ ก็ควรจะสื่อสารกันส่วนตัวดีกว่าที่จะเอามาโพนทนาว่ากล่าวกันให้คนค่อนโลกได้รับทราบ ในเมืองไทยเอง ก็มีหนังสือพิมพ์และนิตยสารหลาย ๆ เล่มใช้พื้นที่สาธารณะในการพูดถึงเรื่องส่วนตัวเช่นนี้เหมือนกัน ทำเอาฉันหยุดอ่านไปนาน

ขนมปัง

[๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๗] ทำขนมปังนี่ก็สนุกดีเหมือนกัน

เกิดมาก็ไม่เคยคิดว่าจะทำขนมปังเป็น ซื้อกินเอาง่ายกว่า ใช้เวลาน้อยกว่า และอร่อยกว่ามาก การริจะทำขนมปังนี่เป็นการต่อยอดจากการทำพิซซ่า คิดว่าไหน ๆ พิซซ่าก็ทำพอได้แล้ว นวดแป้งก็เริ่มนวดเป็นแล้ว ก็ขอลองทำขนมปังต่อไปเลยแล้วกัน ขนมปังก้อนแรกที่ทำเป็นขนมปังอิตาเลียน เรียกว่า Foccacia (ฟอก-กาช-ช่า) ได้แรงบันดาลใจจากวิดีโอ Youtube สอนทำอาหารของพล ตัณฑเสถียร

ส่วนผสมของขนมปังนี่ก็ง่ายมากจริง ๆ

  • แป้งอเนกประสงค์ 3 ถ้วย (ฉันแทนด้วยแป้ง Whole Wheat 1/4 ถ้วย และ แป้งอเนกประสงค์อีก 2 ถ้วยกับอีก 3/4 ถ้วย)
  • ยีสต์ (2 1/4 ช้อนชา) ละลายน้ำอุ่นจัด 1/4 ถ้วยที่ผสมด้วยน้ำตาล 1/2 ช้อนชา
  • น้ำ 1 ถ้วยนิด ๆ
  • เกลือ 1  1/2 ช้อนชา

วิธีทำก็ง่าย ๆ

  1. รอให้ยีสต์ฟูฟ่องพองตัว (ใช้เวลาประมาณ 5-10 นาที)
  2. ผสมแป้งกับเกลือ คน ๆ ให้เข้ากัน
  3. เทยีสต์ใส่แป้งที่ผสมไว้
  4. ค่อย ๆ เทน้ำ และใช้ส้อมกวน ๆ คลุก ๆ ให้เป็นก้อน ดูปริมาณน้ำให้พอดี ถ้าแป้งเริ่มเป็นก้อนและไม่ร่วนแล้วก็หยุดใส่น้ำได้
  5. เอาก้อนแป้งมานวด ๆ ประมาณ 20 นาที เพิ่มแป้งแห้ง ๆ ลงไปได้ นวดจนแป้งนุ่มนิ่ม ไม่ติดมือ
  6. เอาผ้าคลุมก้อนแป้งและทิ้งไว้ประมาณ 45 นาที
  7. เอาแป้งออกมานวดอีก และทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง
  8. เอาเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 375F เป็นเวลา 40 นาที

ขนมปังที่อเมริกา (และอาจจะหลาย ๆ แห่งในโลก) ชอบใส่น้ำตาลด้วย บอกว่าทำให้อร่อยขึ้น แต่ที่บ้านนี่ ทำอาหารไม่ค่อยใส่น้ำตาล (ฉันซื้อน้ำตาลแพ๊กเล็ก ๆ มา ใช้ได้เป็นปี เพราะแทบไม่ได้ผสมอาหารเลย) การได้ทำขนมปังเอง เลยมั่นใจได้ว่าไม่มีน้ำตาลแน่

ฉันทำขนมปังอย่างน้อย 5 ก้อน ถึงจะลงตัว ทำแต่ละก้อนก็ได้เรียนรู้บทเรียนต่างกันไป ก้อนแรก ๆ ทำออกมาแล้วขมมาก เพราะว่าปล่อยให้แป้งขึ้นนานเกินไป จนยีสต์ทำปฏิกริยากลายเป็นเบียร์ บางก้อนก็กรอบนอก ดิบใน เพราะจำเวลาใส่เตาอบผิด เค้าให้อบที่อุณหภูมิ 375F เป็นเวลา 40 นาที ฉันอบแค่ 20 นาทีก็รีบเอาออก ก็เลยไม่สุกดี

ดูข้อมูลและเคล็ดลับการอบขนมปังได้ที่เว็บนี้ http://www.thefreshloaf.com/lessons/yourfirstloaf และเว็บนี้ http://www.oknation.net/blog/print.php?id=786272

ทั้งหลายทั้งปวงต้องขอบคุณคุณสามีที่สนับสนุนเป็นอย่างดี ขนมปังออกมา กินได้ กินไม่ได้ พี่เอ็นโซช่วยกินให้หมด

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 28 other followers

%d bloggers like this: