ขนมคาวหวาน

[๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๘] ส่งท้ายปีเก่าปีนี้ ฉันไปยืนต่อแถวรอซื้อ Galette des rois หรือที่รู้จักกันในนาม King Cake ท่ามกลางหิมะที่โปรยปราย อุณหภูมิติดลบหกองศาเซลเซียส ที่ร้าน On the Rise ร้านขายขนมปังฮอตฮิตของเมือง

ยืนรออยู่เกือบ 10 นาที ก็ถึงคิว ไหน ๆ ก็มายืนรอจนมือชา เท้าชาไปหมดแล้ว ขอซื้อขนมอื่น ๆ กินเพิ่มพลังงานเสียน้อย อ้าว เดี๋ยวนี้เค้ามีแฮมแอนด์ชีสครัวซองท์ขายด้วยรึ

คนไทยทั่ว ๆ ไป อ่านแล้วคงงง ว่าฉันจะตื่นเต้นกับแฮมแอนด์ชีสครัวซองท์ไปทำไม ที่ไหน ๆ ก็มี ในเซเวนที่เมืองไทยยังมีเลย

ขอปรับทุกข์หน่อยว่า อยู่คลีฟแลนด์มานานหลายปี ฉันแทบไม่เคยเห็นร้านขนมปังฝรั่งขาย ขนมไส้คาวเลย ถ้าอยากจะกิน ต้องขับรถไปร้านเบเกอรี่ของคนจีนเท่านั้น ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า เมืองอื่น รัฐอื่น เค้ามีขายกันไหม พยายามจะคิดด้วยว่า ที่โรม อิตาลี เค้ากินขนมไส้คาวกันไหม แต่ก็นึกออกแต่ขนมไส้หวาน (เช่น ไส้แยม ไส้ครีม) เคยถามเพื่อนอเมริกันว่า ทำไมคนที่นี่ถึงไม่กินขนมปังไส้คาว/เค็ม (Savory) กัน ก็ไม่มีใครตอบได้ อาหารที่ใกล้เคียงที่สุดที่พอจะนึกออกน่าจะเป็น Chicken Pot Pie หรือไม่ก็ Empanadas ซึ่งฉันมักจะกิน เพื่อคลายความคิดถึงกระหรี่ปั๊ปที่เมืองไทย

ร้าน Koko Bakery 3710 Payne Ave, Cleveland, Ohio

การได้เจอแฮมแอนด์ชีสครัวซองท์ ที่ออนเดอะไรส์เช้านึ้ จึงถือเป็นการค้นพบครั้งยิ่งใหญ่โดยแท้ทรู

ทฤษฎีของฉัน คือ ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา เริ่มมีร้านเบเกอรี่เอเชียมาเปิดในคลีฟแลนด์มากขึ้น ร้านเหล่านี้ได้รับการตอบรับที่ดีอย่างมากจากคนคลีฟแลนด์ ดูร้านขนมสไตล์เกาหลีอย่าง Tour Les Jours สิ เพิ่งมาเปิดที่เมืองลินด์เฮิร์ส ใกล้บ้านมาร์ธา ไปเมื่อกลางปี ได้ข่าวว่าคนเข้าคิวรอซื้อขนมและกาแฟยาวเหยียด

ปรากฏการณ์นี้อาจจะเป็นแรงบันดาลใจให้ร้านขนมปังฝรั่งหันมาทำ ขนมไส้คาวมากขึ้น ซึ่งทำให้ฉันแฮปปี้มาก เพราะไม่ค่อยปลื้มกับขนมหวานของประเทศนี้เท่าไหร่

เหรียญเพนนี

[๒๐ ธันวาคม ๒๕๖๘] ไปซื้อต้นหอม 1 กำที่ร้านซุปเปอรมาร์เก็ตใกล้บ้านไฮเนนส์ ต้นหอมกำละ 99 เซ็นต์ ไม่มีภาษีเพิ่ม เพราะเป็นอาหารสด ราคาแค่นี้ ไม่จ่ายด้วยบัตรเครดิต ยื่นเงินสดให้คุณแคชเชียร์ 1 เหรียญ ได้เงินทอนกลับมา 5 เซ็นต์ (แทนที่จะเซ็นต์เดียว)

ยืนงงอยู่พักนึง แล้วก็นึกขึ้นได้ว่า อเมริกายุติการผลิตเหรียญ 1 เซ็นต์ หรือ เหรียญเพนนีแล้ว ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ด้วยเหตุผลว่าต้นทุนแพงเกินไป เหรียญเพนนี 1 เหรียญ มีมูลค่า 1 เซ็นต์ แต่ค่าผลิตปาเข้าไป 3 เซ็นต์

ตอนนี้ไม่มีเหรียญเพนนีใหม่ใช้แล้ว ธุรกิจจึงต้องปรับตัว โดยการออกนโยบายปัดเศษทศนิยม บางที่เคี่ยวหน่อย ก็จะปัดเศษเป็นหน่วยหลักที่ใกล้ที่สุด อย่างประกาศของ Save A Lot ด้านล่าง

แต่ไฮเนนส์ ไม่ ไฮเนนส์เจ๋งกว่านั้น ไฮเนนส์บอกว่า เราจะปัดเศษลงเท่านั้น เพื่อความประโยชน์สูงสูดของลูกค้า

คาดการณ์กันว่า การจับจ่ายใช้สอยที่ไร้เพนนี่จะกระทบผู้บริโภคเป็นมูลค่า ถึง 6 ล้านเหรียญต่อปี

บางทีก็มานั่งคิดว่า ถึงจะซื้อของนิด ๆ หน่อย ๆ ต่อไปนี้ ใช้บัตรเครดิต หรือบัตรเดบิต เป็นหลักจะดีไหม แต่ก็คิดไม่ตกเพราะค่าธรรมเนียมบัตรเครดิตที่ร้านค้าต้องจ่ายก็สูงเหลือเกิน

Handel’s Messiah

[ู๖ ธันวาคม ๒๕๖๘] ของขวัญประจำเทศกาลคริสมาสต์และวันขึ้นปีใหม่ประจำปีนี้เป็นตั๋วคอนเสิร์ต ของ George Frideric Handel’s Messiah ที่บรรเลงและขับร้องโดยวงดนตรีคลีฟแลนด์ออเคสตร้า

เคยเล่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับแฮนเดลไว้แล้วเมื่อ 15 ปีที่แล้ว อย่างไรก็ดี ดนตรีคืนนี้ให้อารมณ์ต่างไปจากวันที่ฟังที่บลอสซัมอย่างสิ้นเชิง ทั้งนักดนตรี นักร้อง คณะคอรัส ทุ่มใจตั้งใจร้องอุทิศให้กับพระเจ้าอย่างเต็มที่ สังเกตได้จากสีหน้าและท่าทาง ผู้ชมก็เกิดความปลื้มปิติอย่างล้นพ้น หลาย ๆ คน (รวมถึงพี่เอ็นโซ) ฟังดนตรีไปด้วย และอ่านเนื้อเพลงไปด้วย (เป็นเรื่องน่าสนใจมากว่า ในสูจิบัตร ใช้คำว่า the Sung Texts แทนที่จะเป็น Lyrics) ที่น่าชื่นใจมากคือ จบการแสดงแล้ว ผู้ชมยืนปรบมือให้กับวงออเคสตร้าอยู่เป็นนานแสนนาน พลังเสียงร้องของนักร้องทั้งสี่ท่านมหัศจรรย์ไปสามโลก เดาว่าปอดคงต้องใหญ่มโหฬาร หรือไม่ก็มีความสามารถในการหายใจจากผิวหนัง ที่น่าสนใจมากคือ ออกเสียง รอ เรือ ได้พริ้วมาก โดยเฉพาะ ตอนที่กล่าวถึงพระเยซูว่าท่าน… was despised and rejected of men อดคิดไม่ได้ว่า แต่ก่อนภาษาอังกฤษ ก็คงมีเสียง รอ เรือ เหมือนกัน สุดท้าย เวลาผ่านไป ใจคนก็เปลี่ยน เสียงรัวลิ้น รอ เรือ ก็ปรับไปเป็นเสียงอื่น ก็ได้แต่หวังว่าเสียง รอ เรือ คงอยู่กับภาษาไทยไปนาน ๆ

ครั้งนี้น่าจะเป็นครั้งแรกที่ได้ฟังดนตรีที่สรรเสริญเกี่ยวกับพระเจ้าอย่างจริงจังเป็นเวลา 2 ชั่วโมงกว่า และในขณะที่เมืองไทยกำลังมีประเด็นเรื่องการลุกขึ้นยืนถวายความเคารพก่อนภาพยนตร์จะเริ่มฉาย ฉันก็ได้เรียนรู้จากคอนเสิร์ตครั้งนี้ว่า ทันที่ที่ได้ยินเสียงดนตรี “Hallelujah Chorus” ดังกระหึ่มขึ้น คนอเมริกันทุกคนลุกขึ้นยืนโดยพร้อมเพรียงกันอย่างดุษณีโดยมิได้นัดหมาย ฉันเองลุกตามแทบไม่ทัน

เฟซบุ๊กของนิวยอร์กฟิลฮาร์โมนิก เล่าเรื่องดนตรี Handel’s Messiah ไว้ว่า จริง ๆ แล้วดนตรีนี้แฮนเดลประพันธ์ไว้สำหรับบรรเลงคร้ั้งแรกในเทศกาลอีสเตอร์ ที่กรุงดับลิน ในปี 1742 ทำให้ถึงบางอ้อว่า ทำไมคืนนี้เราถึงได้ฟังดนตรีที่ว่าด้วยฟื้นคืนชีพของพระเยซูด้วย

ตั้งแต่ปลายปี 2024 จนตลอดปี 2025 ที่ผ่านมา ชีวิตของฉันอัดแน่นไปด้วยคริสตศาสนา นับตั้งแต่ที่ไปลงเรียนออนไลน์เรื่องปีศักดิ์สิทธิ์ ต่อด้วยการอ่านไบเบิ้ลสำหรับเด็กน้อย อ่าน Dante’s La Divina Comedia (ฉบ้บสำหรับเด็กมัธยม) ฉันไปนรก แวะแดนชำระ และขึ้นสวรรค์ไปกับดันเต้มาเกือบทุกเสาร์อาทิตย์ เปิดพจนานุกรมแล้วเปิดอีก และในที่สุด ก็ส่งท้ายปีด้วยการมาฟัง Messiah

เปิดเรื่องด้วย Handel แต่จะขอจบด้วยประโยคเด็ด ๆ ที่ได้เรียนรู้จากการอ่าน La Divina Comedia
Buon Natale! และสวัสดีปีใหม่ 2569 ค่ะ

Nel mezzo del cammin di nostra vita
mi ritrovai per una selva oscura,
ché la diritta via era smarrita.
(Inferno, canto I)


Lasciate ogne speranza, voi ch’intrate.
(Inferno, canto III, v. 9)


Considerate la vostra semenza:
fatti non foste a viver come bruti,
ma per seguir virtute e canoscenza.
(Inferno, canto XXVI, vv. 118 – 120)


U’ben s’impingua, se non si vaneggia.
(Paradiso, canto XI, 139)


L’amor che move il sole e l’altre stelle
(Paradiso, canto XXXIII, v. 145 – ultimo verso della Divina Commedia)

Il Giubileo 2025: Urbi et Orbi

[๒๕ ธันวาคม ๒๕๖๗] ในช่วงเวลาประมาณ 19 นาฬิกา ของคืนวันที่ 24 ธันวาคม 2567 ตามเวลาท้องถิ่นกรุงโรมพระสันตะปาปาฟรานเชสโกได้ทำพิธีเปิดประตูศักดิ์สิทธิ์ (La Porta Santa) แห่งมหาวิหารนักบุญเปโตร นครรัฐวาติกันโดยการเคาะฆ้อนเงิน 3 ครั้งบนประตู วินาทีที่ประตูเปิด ถือเป็นการเริ่มต้นของปีศักดิ์สิทธิ์ (Il Giubileo) อย่างเป็นทางการ ซึ่งจะดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงวันถวายพระกุมาร (L’Epifania) 6 มกราคม 2569 โน้นเลย

Giubileo 2025, la Porta Santa è aperta. Papa Francesco: «Pensiamo ai bambini mitragliati, alle scuole e agli ospedali bombardati»

ฉันแอบตื่นเต้นกับเทศกาลจูบิเลโอมาหลายเดือน อาจารย์บุสก้าเปรย ๆ ไว้ว่า ปีหน้า ผู้คนคงแห่กันไปโรมกันมากมายมหาศาล พี่พิมไปเที่ยวมา บอกว่าสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งปิดปรับปรุง

พี่เอ็นโซอธิบายให้ผู้ไม่รู้ประสีประสาอย่างฉันฟังคร่าว ๆ ว่า โดยปกติ พระสันตะปาปาจะทรงออกประกาศสมณโองการ ให้มีปีศักดิ์สิทธิ์ทุก ๆ 25 ปี (หรือบางครั้ง อาจทรงออกประกาศเป็นกรณีพิเศษ ไม่ต้องรอให้ครบ 25 ปีก็ได้) โดยจะมีศาสนิกชน (I fedeli) พากันเดินทางจาริกแสวงบุญ (Il pellegrinaggio) ไปยังกรุงโรม และกรุงวาติกัน เพื่อทำพิธีก้าวข้าม (Varcare) ผ่านประตูศักดิ์สิทธิ์ ซึงมีทั้้งหมด 4 บาน ในมหาวิหาร 4 แห่ง กล่าวคือ (1) Basilica di San Pietro in Vaticano (2) San Giovanni in Laterano (3) Santa Maria Maggiore และ (4) San Paolo Fuori le Mura

เมื่อศาสนิกชนท่านใด ได้ทำการจาริกแสวงบุญและก้าวข้ามประตูบานใดบานหนึ่งข้างต้นแล้ว ก็จะได้รับ L’indulgenza plenaria แปลเป็นไทยว่า พระคุณการุญครบบริบูรณ์ หรือแปลเป็นไทยให้ง่าย ๆ อีกครั้งว่า ได้รับการอภัยและชดใช้บาปอย่างครบถ้วน

เดือนที่ผ่านมา ฉันเกิดริอ่านไปลงเรียนสนทนาภาษาอิตาเลียนออนไลน์ กับสถาบัน Dante Alighieri เป็นคลาสที่เน้นการเรียนเรื่องปีจูบิเลโอเป็นหลัก เรียนกันอาทิตย์ละชั่วโมงครึ่ง ทุกวันเสาร์เวลา 10:00 น. ตอนแรกที่ลงเรียน เพราะมีอาการอยากรู้อยากเห็นว่าปีจูบิเลโอมีความเป็นมาและเป็นไปอย่างไร เอาเข้าจริง ๆ กลายเป็นว่า คุณครูจะเลคเชอร์เล็ก ๆ น้อย ๆ ตอนต้นชั่วโมง ที่เหลือเราต้องไปทำการบ้าน ค้นคว้าหาข้อมูลมานำเสนอหน้าห้อง ในครั้งต่อไป เพื่อนร่วมเรียนเป็นสาว ๆ ชาวอเมริกันประมาณ 7 คน ได้บรรยากาศต่างจากที่เรียนกับครูก้าเป็นอย่างมาก บางครั้งคุณครู (ดันเต้) จะให้อ่านออกเสียงจากบทความภาษาอิตาเลียน อ่านเสร็จแล้วต้องแปลเป็นภาษาอังกฤษอีก แอบคิดในใจเหมือนกันว่านี่เราได้โชคสองชั้น ได้ฝึกทั้งภาษาอังกฤษและภาษาอิตาเลียนไปพร้อม ๆ กันเลยแฮะ

อย่างไรก็ดี คลาสสนทนาครั้งนี้ ทำให้ฉันได้มีโอกาสค้นคว้าและได้เรียนรู้อะไร ๆ เกี่ยวกับศาสนาคริสต์ในอิตาลีเพิ่มขึ้นอีกมากมาย เช่น เส้นทางการจาริกแสวงบุญต่าง ๆ (อย่างเช่น Via Francigena) แต่ที่ประทับใจมากที่สุด คือเรื่องบันไดศักดิ์สิทธิ์ (La Scala Santa) ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณโบสถ์ Basilica di San Giovanni in Laterano นัยว่าเป็นบันไดโบราณ โดยพระแม่ Sant’Elena (พระมารดาของจักรพรรดิคอนสแตนติโน) เป็นผู้ย้ายบันไดนี้มาจากกรุงเยรูซาเล็มต้ั้งแต่ ปี ค.ศ. 326 เล่ากันว่าเป็นบันไดที่พระเยซูเดินขึ้น เพื่อไปรับฟังคำตัดสินจากท่านผู้ว่าฯ Ponzio Pilato ประมาณว่าระหว่างเดินไป ก็โดนโบยไป เลยทำให้เชื่อกันว่ายังมีคราบเลือดของพระเยซูติดอยู่บนขั้นบันไดนี้

ขอเล่าเรื่องบันไดต่อ.. บันไดนี้มีทั้งหมด 28 ขั้น ความพิเศษคือห้ามเดินบนบันไดโดยเด็ดขาด (Non calpestare mai!) ต้องคลานเข่าขึ้นไป พร้อมกับสวดมนต์ไปด้วยเท่านั้น ประวัติศาสตร์ระบุไว้ว่า ตอนที่ช่างติดตั้งบันไดนี้ ต้องติดตั้้งจากบนลงล่าง เพื่อป้องกันไม่ให้มีการเหยียบย่ำโดยเด็ดขาด คุณสามีฟังแล้วบอกว่านึกถึงตอนขึ้นนครวัดเลยแฮะ

คาดกันว่า ตลอดปี 2568 จะมีคริสต์ศาสนิกชนกว่ายี่สิบล้านคนเดินทางไปร่วมพิธีนี้ในกรุงโรม แต่เท่าที่ได้ยินมาคือ ประชาชนชาวโรมไม่ตื่นเต้นเลย แถมออกจะกังวลว่าปีหน้าชีวิตคงสับสนน่าดู อย่างไรก็ดี ฉันยังแอบสงสัยว่า จะมีคนไปมากขนาดนั้นจริง ๆ หรือ เท่าที่คุยกับชาวคาทอลิกทั้้งในเมืองไทย และเมืองอเมริกา ยังไม่ได้ยินว่าจะมีใครสนใจหรือรู้เรื่องเท่าไร แต่เพื่อเป็นการไม่ประมาท พี่เอ็นโซก็จองตั๋วไปเยี่ยมบ้านปีหน้า เสร็จเรียบร้อยแล้ว เร็วกว่าทุก ๆ ปี

Merry Christmas และ Happy Hanukkah ค่ะ

ทางรถไฟใต้ดิน

[๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๗] ไปเที่ยวมิวเซียมกับฮันนาห์มาค่ะ เป็นมิวเซียมเล็ก ๆ ชื่อ
Cozad-Bates House Interpretive Center อยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยที่พี่เอ็นโซสอนอยู่ ก่อนที่จะมาเป็นพิพิธภัณฑ์ สถานที่นี้เคยเป็นบ้านที่ใช้เป็นที่พักพิงของขบวนการ Underground Railroad (UGRR) ซึ่งแม้ชื่อจะฟังดูเหมือนเกี่ยวกับรถไฟ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่มีสิ่งใด ๆ เกี่ยวกับรถไฟเลยแม้แต่น้อย หากเป็นเรื่องของเครือข่ายลับอันกล้าหาญของชาวอเมริกัน ทั้งหญิงและชาย ทั้งผิวขาวและผิวดำ ในช่วงก่อนสงครามกลางเมือง เครือข่ายนี้เกิดจากอุดมการณ์ของกลุ่มที่ต้องการปลดปล่อยทาส Abolitionists ที่ร่วมมือกันช่วยเหลือทาสที่หลบหนี—ซึ่งเรียกกันว่า freedom seekers หรือ fugitives—ให้เดินทางจากรัฐทางใต้ขึ้นสู่เสรีภาพทางเหนือ และต่อไปยังแคนาดา (ซึ่งไม่มีการค้าทาส)

ว่ากันว่า Underground Railroad เริ่มต้นตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 17 ต่อเนื่องยาวนานถึงศตวรรษที่ 19 แต่ละจุดพักถูกเรียกว่า station ผู้ช่วยเหลือเรียกว่า conductors คนหลบหนี เรียกว่า “Passengers” หรือ “Freight” และเพื่อความปลอดภัยของทุกฝ่าย จะไม่มีใครรู้แผนทั้งหมด ทุกคนรู้เพียงบทบาทของตนเอง หนึ่งในผู้นำที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ แฮเรียต ทับแมน (Harriet Tubman)

เมืองคลีฟแลนด์ เป็นหนึ่งในเมืองที่เป็นศูนย์กลางสำคัญของขบวนการนี้ เนื่องจากตั้งอยู่ใกล้เส้นแบ่งระหว่างรัฐทาสกับรัฐเสรี และอยู่ไม่ไกลจากรัฐทางใต้อย่างเคนตักกี้ อีกทั้งยังเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญก่อนข้ามทะเลสาบอีรีไปยังแคนาดา เล่ากันว่า ขบวนการนี้เรียกเมืองคลีฟแลนด์ โดยใช้โค้ดเนมว่า “Hope”

มีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยว่า Conductor มักจะพาคนหนีในคืนวันเสาร์ จะได้มีเวลาหนีนาน ๆ เพราะกว่าการแจ้งความหรือประกาศตามหาจะเริ่มต้นได้ ต้องรอถึงเช้าวันจันทร์ คณะจะเดินทางในเวลากลางคืน มุ่งหน้าไปทางเหนือ ใช้สัญลักษณ์จากธรรมชาติ เช่น มอสที่ขึ้นบนต้นไม้ เป็นแนวทางบอกทิศ และเลือกหลบหนีในช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงก่อนเข้าหน้าหนาว เพราะกลางคืนยาวนานขึ้น และอากาศยังไม่หนาวจัดจนเกินไป

เนื่องจากเครือข่ายนี้เป็นปฏิบัติการลับสุดยอด เลยไม่มีการเก็บสถิติแน่นอนว่ามี “สินค้า” แวะเวียนมาพักที่บ้านหลังนี้กี่คน แต่มีการคาดการณ์ว่า ในช่วง UGRR น่าจะมีอย่างน้อยเป็นพัน ๆ คนที่ได้มาแวะหยุดที่นี่

อ่านข้อมูลจากหนังสือพิมพ์สมัยนั้นแล้ว เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากกว่า พรรคเดโมแครทในยุคนั้น มีแนวคิดต่างกับสมัยนี้มาก

ขอจบดื้อ ๆ แบบไม่เกี่ยวอะไรกับใครเลยว่า สมัยที่พี่น้อง Van Sweringen มาสร้างเมือง Shaker Heights ในช่วงต้นคริสตศตวรรษที่ 20 นั้น ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ซื้อที่ได้ ต้องเป็นคนผิวขาว เป็นแองโกลแซกซัน นับถือโปรเตสแตนท์

2024 Unseen Italy: น้ำตกแห่ง Marmore และอารามแห่ง Greccio

La cascata delle Marmore

[กันยายน 2567] จั่วหัวเรื่องให้ดูตื่นเต้นไปอย่างนั้นเอง จริง ๆ สถานที่ที่จะกล่าวถึงในตอนนี้ เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวทั่วโลกมากมาย หยวน ๆ ว่า อาจจะถือเป็นอันซีนของชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อย่างผู้เขียน เป็นต้น) ตอนที่แวะไปเยือนไม่เห็นนักท่องเที่ยวหัวดำ ๆ แต่อย่างใด ถ้าใครมีโอกาสได้แวะไปแถวภาคกลางของอิตาลี ก็อยากจะเชิญชวนให้ไปเที่ยวกัน

คุณสามีเป็นผู้วางแผนการท่องเที่ยว (เช่นเคย) ตั้งใจกันว่า ทุก ๆ ปี ก่อนจะแวะไปสวัสดีเลาร่าที่กันยาโน เราหาเมืองเล็ก ๆ น้อย ๆ แวะกันระหว่างทาง จุดหมายของพี่เอ็นโซในปีนี้คือ น้ำตกมาร์มอเร่ ในแคว้นอุมเบรีย และต่อด้วยอารามของพระนิกายฟรานซิสกันแห่งเมืองเกรกโจ้ ในแคว้นลาซิโอ

เราออกจากบ้านของลอรองต์ประมาณเก้าโมงเช้า ขับรถขึ้นเหนือไป จากโรมใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่ง เพลิดเพลินไปกับวิวข้างทางและลอดใต้อุโมงค์ตัดผ่านภูเขาลูกโตหลายครั้ง จนถึงเมือง Terni ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Parco Fluviale del Nera ที่มีน้ำตก Mamore เป็นนางเอก มีน้ำตกที่อื่นให้ดูมากมาย ทำไมต้องถ่อมาถึงมาร์มอเร คำตอบคือมาร์มอเร ไม่ใช่น้ำตกที่เกิดจากธรรมชาติทั่วไป มาร์มอเรเป็นน้ำตกที่แรกของโลกที่สร้างโดยฝีมือมนุษย์ ชาวโรมัน เกือบสองพันห้าร้อยปีที่แล้ว ในปี 271 ก่อนคริสตกาล มีความสูงถึง 165 เมตร ความแรงของน้ำที่กระเด็นมาโดนตัว ทำให้ผู้เขียนนึกดีใจว่าติดเสื้อกันลมกันฝนมาด้วย

บันทีกในประวัติศาสตร์ระบุไว้ว่า ชาวโรมันตั้งใจสร้างน้ำตกนี้ขึ้นมา เพื่อจะจัดการทางระบายน้ำไม่ให้ไปท่วมพื้นที่ราบในหุบเขา Rieti ทำให้แทนที่น้ำจากแม่น้ำ Velino จะไหลลงไปท่วม Rieti ก็เปลี่ยนทางน้ำให้มาตกที่หน้าผานี้และไหลไปรวมกับแม่น้ำ Nera แทน นอกจากนี้เป็นไปได้ว่าเป็นการจัดการให้น้ำไหล ไม่ให้น้ำนิ่งอยู่กับที่ ป้องกันไม่ให้เป็นแหล่งเพาะยุงที่จะทำให้เกิดไข้มาเลเรียด้วย (เกร็ดเพิ่มเติม คำว่า มาเลเรีย เป็นคำมาจากภาษาอิตาเลียนในยุคกลาง Mala aria แปลว่า อากาศเสีย คนสมัยก่อนคิดว่า โรคนี้เกิดขึ้นเพราะอากาศไม่ดี อากาศร้อน ซึ่งก็จริง เพราะพออากาศร้อน ยุงก็เยอะเชียว)

ที่อุทยาน มีป้ายเตือนให้ระวังเล็บน้องหมาที่อาจจะเข้าไปติดในพื้นบันไดที่เป็นตะแกรงเหล็กด้วย

ค่าเข้าชมน้ำตกมาร์มอเรและอุทยานแห่งชาติ คนละ 10 ยูโร เราไปถึงตอนสาย ๆ เดินปีนเขา ปีนบันไดชมอุทยาน รอจนตอนเที่ยง ได้เห็นตอนที่เค้าปิดน้ำตก (ใช่ ใช่ ปิดเหมือนเราปิดสวิทช์ไฟ เพื่อเอาแรงน้ำไปปั่นทำพลังงานไฟฟ้าแทน) ในอุทยานมีทางให้เดินชมธรรมชาติหลายเส้นทาง ได้เห็นพืชไม้ที่มีใบเบ้อเริ่มจนอยากจะเก็บมาทำข้าวห่อใบบัวกิน ขอแนะนำว่า ให้เอาเสื้อกันฝนติดไปด้วย น้ำเค้าแรงจริงแรงจัง ถ้าลืมเอาไป ก็ไปหาซื้อได้ที่หน้างาน ขอย้ำว่าควรต้องใส่เข้าไปเป็นอย่างยิ่ง

เราแวะกินข้าวกลางวันที่เมือง Terni จริง ๆ ไกด้ (ก็คือคุณสามี) อยากจะกินที่ร้านหนึ่ง แต่ร้านดันปิด เลยต้องเปลี่ยนแผน เดินเข้าซุปเปอร์มาร์เก็ต IPERCOOP หา Pizza al taglio กิน ถูกใจผู้เขียนมาก ได้เจอพิซซาหน้ามันฝรั่งที่โหยหามานานาน เมือง Terni นี่มีโรงงานทำเหล็กที่ใหญ่มาก ชื่อบริษัท AST และมีตึกทำการของรัฐ (ที่เดาว่าน่าจะเป็นศูนย์บัญชาการทางทหาร) ด้วย

ครึ่งเช้า เราไปทัวร์ธรรมชาติ ตกบ่ายเราต่อด้วยทัวร์วัฒนธรรมและศาสนา อารามที่เมือง Greccio ที่เราจะไปกราบสักการะในช่วงบ่ายนี่ พี่เอ็นโซตั้งใจเป็นอย่างมากถึงมากที่สุดว่าจะให้ฉันไปเห็นให้ได้ เพราะเป็นสถานที่ที่รู้กันว่า เป็นที่แรกที่จัดแสดง Il Presepio แห่งแรกของโลก ถ้าใครตามอ่านบล๊อกของฉัน คงจะรู้ว่าฉันเป็นผู้คลั่งไคล้เปรเซปิโอ หรือที่ฝรั่งเรียกกันว่า the nativity scene แปลเป็นภาษาไทยว่า ถ้ำพระกุมาร มากแค่ไหน

St Francis came to Greccio in the 13th Century and built his Sanctuary as a residence and place of meditation and worship (Credit: ChiccoDodiFC/Getty Images)
ด้านในโบสถ์ที่อารามแห่งเกรจโช

เราแวะงีบข้างทาง ก่อนจะไปถึง Greccio รถไต่ขึ้นเขาไปเรื่อย ๆ เจอโค้งหักศอกแบบ Hairpin ในเซนต์ลูเชีย ชวนให้นึกถึงทางถึงดอยสุเทพ (ถนนที่นี่เล็กกว่ามาก) เราไปถึง Santuario Eremo di Greccio (จังหวัด Rieti แคว้น Lazio) ดูเผิน ๆ ด้วยตาไม่มีแววของฉัน แล้วนึกว่าไม่น่าจะมีอะไรน่าตื่นตาตื่นใจ แต่ที่จริงแล้ว ถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่มีความสำคัญต่อคริสต์ศาสนิกชนเป็นอย่างมาก เพราะเป็นหนึ่งในอารามที่สร้างโดย นักบุญฟรังซิส แห่งอัสซีซี ผู้ตั้งคณะฟรังซิสกัน (Francesco d’Assisi) ผู้เป็นนักบุญองค์อุปถัมภ์ของประเทศอิตาลี อารามนี้สร้างบนหน้าผา เรียบง่ายตามแบบนิกายฟรานซิสกัน มองจากลานด้านข้างอารามลงมาจะเห็นหุบเขา Rieti (ใช่แล้ว นี่คือหุบเขาที่ชาวโรมันกั้นน้ำไม่ให้ท่วมโดยการสร้างน้ำตก Marmore) ระหว่างเดินไต่ขึ้นบันได (แบบเดียวกับวัดดอยสุเทพเหมือนกัน แค่ไม่มีพญานาค) เราได้พบกับคณะแสวงบุญจากฝรั่งเศสและอเมริกัน ทุกท่านอายุมากแล้ว ถือไม้สกี เดินขึ้นบันไดอย่างไม่ย่อท้อ

An ancient mural in the Sanctuary’s Chapel of Nativity Scene marks the place where St Francis held his mass (Credit: Amy McPherson)

เราได้เห็น Il Presepio แห่งแรกของโลก เป็น Presepio ที่เรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยศรัทธา ได้เห็นบริเวณที่พักของพระ โบสถ์ ไม่มีสีสรร ไม่มีทองคำประดับ ทุกอย่างทำด้วยใจ ด้านนอกมีพิพิธภัณฑ์แสดงถ้ำพระกุมารจากหลากหลายชาติทั่วโลก ได้เห็นพระกุมารผิวขาว ผิวสีน้ำตาล ผิวสีเหลือง ปากฉันก็อดฮัมเพลง One of Us ของ Joan Osborne (1995) ไปด้วยไม่ได้

ที่ Greccio เราแวะกินน้ำและน้ำชาที่บาร์ชื่อ Presepium นั่งดูเจ้าของให้อาหารกับน้องแมวจนเพลิน มีเรื่องตื่นเต้นเล็กน้อยคือ ทำกล่องใส่แว่นตากันแดดใหม่หาย หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ เริ่มใจหายว่า ทำหล่นตอนย้ายข้าวของไปไว้เก็บที่ท้ายรถที่ Terni หรือเปล่า สุดท้ายก็หาเจอ พอดีว่าเป็นกล่องสีดำ กลืนไปกับพื้นรถ ตอนแรกเลยมองไม่เห็น

ที่ Marmore
ดอกมะลิฝรั่ง ระหว่งทางเดินไปตลาด หอมมาก

ก่อนถึงกันยาโน เราแวะเพิ่มพลังด้วยน้ำ(เหม็น)กำมะถันที่ Terme di Cotilla ตามเคย แวะสวัสดีเลาร่าคราวนี้ ได้เห็นสุสานประจำตระกูลที่สร้าง (เกือบ) เสร็จแล้ว มีรูปพระแม่มารีอาประดับกระจกสวยงาม

ฉันเมารถขากลับ คราวนี้เมามากกว่าปกติเล็กน้อย เมาจนต้องหยุดอาเจียนระหว่างทางเดินขึ้นห้อง

ปิดท้ายขอเมาท์บ้านของลอรองต์ที่เราไปพัก มีคนเล่า (ด้วยความกังวล) ว่า เวลาเดินไปไหนมาไหนให้ระวังด้วย เพราะตรงนั้น เป็นแหล่ง Trassessuali ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า คนเค้ากลัวกันไปเอง หรือว่า คุณ ๆ กระเทยได้ไปสร้างวีรกรรมอะไรไว้จริง ๆ อย่างไรก็ดี บ้านลอรองต์สะดวกมากมาย ในห้องน้ำมีสายฉีดด้วย!!! ใกล้ ๆ บ้าน มีซุปเปอร์มาร์เก็ตถึง 2 แห่ง มี ร้าน Pizzeria Che Tavola Calda (V dei Due Ponti, 188, 00189 Roma) ขายสุปลี ชื่นใจ

ของกินอร่อย ๆ ก่อนวันอีสเตอร์

[๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗] ต้นอาทิตย์ที่ผ่านมา ดีเจประกาศทางวิทยุว่า ตอนนี้แมคโดนัลด์เอา Shamrock Shake และ Oreo Shamrock McFlurry มาขายอีกแล้ววววนะ ส่งสัญญาณให้ฉันรับรู้ว่าได้เวลาเทศกาลขนมนานาชาติรับฤดูใบไม้ผลิกลับมาเยือนให้เราอิ่มอ้วนอร่อยกันอีกครั้ง

อเมริกาเป็นสังคมแบบพหุวัฒนธรรม เป็นแหล่วงรวมของคนหลายเผ่าพันธุ์หลายสัญชาติ ทำให้มีขนมแปลก ๆ อร่อย ๆ มากมายเรียงหน้าเรียงตามาให้ลิ้มรสก่อนจะถึงเทศกาลอีสเตอร์ ซึ่งสำหรับฉันแล้ว ดูน่าตื่นเต้นกว่าคริสมาสต์เสียอีก อีสเตอร์บอกเราว่าสีเขียว ๆ ของต้นไม้กำลังจะกลับมาแล้ว หลังจากที่แห้งหนาวมาหลายเดือน

หนึ่งเดือนก่อนอีสเตอร์ เราเริ่มบรรเลงชีวิตด้วยขนมมากมายหลายชนิด เริ่มจากเทศกาลมาร์ดิกราส คนที่อยู่อิตาลีคงได้กินขนมอร่อย ๆ มากมาย ที่โอไฮโอ เรามีขนมที่พี่เอ็นโซเรียกว่า Frappe ส่วนคนที่นี่เรียกว่า Angel Wings (เป็นแป้งกรอบ ๆ คล้ายกรอบเค็ม โรยไอซิ่ง) เป็นขนมประเภทเบรกแตก กินแล้วเพลิน หยุดไม่ได้ และไม่อยากหยุด

ในขณะเดียวกันคนเชื้อสายโปลิช ก็จะมี Paczki (อ่านออกเสียงว่า ปูนชกี้) หน้าตาเหมือนโดนัทอ้วน ๆ กลม ๆ มีไส้หลากชนิด ทั้งไส้แยมผลไม้ ทั้งเชอรี่ มะนาว ราสเบอรี่ เป็นต้น หรือไม่ก็ใส่ครีมบาวาเรียน (มีคนแซวว่า ขนมนี้จะอ่านออกเสียงยังไงก็ได้ แต่ห้ามเรียกว่าโดนัทโดยเด็ดขาด) ร้านดังในคลีฟแลนด์คือร้าน Rudy’s Strudel ในเมืองพาร์มา ทุกวัน Fat Tuesday คนจะรอต่อคิวซื้อกันตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น

ตามมาติด ๆ ด้วย King Cake เป็นขนมฝรั่งเศสฉบับดัดแปลงโดยคนนิวออร์ลีนส์ เป็นขนมปังหวานก้อนโต โรยน้ำตาล ใส่สีม่วง เขียว เหลือง จริง ๆ ต้องมีตุ๊กตาพระกุมารซ่อนอยู่ด้วย แต่ร้านขนมแถวนี้ไม่ใส่ เพราะกลัวจะติดคอคนกิน พี่เอ็นโซให้ความเห็นว่า คิงเค้กนี้มาผิดเวลานิดหน่อย น่าจะกินช่วง Epiphany มากกว่า เพราะคิงคือหมายถึงคณะมาจิ 3 องค์

แต่ไม่เป็นไร มีอะไรมา เราก็กินทั้งนั้น

ที่เล่ามานี่คือขนมหวาน เรายังมีของคาวอย่าง Lenten Fish Fry ที่โบสถ์หลาย ๆ แห่งจะจัดขายทุกวันศุกร์ช่วงเทศกาลถือศีลอด (ระหว่าง Ash Wednesday จนถึงอีสเตอร์) ซึ่งถือเป็นการระดมเงินทุนหาเงินเข้าโบสถ์ คนไปอุดหนุนกันหนาตา คิวยาว อาหารมีเมนูง่าย ๆ คือ ปลาทอด ปลาอบ และกุ้งทอด เสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียง อย่าง โคลสลอว์ เฟรนฟราย หรือมันเทศอบ

ก่อนจะถึงวันอีสเตอร์ ก็มีเทศกาลเซนต์แพทริกส์ของชาวไอริชมาพอให้ชื่นใจพอหอมปากหอมคอ แถวบ้านฉันมีขาย Soda Bread สำหรับเทศกาลนี้ด้วย แต่ยังไม่เคยซื้อมาลองซักครั้งว่ารสชาติเป็นอย่างไร

ปิดท้ายด้วยการฉลองอีสเตอร์ กับ Colomba ขนมรูปนกพิราบของคนอิตาเลียน ก้อนโต ใส่ถั่วอัลมอนด์ ผลไม้แห้ง โรยเกร็ดน้ำตาล หรือไม่ก็กินไข่ช๊อกโกแลต ฝ่ายคนอเมริกันก็กิน Peeps หวานจัด มาร์ชมาร์โลว์เพียว ๆ สีสันจัดจ้านไม่ยอมน้อยหน้าใคร

หมดอีสเตอร์แล้ว เราพัก (กระเพาะ) ยาว ไม่มีวันหยุดทางศาสนาใหญ่ ๆ จนกว่าจะ Ferragosto ของคนอิตาเลียนในเดือนสิงหาคม หรือถ้าในอเมริกา ก็คือวันฮัลโลวีนช่วงปลายปี ไม่เหมือนศาสนาพุทธที่จะมีวันสำคัญ ต่อเนื่องเป็นระยะ ๆ ตลอดปี

ขอบันทึกไว้แบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยว่า อาทิตย์นี้ (10-11-12-13-14 กุมภาพันธ์) เป็นอาทิตย์ที่ชุลมุนมากของคนอเมริกัน วันเสาร์ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้ วันอาทิตย์มีมหกรรมซุปเปอร์โบลว์ของเทย์เทย์ ต่อด้วยการเฉลิมฉลองคาร์นิวาลในวันอังคาร และวันวาเลนไทน์ในวันพุธ พร้อม ๆ กับเริ่มการถือศีลอดไปด้วยกัน

Design a site like this with WordPress.com
Get started