นิทรรศการโมเนต์

Monet Painting in His Garden at Argenteuil, 1873. Pierre-Auguste Renoir (French, 1841–1919). Oil on canvas; 46.7 x 59.7 cm. Wadsworth Atheneum Museum of Art, Hartford, CT, Bequest of Anne Parrish Titzell 1957.614. Photo: Allen Phillips/Wadsworth Atheneum.

ภาพโมเนต์ขณะกำลังวาดภาพในสวนที่เมือง Argenteuil วาดโดย Pierre-Auguste Renoir (French, 1841–1919) ในปี 1873 หรือ พ.ศ. 2416

[๙ มกราคม ๒๕๕๙] เวลาคุยกับเพื่อน ๆ ที่เมืองไทย ฉันมักจะออกตัวเสมอว่าคลีฟแลนด์นี่บ้านนอก เปรียบเป็นเมืองไทยก็คงได้อารมณ์ประมาณสุราษฏร์ธานี คิดอีกที ดูจะเป็นคำพูดที่เกินจริงไปหน่อย เพราะถึงแม้ว่าคลีฟแลนด์จะไม่ได้เป็นเมืองใหญ่ขนาดแอลเอ ชิคาโก นิวยอร์ก หรือ เดนเวอร์ แต่คลีฟแลนด์ก็เป็นเมืองที่มีความเป็นผู้ดีเก่า มีความสมบูรณ์เพียงพอในตัวเอง มีทีมอเมริกันฟุตบอล เบสบอล และบาสเก็ตบอล (ที่เก่งระดับต้น ๆ ของประเทศ) มีวงออเคสตร้าประจำเมือง และยังมีพิพิธภัณฑ์ศิลป์ประจำเมือง ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ศิลปะชั้นนำของประเทศเลยทีเดียว ข้อสำคัญคือเข้าชมได้ฟรี ไม่ต้องเสียเงิน ยกเว้น กรณีที่มีนิทรรศการพิเศษ อย่างที่กำลังจะเล่าในวันนี้

ทีผ่าน ๆ มา ฉันเป็นแฟนประจำของพิพิธภัณฑ์ ติดตามดูนิทรรศการของเขาเกือบทุกปี ตั้งแต่หัวข้อ Rembrandt in America เอย Yoga: The Art of Transformation เอย ปีนี้เป็นนิทรรศการพิเศษหัวข้อ “Painting the Modern Garden: Monet to Matisse” ต้องขอสารภาพว่าฉันไม่ใช่แฟนของศิลปะแบบอิมเพรสชั่นนิสม์ ที่ไปดูนี่ เพราะฮันน่ามาเปรยว่าน่าสนใจ พอได้ไปดูแล้วพบว่าตื่นตาตื่นใจมาก เพราะผู้จัดได้รวบรวมภาพวาดดัง ๆ ของ โคลด โมเนต์ (Claude Monet) และศิลปินอื่น ๆ ในยุคเดียวกัน มาจากพิพิธภัณฑ์ทั่วโลก โดยเฉพาะจาก Musee d’Orsay มาจัดแสดง กลับบ้านมาเล่าให้พี่เอ็นโซฟัง พี่เอ็นโซก็พลอยตื่นเต้นไปด้วย แถมมีการแสดงตัวว่าเป็นแฟนคลับโมเนต์อีกต่างหาก อยู่กันมาหลายปี ฉันก็เพิ่งรู้ครั้งนี้นี่เองว่าสามีชอบศิลปะยุคอิมเพรสชั่นนิสม์

สรุปว่าฉันได้ไปดูนิทรรศการนี้ถึงสองครั้ง ครั้งแรกไปกับฮันน่า คนเยอะมาก เพราะเป็นวันสำหรับผู้สูงอายุ (Senior Appreciation Day) ครั้งที่สองไปดูกับพี่เอ็นโซ ซึ่งเกือบจะไม่ได้ไปดู เพราะต้องรอให้ปิดเทอมก่อน ถึงตอนนั้นก็เป็นช่วงเทศกาลวันหยุดปีใหม่แล้ว แถมยังเป็นอาทิตย์หลัง ๆ ของนิทรรศการ บัตรเข้างานขายหมดเกลี้ยง หาบัตรได้จริง ๆ ก็วันสุดท้ายของนิทรรศการพอดี

นิทรรศการนี้จัดดีมาก ทำเอาคนที่ไม่รู้จักโมเนต์อย่างฉันเกิดอาการซาบซึ้งกับงานของโมเนต์ และศิลปินท่าน ๆ อื่นอย่างจับใจ เนื้อหาของนิทรรศการแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของธรรมชาติและสวนดอกไม้ที่มีต่อผลงานของศิลปินอิมเพรสชั่นนิสตม์ มีการจัดแสดงภาพวาดตั้งแต่ปี ค.ศ. 1890 หลังสงคราม Franco-Prussian War ไปจนถึงช่วงปกครองตนเองของปารีส หรือ Paris Commune (ประมาณสมัยรัชกาลที่ 5) ไปจนถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 (ประมาณสมัยรัชกาลที่ 6)

ได้เรียนรู้จากนิทรรศการว่า โมเนต์เป็นคนที่เอาใจใส่กับการจัดสวนมาก จะตั้งใจเลือกดอกไม้ต่างสีสัน นำมาปลูกและจัดวางในที่ต่าง ๆ กัน เพื่อให้ดอกไม้ต่างสีบานเป็นสีตัดกันสวยงาม (ในขณะที่เรนัวร์จะชอบสวนที่เป็นธรรมชาติ ไม่เติมแต่ง ออกแนวรก ๆ หน่อย) นอกจากนี้โมเนต์ก็ยังชื่นชอบศิลปะสไตล์ญี่ปุ่น ถึงขนาดสร้างสะพานข้ามคลองแบบญี่ปุ่นในสวนของเขาที่เมือง Giverny ซึ่งอยู่ในแคว้นนอร์มังดีทางตอนเหนือของฝรั่งเศส

สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ เหตุการณ์ในยุคนั้น ๆ มีอิทธิพลต่อภาพวาดของโมเนต์มาก อย่างเช่นภาพสะพานข้ามคลองแบบญี่ปุ่น ภาพด่านล่างสองภาพนี้วาดสะพานเดียวกัน ภาพทางซ้ายนี้วาดเสร็จในปี 1899 หรือ พ.ศ. 2442 ในขณะที่ภาพทางขวาวาดช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 (เสร็จในปี 1924)

          

สงครามนี้นอกจากจะนำความหดหู่มาให้แล้ว ยังทำให้อุปกรณ์ที่ใช้ในการวาดภาพหายากมาก ไม่ว่าจะเป็นสีหรือกระดาษ

พี่เอ็นโซเล่าเกร็ดให้ฟังเพิ่มเติมหลายอย่าง เช่น เมื่อเปรียบเทียบภาพวิวของ Camille Pissaro และภาพของ Paul Cezanne แล้ว จะเห็นได้ว่าภาพของ Cezanne จะเริ่มเน้นเส้นตรงและรูปเรขาคณิต ฉันว่าภาพอิมเพรสชั่นนิสต์นี่วาดยากจัง ด้วยความที่ภาพมันมัว ๆ ไปหมด ไม่เส้นแบ่งชัดเจน ศิลปินต้องแม่นยำกับการเลือกใช้สี ต้องใช้ฝีมือการแต้มพู่กันขั้นเทพ เห็นโมเนต์วาดภาพเงาสะท้อนในคลองที่ปลูกดอกบัวแล้ว ทึ่งจนพูดไม่ออกทีเดียว

ชมนิทรรศการเสร็จแล้ว ฉันเปรยกับพี่เอ็นโซว่า น่าไปดูสวนดอกไม้จริง ๆ ของโมเนต์ ที่จิแวร์นี่นะ คงจะสวยมากดีเทียว แต่พอได้เห็นวิดีโอทางยูทูป (ด้านล่าง) แล้ว ฉันว่าสวนของโมเนต์ในภาพวาดสวยกว่าสวนจริง ๆ เป็นกอง

กิจกรรมปี 2558

[๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๘] ปีนี้ผ่านไปไวราวกับโกหก เขียนเรื่องงูหลามซุ่มบนต้นหางนกยูงตั้งแต่เดือนตุลาคม แล้วก็ไม่มีโอกาสได้มาแวะเวียนเขียนบล๊อกอีกเลย นึกไม่ออกเหมือนกันว่าหายไปทำอะไรมา งานก็มาเข้ามาตามปกติ ไมได้มากหรือน้อยไปกว่าเดิม

อย่างไรก็ตาม กิจกรรมที่เพิ่มเติมขึ้นมา คือการได้ไปลงเรียนคอร์สออนไลน์กับ Coursera.org ซึ่งพี่เอ็นโซแนะนำมา เรียนแล้วก็ติดใจเป็นอย่างยิ่ง ตอนนี้เรียนวิธีการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เบื้องต้นด้วยภาษาไพธอน (Python Data Structures – University of Michigan) จบไปแล้ว 1 คอร์ส และยังใช้เวลาว่างฟังเลคเชอร์เรื่องสถาปัตยกรรมแบบโรมัน (Roman Architecture – Yale University) ที่ให้ความรู้เกร็ดประวัติศาสตร์เกี่ยวกับอาณาจักรโรมันโบราณได้อย่างเพลิดเพลิน อย่างเช่น จักรพรรดิคาลิกูล่า (Caligula) ที่แต่งตั้งให้ม้าของพระองค์ (Incitatus)ขึ้นเป็นกงสุลซึ่งถือเป็นตำแหน่งทางการเมืองที่สูงที่สุดในอาณาจักรโรมันยุคนั้น

ส่วนหนึ่งรูปแกะสลัก Fontana dei Quattro Fiumi ของ Gian Lorenzo Bernini ที่ Prof. Kleiner เล่าว่า แบร์นินิแกะขึ้นมา เพื่อเป็นการวิพากษ์วิจารณ์โบสถ์ Sant'Agnese in Agone ของคู่แข่งคือ  Francesco Borromini ที่สร้างอยู่ตรงกันข้าม สังเกตว่ารูปปั้นยกมือขึ้นบังตัวเอง ประมาณว่า เตรียมป้องกันต้วจากโบสถ์ของโบรอมินิที่จะพังลงมาทับเมื่อไรก็ไม่รู้

ส่วนหนึ่งรูปแกะสลัก Fontana dei Quattro Fiumi ของ Gian Lorenzo Bernini ที่ Professor Kleiner เล่าในวิชา Roman Architecture ว่า แบร์นินิออกมาแบบขึ้นมา เพื่อเป็นการวิพากษ์วิจารณ์โบสถ์ Sant’Agnese in Agone ของคู่แข่งตัวฉกาจคือ Francesco Borromini ที่สร้างอยู่ตรงกันข้าม สังเกตว่ารูปปั้นยกมือขึ้นบังตัวเอง สื่อให้เห็นว่าเตรียมป้องกันต้วจากโบสถ์ของโบรอมินิที่จะพังลงมาทับเมื่อไรก็ไม่รู้

บรรดาวิชาทั้งหลายที่มีการเรียนการสอนในเว็บ Coursera.org เป็นลักษณะหนึ่งของโครงการเสริมสร้างการเรียนรู้ทางอินเทอร์เน็ตที่เรียกว่า MOOC (Massive Open Online Course) ว่าไปแล้วก็คล้า่ย ๆ กับโครงการในพระราชดำริของในหลวง ที่เรารู้จักกันในนาม โครงการจัดการศึกษาด้วยระบบทางไกลผ่านดาวเทียม ที่เมืองไทยมีมานมนานแล้ว Coursera.org รวมคอร์สต่าง ๆ ซึ่งจัดทำโดยมหาวิทยาลัยดัง ๆ ในอเมริกาและทั่วโลก สามารถเข้าเรียนได้ทางอินเทอร์เน็ต เรียนเมื่อใดก็ได้ตามเวลาหรือวันที่เราสะดวก จบแต่ละบทเรียนจะมีแบบทดสอบสั้นในทำเพื่อวัดความเข้าใจ ข้อสำคัญคือไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น หรือหากต้องการประกาศนียบัตรไปประดับฝาบ้าน ก็เสียเงินค่าเรียนเล็กน้อย ไม่เกิน $100 ซึ่งถือว่าถูกมาก  ฉันคิดว่าก็ถือเป็นการโฆษณาประชาสัมพันธ์ของแต่ละมหาวิทยาลัยเอง และทำให้เข้าถึงนักศึกษาที่อยู่ทั่วโลก อย่างเช่นวิชา Python ที่ฉันเรียนนี่ มีนักศึกษาเข้าเรียนเป็นพัน ๆ คน จากทั่วทุกมุมโลกเลยทีเดียว และถึงแม้ว่าอาจารย์จะเลคเชอร์เป็นภาษาอังกฤษ ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะฟังไม่รู้เรื่อง เพราะเขาจัดทำ Closed caption หรือการบรรยายตัวอักษรไว้ให้อ่านด้วย

วิชาต่อไปที่ฉันลงเรียนคือ วิชาพื้นฐานกฏหมายของอเมริกา (An Introduction to American Law – University of Pennsylvania) ซึ่งหวังว่าจะเป็นประโยชน์ในกรณีที่ต้องไปทำงานเป็นล่ามในศาล พี่เอ็นโซก็เชียร์ให้เรียนวิชาเขียนโปรแกรมด้วย Python ต่อไปอีกนิดหนึ่ง เผื่อจะเป็นประโยชน์ขึ้นมาอีก

วันเกิดพระเยซู

IMG_20151226_105703452

หลงฤดู – ต้นไม้หน้าบ้านเริ่มออกตุ่ม เตรียมพร้อมผลิใบ [University Heights, OH – ธันวาคม ๒๕๕๘]

[๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๘] หน้าหนาวปีนี้ไม่หนาวเลยแม้แต่น้อย ทั้งที่คลีฟแลนด์ และในหลาย ๆ เมืองฝั่งตะวันออกของอเมริกา จนบัดนี้จะขึ้นปีใหม่แล้ว ฉันยังไม่ได้เอาโค้ทหนา ๆ ออกมาใส่เลยแม้แต่ครั้งเดียว อากาศประหลาดอย่างนี้ ทำให้พลอยสงสารต้นไม้และบรรดาสัตว์ป่า พี่ตุ๊เล่าว่าต้นซากุระในวอชิงตันดีซีเริ่มจะออกดอกแล้ว ต้นไม้คงงง เข้าใจผิดนึกว่าฤดูใบไม้ผลิมาถึงแล้ว แถวบ้านฉันก็มีรายงานจากเพื่อนบ้านว่า มีหมาจิ้งจอกและหมาป่าโคโยตี้ออกมาเดินตามสวนหน้าบ้านเป็นระยะ

ที่เห็นได้ชัดคือว่า อากาศอุ่นอย่างนี้แล้ว คนออกไปจับจ่ายใช้สอยกันอย่างเป็นล่ำเป็นสันมาก ปีนี้ช่วงก่อนคริสมาสต์ รถติดน่าดู โดยเฉพาะถนนหน้าห้างสรรพสินค้าทั้งหลาย คนจัดการจราจรก็จัดระบบรถวิ่งได้ดีมาก (ประชด) คือเน้นปล่อยรถที่จะเข้าห้างเป็นหลัก รถอื่นรอไปก่อน

ถึงคริสมาสต์ปีนี้อากาศจะไม่หนาวเลย พี่เอ็นโซก็ตื่นเต้นที่จะฉลองเทศกาลตามปกติ ปีนี้เรามีกิจกรรมใหม่เพิ่มขึ้นมา คือการจัด Nativity Scene หรือที่เรียกในภาษาอิตาเลียนว่า Il Presepio อธิบายเป็นไทยง่าย ๆ คือการจัดฉากจำลองการประสูติของพระเยซู  คล้ายกับบ้านตุ๊กตาหรือคอกปศุสัตว์ (The Manger หรือ La capanna) ดี ๆ นี่เอง ที่น่ารักคือคนที่นับถือศาสนาคริสต์แต่ละชาติก็จะมีการจัดฉากต่างกันไปตามวัฒนธรรมของประเทศนั้น ๆ อย่างของคนเม๊กซิกัน รูปปั้นน้อย ๆ จะใส่หมวกซอมเบโร หรืออย่างของอิตาลีก็จะเป็นคนเลี้ยงแกะมาเป่าปี่เล่นดนตรี (เรียนคนเหลานี้ว่า  Il zampognaro) อย่างไรก็ตามที่ตัวละครหลักที่ขาดไม่ได้คือ พระแม่มารี โจเซฟ ทารกเยซู และกษัตริย์ (Magi) สามพระองค์

Gli zampognari

Presepio ของคนอิตาเลียนจากต่างกับคนอเมริกันที่ว่า ตอนแรกเค้าจะคอกปศุสัตว์ขึ้นมา วางพระแม่มารี โจเซฟ แกะ ลา และตัวประกอบอื่น ๆ ไว้ก่อน แต่จะยังไม่วางทารกเยซูลงไปในฉากจนกระทั่งวันคริสมาสต์ซึ่งเป็นวันประสูติของท่านจริง ๆ ส่วนกษัตริย์สามพระองค์ ก็จะตั้งไว้ไกล ๆ และค่อย ๆ เลื่อนมาใกล้ จนถึงวัน Befana ซึ่งตามประวัติบอกว่าเป็นวันที่กษัตริย์เดินทางมาถึง ในขณะที่คนอเมริกันใส่ทุกอย่างไว้พร้อมหมด ไม่มีการมาเพิ่มทีหลัง

แอบนึกในใจว่า โชคดีที่ศาสนาพุทธไม่มีอะไรแบบนี้ เพราะวินาทีที่พระพุทธเจ้าประสูตินี่อลังการมาก ยังนึกไม่ออกว่า จะจัดดอกบัวให้ผุดขึ้นมาตอนที่ท่านเดินเจ็ดก้าวแรกได้อย่างไร

ปิดท้ายเรื่องวันคริสมาสต์ว่า คนยิวในอเมริกามีธรรมเนียมต้องไปกินอาหารจีนในวันคริสมาสต์ (สอบถามกับมินนี่แล้ว เป็นตามนี้จริง มินนี่บอกว่าคริสมาสต์ปีนี้ ไปซื้อข้าวและ Egg Foo Young – ไข่เจียวราดน้ำเกรวี่ มากินเรียบร้อยแล้ว) มีคนอธิบายว่า เป็นเพราะร้านอาหารจีนเป็นร้านอาหารประเภทเดียวที่เปิดขายอาหารในวันคริสมาสต์ นอกจากนี้ การปรุงอาหารจีนก็ยังมีอะไรที่คล้าย ๆ กับการปรุงอาหารโคเชอร์ของคนยิว คือไม่ปรุงแบบปนเนื้อสัตว์กับนมหรือเนยเข้าด้วยกัน

ขอปิดท้ายเรื่องนี้ด้วยวิดีโอขำ ๆ ของ Mr. Bean ตอน Nativity Scene

ขอสัญชาติอิตาเลียนผ่านการสมรส

Flag - Repubblica Italiana*** คำเตือน: เรื่องนี้ยาวมาก ***
[๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๘]
แต่งงานกับพี่เอ็นโซมาครบ ๓ ปี กฏหมายอิตาลีบอกว่าฉันมีสิทธิขอสัญชาติอิตาเลียนได้แล้ว (Acquisition of Italian Citizenship by Marriage – Cittadinanza per Matrimonio con Cittadino Italiano) พี่เอ็นโซหาข้อมูลจากเว็บไซต์ของสถานกงสุลอิตาลีในดีทรอยด์  ว่าฉันต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง ดูแล้ว(หลงผิด)คิดว่าไม่ยากเลยแฮะ และเราก็ไม่รีบอะไร คงไม่มีปัญหา

checklist_italian_citizenship_marriage (2)

Checklist (1/2) – Italian Citizenship by Marriage – last update November 2015

ขอเล่าก่อนว่า กรณีของฉันประหลาดกว่าคนทั่ว ๆ ไป ตรงที่ว่าฉันไม่ได้ยื่นคำร้องจากประเทศที่เป็นฉันเป็นพลเมือง และไม่ได้ยื่นคำร้องในประเทศอิตาลีโดยตรง เหตุผลนี้ทำให้ฉันต้องจัดหาเอกสารหลักฐานยื่นคำร้องจาก ๓ ประเทศ

ยอมรับว่าตอนแรกเป็นกังวลกับการขอเอกสารในไทยมากที่สุด เพราะมีเวลาน้อย กลับบ้านแค่ ๒๐ กว่าวัน ลำพังการขอใบรับรองความประพฤติจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ใช้เวลาหลายอาทิตย์แล้ว แต่โชคดีที่ผ่านไปได้ด้วยดี ทั้งนี้ต้องขอขอบพระคุณคุณ gardasee ที่ให้ข้อมูลอย่างละเอียดในบล๊อกส่วนตัว รวมไปถึงน้องเนยที่ช่วยเหลือรับเอกสารส่งต่อมาให้ สถานทูตอิตาลีในไทยก็ดีมาก ติดต่อไปตอบอีเมลอย่างรวดเร็วปานกามนิตหนุ่ม จะมีพลาดก็คือฉันไม่ได้ตรวสอบเอกสารให้ดี ไม่ได้ถ่ายสำเนาหนังสือเดินทางไป เลยต้องวิ่งลงจากตึกมาถ่ายเอกสาร

ส่วนเอกสารจากอิตาลีต้องใช้ Stato di famiglia ซึ่งโชคดีที่ปาโอโลได้สำเนามา ๒ ฉบับ เป็นอันจบ

สุดท้ายกลายเป็นว่าเอกสารที่ทำให้วุ่นวายคือเอกสารจากอเมริกา จะโทษใครก็ไม่ได้ ต่องโทษโชคชะตา ฉันติดต่อกงสุลที่ดีทรอยต์ไม่ได้ เพราะช่วงนั้นหยุดฤดูร้อน ติดต่อได้แต่เจ้าหน้าที่อีกคนซึ่งคิดว่าน่าจะเชื่อถือได้ ปรากฏว่าข้อมูลที่ได้มาดันไม่ถูกต้อง กว่าจะรู้ก็คือ ๓ เดือนต่อมา หลังจากที่ยื่นเอกสารทางอินเทอร์เน็ตไปแล้ว และไปยื่นเอกสารตัวจริงที่ดีทรอยต์ เจ้าหน้าที่สถานกงสุลพิจารณาเอกสารแล้วบอกว่า ใบรับรองความประพฤติของอเมริกาฉบับนี้ใช้ไม่ได้นะ แถมยังขาดใบรับรองจาก FBI ด้วย

Checklist (2/2) - Italian Citizenship by Marriage - last update November 2015

Checklist (2/2) – Italian Citizenship by Marriage – last update November 2015

เรื่องของเรื่องคือใบรับรองความประพฤติของอเมริกานี่ มีหลายหน่วยงานที่ออกให้ได้ ตั้งแต่ city, county, state ไปจนถึง federal government ส่วนใหญ่คนจะขอไปสำหรับประกอบสมัครงาน ใบที่ฉันยื่นไปครั้งแรกใช้ไม่ได้เพราะไปขอผิดหน่วยงาน

ฉันเลยต้องซมซานขับรถกลับมาคลีฟแลนด์ มาขอเอกสารใหม่ จำได้แม่นว่าวันนั้นขับไปคนเดียว เพราะพี่เอ็นโซต้องสอนหนังสือ เป็นวันจันทร์หลังเกิดเหตุระเบิดทีปารีสได้ไม่กี่วัน ตลอดทางไปและกลับ รวม ๖ ชม. ได้ฟังแต่ข่าวระเบิดซ้ำไปซ้ำมา แถมโดนตำรวจเรียกเพราะดันขับรถเบี่ยงซ้ายมากไปอีก

สรุปว่าเอกสารที่ฉันได้ยื่นไปประกอบด้วย

*** จากเมืองไทย
(๑) สูติบัตร + รับรองโดยกระทรวงการต่างประเทศไทย (ใช้เวลา ๑ วัน) + แปลเป็นภาษาอิตาเลียน + รับรองโดยสถานทูตอิตาลีในประเทศไทย (ให้นำสำเนาหนังสือเดินทางไปด้วย/ ใช้เวลาประมาณ ๒ อาทิตย์)

(๒) ใบรับรองความประพฤติ ออกให้โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ใช้เวลาประมาณ ๓ อาทิตย์) + รับรองโดยกระทรวงการต่างประเทศไทย (ใช้เวลา ๑ วัน)  + แปลเป็นภาษาอิตาเลียน + รับรองโดยสถานทูตอิตาลีในประเทศไทย (ให้นำสำเนาหนังสือเดินทางไปด้วย/ ใช้เวลาประมาณ ๒ อาทิตย์)

*** จากอิตาลี
(๓) ใบรับรองการสมรส (Certificato di stato di famiglia)

*** จากอเมริกา
(๔) Criminal Record Check ออกให้โดย Cuyahoga County Sheriff’s Department – Criminal Records and Warrants Division (ใช้เวลา ๑๕ นาที) + รับรองโดย Ohio State Department (Apostille) (ใช้เวลา ๑ อาทิตย์) + แปลเป็นภาษาอิตาเลียน
*** ห้ามใช้ใบรับรองของ Ohio Attorney General โดยเด็ดขาด เพราะอันนี้ใช้สำหรับสมัครงานเป็นหลัก และไม่มีลายเซ็นต์ผู้มีอำนาจประทับบนเอกสาร ***

(๕) FBI Background Check ออกให้โดย Federal Bureau of Investigation (ใช้เวลา ๑ อาทิตย์ โดยขอผ่าน approved FBI Channeler) + รับรองโดย US State Department (Apostille) (ใช้เวลา ๑ อาทิตย์) + แปลเป็นภาษาอิตาเลียน

(๖) โอนเงินค่าธรรมเนียม

เสร็จแล้วให้อัพโหลดเอกสารทางอินเทอร์เน็ตก่อน ยื่นแล้วให้รีบตามทางอีเมลว่าได้รับหรือไม่ จากนั้นทางสถานกงสุลจะนัดไปยื่นเอกสารตัวจริง กรอกแบบฟอร์ม จ่ายเงินค่าธรรมเนียมอีกประมาณ ๗๐ เหรียญ จากนั้นรอเดินเรื่องอีก ๗๓๐ วัน ใช่แล้ว อ่านไม่ผิด รออีกเจ็ดร้อยสามสิบวัน ถ้าทุกอย่างเรียบร้อยดี ก็เป็นอันเสร็จพิธี

ฉันถามเจ้าหน้าที่ที่สถานกงสุลว่าต้องมีสอบข้อเขียนไหม ได้รับคำตอบว่าไม่มี พอเห็นฉันยิ้มกริ่ม เจ้าหน้าที่ก็รีบบอกว่า แต่คุณต้องเรียนภาษาอิตาเลียนนะ (ต้องพูดให้ได้ ต้องฟังให้ได้ ต้องเขียนให้ได้) ฉันนี่หุบยิ้มแทบไม่ทัน

พี่เอ็นโซบอกว่า นี่แหละ ถึงจะไม่มีสอบข้อเขียน แต่การที่ฉันเตรียมเอกสารทั้งหลายทั้งปวง วิ่งไปวิ่งมาตามที่ต่าง ๆ เพื่อขอเอกสาร ก็ถือเป็นทดสอบว่าฉันพร้อมที่จะใช้ชีวิตสไตล์อิตาเลียนหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการที่ฉันต้องไปสถานีตำรวจที่ Cleveland Heights ถึง 3 หน เพื่อขอใบรับรองความประพฤติ ครั้งแรก เจ้าหน้าที่ไม่ยอมทำให้ บอกว่าเอกสารนี้ใช้ประกอบการขอสัญชาติไม่ได้ ครั้งที่สองฉันไปยืนยันว่า (น่าจะ)ใช้ได้ ครั้งที่สาม ไปทำใหม่ เพราะเจ้าหน้าที่กรอกข้อมูลของฉันผิด และท้ายสุด สถานกงสุลไม่ยอมรับเอกสารนี้จริง ๆ จนฉันต้องไปติดต่ออีกหน่วยงานหนึ่ง สุดท้ายแล้วใช้เวลาทั้งหมด 6 เดือนในการรวบรวมเอกสารขอสัญชาติอิตาเลียน (ถอนหายใจ)

พี่พิมยื่นหนังสือเรื่อง Head over Heel เขียนโดย Chris Harrison ให้อ่าน หนังสือเล่มนี้เล่าถึงชีวิตของผู้ชายออสเตรเลียที่ตกหลุมรักสาวอิตาเลียน และตัดสินใจย้ายถิ่นฐานไปอยู่ทางตอนใต้ของอิตาลีกับภรรยา  สิ่งที่หนังสือเล่มนี้เล่าให้ผู้อ่านฟังก็คือว่า ประสบการณ์การเป็นนักท่องเที่ยวในอิตาลี กับการที่ต้องอยู่เป็นคนอิตาลีนี่ต่างกันราวฟ้ากับดิน

ถึงตอนนี้สิ่งที่ฉันต้องฮึดสู้ต่อไปคือจะต้องเรียนภาษาอิตาเลียนให้ได้ แบบทดสอบชุดแรกในการขอสัญชาตินี้ ทำให้ฉันรู้ว่า ถ้าฉันยังสื่อสารด้วยภาษาอิตาเลียนไม่ได้ ฉันก็ไม่่สมควรที่จะถือสัญชาติอิตาลีเป็นอย่างยิ่ง

Python

[๔ ตุลาคม ๒๕๕๘] Our neighbor found a python nestled on a tree branch in our house in Bangkok. What a coincidence! I happened to complete my very first Python script on the same day!

ไม่น่าเชื่อว่างูเหลือมขนาดยักษ์จะเลื้อยมาพักผ่อนอยู่บนต้นหางนกยูงที่บ้านกรุงเทพฯ ได้ พ่อสันนิษฐานว่าเขาคงเลื้อยมาตามท่อ แล้วก็แอบขึ้นต้นไม้ไปเงียบ ๆ แม่บอกว่า เช้านี้บรรดากระรอกและนกต่างส่งเสียงร้องเจี้ยวจ้าวกันใหญ่ แต่ก็ไม่มีใครเอะใจว่าเป็นเพราะสมาชิกตัวใหม่ที่อยู่บนคบไม้ กลับไปนึกว่ามันคงหิวข้าวกันมากเป็นพิเศษ แต่ก็แปลกใจว่าทำไมไม่ยอมลงมากินกล้วยที่แขวนไว้เหมือนทุกครั้ง

ระยะหลังนี่ได้ยินเรื่องสัตว์ป่าเข้ามาเยี่ยมเยียนที่ชุมชนหลายครั้ง สองสามวันที่แล้วจูดิธเพิ่งโพสต์ลงเฟซบุ๊คว่า มีเจ้าแรคคูนขนาดใหญ่หลงเข้ามาอยู่ในบ้าน และพยายามจะปืนผ้าม่านออกทางหน้าต่าง (ข่าวว่ามีข้าวของแตกไปบ้างเหมือนกัน แต่ไม่มีเหตุการณ์เลือดตกยางออก ฉันอ่านโพสต์แล้วก็นึกในใจว่าโชคดีเท่าใดแล้วที่ไม่ใช่สกังก์) ซินยอราก็เพิ่งเล่าให้พี่เอ็นโซฟังว่า หมูป่ามาแอบกินผลไม้ที่สวนหลังบ้าน ที่แย่คือ ผลไม้ยังสุกไม่พอ มันแทะ ๆ ดม ๆ แล้วก็ทิ้งผลไม้พร้อมรอยฟันไว้บนพื้น

เดือนที่แล้วตื่นเช้ามา พี่เอ็นโซก็รีบชี้ให้ดูนอกหน้าต่าง ปรากฏว่ามีกวางตัวเมียมายืนแทะกินมะเขือเทศและพืชผักสวนครัวของมินนี่อย่างเอร็ดอร่อย ไกล ๆ ออกไปมีลูกกวางเดินอ้อยอิ่งอยู่ (อีกบ้านหนึ่ง) น่าตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างยิ่ง

ควันหลงสมเด็จพระสันตะปาปาเสด็จเยือนอเมริกา

[๒๗ กันยายน ๒๕๕๘]  สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสได้สิ้นสุดการเยือนสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการแล้วในวันนี้ โดยได้เสด็จเยือนเมืองฟิลาเดเฟีย ในรัฐเพนซิลเวเนียเป็นรัฐสุดท้าย หลังจากที่ได้เสด็จไปวอชิงตันดีซี และนิวยอร์ก

คนอเมริกันเห่อโป๊ปองค์นี้มาก ถ้าคิดตามหลักการแล้ว ออกจะประหลาดนิด ๆ เพราะประเทศนี้ คนส่วนใหญ่เป็นโปรเตสแตนท์ ไม่ได้นับถือนิกายแคทอลิก แต่ถ้าได้ฟังที่โป๊ปฟรานซิสพูดหรือแสดงออกมาแล้ว ไม่น่าแปลกใจ เพราะท่านเป็นคนสมถะอย่างมากถึงมากที่สุด บินสายการบินอาลิตาเลีย นั่งรถเฟียต ใคร ๆ ก็เลื่อมใส ข้อสำคัญคือคำพูดของท่านเข้าถึงจิตใจคนทุกประเภท แม้กระทั่งคนที่ไม่มีศาสนา (Non-believers) ดูจากข่าวแล้วออกจากปลื้มแทน ท่านไปที่ไหน คนก็มารอคอยต้อนรับกันอย่างหนาแน่น เวลาท่านหยุดทักทายเด็ก ๆ ก็จะเห็นพ่อแม่เด็กร้องไห้น้ำตาไหล ด้วยความปลาบปลื้ม ยังไม่นับถึงเรื่องที่ประธานสภาผู้แทนราษฏรของสหรัฐ นายจอห์น เบเนอร์ประกาศลาออก วันรุ่งขึ้นหลังจากที่ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าโป๊ป นายเบเนอร์นี่อินกับโป๊ปมาก นัยว่าเป็นแคทอลิกที่เคร่งครัด ตอนที่ได้ฟังโป๊ปกล่าวสุนทรพจน์ ถึงกับร้องไห้ขี้มูกโป่งต่อหน้าสื่อและกล้องโทรทัศน์อย่างไม่อายประชาชีแม้แต่น้อย

อย่างไรก็ตามวันนี้ตั้งใจจะเขียนเรื่องควันหลงหลังจากที่โป๊ปฟรานซิสเสด็จไปที่สภาคองเกรส มีรายงานข่าวว่า แก้วน้ำที่โป๊ปทรงจิบน้ำระหว่างที่กล่าวสุนทรพจน์นั้น มีสส. สหรัฐถึง ๓๐ คน แอบเอาไปดื่มต่อ ประมาณว่า ถือเป็นของศักดิ์สิทธิ์ สุดท้ายถึงขนาดมีสส. คนหนึ่งจิ๊กแก้วไป เทน้ำที่เหลือใส่ขวดเก็บอย่างดี แถมจะเอาแก้วไปให้ตำรวจตรวจลายนิ้วมือและออกใบรับรองด้วยว่า แก้วนี้โป๊ปฟรานซิสเคยจับมาแล้ว

ถ้าเป็นเมืองไทย คงไม่แปลกใจ แต่นี่เป็นอเมริกา อ่านแล้วก็อมยิ้มว่า ฝรั่งก็เป็นอย่างนี้เหมือนกันแฮะ

ปิดท้ายด้วยเกร็ดว่า รถเฟียตที่โป๊ปฟรานซิสนั่งมาจากสนามบินในวอชิงตัน ดีซี เป็นรถเฟียต 500 L คันหนึ่งน่าจะราคาประมาณ 6 แสนบาทได้ เฟียต หรือ FIAT ย่อมาจาก “Fabbrica Italiana Automobili Torino” แปลว่า รถอิตาลีที่ผลิตในตูริน

คำว่า พระสันตะปาปา ภาษาอิตาเลียนเรียกว่า อิล ป๊าปปะ สะกดเหมือนคำว่า พ่อ ทุกประการ (Il Papa/ Il papa) แต่อ่านออกเสียงต่างกัน คือ คำที่แปลว่าโป๊ป จะลงน้ำหน้กที่คำหน้า ส่วนคำที่แปลว่า พ่อ จะลงน้ำหนักที่คำหลัง เวลาได้ยินคนอิตาเลียนพูดกัน คนหูไม่ดีอย่างฉัน ต้องค่อย ๆ ฟังดี  ๆ ว่าตกลงเค้าพูดถึงพ่อ หรือถึงโป๊ป กันแน่

พุทธศาสนาในคลีฟแลนด์ไฮท์

[๑๙ กันยายน ๒๕๕๘] อ่านพบในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นประจำเมืองว่า จะมีศูนย์พุทธศาสนามาเปิดบนถนนลี (Lee Rd) ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านเท่าไหร่ ชื่อว่า “The SGI-USA Buddhist Center”  ข่าวบอกว่าศูนย์นี้เป็นสาขาหนึ่งของ องค์การ Soka-Gakkai International ซึ่งมีสาขาอยู่ทั่วอเมริกาและทั่วโลก

ฉันได้ยินข่าวนี้มาหลายเดือน ตอนแรกงงว่า อะไรคือศูนย์พุทธศาสนา จะเป็นวัดก็ไม่ใช่ เป็นโรงเรียนสอนพุทธศาสนาก็ไม่เชิง ถึงตอนนี้มาอ่านข่าวดู เลยทำให้เข้าใจว่า ก็คงเป็นลักษณะองค์การไม่แสวงหาผลกำไรแบบหนึ่งที่มีจุดมุ่งหมายที่จะถ่ายทอดแนวความคิดทางพุทธศาสนา ลองค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม ปรากฏว่าองค์การนี้ก็มีสาขาในเมืองไทย ชื่อว่า สมาคมโซคา หรือสมาคมสร้างคุณค่าสากล ผู้ก่อตั้งเป็นชาวญีปุ่น

มินนี่ถามฉันว่า ฉันจะลองไปเข้าร่วมสมาคมนี่ไหม ฉันบอกว่าไม่แน่ใจ แต่สงสัยจะไม่ เพราะเท่าที่อ่านข่าวดู เขาเก็บค่าสมาชิกด้วย ไม่ใช่ว่าจะเดินไปเข้าร่วมกิจกรรมได้ฟรี ๆ มินนี่หัวเราะและบอกว่าที่นี่อเมริกานะ องค์กรทางศาสนาไหน ๆ เขาก็เก็บค่าสมาชิกทั้งนั้น อย่างวัดยิวที่มินนี่ไปทุกอาทิตย์ เขาก็เก็บเงินค่าสมาชิกเป็นรายปี ถ้าเขาไม่เก็บแล้ว เขาจะเอาเงินที่ไหนไปจ้างคนมาทำงานในออฟฟิศเล่า

ได้ยินอย่างนี้แล้วก็ตกใจ เพราะอยู่เมืองไทย จะเข้าวัดไหน ก็ไม่ได้ต้องไปเป็นสมาชิก สามารถเข้าไปร่วมกิจกรรมได้เลย และวัดก็อยู่ด้วยเงินทำบุญจากญาติโยม — อย่างไรก็ตามฉันได้ไปถามเพื่อน ๆ ชาวคริสต์แล้วว่า อยู่อเมริกา ต้องเสียเงินเป็นสมาชิกเพื่อเข้าโบสถ์หรือไม่ เพื่อนบอกว่าไม่ต้อง ก็ทำบุญบริจาคไปตามสมควร ไม่ได้มีบังคับอะไร สรุปว่าเฉพาะวัดยิวของมินนี่เท่านั้น ที่เก็บเงินเป็นล่ำเป็นสัน

ศาสนาพุทธได้รับความนิยมที่อเมริกาพอสมควร แต่เท่าที่ฉันเข้าใจคือ ฝรั่งรับแนวคิดปรัชญาของศาสนามาปฏิบัติมากกว่าที่จะยึดถือเป็นศาสนาเหมือนบ้านเรา ซึ่งก็ดีไปอีกแบบ หลัง ๆ ฉันมีโอกาสรู้จักฝรั่งหลาย ๆ คนที่ไม่ตบยุ่ง ไม่ฆ่ามด น่าประทับใจมาก โดยเฉพาะเมื่อคิดว่า โดยปกติฝรั่งทั่วไปจะถือว่าแมลงไม่มีจิตวิญญาณไม่มีชีวิตเหมือนสิ่งมีชีวิตทั่วไป สามารถฆ่าได้โดยไม่ต้องคิด

เปิดเรื่องด้วยพระพุทธศาสนา แต่มาจบด้วยเรื่องยุงได้อย่างไร ก็ไม่รู้เหมือนกัน

 

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 31 other followers

%d bloggers like this: