Go Tribe!

๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๙] ปีนี้มีอะไร ๆ เกิดขึ้นหลายสิ่งหลายอย่าง เลวร้ายบ้าง ดีบ้างคละเคล้ากันไป โดยเฉพาะที่คลีฟแลนด์ มีข่าวใหญ่โตหลาย ๆ เรื่องตลอดปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ทีมบาสเก็ตบอล Cleveland Cavaliers (#AllIn — หมายถึงสู้กันสุด ๆ ไปเลย) ชนะเลิศได้เป็นแชมป์ประเทศ ต่อเนื่องด้วยการประชุมใหญ่ของพรรครีพับลิกันในเดือนกรกฏาคม  คั่นด้วยเหตุการณ์วิปโยคในเมืองไทย ***วันที่ ๑๓ ตุลาคม***  จากนั้นทีมเบสบอล Cleveland Indians (#GoTribe — หมายถึงทีมคลีฟแลนด์ ซึ่งมีสัญลักษณ์และชื่อทีมเป็นอินเดียนแดง) ได้ผ่านเข้าไปรอบชนะเลิศของ World Series ในปลายเดือนตุลาคม ซึ่งถึงแม้คลีฟแลนด์จะแพ้ Chicago Cubs ไปในเกมส์สุดท้าย แต่ก็ชนะใจแฟน ๆ อย่างล้นหลาม จบปีด้วยการเลือกตั้งทั่วประเทศอเมริกาต้นเดือนพฤศจิกายน ที่ทำให้เราได้รับรู้ว่า Orange Is The New Black อย่างแท้จริง

ช่วงที่มีการแข่งเบสบอล ทั้งเมืองคลีฟแลนด์และเมืองใกล้เคียงตื่นเต้นมากถึงมากที่สุด แต่ที่ฉันประทับใจมากก็คือ พิพิธภัณฑ์ศิลปะของทั้งชิคาโกและคลีฟแลนด์ ผลัดกันส่งข้อความตลก ๆ ท้าทายกันทางเฟซบุ๊ค (ฝรั่งเรียกว่า Banter) โดยดัดแปลงภาพศิลปะระดับโลกอายุเป็นร้อย ๆ ปีให้เข้ากับทีมเบสบอลของตนเอง

เริ่มจาก The Art Institute of Chicago ก่อน โปรดสังเกตว่าตัวละครในภาพวาดใส่เสื้อหรือถือสิ่งของที่มีสัญลักษณ์ของทีมเบสบอล  Chicago Cubs และ เนื่องจาก World Series แข่งกันหลายวัน (ใครชนะ 4 เกมส์ก่อน ก็ชนะเลิศไป) เราเลยได้ดูภาพวาดสวย ๆ ขำ ๆ กันหลายรูปอยู่

American Gothic (วาดในปี 1930)
ศิลปิน: Grant Wood ชาวอเมริกัน
มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1891–1942

A Sunday on La Grande Jatte (วาดในปี 1884, 1884/86)
ศิลปิน: Georges Seurat ชาวฝรั่งเศส
มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1859-1891

Barroom Scene (วาดในปี 1835)
ศิลปิน:  William Sidney Mount ชาวอเมริกัน
มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1807–1868

Paris Street; Rainy Day (วาดในปี 1877)
ศิลปิน: Gustave Caillebotte ชาวฝรั่งเศส
มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1848-1894

The Song of the Lark (วาดในปี 1884)
ศิลปิน:  Jules Adolphe Breton ชาวฝรั่งเศส
มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1827-1906

Woman Reading (วาดในปี 1879/80)
ศิลปิน:  Édouard Manet ชาวฝรั่งเศส
มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1832-1883

The Crystal Palace (วาดในปี 1871)
ศิลปิน: Camille Pissarro  ชาวฝรั่งเศส
มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1830-1903

คราวนี้ถึงตา Cleveland Museum of Art บ้าง

Portrait of Catherine Grey, Lady Manners (วาดในปี 1794)
ศิลปิน: Thomas Lawrence ชาวบริติช
มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1769-1830

Portrait of a Man, possibly Girolamo Rosati (วาดในช่วงปี 1533-1534)
ศิลปิน: Lorenzo Lotto ชาวอิตาเลียน
มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1480-1556

Nathaniel Olds (วาดในปี 1837)
ศิลปิน: Jeptha Homer Wade ชาวอเมริกัน
มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1811-1890

Half Armor for the Foot Tournament จากสมัยปี 1590
ได้มาจาก Pompeo della Cesa (Italian)

George Washington at the Battle of Princeton (วาดในปี 1779)
ศิลปิน: Charles Willson Peale ชาวอเมริกัน
มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1741-1827

A Woman’s Work (วาดในปี 1912) *** ภาพนี้ทำได้น่ารักมาก ดูดี ๆ จะเห็นว่าทางพิพิธภัณฑ์เติมถุงเท้าสีแดงไว้บนราวผ้าด้วย ซึ่งเป็นการพาดพิงถึงทีมเบสบอล Red Sox อันโด่งดังของเมืองบอสตัน
ศิลปิน: John Sloan ชาวอเมริกัน
มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1871-1951

พิพิธภัณฑ์แต่ละแห่งโพสต์ภาพเหล่านี้ทางเฟซบุ๊คทีละภาพ ทีละวัน เฉพาะวันที่มีการแข่งขัน แฟน ๆ ต้องคอยจับตาดูว่า วันนี้จะเอาภาพไหนขึ้นมาเล่น ทำอย่างนี้ถือเป็นกุโศลบายเรียกลูกค้าได้ดียิ่ง เพราะใคร ๆ ก็บ้าเบสบอล ดึงความสนใจคนที่ไม่รู้ ไม่สนใจศิลปะได้มากโขอยู่ อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าอยู่เมืองไทย จะได้ทำอย่างนี้หรือไม่ ขนาดเอาทศกัณฐ์ไปแคะขนมครก คนยังบ่นกันแล้วบ่นกันอีก

ฉันรู้สึกว่าคลีฟแลนด์ออกจะคึกคักกับ World Series กว่าสมัยตอนแข่งบาสเก็ตบอลช่วงเดือนกรกฏาคมเสียอีก (เดาว่าเป็นเพราะเดือนกรกฏาคมตรงกับช่วงซัมเมอร์ โรงเรียนปิด คนไม่อยู่ หนีไปเที่ยวที่อื่นกันเยอะ แต่ตอนนี้เป็นฤดูใบไม้ร่วง โรงเรียนเปิด คนเลยเต็มเมือง) ห้องสมุดเอย ซิติ้ฮอล์เอยต้องพากันเลื่อนหรือยกเลิกการประชมและการสัมมนา เพื่อไม่ให้ชนกับเวลาที่่มีการแข่งขัน ช่วงนั้นจะเห็นคนคลีฟแลนด์ดูอิดโรยเป็นพิเศษ เพราะกว่าจะจบเกมส์แต่ละเกมส์ก็ปาเข้าไปห้าทุ่ม เที่ยงคืน ติดต่อกันอยู่หลายคืน

ฉันเองไม่รู้เรื่องเบสบอลเลย อเมริกันฟุตบอลยังพอดูเป็น แต่เบสบอลนี่ ฟังกติกาที่พี่เอ็นโซอธิบายแล้วก็ยังงง ๆ อยู่ (เคยเรียนซอฟท์บอลตอนมัยธยม แต่ก็จำอะไรแทบไม่ได้เลย)

เรียนภาษามือ

et[๒๔ กันยายน ๒๕๕๙] สองสามอาทิตย์ที่ผ่านมา ฉันมีโอกาสได้เข้าเรียนภาษามือแบบอเมริกันที่ห้องสมุดสาขาโคเวนทรี ไม่ไกลจากบ้านเท่าไร ขับรถไปสิบนาทีก็ถึง

คลาสที่เรียนเป็นคลาสสอนภาษามือเบื้องต้นสำหรับคนที่ไม่เคยเรียนมาก่อน ผู้สอนเป็นอาจารย์มาจาก Cleveland Hearing and Speech Center มีสองคน อาจารย์คนหนึ่งเป็นคนพูดได้ปกติและอีกคนหนึ่งเป็นคนใบ้ สอนทุกวันเสาร์ ครั้งละหนึ่งชั่วโมง เรียนฟรี เพราะเป็นคลาสที่ได้รับการอุดหนุนจากเงินทุนของห้องสมุด (ซึ่งคงได้มาจากภาษีของรัฐบาลอีกทีหนึ่ง) เป็นคลาสเล็ก ๆ มีคนเรียนประมาณ 15 คน มีทั้งคนที่รู้ภาษามือมาบ้างแล้ว และคนที่ไม่รู้เรื่องเลย

ฉันสนใจจะเรียนภาษามือมาตั้งแต่หลายปีมาแล้ว สมัยที่รู้จักกับนีลและจูดี้ แต่ช่วงนั้นไม่ว่างเลยไม่มีโอกาสได้ไปเรียน และที่ห้องสมุดก็งดเปิดคลาสนี้มาหลายปี เพิ่งมาเปิดสอนอีกทีปีนี้นี่เอง นอกจากนี้ยังได้เรียนรู้จากวงการล่ามว่า ในอเมริกา นอกจากล่ามภาษาสเปนที่เป็นที่ต้องการอย่างมากแล้ว ล่ามภาษามือ (ASL – American Sign Language) ก็เป็นอีกภาษาที่มีความต้องการสูงมากในตลาดล่าม (แถมยังมีรายได้ดีกว่าล่ามภาษาสเปนเสียอีก)

อย่างไรก็ดี ที่เรียนไป ก็ไม่ได้คิดว่าจะเอาไปประกอบวิชาชีพใด ๆ  เรียนเพราะความสนใจส่วนตัว และก็ไม่ผิดหวัง เพราะเป็นคลาสที่สนุกมาก ได้เรียนรู้ว่าภาษามือก็มีโครงสร้างของตัวเองไม่เหมือนใคร ภาษามือของแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน ของไทยก็อย่างหนึ่ง ของอเมริกันก็อย่างหนึ่ง (ซึ่งของอเมริกันจะคล้าย ๆ กับของฝรั่งเศส) ใช้มือซ้ายหรือขวาได้ ไม่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าเราถนัดมื่อไหน แต่ตำแหน่งของร่างกาย ของมือ (หันเข้า หันออกจากตัว หันข้าง) สำคัญมาก ตำแหน่งต่างกัน ก็ให้ความหมายต่างกัน เวลาพูดถึงมนุษย์เพศชาย (พ่อ ตา ลุง ลูกชาย หลานชาย ฯลฯ) จะใช้มือลักษณะต่าง ๆ ชี้ทำตำแหน่งบนใบหน้าท่อนบนเหนือจมูกขึ้นไป ในขณะที่ถ้าพูดถึงมนุษย์เพศหญิง (แม่ ยาย ป้า ลูกสาว หลานสาว ฯลฯ) มือจะชี้ไปที่ตำแหน่งบนใบหน้าท่อนล่างของจมูกลงมา หรือการที่ยืนมือไปข้างหน้า จะหมายถึงเวลาในอนาคต ในขณะที่ยืนไปด้านหลังจะหมายถึงอดีต การเรียกชื่อเมืองโดยใช้ร่างกายของเราเปรียบเสมือเป็นแผนที่ และอื่น ๆ อีกมากมาย ท่อนแขนเปรียบเสมือนเส้นขอบฟ้า จะเช้าจะเย็นก็ใช้มืออีกข้างหนึ่งทำสัญลักษณ์แทนพระอาทิตย์ สิ่งสำคัญในการใช้ภาษามือคือ สีหน้าของผู้สื่อสาร ซึ่งถ้าเปรียบเป็นการพูดจาของคนทั่วไป สีหน้าก็คือน้ำเสียงของเรานี่เอง อาจารย์สอนว่า พูดภาษามือก็เหมือนกับการแสดง ถ้าเราไม่แสดงออกทางสีหน้าประกอบการทำมือ คนรับสารจะไม่เข้าใจว่าเราต้องการสื่อความหมายใด

ได้เรียนรู้ภาษามือแล้ว ฉันรู้สึกว่าภาษานี้เป็นภาษาที่กำกวมอ่ย่างล้นเหลือ สัญลักษณ์มือแบบเดียวกัน แปลได้หลายอย่าง ต้องใช้ปริบทตัดสินว่าความหมายจริง ๆ คืออะไร

เรียนภาษามือเสร็จแล้ว กลับบ้านก็มาแลกเปลี่ยนความรู้ให้พี่เอ็นโซฟัง ต่อไปเราจะได้ใช้ภาษามือเป็นภาษาลับสื่อสารกันเอง เวลาที่ไม่อยากให้คนอื่นรู้ ภาษาไหน ๆ  ก็เหมือนกัน ถ้าไม่ได้ใช้ก็ลืมเสียหมด

ก่อนปิดท้าย ขอแสดงความชื่นชมห้องสมุดของเมืองนี้ที่เป็นที่พึ่งได้หลาย ๆ ด้าน นอกจากจะมีหนังสือ ดีวีดีภาพยนตร์ เพลงให้ยืมทั้งจากห้องสมุดและทางออนไลน์แล้ว ยังมีคอร์สฝึกอบรมดี ๆ (และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย)  หรือจะใช้เป็นที่นั่งประชุมโดยมีห้องส่วนตัวให้ มีอินเทอร์เน็ตให้ใช้ สามารถพิมพ์งาน ถ่ายเอกสารหรือส่งแฟกซ์ได้ เวลาหนาวมาก ๆ ก็เข้าไปหาไออุ่น ข้อสำคัญคือมีกระจายอยู่หลาย ๆ แห่ง ไม่ต้องไปกระจุกใช้อยู่แห่งเดียว มีที่จอดรถกว้างขวาง ฉันชอบมาก อยากให้เมืองไทยมีห้องสมุดเยอะ ๆ บ้าง

So God Help Me

abc-blocks-1424464[๒๔ กันยายน ๒๕๕๙] ปลายปีที่แล้ว ฉันมีโครงการเล็ก ๆ ในใจ ตั้งใจจะสอบเป็นล่ามภาษาไทยกับศาลฏีกาของรัฐโอไฮโอให้ได้ ฉันไม่ค่อยมีโอกาสได้เป็นล่ามในศาลบ่อยครั้งเท่าไร แต่คิดว่าถ้าสอบได้ก็คงจะดี เป็นศรีแก่ตัว

การเป็นล่ามในศาลหรือในการให้การต่อหน้าทนายมีแบบแผนและกฏเกณฑ์ที่เข้มงวดมากกว่าการเป็นล่ามในสถานการณ์อื่น ๆ  (เช่น โรงพยาบาล สถานสงเคราะห์ หรือ โรงเรียน) ประมาณว่า ถ้าทำไม่ถูกแบบแผนแล้วจะทำให้เสียรูปคดี ขัดขวางกระบวนการยุติธรรม อาจจะเป็นผลร้ายหรือผลดีกับจำเลยหรือโจทก์ได้ หลักการง่าย ๆ ของการเป็นล่ามในศาลที่ฉันใช้คือ ปฏิบัติตนราวกับตัวเป็นเครื่องแปล ไม่มีตัวตน ได้ยินคนพูดมาอย่างไร ก็แปลไปตามนั้น ใช้คำสรรพนามบุุรุษที่ 1 ในการแทนตนเอง ห้ามอธิบายเพิ่มเติม ศาลใช้คำยากอย่างไร ก็รักษาระดับของภาษาไว้ ไม่ต้องไปกังวลว่าคนฟังจะฟังเข้าใจหรือไม่ และที่สำคัญคือต้องรักษาหลักจริยธรรมของความเป็นล่ามให้ครบถ้วนสมบูรณ์

สิ่งที่ดีอย่างหนึ่งของการตัดสินใจเข้าสอบครั้งนี้คือคือทำให้ฉันมีโอกาสได้เข้าอบรมการเป็นล่ามหลายครั้ง ได้ความรู้ดี ๆ มากมาย ได้รู้ว่าที่ผ่านมาเข้าใจอะไรผิด ๆ และที่สิ่งถูกต้องคืออะไร

ประโยคหนึ่งที่ล่ามในศาลต้องแปลเป็นประจำ คือคำสาบานก่อนที่จะขึ้นให้การต่อหน้าศาล คนที่ดูหนังนักสืบบ่อย ๆ คงคุ้นเคยกันดี คือ “Do you solemnly swear that you will tell the truth, the whole truth, and nothing but the truth, so help you God?”

ตรงส่วนแรก ไม่มีปัญหา แปลได้ตรง ๆ ทำนอง ว่าคุณสาบานว่าจะพูดแต่ความจริงเท่านั้นหรือไม่ ส่วนที่เป็นปัญหาสำหรับฉันคือ So help me God อ่านดูเผิน ๆ เดาเอาว่า คงขอประมาณว่าขอให้พระเจ้าช่วยเป็นบันดาลใจให้พูดแต่ความจริง แต่จริง ๆ ไม่ใช่อย่างนั้น ที่ถูกต้องคือ So help me God แปลว่า ถ้าผิดคำสาบานขอให้มีอันเป็นไป (ขอให้พระเจ้าลงโทษฉันด้วย)

ฉันเข้าใจคำนี้ผิดอยู่หลายปีทีเดียว

หลังจากที่ไปฝึกอบรมเตรียมตัวสอบข้อเขียนที่โคลัมบัส (ซึ่งอยู่ทางใต้ของคลีฟแลนด์ ขับรถไปประมาณ 2 ชั่วโมง) ช่วงต้นเดือนธันวาคม กลับมาอ่านหนังสือติวกับพี่เอ็นโซอีกเป็นเดือน ๆ เพื่อกลับไปสอบข้อเขียน (ปรนัย) ที่ศาลในเดือนมีนาคมของปีถัดไป ผลออกมาว่าสอบผ่านข้อเขียน  (เย้) เผอิญว่าศาลโอไฮโอได้แค่รับลงทะเบียนว่าเราเป็นล่ามภาษาไทยได้เท่านั้น (Registered Interpreter) แต่ไม่สามารถจะรับรองวิทยฐานะ (Certified Interpreter) ได้ เส้นทางการสอบของชั้นเลยจบแค่สอบข้อเขียนและทดสอบระดับภาษาไทย ในขณะที่ล่ามภาษาอื่น ๆ เช่น สเปน จีน หรือ เวียดนาม ต้องผ่านการทดสอบการแปลสด ๆ ด้วย

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสอบเป็นล่ามของศาลในโอไฮโอ ค้นหาได้ที่ http://www.supremecourt.ohio.gov/JCS/interpreterSvcs/ ค่ะ

พี่เลี้ยงหมา (ชั่วคราว)

chihuahua-624924_960_720[๒๕ กันยายน ๒๕๕๙] อยู่ดี ๆ ฉันก็จับพลัดจับผลูได้เป็นพี่เลี้ยงหมาถึงอาทิตย์กว่า ๆ โดยไม่ตั้งใจ เรื่องมีอยู่ว่า คนรู้จักคนหนึ่งเกิดมีธุระต้องไปค้างที่อื่น จำเป็นทิ้งหมาไว้เฝ้าบ้านหนึ่งตัว เลยขอให้ฉันไปให้ข้าวกลางวันหมาวันละมื้อ พาออกไปเดินเพื่อให้หมาได้ฉี่และอึวันละสองรอบ (กลางวันและหกโมงเย็น) ฟังดูไม่น่าจะมีอะไรมาก บ้านเค้าก็ห่างจากเราไปแค่ 12 นาที ขับรถไปแป๊ปเดียวก็ถึงละ การเตรียมอาหารให้ก็ง่าย ๆ มีสูตรตั้งไว้แล้วตามขั้นตอนหนึ่ง-สอง-สาม ว่าเอาอันนี้ผสมอันนี้เป็นจำนวนเท่านี้ ให้กินเวลานี้ ประกอบกับตอนแรกคิดว่าแค่วันสองวันเอง ไม่น่าจะเป็นปัญหา

เอาเข้าจริง ๆ ธุระเกิดยืดยาวไม่จบภายในวันสองวันอย่างที่คาดไว้ สรุปว่าฉันต้องไปเป็นพี่เลี้ยงหมาอยู่อาทิตย์กว่า ๆ ช่วงแรก ๆ ก็ปกติดี ทุกอย่างเป็นไปตามกำหนดเวลา กินเสร็จ รอซัก 5 นาที หมาก็ออกไปอึไปฉี่ แต่ผ่านไป 5 วัน ชักไม่ง่ายอย่างนั้น หมาเริ่มแข็งข้อ เข้าใจว่าคงเครียดที่ถูกทิ้งให้อยู่บ้านคนเดียวนาน ๆ บางวันไปถึง ก็พบว่ามีอึหมากองรออยู่ในบ้านแล้ว แถมยังฉี่เลอะเต็มพื้นครัวอีกด้วย โชคดีที่อึหมาแข็ง ไม่นิ่มเละ ๆ เลยเก็บง่าย ไม่เลอะ ไม่ยุ่งยาก

ถามเพื่อน ๆ คนอื่นในคลีฟแลนด์ว่า เวลาเค้ามีธุระต้องทิ้งบ้านไปหลาย ๆ วัน และเอาสัตว์เลี้ยงไปด้วยไม่ได้ เค้าทำกันอย่างไร ส่วนใหญ่จะใช้วิธีจ้าง House sitter คือให้คนมานอนค้างที่บ้าน ดูแลบ้านด้วย ดูแลสัตว์เลี้ยงด้วย หรือไม่อย่างนั้นก็ส่งสัตว์เลี้ยงไปที่ที่เค้ารับ pet boarding ถ้าที่ไหนราคาไม่แพง เค้าก็รับหมาไปนอนไม่คิดมาก แต่ถ้าทีราคาแพงหน่อย เค้าจะพิถีพิถันมาก ต้องขอใบรับรองกาารฉีดวัคซีน ต้องให้หมาทำหมันให้เรียบร้อย จากนั้นทั้งเจ้าของและสัตว์ต้องไปทำ Assessment ประเมินว่าบุคลิกของห้หมาเป็นอย่างไร จะเข้ากับสัตว์เลี้ยงตัวอื่น ๆ ที่ถูกนำไปฝากไว้ได้หรือไม่ ฯลฯ

ฉันไม่เคยเลี้ยงหมาจริงจัง อยู่ที่บ้าน แม่และพี่ ๆ เป็นคนเลี้ยง ฉันเป็นแค่คนชื่นชมอยู่ห่าง ๆ พอต้องมาดูแลให้ข้าวให้นำอย่างใกล้ชิด ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า ตกลงใครเป็นเจ้าของใครกันแน่ หมาเป็นเจ้าของคน หรือคนเป็นเจ้าของหมา ดาราตลก เจอรี่ ไซน์เฟล เคยพูดว่า ถ้ามนุษย์ต่างด้าวมาเยือนโลกนี้ และเห็นคนคอยเดินตามเก็บอึหมาต้อย ๆ มนุษย์ต่างด้าวคงเข้าใจผิดแน่ ๆ ว่าหมาเป็นเจ้าโลก ไม่ใช่คน

อย่างไรก็ดี ฉันขอชื่นชมว่าเจ้าของหมาที่ฉันไปดูแลให้เลี้ยงหมา (Housing training) ได้ดีมาก คือเลี้ยงให้เป็นหมา เลี้ยงให้มันเป็นลูกน้องเรา ไม่ใช่เจ้านายเรา ถ้าหมาปวดท้องจะต้องเข้าห้องน้ำตอนที่เจ้าของหมาติดธุระอยู่ หมาก็ต้องอั้นรอให้เจ้าของหมาว่างเสียก่อน ถึงจะไปทำธุระได้ ข้อสำคัญ ทุกอย่างต้องเป็นตามเวลา ให้กินตอนนี้ ถ้ากินไม่หมด ก็ต้องรอกินวันรุ่งขึ้น ฉี่ตอนนี้ อึตอนนี้เท่านั้น หมาก็ฉลาด ทำตามกติกาที่ตั้งไว้ได้อย่างเหมาะเจาะ น่าภูมิใจแทนเจ้าของ

เรียนภาษาอิตาเลียนจากร้านทำผม

img_20160522_095653677[๒๔ กันยายน ๒๕๕๙] ไปอิตาลีช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา มีภาระกิจสำคัญคือไปร่วมงาน Prima comunione ของเอเลโอนอรา ในวันที่ 22 พฤษภาคม (หลังจากที่พลาดงานของเฟเดริโกไปแล้วในปีที่ผ่านมา)

งาน Prima comunione หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า First Communion สำหรับฉันแล้ว คล้าย ๆ กับพิธีพุทธมามกะของบ้านเรา ก่อนจะผ่านพิธีนี้ เอเล ซึ่งอายุครบ 9 ขวบในปีนี้ ต้องเข้าคอร์สเรียนเกี่ยวกับคริสตศาสนา (นิกายแคทอลิก) อยู่หลายเดือน ในพิธีนี้เอเลจะมีโอกาสได้กินขนมปัง (ซึ่งถือกันว่าเป็นเนื้อหนังของพระเยซู) เป็นครั้งแรก ถือเป็นแคทอลิกเต็มตัวและเต็มใจ

งานนี้เป็นงานใหญ่และสำคัญของครอบครัว ประหนึ่งงานโกนจุกของเมืองไทยสมัยก่อน มีญาติทั้งพ่อและฝั่งแม่แต่งตัวสวยสดงดงามมาร่วมงานอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง คุณยายดูหน้าบานภูมิใจในหลานสาวเป็นที่สุด งานของเอเลมีช่วงเช้า ใกล้ ๆ เที่ยงเสร็จงาน เสร็จแล้วทุกคนไปรวมตัวกันที่บ้านเอเลซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโบสถ์ มอบของขวัญให้สาวน้อยเจ้าของงาน และรอเวลาออกไปกินข้าวเที่ยง (ซึ่งเริ่มกินจริง ๆ ตอนใกล้บ่ายสองโมง) ที่ร้าน  Ristorante Casale di Tor di Quinto (via Casale Tor di Quinto, 1, 00191 Roma, Italy) ทุกอย่างได้รับการจัดอย่างมีพิธีรีตรอง เริ่มจากเสิร์ฟอาหารเรียกน้ำย่อยบนลานกว้างมองเห็นวิวชานเมืองกรุงโรม กินเสร็จก็ย้ายเข้ามานั่งในร้าน ซึ่งมี Seating plan ว่าใครนั่งโต๊ะไหนอย่างไร อาหารเสิร์ฟสามคอร์ส หรูหรา กินกันยาวไปจนถึงเกือบสี่โมงเย็น จากนั้นย้ายออกมาที่ลานด้านนอก เสิร์ฟเค้กและไวน์ กินกันไป ยืนคุยกันไปจนถึงหกโมงเย็น!!!

เล่ามายาว แค่จะบอกว่าด้วยความที่งานนี้เป็นงานพิเศษ ก่อนวันงานหนึ่งวัน ฉันเลยขอติดสอยห้อยตามซินยอราไปทำผมที่ร้านทำผมร้านเล็ก ๆ ใกล้บ้าน เลียนแบบพี่เอ็นโซที่ตามพ่อไปร้านทำผมในซอยเซ็นหลุยส์มาหลายปี (และชอบมาก ตอนนี้กลายเป็นว่า กลับเมืองไทยเมื่อใด ต้องไปตัดผมทุกครั้ง)

ร้านทำผมนี้ตั้งอยู่ในตึกเดียวกับซุปเปอร์มาณเก็ตโคนาด อย่างไรก็ตามจะเรียกว่าเป็นประสบการณ์ครั้งแรกในร้านทำผมอิตาเลียนก็ไม่เชิง เพราะร้านนี้บริหารงานด้วยคนจีนทั้งร้าน ซินยอราบอกว่าเค้าไดร์ผมดีมาก ทำเร็วและเรียบร้อย

img_20160522_092507841วันที่เราไปเป็นวันเสาร์ คนนั่งรอต่อคิวอยู่ประมาณ 5-6 คน มีทั้งเด็กสาวมารอถักเปียเกล้าผมและอีกหลาย ๆ คนที่รอสระผมและไดร์ รวมถึงทำเล็บ ลูกค้าจัดคิวกันเอง รู้ว่าใครมาก่อนมาหลัง ทั้งร้านมีช่าง 4 คน จำได้คุ้น ๆ ว่ามีช่างผู้ชายสองคน ผู้หญิงสองคน ทำเร็วมากจริง ๆ ทำดี นั่งดูเค้าทำผมแล้วเพลิน ฆ่าเวลาได้ดีอย่างยิ่ง

ถึงตาฉัน ช่างก็เรียกไปสระผม คนอิตาเลียนออกเสียงคำว่า แชมพู ว่าแชมโปว (Shampoo) ฉันพยายามบอกช่างว่าสระหนเดียวพอ  Uno shampoo, per favore แต่ช่างก็ไม่เข้าใจ ไม่เป็นไรสระสองครั้งก็ได้ สระเสร็จ ช่างถามว่าจะทำอะไร คำตอบที่ถูกต้องก็คือ จัดแต่งทรงผม ภาษาอิตาเลียนเรียกว่า “mess in piega” (เม ซิม ปิเอกา) ไม่ตัดผมนะ (Non tagliare i capelli)

สนุกดีค่ะ ไว้ปีหน้าจะไปลองร้านที่เป็นช่างอิตาเลียนบ้าง


ศัพท์ภาษาอิตาเลียนเกี่ยวกับร้านทำผม

  • ร้านทำผม = La parrucchiere
  • ไดร์ผม จัดแต่งผม = Mess in piega (Piegare คือการพับผ้า)
  • ตัดผม = Tagliare i capelli
  • ทรงผม = La pettinatura (Che bella pettinatura ไปทำผมใหม่มา ผมสวยจัง!)

เลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2016

american-flag-1150851[๒๔ กันยายน ๒๕๕๙] พี่เอ็นโซเล่าว่าสองสามวันที่ผ่านมาที่ออกไปขี่จักรยานตอนบ่าย ๆ เริ่มเห็นป้ายหาเสียงเลือกตั้งปักหน้าบ้านคนมากขึ้น มีคละกันไปทั้งป้ายเชียร์ทรัมป์ ฮิลลารี่ คลินตัน และแกรี่ จอห์สัน (จากพรรคลิเบอร์แทเรียน)

ฉันตั้งใจจะเขียนเล่าเรื่องการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีตั้งแต่เดือนกรกฏาคม เพราะปีนี้พรรครีพับลิกันมาประชุมพรรคกันถึงคลีฟแลนด์ (ซึ่งเป็นพื้นที่เดียวในรัฐโอไฮโอที่ถือเสียงข้างเคโมแครต) ปีที่แล้วคนคลีฟแลนด์ตื่นเต้นกันมาก เพราะเชื่อว่า การประชุมพรรค (Republican National Convention) จะนำรายได้มหาศาลมาให้เมือง ทางรัฐบาลของเมืองลงทุนเม็ดเงินมากมาย ใช้เวลาเตรียมตัวเป็นปีเพื่อปรับปรุงตบแต่งเมืองให้สวยงาม พอถึงเวลาจริง ๆ กลับต้องปิดคลุมทุกสิ่งทุกอย่าง เอาแท่งคอนกรีตมากั้น เพราะกลัวคนประท้วงทรัมป์จะทำลายข้าวของ สมาชิกของพรรคก็มาร่วมประชมน้อยกว่าปกติมาก ได้ยินว่าตอนแรกสั่งอาหารเลี้ยงคนไว้จำนวนหนึ่ง สุดท้ายต้องลดลงเหลือ 1 ใน 3 เพราะไม่มีคนมาร่วมงานเท่าที่คิดไว้ นี่ไม่รวมถึงเงินสนับสนุนจากธุรกิจห้างร้านต่าง ๆ ที่ลดลงไปเป็นจำนวนมาก เพราะคนไม่เอาทรัมป์มีมากโขอยู่ ถ้ามาโฆษณาให้งานทรัมป์ อาจจะถูกลูกค้าเกลียดเอาได้ง่าย ๆ

ที่แย่หน่อยคือมาจัดตรงกับช่วงวันเกิดของฉันพอดี ข่าวออกเตือนว่า ถ้าไม่มีอะไรให้อยู่บ้าน เพราะอาจจะเกิดการปะทะระหว่างคนรักทรัมป์และคนไม่รักทรัมป์ สรุปว่าเลยไม่ได้ทำอะไรพิเศษฉลองวันเกิดไปโดยปริยาย

เรื่องที่ตลกที่สุดก็คือว่า ถึงแม้ว่าจอห์น เคสิก ผู้ว่าการของรัฐโอไฮโอจะเป็นสมาชิกพรรครีพับลิกัน และหนึ่งในวุฒิสมาชิกของรัฐ (ซึ่งมีทั้งหมดสองคน) ก็เป็นคนพรรครีพับลิกัน แต่ NPR รายงานว่า ไม่มีใครพูดถึงหรือสรรเสริญทรัมป์เลยแม้แต่น้อย ผู้ว่าการรัฐโอไฮโอเองยังไม่ปรากฎตัวในการประชุมพรรคเลยเสียด้วยซ้ำไป

ข่าวบอกว่าการประชุมพรรครีพับลิกันเหมือนรายการมวยปล้ำ คือดูเร้าใจตื่นเต้น รุนแรงถึงใจ แต่จริง ๆ เป็นการแสดง ในขณะที่การประชุมพรรคเดโมแครตออกแนวเฮฮาปาร์ตี้ ดารานักร้องเพียบ

คนที่เห็นความประพฤติของทรัมป์และความเคลื่อนไหวของพรรครีพับลิกันคงคิดว่า ลงอีหรอบนี้ พรรคเดโมแครตส่งเสาไฟฟ้ามาลงแข่ง ก็คงชนะทรัมป์แน่นอน แต่เอาเข้าจริง ๆ ไม่ยักกะเป็นอย่างนั้น ผลการสำรวจความคิดเห็นคนอเมริกันยังออกมาสูสีว่าจะเลือกฮิลลารี หรือโดนัลด์ ทรัมป์ดี เพื่อน ๆ หลายคนบอกว่า เซ็งมาก เผลอ ๆ จะไม่ไปลงคะแนนเสียด้วยซ้ำ

วันจันทร์นี้จะมีโต้วาทีของผู้สมัครประธานาธิบดีรอบแรก ยังแอบสงสัยว่าจะออกมาแนวไหน จะหาสาระได้หรือไม่ จะเอาอะไรมาโต้กัน (ปกติทรัมป์พูดไม่เน้นสาระ เน้นอารมณ์เป็นหลัก)

ฉันยอมรับว่าช่วงแรก ๆ ข่าวเลือกตั้งปีนี้สนุกมาก เพราะทรัมป์สร้างสีสัน พวกรายการปกิณกะบันเทิงตอนดึกก็มีเรื่องมาเล่าเสียดสีให้หัวเราะได้ทุกวัน แต่ตอนนี้ชักเบื่อ บางวันถึงกับปิดวิทยุ เลิกฟังข่าวไปพักใหญ่

อีกเดือนกว่า ๆ เราคงได้รู้กัน

 

ไข่เค็ม

received_509484609222457

ดองไข่เค็ม

[๑๓ มีนาคม ๒๕๕๙] สมัยเด็ก ๆ ช่วงที่อยู่สุราษฏร์ธานี ฉันได้กินไข่เค็มอร่อย ๆ เป็นประจำ สุราษฏร์ฯ เป็นเมืองมีชื่อเรื่องของกินอร่อย ๆ เป็นเมืองที่เต็มไปด้วย หอย(นางรม)ใหญ่ ไข่(เค็ม)แดง แหล่งธรรมะ (สวนโมกข์) พ่อเล่าว่าที่ไข่เค็มสุราษฏร์ฯ สีแดงอร่อย เพราะเป็ดที่นั่นกินเปลือกกุ้ง หัวกุ้งเป็นประจำ

เดือนที่แล้ว พลอยเล่าให้ฟังว่าที่ร้านทำน้ำพริกลงเรือ พร้อมส่งรูปประกอบ ดูน่ากินมาก เป็นรูปน้ำพริกลงเรือมีผักประกอบสวยงามโปะหน้าด้วยไข่เค็ม พลอยเล่าต่อว่าพอดีเป็ดที่เลี้ยงไว้ออกไข่เยอะ แม่ครัวที่ร้านเลยเอามาทำไข่เค็ม

ฟังแล้วเกิดไอเดีย เราทำไข่เค็มกินเองบ้างก็น่าจะสนุกและอร่อยดี แม่บอกว่าซื้อเอาน่าจะง่ายกว่า แต่ก็นั่นแหละ ซื้อจากที่ร้านเอเชียแถวนี้ เราก็ไม่รู้ว่าเขาใส่อะไรในไข่บ้าง ร้านพวกนี้เวลาซื้อของต้องดูดี ๆ วันก่อนซื้อน้ำพริกเผามา กะว่าจะทาขนมปังกินให้สะใจ มาถึงบ้าน พลิกดูใต้ขวด ปรากฏว่าหมดอายุไปเมื่อปีที่แล้ว (เซ็ง)

พลอยให้สูตรทำไข่เค็มมาอย่างดี หาเพิ่มจากอินเทอร์เน็ตบ้าง ปัญหาอย่างแรกคือ ไม่มีไข่เป็ด แต่ไม่เป็นไร ใช้ไข่ไก่น่าจะพอถูไถไปได้บ้าง ปัญหาต่อมาคนไทยทำกับข้าวเก่ง แต่ไม่มีการอธิบายปริมาณชั่งตวงที่แน่นอน ในอินเทอร์เน็ตมีแต่เขียนว่า ต้มน้ำกับเกลือ แต่ไม่ยักกะบอกว่าสัดส่วนเกลือต่อน้ำเท่าไร ตอนแรกต้มน้ำ 1 ถ้วย ต่อเกลือ 1/2 ถ้วย ปรากฏว่าเกลือไม่ยอมละลาย ต้องเพิ่มน้ำแทบแย่เชียว

IMG_20160313_092603533

ไข่เค็มทอด อร่อย

สรุปว่าวิธีทำก็ง่าย ๆ คือ ต้มน้ำ 1 ถ้วยต่อเกลือ 1/4 ถ้วย จากนั้นทิ้งให้น้ำเย็น เอาไข่ใส่โหล แล้วเทน้ำเกลือให้กลบไข่ให้มิด จากนั้นเอาถุงน้ำใส่แหมะกดไข่ไว้ อย่าให้ลอย ปิดฝา และทิ้งไว้ประมาณ 30 วัน

ไข่เค็มของฉันออกมา ไม่ค่อยเค็มเท่าไร ต้มกินไม่อร่อย แต่ทอดเป็นไข่ดาวกินกับข้าวสวยร้อน ๆ ใช้ได้เลยทีเดียว

ช่วงนี้ดูท่าว่าดวงทำกับข้าวกำลังมาแรง สองวันที่แล้วทำไข่พะโล้กิน ในที่สุดก็ฉันก็สามารถทำออกมาคล้ายๆ กับของต้นตำรับที่เมืองไทย I nailed it! ดีใจมาก หลังจากหัดทำมาเกือบ 3 ปี เคล็ดลับคือ อย่าไปทำตามวิธีที่เขียนหลังซองโลโบ้โดยเด็ดขาด ใช้ผงพะโล้นิดเดียว ละลายน้ำร้อนก่อนใส่ในหม้อ ใส่ซีอิ๊วดำและขาว น้ำตาลทรายแดงอีกนิดหน่อย อร่อยแล้ว

%d bloggers like this: