ของกินบนถนนลี

[๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐]  หลายปีที่แล้วครั้งที่ฉันย้ายมาอยู่คลีฟแลนด์ใหม่ ๆ ถ้าจะออกไปกินอาหารนอกบ้าน ส่วนใหญ่จะไปหาของกินที่ถนนโคเวนทรี เพราะมีร้านอาหารหลายร้าน ทั้งร้านไทย ร้านเกาหลี ร้านญี่ปุ่น/มาเลย์ และร้านอาหารอเมริกันร้านโปรดอย่างร้าน Tommy’s

อย่างไรก็ดี ปีสองปีที่ผ่านมา เริ่มมีร้านอาหารแปลก ๆ (และดี ๆ) มาเปิดบนถนนลีซึ่งอยู่ไม่ห่างจากบ้าน ขับรถไป 5 นาทีก็ถึง ของดีของถนนลีคือ มีโรงภาพยนต์ฉายหนังอินดี้แนว RCA พระรามเก้า สมัยก่อนนี่ถนนลีเป็นถนนได้ชื่อว่าไม่ค่อยปลอดภัยเท่าไร พัฒนาได้ขนาดนี้ส่วนหนึ่งต้องขอบคุณรัฐบาลเมืองคลีฟแลนด์ไฮท์ที่ปรับปรุงถนนหนทางให้ดูน่าเดินน่าเที่ยวมากขึ้น มีการลาดยางถนนใหม่ เปลี่ยนป้ายบอกชื่อถนน ปรับปรุงเสาไฟฟ้าทำให้ถนนดูสว่างขึ้น

ร้านบนถนนลีที่พี่เอ็นโซมักจะพาฉันไปกินคือ “อนาโตเลีย(2270 Lee Rd, Cleveland Heights, OH 44118 Phone: (216) 321-4400) เป็นร้านอาหารเตอร์กิช อร่อยมาก โดยเฉพาะของหวาน ร้านนี้เป็นร้านใหญ่และมีชื่อเสียงประจำเมือง มีอาหารให้เลือกรับประทานมากมาย ไปกินมาหลายรอบแล้วก็ยังกินได้ไม่ครบทุกอย่างบนเมนู ทุกครั้งที่ไปกินก็จะอดเสียดายไม่ได้ว่า ตอนที่ไปเที่ยวตุรกีกับทัวร์ ไม่ได้กินของอร่อย ๆ อย่างนี้เลย

เมื่อสองปีที่แล้ว มีร้านอาหารโมรอกโคชื่อ “โมโม เคบับ” มาเปิด (2199 Lee Rd, Cleveland Heights, OH 44118 Phone: (216) 932-3512) เป็นร้านเล็ก ๆ คูหาเดียว เมนูมีแค่หน้าเดียว ไม่มีอาหารให้เลือกมากมายเหมือน อนาโตเลีย แต่อร่อยและเน้นคุณภาพ ทุกครั้งที่ไป พ่อครัว/เจ้าของร้าน จะออกมาต้อนรับพูดคุยเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด ร้านนี้อบขนมปังเอง เข้าใจว่าเป็นขนมปังเฉพาะแบบของโมรอกโค เพราะไม่เคยกินที่ไหนมาก่อน อร่อยและไม่หวาน (ไม่เหมือนร้านอาหารทั่ว ๆ ไปในอเมริกา ที่ขนมปังหวานจนบางทีเกือบจะเป็นกลายเป็นเค้ก) ส่วนใหญ่ฉันจะสั่งแกะย่าง ที่เสิร์ฟพร้อมข้าวและผัก ส่วนพี่เอ็นโซจะสั่ง Tagine คล้าย ๆ กับสตูว์ อบในภาชนะที่ทำจากดินที่เรียกว่า Tagine เช่นกัน เจ้าของร้านอธิบายว่า Tagine นี่ใช้เวลาปรุงนานมาก ต้องทำล่วงหน้ากันเป็นวัน ๆ  อย่างเดียวที่ยังไม่เคยกินคือ คูสคูส ซึ่งเป็นอาหารพิเศษประจำคืนวันศุกร์ พูดกันหลายครั้งว่าต้องกลับไปกิน ก็ยังไม่มีโอกาสเสียที

ล่าสุดได้มีโอกาสไปกินอาหารเอธิโอเปียบนถนนลี ร้านชื่อ โซมา (2240 Lee Rd, Cleveland, OH 44118 Phone: (216) 465-3239) ก่อนไปก็แอบสงสัย (ด้วยนิสัยไม่ดี) ว่า เขามีอะไรกินกันด้วยหรือ ประเทศแถวนั้นไม่น่าจะอุดมสมบูรณ์เท่าไร ปรากฏว่าดีมาก เหมาะสำหรับคนรักษาสุขภาพ เป็นอาหารที่เน้นถั่วและแป้ง หรือถ้าจะเลือกกินเนื้อ ก็มีสตูว์ทั้งเนื้อวัว เนื้อไก่ (ที่เสิร์ฟพร้อมไข่ต้ม) และ แกะ วิธีการเสิร์ฟก็ตื่นตาตื่นใจเป็นที่สุด คือ เสิร์ฟอาหารด้วยจานใบเบ้อเริ่ม ปูด้วยแผ่นแป้งที่เรียกว่า Injera ซึ่งเป็นขนมปังพื้นเมืองของเอธิโอเปีย ทำมาจากเมล็ด Teff (ซึ่งเป็นพืชที่ปลูกในเอธิโอเปีย) แผ่น Injera มีสีเทาเข้ม หน้าตาคล้าย ๆ เครปบวกแพนเค้ก นิ่ม ๆ ไม่หวาน มีรู ๆ เหมือนฟองน้ำ (กินไปเรื่อย ๆ จะได้อารมณ์ขนมถ้วยฟูของโปรด) บนแป้งจะมีกับข้าวตักวางเป็นหย่อม ๆ ส่วนใหญ่จะเป็นถั่วปรุงผสมเครื่องเทศต่าง ๆ นานา วิธีกินก็ง่าย ๆ ใช้มือบิดแป้งกินกับกับข้าวไปเรื่อย ๆ

ตอนแรกเห็นอาหารแล้ว คิดในใจว่าจะอิ่มไหมนี่ ปรากฏว่ากินไปได้แค่ครึ่งจาน แป้งยังไม่ได้จะหมดแผ่น ก็อิ่มจุกเสียแล้ว แถมยังอิ่มยาวมาถึงวันรุ่งขึ้นอีกด้วย

ร้านโซมานี่ถือเป็นร้านยอดฮิต เพิ่งเปิดมาได้แค่สองเดือนกว่า ๆ แต่ลูกค้าแน่นขนัด ถ้าไม่ได้จองก่อน ก็คงไม่ได้กิน และท่าทางคงจะเป็นที่ถูกใจคนแถวนี้ไปอีกนาน

St Croix วิตามินดี จิจี้ และ เปโดร

stcroix_jan2017-15

จากซ้ายไปขวา – จิจี้ เปโดร อาจารย์ มองลงไปจากเนินเขาจะเห็น Isaac Bay

[๘ – ๑๕ มกราคม ๒๕๖0] เริ่มต้นรับปีใหม่ด้วยทริปสั้น ๆ ๘ วัน ๗ คืน ที่ St Croix (หมายเหตุ: คนอเมริกันอ่านออกเสียงว่าเซนต์ครอย เวลาอ่านออกเสียงตามภาษาฝรั่งเศส คนฟังจะงงมาก ว่าพูดถึงอะไร) 

เซนต์ครอยเป็นหนึ่งในเกาะ ๓ เกาะของ US Virgin Islands อยู่ในอาณาเขตของสหรัฐอเมริกา (ไม่ต้องแสดงพาสปอร์ตขาไป แต่ขากลับเข้ามาแผ่นดินใหญ่ต้องแสดงหลักฐานการเป็นพลเมืองอเมริกัน) อยากรู้ว่าอยู่ตรงไหนของโลก ก็หาเมืองไมอามี่ รัฐฟลอริดาในแผนที่ให้เจอก่อน จากนั้นก็ค่อย ๆ เลื่อนสายตาลงมาด้านล่างตรงทะเลคาริเบียน มองไปทางขวามือเล็กน้อย ถ้าเจอ Puerto Rico ปุ๊ป ก็ให้รีบหาจุดเล็ก ๆ ทางขวามือของ Puerto Rico เพ่งดี ๆ ก็จะเห็นเซนต์ครอย ขนาดใหญ่ประมาณเกาะช้างของเมืองไทย

stcroix_jan2017-7

สติกเกอร์ติดหน้ากระจกรถ เตือนคนขับให้ขับชิดซ้าย

ความรู้สึกกับเซนต์ครอยคือ ถึงจะเป็นเกาะของอเมริกา ใช้เงินยูเอสดอลลาร์ พูดภาษาอังกฤษ ใช้เวลาตาม Atlantic Standard Time (AST) (ซึ่งเร็วกว่าคลีฟแลนด์ 1 ชั่วโมง ช่วงที่ไม่เป็น Daylight Saving Time) แต่เซนต์ครอยก็มีความเป็นยูโรเปียนสูงมาก ผู้คนทักทายกันด้วยคำว่า Good morning, Good afternoon ไม่มีการทักว่า Hi How are you? และถึงจะใช้รถพวงมาลัยซ้ายแบบในอเมริกา แต่ระบบการจราจรที่นี่เป็นเหมือนเมืองไทยคือขับชิดซ้าย (มีเว็บไซต์อธิบายว่าเป็นเพราะเกาะนี้ยังรักษาระบบการขับขี่รถยนต์ตามเดนมาร์ก ซึ่งเป็นเจ้าของดั้งเดิมของเกาะนี้ ก่อนที่จะขายให้อเมริกาเมื่อหนึ่งร้อยปีที่แล้ว ว่าแต่ตอนนี้คนเดนมาร์กเขาก็ขับรถชิดขวากันไม่ใช่หรือ)

stcroix_jan2017-39

With Pedro – at our log in Jack Bay

หนีหนาวที่เซนต์ครอยเที่ยวนี้ เราตัดสินใจใช้บริการจองที่พักผ่าน Airbnb เป็นครั้งแรก หลังจากกล้า ๆ กลัว ๆ จากทริปไปจาไมก้าเมื่อปีที่แล้ว สุดท้ายกลายเป็นว่าถูกรางวัลที่ 1 เพราะพี่เอ็นโซไปค้นเจอบ้านริมผา ตั้งชื่อได้เก๋ไก๋ว่า 30 Steps to Paradise บ้านหลังนี้ตั้งอยู่บริเวณ East End ของเกาะ ใกล้ ๆ กับ East End Marine Park และ Point Udall ซึ่งถือว่าเป็นจุดตะวันออกสุดของสหรัฐอเมริกา (ซึ่งเราไม่ได้ไปเยี่ยมชม) เป็นบริเวณที่พักอาศัยที่เงียบเชียบมากถึงมากที่สุด ปราศจากรถราวิ่งผ่าน เสียงเดียวที่ได้ยินคือเสียงคลื่นซัดกระทบฝั่ง (และอาจจะมีเสียงนกเพ-ลิกันบ้าง) บ้านหลังไม่ใหญ่ แต่มีสิ่งอำนวยความสะดวกเพียบพร้อม มีครัว มีหม้อไหกะทะ จานชามช้อนส้อมให้หมด มีห้องน้ำในตัว พร้อมด้วยราวตากผ้านอกบ้าน

กิจวัตรประจำวันคือ ทุก ๆ เช้าจะมีลูกสมุนสองตัวคือ มิสจิจิ้ และคุณเปโดร (หมาดูโอของเจ้าของบ้าน) เดินนำขึ้นเขาฝ่าดงไป Jack Bay  (เดินไปประมาณ ๑๐ นาที) หรือไม่ก็ไป Isaac Bay (ซึ่งต้องปีนเนินไปอีกลูก เดินต่อไปอีก ๑๕ นาที) ทางเดินไปอ่าวก็ไม่ใช่เดินได้ง่าย ๆ (แนวเดียวกับตอนเดินขึ้นเขาอกทะลุที่พัทลุงเมื่อสามสิบกว่าปีที่แล้ว) ถ้าไม่สังเกตดี ๆ จะไม่รู้เลยว่าตรงนี้มี trail แถมยังมีพุ่มไม้หนามแหลมซุ่มรอเราอยู่เป็นระยะ ๆ แต่ก็คุ้มค่า เพราะหาดทรายสวย เป็นหาดทรายดิบ ๆ ไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกใด ๆ สะอาด ไม่มีขยะ เงียบสงบ นาน ๆ ทีจะมีคนเดินผ่านมาสักคน เจอขอนไม้ถูกใจ ฉันก็นั่งอ่านหนังสือได้เป็นนาน พี่เอ็นโซได้ว่ายน้ำวันละ ๓ รอบ ว่ายเสร็จรอบหนึ่งก็เดินฝ่าดงพงหญ้า ขึ้นเนินกลับมากินข้าวบ้าน กินเสร็จกลับไปว่ายต่อ จนพระอาทิตย์ตกดิน (เดินจนจำได้ว่าตรงไหนมีหนาม ตรงไหนมีหลุม)

คนที่เซนต์ครอยบอกว่า อาทิตย์ที่เราไป โชคไม่ดีหน่อย เพราะทะเลไม่สงบ คลื่นลมรุนแรง แต่ก็ไม่เห็นพี่เอ็นโซจะบ่นอะไร ก็ยังว่ายน้ำได้อย่างปกติดี ฉันเองก็ว่าทะเลสวยดีเป็นปกติ (แต่แอบมีหอยเม่น (Sea urchins) เยอะ ต้องระวังเหมือนกัน)

ด้วยความที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ริมทะเล เราเลยไม่ได้ไปเดินเล่นในเมืองมากเท่าไร เมืองใหญ่ของเกาะคือ Christiansted ซึ่งอยู่ทางตะวันออก เป็นที่ตั้งของหน่วยงานราชการ ที่ทำการของผู้ว่าฯ เมืองนี้ห่างจากบ้านที่พักไปประมาณ 20 นาที และ Frederiksted ทางฝั่งตะวันตก เป็นเมืองที่บรรดาเรือลำใหญ่ ๆ จะมาขึ้นฝั่งกัน และอยู่ไม่ไกลจากสนามบินเท่าไรนัก

stcroix_jan2017-12

Christiansted

โชคของฉันคือ ช่วงเช้าของวันพุธมีประกาศเตือนภัยเรื่องกระแสน้ำ Rip Current พี่เอ็นโซออกไปว่ายน้ำไม่ได้ เลยพาฉันมาเดินเล่นในเมืองคริสเตียนเสตทแทน ได้มีโอกาสเดินชม Boardwalk ริมทะเลแคริเบียน เดินซื้อของที่ระลึก และกินข้าวกลางวัน ขากลับแวะซื้อกับข้าวกลับบ้าน เมืองนี้น่ารักมาก คล้าย ๆ ตะกั่วป่าที่พังงา เงียบ ๆ ดูเหมือนทุกคนจะรู้จักทักทายกันเป็นอย่างดี มีสถานที่ประวัติศาสตร์สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงร่องรอยความยิ่งใหญ่และรุ่งเรืองทางการค้าจากการส่งออกน้ำตาลและอ้อยของชาวเดนมาร์ก เมื่อหลายร้อยปีที่แล้วอยู่หลายแห่ง ถ้าใครที่เป็นแฟนละครบรอดเวย์สุดพีคอย่าง Hamilton ก็คงตื่นเต้นเป็นพิเศษ เพราะ Alexander Hamilton รัฐมนตรีคลังคนแรกของอเมริกา ใช้ชีวิตในวัยเด็กที่เซนต์ครอยนี่เอง

เราแวะเฟเดอริกเสตทก่อนจะขึ้นเครื่องกลับ ด้วยความที่เป็นวันอาทิตย์ เมืองจึงเงียบเหงาเป็นพิเศษ ร้านเกือบทุกร้านปิดหมด แต่ก็ยังพอมีร่องรอยให้เห็นถึงความคึกคักในยามที่เรือเดินสมุทรเข้าเทียบท่า หาดทรายฝั่งนี้คลื่นลมสงบกว่าฝั่งที่เราอยู่ หาดทรายสวยมากโดยเฉพาะตรงที่เป็นอุทยานแห่งชาติ Sandy Point

stcroix_jan2017-34

Fredericksted

ที่เซนต์ครอยนี่ เราต้องใช้น้ำจืดและไฟฟ้าอย่างประหยัด อาหารการกินที่นี่แพงนิดหนึ่ง เพราะต้องนำเข้ามาจากแผ่นดินใหญ่ พี่เอ็นโซผิดหวังเล็กน้อยเพราะนึกว่าจะมีผลไม้พื้นเมืองและอ้อยให้กิน ได้ยินว่าคนพื้นเมืองที่นี่มีความรู้สึกไม่ค่อยดีกับอ้อย เพราะทำให้นึกถึงความรุนแรงจากการใช้แรงงานทาสทำไร่อ้อยในอดีต อ้อยไม่ค่อยมีแล้ว เหล้ารัมที่ผลิตบนเกาะ ก็ไม่ได้ทำจากอ้อย อย่างไรก็ดี เราก็ได้กิน Baccalà หรือปลาเค็มเกือบทุกมื้อ พี่เอ็นโซซื้อมาทำให้กิน โดยปรุงกับซอสมะเขือเทศ อร่อยมาก

เที่ยวคราวนี้มีเรื่องให้ตื่นเต้นอีกตามเคย เริ่มจากพลาดไฟลท์ไปไมอามี่ ในเช้าวันอาทิตย์ ดันเอากระเป๋าเดินทางโหลดขึ้นเครื่องไม่ทัน สายการบินให้ทางเลือกสองทางคือ รอไปไฟลท์วันรุ่งขึ้น หรือว่า รอ Standby ไปไมอามี่ในเย็นวันนั้น ไปนอนค้างไมอามี่ก่อนหนึ่งคืน และรอ Standby (อีกครั้ง) สำหรับไฟลท์ไปเซนต์ครอยในวันรุ่งขึ้น

เลือกอย่างหลัง อารมณ์ตอนนั้นคือไม่อยากทนอากาศหนาวอีกต่อไปแล้ว (และถ้าโชคดีจะได้เห็นฟลอริดาสักที เกิดมายังไม่เคยไปเลย)

stcroix_jan2017-36

Rhythms at Rainbow Beach

สุดท้ายเราก็ได้บินไปไมอามี่ในคืนนั้น (หลังจากนั่งรอลุ้นอยู่เป็นชั่วโมง ๆ เพราะไฟลท์ดีเลย์จากห้าโมงครึ่งเป็นทุ่มครึ่ง นั่งฟังประกาศห้ามไม่ให้นำซัมซุงกาแล๊กซี่โน๊ต 7 เป็นสิบ ๆ รอบ เพราะพนักงานต้องประกาศทุกครั้งและหลาย ๆ ครั้ง ก่อนจะให้ผู้โดยสารขึ้นเครื่อง  – แปลกที่ว่า ที่สนามบินไมอามี่หรือที่เซนต์ครอย ไม่ยักกะได้ยินประกาศนี้แฮะ) และได้ที่นั่งไปเซนต์ครอยในวันรุ่งขึ้น เมาเครื่องเล็กน้อย (ตามปกติ) แต่พอได้ลมเย็น ๆ (ที่ไม่ใช่ลมหนาว) อาการป่วยก็หายเป็นปลิดทิ้ง แต่การผจญภัยก็ไม่ได้จบแค่นั้น ปรากฏว่าหลงทาง หาบ้านไม่เจอ เพียงเพราะไปเห็นป้าย Private Property ห้ามเข้า (ซึ่งถ้าผ่านเข้าไป ก็หมดเรื่อง แต่ก็ไม่กล้า กลัวลูกปืน) มือถือ (T-Mobile) ไม่มีสัญญาณ (มีเฉพาะ AT&T) ไม่สามารถโทรหาเจ้าของบ้าน ต้องวนรถกลับมาที่คาสิโนใกล้ ๆ ขอใช้โทรศัพท์โทรหาเจ้าของบ้าน จึงจะหมดปัญหา

ดีใจที่ได้ไปเซนต์ครอย ดีใจที่ได้ไปรับวิตามินดี ดีใจที่ได้เห็นต้นมะขามและต้นกระถินเต็มเกาะไปหมด ดีใจที่มีเวลาอ่านหนังสือที่ทิ้งค้างไว้เกือบปีได้จบ ดีใจที่ได้เจอซอสเผ็ดอร่อยยี่ห้อ Alvin’s และดีใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้รู้จักมิสจิจี้กับคุณเปโดร – เซเลบแถบ East End เดินไปไหน ทุกคนก็กรี๊ดกร๊าดทักทายหมาสองตัวนีักันทั้งบาง


ที่พัก

Arawak Bay The Inn at Salt River (ได้แต่จองและจ่ายเงิน แต่ไม่ได้ไปนอน เพราะพลาดเครื่องวันแรก)
62 Salt River, Christiansted, 00851-3475, VI

Aloft Miami Doral 
3265 NW 107th Avenue, Doral, FL, 33172

30 Steps to Paradise
Waterfront Cottage, St. Croix US VI
East End, St. Croix, U.S. Virgin Islands

ร้านอาหาร

Cafe Fresco (ร้านน่ารัก อาหารอร่อย สั่ง “i vote veggie!” กับ “fresco phatty”)
1138 King St, Christiansted, St Croix 00820, USVI

Zion Modern Kitchen (ร้านนี้มีเมนูทั้งเป็นภาษาอังกฤษและภาษาแดนิช ถือเป็นร้านดังของเกาะ)
2132 Company St, Christiansted, St Croix 00820, U.S. Virgin

Rhythms at Rainbow Beach (ร้านนี้ฮิปปี้หน่อย แต่อาหารอร่อยมาก บรรยากาศสวยริมทะเล)
Frederiksted, St Croix 00840, USVI

Polly’s At the Pier  (ว่าจะไปกินร้านนี้ แต่เกิดปิดวันอาทิตย์ เลยไปที่ Rhythms แทน)
3A Strand St, Frederiksted, St Croix 00840, USVI

ร้านขายของชำ

*** เนื่องจากคราวนี้ทำกับข้าวกินเองเยอะมาก เลยเพิ่มข้อมูลส่วนที่เป็นร้านขายของชำไว้ด้วย

Plaza Extra East  (ร้านค้าใหญ่ประจำเมือง มีของให้เลือกซื้อแทบทุกชนิด)
4 C & D, Christiansted, VI 00820, U.S. Virgin Islands

Seaside Market & Deli  (ร้านเล็กกว่า Plaza หน่อย แต่ก็มีสินค้าทุกชนิดที่ร้านซุปเปอร์มาร์เก็ตในอเมริกามี เช่น Hummus เป็นต้น)
2001, Mt Welcome Rd, Christiansted, St Croix 00824, U.S. Virgin Islands

Go Tribe!

[๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๙] ปีนี้มีอะไร ๆ เกิดขึ้นหลายสิ่งหลายอย่าง เลวร้ายบ้าง ดีบ้างคละเคล้ากันไป โดยเฉพาะที่คลีฟแลนด์ มีข่าวใหญ่โตหลาย ๆ เรื่องตลอดปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ทีมบาสเก็ตบอล Cleveland Cavaliers (#AllIn — หมายถึงสู้กันสุด ๆ ไปเลย) ชนะเลิศได้เป็นแชมป์ประเทศ ต่อเนื่องด้วยการประชุมใหญ่ของพรรครีพับลิกันในเดือนกรกฏาคม  คั่นด้วยเหตุการณ์วิปโยคในเมืองไทย ***วันที่ ๑๓ ตุลาคม***  จากนั้นทีมเบสบอล Cleveland Indians (#GoTribe — หมายถึงทีมคลีฟแลนด์ ซึ่งมีสัญลักษณ์และชื่อทีมเป็นอินเดียนแดง) ได้ผ่านเข้าไปรอบชนะเลิศของ World Series ในปลายเดือนตุลาคม ซึ่งถึงแม้คลีฟแลนด์จะแพ้ Chicago Cubs ไปในเกมส์สุดท้าย แต่ก็ชนะใจแฟน ๆ อย่างล้นหลาม จบปีด้วยการเลือกตั้งทั่วประเทศอเมริกาต้นเดือนพฤศจิกายน ที่ทำให้เราได้รับรู้ว่า Orange Is The New Black อย่างแท้จริง

ช่วงที่มีการแข่งเบสบอล ทั้งเมืองคลีฟแลนด์และเมืองใกล้เคียงตื่นเต้นมากถึงมากที่สุด แต่ที่ฉันประทับใจมากก็คือ พิพิธภัณฑ์ศิลปะของทั้งชิคาโกและคลีฟแลนด์ ผลัดกันส่งข้อความตลก ๆ ท้าทายกันทางเฟซบุ๊ค (ฝรั่งเรียกว่า Banter) โดยดัดแปลงภาพศิลปะระดับโลกอายุเป็นร้อย ๆ ปีให้เข้ากับทีมเบสบอลของตนเอง

เริ่มจาก The Art Institute of Chicago ก่อน โปรดสังเกตว่าตัวละครในภาพวาดใส่เสื้อหรือถือสิ่งของที่มีสัญลักษณ์ของทีมเบสบอล  Chicago Cubs และ เนื่องจาก World Series แข่งกันหลายวัน (ใครชนะ 4 เกมส์ก่อน ก็ชนะเลิศไป) เราเลยได้ดูภาพวาดสวย ๆ ขำ ๆ กันหลายรูปอยู่

American Gothic (วาดในปี 1930)
ศิลปิน: Grant Wood ชาวอเมริกัน
มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1891–1942

A Sunday on La Grande Jatte (วาดในปี 1884, 1884/86)
ศิลปิน: Georges Seurat ชาวฝรั่งเศส
มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1859-1891

Barroom Scene (วาดในปี 1835)
ศิลปิน:  William Sidney Mount ชาวอเมริกัน
มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1807–1868

Paris Street; Rainy Day (วาดในปี 1877)
ศิลปิน: Gustave Caillebotte ชาวฝรั่งเศส
มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1848-1894

The Song of the Lark (วาดในปี 1884)
ศิลปิน:  Jules Adolphe Breton ชาวฝรั่งเศส
มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1827-1906

Woman Reading (วาดในปี 1879/80)
ศิลปิน:  Édouard Manet ชาวฝรั่งเศส
มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1832-1883

The Crystal Palace (วาดในปี 1871)
ศิลปิน: Camille Pissarro  ชาวฝรั่งเศส
มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1830-1903

คราวนี้ถึงตา Cleveland Museum of Art บ้าง

Portrait of Catherine Grey, Lady Manners (วาดในปี 1794)
ศิลปิน: Thomas Lawrence ชาวบริติช
มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1769-1830

Portrait of a Man, possibly Girolamo Rosati (วาดในช่วงปี 1533-1534)
ศิลปิน: Lorenzo Lotto ชาวอิตาเลียน
มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1480-1556

Nathaniel Olds (วาดในปี 1837)
ศิลปิน: Jeptha Homer Wade ชาวอเมริกัน
มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1811-1890

Half Armor for the Foot Tournament จากสมัยปี 1590
ได้มาจาก Pompeo della Cesa (Italian)

George Washington at the Battle of Princeton (วาดในปี 1779)
ศิลปิน: Charles Willson Peale ชาวอเมริกัน
มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1741-1827

A Woman’s Work (วาดในปี 1912) *** ภาพนี้ทำได้น่ารักมาก ดูดี ๆ จะเห็นว่าทางพิพิธภัณฑ์เติมถุงเท้าสีแดงไว้บนราวผ้าด้วย ซึ่งเป็นการพาดพิงถึงทีมเบสบอล Red Sox อันโด่งดังของเมืองบอสตัน
ศิลปิน: John Sloan ชาวอเมริกัน
มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1871-1951

พิพิธภัณฑ์แต่ละแห่งโพสต์ภาพเหล่านี้ทางเฟซบุ๊คทีละภาพ ทีละวัน เฉพาะวันที่มีการแข่งขัน แฟน ๆ ต้องคอยจับตาดูว่า วันนี้จะเอาภาพไหนขึ้นมาเล่น ทำอย่างนี้ถือเป็นกุโศลบายเรียกลูกค้าได้ดียิ่ง เพราะใคร ๆ ก็บ้าเบสบอล ดึงความสนใจคนที่ไม่รู้ ไม่สนใจศิลปะได้มากโขอยู่ อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าอยู่เมืองไทย จะได้ทำอย่างนี้หรือไม่ ขนาดเอาทศกัณฐ์ไปแคะขนมครก คนยังบ่นกันแล้วบ่นกันอีก

ฉันรู้สึกว่าคลีฟแลนด์ออกจะคึกคักกับ World Series กว่าสมัยตอนแข่งบาสเก็ตบอลช่วงเดือนกรกฏาคมเสียอีก (เดาว่าเป็นเพราะเดือนกรกฏาคมตรงกับช่วงซัมเมอร์ โรงเรียนปิด คนไม่อยู่ หนีไปเที่ยวที่อื่นกันเยอะ แต่ตอนนี้เป็นฤดูใบไม้ร่วง โรงเรียนเปิด คนเลยเต็มเมือง) ห้องสมุดเอย ซิติ้ฮอล์เอยต้องพากันเลื่อนหรือยกเลิกการประชมและการสัมมนา เพื่อไม่ให้ชนกับเวลาที่่มีการแข่งขัน ช่วงนั้นจะเห็นคนคลีฟแลนด์ดูอิดโรยเป็นพิเศษ เพราะกว่าจะจบเกมส์แต่ละเกมส์ก็ปาเข้าไปห้าทุ่ม เที่ยงคืน ติดต่อกันอยู่หลายคืน

ฉันเองไม่รู้เรื่องเบสบอลเลย อเมริกันฟุตบอลยังพอดูเป็น แต่เบสบอลนี่ ฟังกติกาที่พี่เอ็นโซอธิบายแล้วก็ยังงง ๆ อยู่ (เคยเรียนซอฟท์บอลตอนมัยธยม แต่ก็จำอะไรแทบไม่ได้เลย)

เรียนภาษามือ

et[๒๔ กันยายน ๒๕๕๙] สองสามอาทิตย์ที่ผ่านมา ฉันมีโอกาสได้เข้าเรียนภาษามือแบบอเมริกันที่ห้องสมุดสาขาโคเวนทรี ไม่ไกลจากบ้านเท่าไร ขับรถไปสิบนาทีก็ถึง

คลาสที่เรียนเป็นคลาสสอนภาษามือเบื้องต้นสำหรับคนที่ไม่เคยเรียนมาก่อน ผู้สอนเป็นอาจารย์มาจาก Cleveland Hearing and Speech Center มีสองคน อาจารย์คนหนึ่งเป็นคนพูดได้ปกติและอีกคนหนึ่งเป็นคนใบ้ สอนทุกวันเสาร์ ครั้งละหนึ่งชั่วโมง เรียนฟรี เพราะเป็นคลาสที่ได้รับการอุดหนุนจากเงินทุนของห้องสมุด (ซึ่งคงได้มาจากภาษีของรัฐบาลอีกทีหนึ่ง) เป็นคลาสเล็ก ๆ มีคนเรียนประมาณ 15 คน มีทั้งคนที่รู้ภาษามือมาบ้างแล้ว และคนที่ไม่รู้เรื่องเลย

ฉันสนใจจะเรียนภาษามือมาตั้งแต่หลายปีมาแล้ว สมัยที่รู้จักกับนีลและจูดี้ แต่ช่วงนั้นไม่ว่างเลยไม่มีโอกาสได้ไปเรียน และที่ห้องสมุดก็งดเปิดคลาสนี้มาหลายปี เพิ่งมาเปิดสอนอีกทีปีนี้นี่เอง นอกจากนี้ยังได้เรียนรู้จากวงการล่ามว่า ในอเมริกา นอกจากล่ามภาษาสเปนที่เป็นที่ต้องการอย่างมากแล้ว ล่ามภาษามือ (ASL – American Sign Language) ก็เป็นอีกภาษาที่มีความต้องการสูงมากในตลาดล่าม (แถมยังมีรายได้ดีกว่าล่ามภาษาสเปนเสียอีก)

อย่างไรก็ดี ที่เรียนไป ก็ไม่ได้คิดว่าจะเอาไปประกอบวิชาชีพใด ๆ  เรียนเพราะความสนใจส่วนตัว และก็ไม่ผิดหวัง เพราะเป็นคลาสที่สนุกมาก ได้เรียนรู้ว่าภาษามือก็มีโครงสร้างของตัวเองไม่เหมือนใคร ภาษามือของแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน ของไทยก็อย่างหนึ่ง ของอเมริกันก็อย่างหนึ่ง (ซึ่งของอเมริกันจะคล้าย ๆ กับของฝรั่งเศส) ใช้มือซ้ายหรือขวาได้ ไม่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าเราถนัดมื่อไหน แต่ตำแหน่งของร่างกาย ของมือ (หันเข้า หันออกจากตัว หันข้าง) สำคัญมาก ตำแหน่งต่างกัน ก็ให้ความหมายต่างกัน เวลาพูดถึงมนุษย์เพศชาย (พ่อ ตา ลุง ลูกชาย หลานชาย ฯลฯ) จะใช้มือลักษณะต่าง ๆ ชี้ทำตำแหน่งบนใบหน้าท่อนบนเหนือจมูกขึ้นไป ในขณะที่ถ้าพูดถึงมนุษย์เพศหญิง (แม่ ยาย ป้า ลูกสาว หลานสาว ฯลฯ) มือจะชี้ไปที่ตำแหน่งบนใบหน้าท่อนล่างของจมูกลงมา หรือการที่ยืนมือไปข้างหน้า จะหมายถึงเวลาในอนาคต ในขณะที่ยืนไปด้านหลังจะหมายถึงอดีต การเรียกชื่อเมืองโดยใช้ร่างกายของเราเปรียบเสมือเป็นแผนที่ และอื่น ๆ อีกมากมาย ท่อนแขนเปรียบเสมือนเส้นขอบฟ้า จะเช้าจะเย็นก็ใช้มืออีกข้างหนึ่งทำสัญลักษณ์แทนพระอาทิตย์ สิ่งสำคัญในการใช้ภาษามือคือ สีหน้าของผู้สื่อสาร ซึ่งถ้าเปรียบเป็นการพูดจาของคนทั่วไป สีหน้าก็คือน้ำเสียงของเรานี่เอง อาจารย์สอนว่า พูดภาษามือก็เหมือนกับการแสดง ถ้าเราไม่แสดงออกทางสีหน้าประกอบการทำมือ คนรับสารจะไม่เข้าใจว่าเราต้องการสื่อความหมายใด

ได้เรียนรู้ภาษามือแล้ว ฉันรู้สึกว่าภาษานี้เป็นภาษาที่กำกวมอ่ย่างล้นเหลือ สัญลักษณ์มือแบบเดียวกัน แปลได้หลายอย่าง ต้องใช้ปริบทตัดสินว่าความหมายจริง ๆ คืออะไร

เรียนภาษามือเสร็จแล้ว กลับบ้านก็มาแลกเปลี่ยนความรู้ให้พี่เอ็นโซฟัง ต่อไปเราจะได้ใช้ภาษามือเป็นภาษาลับสื่อสารกันเอง เวลาที่ไม่อยากให้คนอื่นรู้ ภาษาไหน ๆ  ก็เหมือนกัน ถ้าไม่ได้ใช้ก็ลืมเสียหมด

ก่อนปิดท้าย ขอแสดงความชื่นชมห้องสมุดของเมืองนี้ที่เป็นที่พึ่งได้หลาย ๆ ด้าน นอกจากจะมีหนังสือ ดีวีดีภาพยนตร์ เพลงให้ยืมทั้งจากห้องสมุดและทางออนไลน์แล้ว ยังมีคอร์สฝึกอบรมดี ๆ (และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย)  หรือจะใช้เป็นที่นั่งประชุมโดยมีห้องส่วนตัวให้ มีอินเทอร์เน็ตให้ใช้ สามารถพิมพ์งาน ถ่ายเอกสารหรือส่งแฟกซ์ได้ เวลาหนาวมาก ๆ ก็เข้าไปหาไออุ่น ข้อสำคัญคือมีกระจายอยู่หลาย ๆ แห่ง ไม่ต้องไปกระจุกใช้อยู่แห่งเดียว มีที่จอดรถกว้างขวาง ฉันชอบมาก อยากให้เมืองไทยมีห้องสมุดเยอะ ๆ บ้าง

So God Help Me

abc-blocks-1424464[๒๔ กันยายน ๒๕๕๙] ปลายปีที่แล้ว ฉันมีโครงการเล็ก ๆ ในใจ ตั้งใจจะสอบเป็นล่ามภาษาไทยกับศาลฏีกาของรัฐโอไฮโอให้ได้ ฉันไม่ค่อยมีโอกาสได้เป็นล่ามในศาลบ่อยครั้งเท่าไร แต่คิดว่าถ้าสอบได้ก็คงจะดี เป็นศรีแก่ตัว

การเป็นล่ามในศาลหรือในการให้การต่อหน้าทนายมีแบบแผนและกฏเกณฑ์ที่เข้มงวดมากกว่าการเป็นล่ามในสถานการณ์อื่น ๆ  (เช่น โรงพยาบาล สถานสงเคราะห์ หรือ โรงเรียน) ประมาณว่า ถ้าทำไม่ถูกแบบแผนแล้วจะทำให้เสียรูปคดี ขัดขวางกระบวนการยุติธรรม อาจจะเป็นผลร้ายหรือผลดีกับจำเลยหรือโจทก์ได้ หลักการง่าย ๆ ของการเป็นล่ามในศาลที่ฉันใช้คือ ปฏิบัติตนราวกับตัวเป็นเครื่องแปล ไม่มีตัวตน ได้ยินคนพูดมาอย่างไร ก็แปลไปตามนั้น ใช้คำสรรพนามบุุรุษที่ 1 ในการแทนตนเอง ห้ามอธิบายเพิ่มเติม ศาลใช้คำยากอย่างไร ก็รักษาระดับของภาษาไว้ ไม่ต้องไปกังวลว่าคนฟังจะฟังเข้าใจหรือไม่ และที่สำคัญคือต้องรักษาหลักจริยธรรมของความเป็นล่ามให้ครบถ้วนสมบูรณ์

สิ่งที่ดีอย่างหนึ่งของการตัดสินใจเข้าสอบครั้งนี้คือคือทำให้ฉันมีโอกาสได้เข้าอบรมการเป็นล่ามหลายครั้ง ได้ความรู้ดี ๆ มากมาย ได้รู้ว่าที่ผ่านมาเข้าใจอะไรผิด ๆ และที่สิ่งถูกต้องคืออะไร

ประโยคหนึ่งที่ล่ามในศาลต้องแปลเป็นประจำ คือคำสาบานก่อนที่จะขึ้นให้การต่อหน้าศาล คนที่ดูหนังนักสืบบ่อย ๆ คงคุ้นเคยกันดี คือ “Do you solemnly swear that you will tell the truth, the whole truth, and nothing but the truth, so help you God?”

ตรงส่วนแรก ไม่มีปัญหา แปลได้ตรง ๆ ทำนอง ว่าคุณสาบานว่าจะพูดแต่ความจริงเท่านั้นหรือไม่ ส่วนที่เป็นปัญหาสำหรับฉันคือ So help me God อ่านดูเผิน ๆ เดาเอาว่า คงขอประมาณว่าขอให้พระเจ้าช่วยเป็นบันดาลใจให้พูดแต่ความจริง แต่จริง ๆ ไม่ใช่อย่างนั้น ที่ถูกต้องคือ So help me God แปลว่า ถ้าผิดคำสาบานขอให้มีอันเป็นไป (ขอให้พระเจ้าลงโทษฉันด้วย)

ฉันเข้าใจคำนี้ผิดอยู่หลายปีทีเดียว

หลังจากที่ไปฝึกอบรมเตรียมตัวสอบข้อเขียนที่โคลัมบัส (ซึ่งอยู่ทางใต้ของคลีฟแลนด์ ขับรถไปประมาณ 2 ชั่วโมง) ช่วงต้นเดือนธันวาคม กลับมาอ่านหนังสือติวกับพี่เอ็นโซอีกเป็นเดือน ๆ เพื่อกลับไปสอบข้อเขียน (ปรนัย) ที่ศาลในเดือนมีนาคมของปีถัดไป ผลออกมาว่าสอบผ่านข้อเขียน  (เย้) เผอิญว่าศาลโอไฮโอได้แค่รับลงทะเบียนว่าเราเป็นล่ามภาษาไทยได้เท่านั้น (Registered Interpreter) แต่ไม่สามารถจะรับรองวิทยฐานะ (Certified Interpreter) ได้ เส้นทางการสอบของชั้นเลยจบแค่สอบข้อเขียนและทดสอบระดับภาษาไทย ในขณะที่ล่ามภาษาอื่น ๆ เช่น สเปน จีน หรือ เวียดนาม ต้องผ่านการทดสอบการแปลสด ๆ ด้วย

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสอบเป็นล่ามของศาลในโอไฮโอ ค้นหาได้ที่ http://www.supremecourt.ohio.gov/JCS/interpreterSvcs/ ค่ะ

พี่เลี้ยงหมา (ชั่วคราว)

chihuahua-624924_960_720[๒๕ กันยายน ๒๕๕๙] อยู่ดี ๆ ฉันก็จับพลัดจับผลูได้เป็นพี่เลี้ยงหมาถึงอาทิตย์กว่า ๆ โดยไม่ตั้งใจ เรื่องมีอยู่ว่า คนรู้จักคนหนึ่งเกิดมีธุระต้องไปค้างที่อื่น จำเป็นทิ้งหมาไว้เฝ้าบ้านหนึ่งตัว เลยขอให้ฉันไปให้ข้าวกลางวันหมาวันละมื้อ พาออกไปเดินเพื่อให้หมาได้ฉี่และอึวันละสองรอบ (กลางวันและหกโมงเย็น) ฟังดูไม่น่าจะมีอะไรมาก บ้านเค้าก็ห่างจากเราไปแค่ 12 นาที ขับรถไปแป๊ปเดียวก็ถึงละ การเตรียมอาหารให้ก็ง่าย ๆ มีสูตรตั้งไว้แล้วตามขั้นตอนหนึ่ง-สอง-สาม ว่าเอาอันนี้ผสมอันนี้เป็นจำนวนเท่านี้ ให้กินเวลานี้ ประกอบกับตอนแรกคิดว่าแค่วันสองวันเอง ไม่น่าจะเป็นปัญหา

เอาเข้าจริง ๆ ธุระเกิดยืดยาวไม่จบภายในวันสองวันอย่างที่คาดไว้ สรุปว่าฉันต้องไปเป็นพี่เลี้ยงหมาอยู่อาทิตย์กว่า ๆ ช่วงแรก ๆ ก็ปกติดี ทุกอย่างเป็นไปตามกำหนดเวลา กินเสร็จ รอซัก 5 นาที หมาก็ออกไปอึไปฉี่ แต่ผ่านไป 5 วัน ชักไม่ง่ายอย่างนั้น หมาเริ่มแข็งข้อ เข้าใจว่าคงเครียดที่ถูกทิ้งให้อยู่บ้านคนเดียวนาน ๆ บางวันไปถึง ก็พบว่ามีอึหมากองรออยู่ในบ้านแล้ว แถมยังฉี่เลอะเต็มพื้นครัวอีกด้วย โชคดีที่อึหมาแข็ง ไม่นิ่มเละ ๆ เลยเก็บง่าย ไม่เลอะ ไม่ยุ่งยาก

ถามเพื่อน ๆ คนอื่นในคลีฟแลนด์ว่า เวลาเค้ามีธุระต้องทิ้งบ้านไปหลาย ๆ วัน และเอาสัตว์เลี้ยงไปด้วยไม่ได้ เค้าทำกันอย่างไร ส่วนใหญ่จะใช้วิธีจ้าง House sitter คือให้คนมานอนค้างที่บ้าน ดูแลบ้านด้วย ดูแลสัตว์เลี้ยงด้วย หรือไม่อย่างนั้นก็ส่งสัตว์เลี้ยงไปที่ที่เค้ารับ pet boarding ถ้าที่ไหนราคาไม่แพง เค้าก็รับหมาไปนอนไม่คิดมาก แต่ถ้าทีราคาแพงหน่อย เค้าจะพิถีพิถันมาก ต้องขอใบรับรองกาารฉีดวัคซีน ต้องให้หมาทำหมันให้เรียบร้อย จากนั้นทั้งเจ้าของและสัตว์ต้องไปทำ Assessment ประเมินว่าบุคลิกของห้หมาเป็นอย่างไร จะเข้ากับสัตว์เลี้ยงตัวอื่น ๆ ที่ถูกนำไปฝากไว้ได้หรือไม่ ฯลฯ

ฉันไม่เคยเลี้ยงหมาจริงจัง อยู่ที่บ้าน แม่และพี่ ๆ เป็นคนเลี้ยง ฉันเป็นแค่คนชื่นชมอยู่ห่าง ๆ พอต้องมาดูแลให้ข้าวให้นำอย่างใกล้ชิด ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า ตกลงใครเป็นเจ้าของใครกันแน่ หมาเป็นเจ้าของคน หรือคนเป็นเจ้าของหมา ดาราตลก เจอรี่ ไซน์เฟล เคยพูดว่า ถ้ามนุษย์ต่างด้าวมาเยือนโลกนี้ และเห็นคนคอยเดินตามเก็บอึหมาต้อย ๆ มนุษย์ต่างด้าวคงเข้าใจผิดแน่ ๆ ว่าหมาเป็นเจ้าโลก ไม่ใช่คน

อย่างไรก็ดี ฉันขอชื่นชมว่าเจ้าของหมาที่ฉันไปดูแลให้เลี้ยงหมา (Housing training) ได้ดีมาก คือเลี้ยงให้เป็นหมา เลี้ยงให้มันเป็นลูกน้องเรา ไม่ใช่เจ้านายเรา ถ้าหมาปวดท้องจะต้องเข้าห้องน้ำตอนที่เจ้าของหมาติดธุระอยู่ หมาก็ต้องอั้นรอให้เจ้าของหมาว่างเสียก่อน ถึงจะไปทำธุระได้ ข้อสำคัญ ทุกอย่างต้องเป็นตามเวลา ให้กินตอนนี้ ถ้ากินไม่หมด ก็ต้องรอกินวันรุ่งขึ้น ฉี่ตอนนี้ อึตอนนี้เท่านั้น หมาก็ฉลาด ทำตามกติกาที่ตั้งไว้ได้อย่างเหมาะเจาะ น่าภูมิใจแทนเจ้าของ

เรียนภาษาอิตาเลียนจากร้านทำผม

img_20160522_095653677[๒๔ กันยายน ๒๕๕๙] ไปอิตาลีช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา มีภาระกิจสำคัญคือไปร่วมงาน Prima comunione ของเอเลโอนอรา ในวันที่ 22 พฤษภาคม (หลังจากที่พลาดงานของเฟเดริโกไปแล้วในปีที่ผ่านมา)

งาน Prima comunione หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า First Communion สำหรับฉันแล้ว คล้าย ๆ กับพิธีพุทธมามกะของบ้านเรา ก่อนจะผ่านพิธีนี้ เอเล ซึ่งอายุครบ 9 ขวบในปีนี้ ต้องเข้าคอร์สเรียนเกี่ยวกับคริสตศาสนา (นิกายแคทอลิก) อยู่หลายเดือน ในพิธีนี้เอเลจะมีโอกาสได้กินขนมปัง (ซึ่งถือกันว่าเป็นเนื้อหนังของพระเยซู) เป็นครั้งแรก ถือเป็นแคทอลิกเต็มตัวและเต็มใจ

งานนี้เป็นงานใหญ่และสำคัญของครอบครัว ประหนึ่งงานโกนจุกของเมืองไทยสมัยก่อน มีญาติทั้งพ่อและฝั่งแม่แต่งตัวสวยสดงดงามมาร่วมงานอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง คุณยายดูหน้าบานภูมิใจในหลานสาวเป็นที่สุด งานของเอเลมีช่วงเช้า ใกล้ ๆ เที่ยงเสร็จงาน เสร็จแล้วทุกคนไปรวมตัวกันที่บ้านเอเลซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโบสถ์ มอบของขวัญให้สาวน้อยเจ้าของงาน และรอเวลาออกไปกินข้าวเที่ยง (ซึ่งเริ่มกินจริง ๆ ตอนใกล้บ่ายสองโมง) ที่ร้าน  Ristorante Casale di Tor di Quinto (via Casale Tor di Quinto, 1, 00191 Roma, Italy) ทุกอย่างได้รับการจัดอย่างมีพิธีรีตรอง เริ่มจากเสิร์ฟอาหารเรียกน้ำย่อยบนลานกว้างมองเห็นวิวชานเมืองกรุงโรม กินเสร็จก็ย้ายเข้ามานั่งในร้าน ซึ่งมี Seating plan ว่าใครนั่งโต๊ะไหนอย่างไร อาหารเสิร์ฟสามคอร์ส หรูหรา กินกันยาวไปจนถึงเกือบสี่โมงเย็น จากนั้นย้ายออกมาที่ลานด้านนอก เสิร์ฟเค้กและไวน์ กินกันไป ยืนคุยกันไปจนถึงหกโมงเย็น!!!

เล่ามายาว แค่จะบอกว่าด้วยความที่งานนี้เป็นงานพิเศษ ก่อนวันงานหนึ่งวัน ฉันเลยขอติดสอยห้อยตามซินยอราไปทำผมที่ร้านทำผมร้านเล็ก ๆ ใกล้บ้าน เลียนแบบพี่เอ็นโซที่ตามพ่อไปร้านทำผมในซอยเซ็นหลุยส์มาหลายปี (และชอบมาก ตอนนี้กลายเป็นว่า กลับเมืองไทยเมื่อใด ต้องไปตัดผมทุกครั้ง)

ร้านทำผมนี้ตั้งอยู่ในตึกเดียวกับซุปเปอร์มาณเก็ตโคนาด อย่างไรก็ตามจะเรียกว่าเป็นประสบการณ์ครั้งแรกในร้านทำผมอิตาเลียนก็ไม่เชิง เพราะร้านนี้บริหารงานด้วยคนจีนทั้งร้าน ซินยอราบอกว่าเค้าไดร์ผมดีมาก ทำเร็วและเรียบร้อย

img_20160522_092507841วันที่เราไปเป็นวันเสาร์ คนนั่งรอต่อคิวอยู่ประมาณ 5-6 คน มีทั้งเด็กสาวมารอถักเปียเกล้าผมและอีกหลาย ๆ คนที่รอสระผมและไดร์ รวมถึงทำเล็บ ลูกค้าจัดคิวกันเอง รู้ว่าใครมาก่อนมาหลัง ทั้งร้านมีช่าง 4 คน จำได้คุ้น ๆ ว่ามีช่างผู้ชายสองคน ผู้หญิงสองคน ทำเร็วมากจริง ๆ ทำดี นั่งดูเค้าทำผมแล้วเพลิน ฆ่าเวลาได้ดีอย่างยิ่ง

ถึงตาฉัน ช่างก็เรียกไปสระผม คนอิตาเลียนออกเสียงคำว่า แชมพู ว่าแชมโปว (Shampoo) ฉันพยายามบอกช่างว่าสระหนเดียวพอ  Uno shampoo, per favore แต่ช่างก็ไม่เข้าใจ ไม่เป็นไรสระสองครั้งก็ได้ สระเสร็จ ช่างถามว่าจะทำอะไร คำตอบที่ถูกต้องก็คือ จัดแต่งทรงผม ภาษาอิตาเลียนเรียกว่า “mess in piega” (เม ซิม ปิเอกา) ไม่ตัดผมนะ (Non tagliare i capelli)

สนุกดีค่ะ ไว้ปีหน้าจะไปลองร้านที่เป็นช่างอิตาเลียนบ้าง


ศัพท์ภาษาอิตาเลียนเกี่ยวกับร้านทำผม

  • ร้านทำผม = La parrucchiere
  • ไดร์ผม จัดแต่งผม = Mess in piega (Piegare คือการพับผ้า)
  • ตัดผม = Tagliare i capelli
  • ทรงผม = La pettinatura (Che bella pettinatura ไปทำผมใหม่มา ผมสวยจัง!)
%d bloggers like this: