ไข่เค็ม

received_509484609222457

ดองไข่เค็ม

[๑๓ มีนาคม ๒๕๕๙] สมัยเด็ก ๆ ช่วงที่อยู่สุราษฏร์ธานี ฉันได้กินไข่เค็มอร่อย ๆ เป็นประจำ สุราษฏร์ฯ เป็นเมืองมีชื่อเรื่องของกินอร่อย ๆ เป็นเมืองที่เต็มไปด้วย หอย(นางรม)ใหญ่ ไข่(เค็ม)แดง แหล่งธรรมะ (สวนโมกข์) พ่อเล่าว่าที่ไข่เค็มสุราษฏร์ฯ สีแดงอร่อย เพราะเป็ดที่นั่นกินเปลือกกุ้ง หัวกุ้งเป็นประจำ

เดือนที่แล้ว พลอยเล่าให้ฟังว่าที่ร้านทำน้ำพริกลงเรือ พร้อมส่งรูปประกอบ ดูน่ากินมาก เป็นรูปน้ำพริกลงเรือมีผักประกอบสวยงามโปะหน้าด้วยไข่เค็ม พลอยเล่าต่อว่าพอดีเป็ดที่เลี้ยงไว้ออกไข่เยอะ แม่ครัวที่ร้านเลยเอามาทำไข่เค็ม

ฟังแล้วเกิดไอเดีย เราทำไข่เค็มกินเองบ้างก็น่าจะสนุกและอร่อยดี แม่บอกว่าซื้อเอาน่าจะง่ายกว่า แต่ก็นั่นแหละ ซื้อจากที่ร้านเอเชียแถวนี้ เราก็ไม่รู้ว่าเขาใส่อะไรในไข่บ้าง ร้านพวกนี้เวลาซื้อของต้องดูดี ๆ วันก่อนซื้อน้ำพริกเผามา กะว่าจะทาขนมปังกินให้สะใจ มาถึงบ้าน พลิกดูใต้ขวด ปรากฏว่าหมดอายุไปเมื่อปีที่แล้ว (เซ็ง)

พลอยให้สูตรทำไข่เค็มมาอย่างดี หาเพิ่มจากอินเทอร์เน็ตบ้าง ปัญหาอย่างแรกคือ ไม่มีไข่เป็ด แต่ไม่เป็นไร ใช้ไข่ไก่น่าจะพอถูไถไปได้บ้าง ปัญหาต่อมาคนไทยทำกับข้าวเก่ง แต่ไม่มีการอธิบายปริมาณชั่งตวงที่แน่นอน ในอินเทอร์เน็ตมีแต่เขียนว่า ต้มน้ำกับเกลือ แต่ไม่ยักกะบอกว่าสัดส่วนเกลือต่อน้ำเท่าไร ตอนแรกต้มน้ำ 1 ถ้วย ต่อเกลือ 1/2 ถ้วย ปรากฏว่าเกลือไม่ยอมละลาย ต้องเพิ่มน้ำแทบแย่เชียว

IMG_20160313_092603533

ไข่เค็มทอด อร่อย

สรุปว่าวิธีทำก็ง่าย ๆ คือ ต้มน้ำ 1 ถ้วยต่อเกลือ 1/4 ถ้วย จากนั้นทิ้งให้น้ำเย็น เอาไข่ใส่โหล แล้วเทน้ำเกลือให้กลบไข่ให้มิด จากนั้นเอาถุงน้ำใส่แหมะกดไข่ไว้ อย่าให้ลอย ปิดฝา และทิ้งไว้ประมาณ 30 วัน

ไข่เค็มของฉันออกมา ไม่ค่อยเค็มเท่าไร ต้มกินไม่อร่อย แต่ทอดเป็นไข่ดาวกินกับข้าวสวยร้อน ๆ ใช้ได้เลยทีเดียว

ช่วงนี้ดูท่าว่าดวงทำกับข้าวกำลังมาแรง สองวันที่แล้วทำไข่พะโล้กิน ในที่สุดก็ฉันก็สามารถทำออกมาคล้ายๆ กับของต้นตำรับที่เมืองไทย I nailed it! ดีใจมาก หลังจากหัดทำมาเกือบ 3 ปี เคล็ดลับคือ อย่าไปทำตามวิธีที่เขียนหลังซองโลโบ้โดยเด็ดขาด ใช้ผงพะโล้นิดเดียว ละลายน้ำร้อนก่อนใส่ในหม้อ ใส่ซีอิ๊วดำและขาว น้ำตาลทรายแดงอีกนิดหน่อย อร่อยแล้ว

Anti-Establishmentism

วิลลี่ วองก้า กับอุมป้าลุมป้า

[๑๐ มีนาคม ๒๕๕๙] อีก 9 เดือนก็จะถึงเวลาเลือกตั้งประธานาธิบดีอเมริกา กลางปีที่แล้ว ่ช่วงที่ผู้สมัครเปิดตัวหาเสียงกันใหม่ ๆ ฉันเดาในใจว่าเลือกตั้งอเมริกาครั้งนี้ คงหนีไปพ้นคู่กัดตลอดกาลอย่าง (Jeb) Bush กับ (Hillary) Clinton เสียอีก – สองตระกูลนี้ เคยสู้กันมาแล้วสมัยปี 2535 ที่ประธานาธิบดีบุชคนพ่อ ลงเลือกตั้งแข่งกับ ประธานาธิบดีวิลเลียม เจฟเฟอร์สัน คลินตัน –  ตอนที่เห็นมิสเตอร์โดนัลด์ ทรัมป์ประกาศจะชิงชัยเข้าลงสมัครเป็นประธานาธิบดี ฉันก็ว่าฮาดี ถือเป็นการสร้างสีสรร นึกในใจว่าถ้าไม่เกิดเหตุการณ์ลักษณะ”ตกม้าตาย” กระแสของคุณทรัมป์ก็คงจะซาไปเอง ปรากฏว่าเกือบหนึ่งปีผ่านไป ชักตลกไม่ออก กลายเป็นพลิกโผไปเสียนี่

สังเกตว่าปีนี้ฉันไม่ได้เขียนเล่าถึงบรรยากาศการหาเสียงของผู้สมัครเท่าไร ไม่เหมือนเมื่อ 4 ปีที่แล้ว เพราะเบื่อกระแสคุณทรัมป์เหลือเกิน เวลามีถ่ายทอดการโต้วาทีของผู้สมัครพรรครีพับลิกัน (ซึ่งปีนี้จัดบ่อยมาก แทบจะทุกเดือน) แทนที่จะได้ยินว่านโยบายหรือแนวความคิดของผู้สมัครเป็นอย่างไร กลับได้ยินแต่คำวิพากษ์วิจารณ์เหน็บแหนม ดูถูกซึ่งกันและกัน คุณทรัมป์เองก็ใช้ภาษาได้ง่าย ๆ พื้น ๆ พูดอยู่ไม่กี่คำ เช่น Huge Great Good  แน่นอนว่าสื่อแฮปปี้มาก เพราะช่วยทำให้บรรยากาศคึกคัก แถมขายโฆษณาได้มากมาย เพราะคนติดตามชมการโต้วาทีเป็นจำนวนมาก  คนส่วนใหญ่ชอบดูคนอื่นยืนทะเลาะกันเพื่อความบันเทิงส่วนตัว ฉันว่าที่คุณทรัมป์ดังมาได้ยาวขนาดนี้ ต้องถือว่าเป็นเพราะสื่อมวลชนที่ขยันตีพิมพ์ข่าว (ซึ่งถ้าข่าวไม่ออกมาเป็นด้านลบ ก็เป็นกลาง ๆ ยังไม่เคยเห็นสื่อไหนเขียนชมคุณทรัมป์เลย)

feelthebern-magnet_grandeกระแสความนิยมของคุณทรัมป์จากพรรครีพับลิกัน ไปจนถึง ความฮ๊อตฮิตของวุฒิสมาชิกเบอร์นี่ แซนเดอร์ เจ้าของสโลแกน “Feel the Bern” จากพรรคเดโมแครต ในขณะนี้ เกิดขึ้นเพราะคนอเมริกันเกิดอาการแบบเดียวกับคนไทย คือเบื่อนักการเมือง อยากได้คนนอกเข้ามาบริหารประเทศ คนไทยเราหันไปหารัฐบาลทหาร เพราะเชื่อมั่นในความซื่อสัตย์สุจริต คนอเมริกันหลาย ๆ คน ก็เหม็นขี้หน้าพวกพรรคการเมืองกันเต็มแก่ ทำให้เกิดกระแส Anti-Establishmentism และเชื่อหมดใจว่าคุณทรัมป์คงจะบริหารประเทศได้รุ่งเรืองอย่างที่เขาบริหารธุรกิจของของเขาเอง ในขณะที่หนุ่ม ๆ สาว ๆ ก็จะชื่นชมวุฒิสมาชิกแซนเดอร์เป็นอย่างมาก ตามทฤษฎีส่วนตัว ฉันคิดว่าเป็นเพราะคนอเมริกันรุ่นนี้เริ่มไม่แน่ใจในอนาคต และอยากให้รัฐบาลมีนโยบายสวัสดิการช่วยเหลือ (ออกแนวสังคมนิยม) คนมาก ๆ ซึ๋งตรงกับที่แซนเดอร์หาเสียงไว้

ฉันไม่ขอออกความเห็นว่าคุณทรัมป์เป็นคนอย่างไร เพราะไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัว เคยเป็นแฟนติดตามรายการ The Apprentice แต่ก็เลิกดูไปนานหลายปีแล้ว ฉันว่ารายการข่าวตลกของ Stephen Colbert  ข้างล่างนี้อธิบายความเป็นทรัมป์ได้ตลกถึงใจจริง ๆ

อังคารนี้ (15 มีนาคม) ที่โอไฮโอก็จะลงคะแนนไพรมารี่แล้ว ต้องคอยลุ้นว่าใครจะชนะ

 

 

ว่าด้วยแอปเปิ้ล

IMG_20160209_170914293

กะบะขายแอปเปิ้ลนานาชนิดที่ Whole Foods

[๘ มีนาคม ๒๕๕๙] ได้ไอเดียการเขียนเรื่องแอปเปิ้ลจากการพูดคุยกับฝรั่งที่ไปพบโดยบังเอิญ ระหว่างรออาหารที่จาไมก้า อย่างที่เคยเล่าว่า เราต้องใช้เวลารออาหารในร้านจาไมก้ายาวนานมาก เลยได้โอกาสคุยกันยาวเลย

ฝรั่งสองคนที่ได้เจอ เค้ามาจากมิดเวสต์ของสหรัฐอเมริกา เขาบอกว่ามาเที่ยวจาไมก้าเป็นประจำทุกปีเลย และก็ตื่นเต้นมากที่ได้เห็นต้นกล้วยเป็นครั้งแรก เขาเพิ่งรู้ว่า ต้นกล้วยนี่ พอออกลูกปุ๊ป ก็ตายเลย แล้วเขาก็ถามเราเพื่อหาข้อมูลว่า รู้ไหมว่า เวลาปลูกกล้วย แล้วจะใช้เวลานานเท่าไรกว่าจะออกลูก ฉันเองก็ไม่รู้ ต้องไลน์มาถามพ่อและแม่ทีหลัง ถึงได้รับคำตอบว่าเป็นปี

ฝรั่งถามต่อด้วยความไม่รู้ว่า กล้วยนี่มันมีแบบเดียวสินะ เราเลยโวยวายตอบว่่า ใครบอกกัน กล้วยมีหลายพันธุ์ หลายชนิดมาก แต่ละชนิดก็มีรสชาติและหน้าตาต่างกันไป

ฝรั่งได้ยินก็เกิดอาการทึ่งเป็นอย่างมาก

IMG_20160306_165340627พูดเรื่องกล้วย แล้วทำให้นึกถึงแอปเปิ้ล ตอนเด็ก ๆ ฉันนึกว่า แอปเปิ้ลนี่มีแค่แบบสีแดงและสีเขียว ไม่เคยรู้ว่า มันมีพันธุ์อะไรแตกต่างกันอย่างไร เพิ่งได้มาเรียนรู้ไม่นานนี่เอง จากถุงกระดาษใส่แอปเปิ้ลที่เขาขายที่ Whole Foods ว่า ฝรั่งเค้ามีการจัดลำดับความหวานของแอปเปิ้ลไว้ด้วยนะ โดยหากจะเรียงจากความหวานมาก ไปถึงหวานน้อย (หรือเปรี้ยว) ก็จะเรียงตามพันธุ์ได้ประมาณนี้

  1. Kiku (หวานอร่อยกรอบ พันธุ์โปรดประจำครอบครัว)
  2. Fuji
  3. Ambrosia
  4. Gala
  5. Jonagold
  6. Cameo
  7. Golden Delicious
  8. Red Delicious
  9. Honeycrisp
  10. Kanzi
  11. Braeburn
  12. Pink Lady
  13. Granny Smith (แอปเปิ้ลเขียว ใช้ทำพายแอปเปิ้ลกำลังดี)

ฉันยังไม่เคยกินแอปเปิ้ลครบทุกชนิด แต่ก่อนซื้อกินแต่ Gala เพราะเห็นเจ้านายที่ทำงานกิน ตอนนี้หันมากิน Kiku อย่างเดียว เพราะอร่อยและหวาน Braeburn และ Pink Lady ก็อร่อยดี เวลากินกับ Oatmeal

สงสัยว่ากลับเมืองไทยคราวนี้ จะหาโอกาสลองไปจัดอันดับกล้วย (หรือแม้แต่ ส้ม และ ทุเรียน) ตามความหวานดูบ้าง น่าสนุกดี

12 วันกับ One Love ที่จาไมก้า (2)

3 Dives Restaurant, West End, Negril

3 Dives Restaurant, West End, Negril

[๖ มีนาคม ๒๕๕๙]  แก้วถามว่า อยู่ดี ๆ ทำไมถึงเลือกมาจาไมก้า อธิบายไปว่า เพราะค่าใช้จ่ายไม่แพงมากและไม่ต้องบินไกล แก้วบอกว่าดีแล้ว จะได้ไปฟังเพลง Bob Marley ฟังแล้วงงเป็นไก่ตาแตก บ๊อบ บ๊งที่ไหน ฉันไม่รู้จัก ใครคือ Bob Marley หรือนี่ ฉันเชยมาก ๆ

เราวางแผนการเดินทางตั้งแต่คริสมาสต์ปีที่แล้ว เริ่มต้นจากการรวบรวมรายชื่อสถานที่ที่ มีอากาศอบอุ่น ตั้งแต่สิมิลัน ไล่มาจนถึงหมู่เกาะในคาริเบียน เม็กซิโก ตั้งใจว่าไม่อยากใช้เวลาและเงินในการเดินทางมาก ท้ายสุดมีหลุดมาเข้ารอบมา 3 แห่ง คือ อารูบ้า จาไมก้า และปุนต้าคานาที่โดมินิกัน รีพับลิก – Aruba ตัดออกไป เพราะเกาะเล็กมาก อยู่ตั้ง 10 กว่าวัน คงเบื่อน่าดู ส่วน Punta Cana ถ้าไม่ไปอยู่ที่พักประเภท All Inclusive Resorts (ตกคืนละประมาณ $400) เมืองด้านนอกไม่ปลอดภัยเท่าที่ควร ไม่ควรออกไปเดินเล่น สรุปว่า จาไมก้าลงตัวที่สุด นอกจากจะมีหลาย ๆ เมืองให้เที่ยวแล้ว ยังอยู่ใน Time Zone เดียวกับคลีฟแลนด์ ตัดปัญหาเจ๊ทแลกออกไปได้ทันที

rice

ข้าวหอมมะลิไทยไปจาไมก้า

มาจาไมก้าครั้งแรก ฉันก็ออกจะหวั่นใจเล็ก ๆ เพราะนึกไม่ออกเลยว่าจาไมก้าหน้าตาเป็นอย่างไร ประกอบกับข่าว Zika Virus กำลังดังกระฉ่อนก่อนออกเดินทาง พยายามหาข้อมูลของจาไมก้าจากเว็บพันทิป เผื่อว่าจะมีคนไทยเคยไปเที่ยวบ้าง ก็มีข้อมูลน้อยเหลือเกิน คุยกันกับพี่เอ็นโซว่า ทริปนี้ถือเป็นการผจญภัย ไม่มีความคาดหวังอะไรทั้งสิน และพร้อมจะรับมือกับเหตุการณ์ใด ๆ ก็ตามที่จะเกิดขึ้น สุดท้ายกลายเป็นว่า เหมือนได้กลับเมืองไทย – back to my natural habitat! อากาศอบอุ่น ลมเย็นสบาย ทุกอย่างสะดวกสบาย เข้าใจว่าเป็นเพราะมีนักท่องเที่ยวอเมริกันและแคนนาดามาเที่ยวกันเยอะมาก ทุกคนมีมิตรจิตมิตรใจ คติประจำตัวคนที่นี่คือ No Problem! แนวเดียวกับ “ไม่เป็นไร” ที่บ้านเรา ข้อสำคัญคือทุกคนพูดภาษาอังกฤษสบาย ๆ สงสัยอะไร หลงทางหาอะไรไม่เจอ ถามชาวบ้านได้หมด เงินก็ใช้เงินดอลลาร์ (คิดง่าย ๆ ว่า $1 เท่ากับ 100 จาไมกันดอลลาร์) ให้เงินดอลลาร์ เขาก็จะทอนกลับมาเป็นแบงก์จาไมกัน

Jerk Chicken, Rice & Peas and Vegetable @3 Dives Restaurant, Negril

Jerk Chicken, Rice & Peas and Vegetable @3 Dives Restaurant, Negril

อาหารจาไมก้ามีรสจัดจ้านอย่างที่คนว่าไว้จริง ๆ อร่อยดี คนจาไมก้านิยมกินข้าว ไปไหนก็จะเจอแต่ Jerk Center ซึ่งไม่ได้หมายถึงศูนย์รวมคนไม่เอาถ่าน แต่หมายถึงร้านอาหารที่เสิร์ฟเนื้อสัตว์หมักเครื่องเทศย่าง (Jerk) กินกับข้าว (Rice and Peas) และผัก หรือบางทีเค้าก็ปิ้งย่างกันข้างถนนั่นเอง โดยใช้ถังน้ำมันเบนซิน เอามาผ่าครึ่ง วางแนวนอนบนขาตั้ง ใส่ตะแกรง ติดเตาถ่าน อย่างไรก็ดีอาหารที่นี่ไม่ค่อยหลากหลาย ไม่มีให้เลือกมาก Jerk ที่ว่านี่ มีให้กินทั่วไป เข้าใจว่า Jerk chicken เป็นที่นิยมที่สุด ฉันว่าอร่อยดี กินไปก็คิดถึงน้ำจิ้มแจ่วและข้าวเหนียวไป แอบถามว่า Rice and Peas นี่ทำอย่างไร คนจาไมก้าบอกว่า ให้ต้มถั่วแดงก่อน พอสุกแล้วใส่ต้นหอม (คนที่นี่กินต้นหอม (Scallion) เยอะมากกกก) และเครื่องเทศ เช่น Rosemary และ Thyme จากนั้น ก็ใส่น้ำกะทิ ใส่ข้าวดิบ และหุงจนสุก

ของมีชื่ออีกอย่างคือ เหล้ารัม ทั้งยี่ห้อ Appleton และ JB  เหล้ารัมที่นี่ทำจากอ้อย กลิ่นหอมดีจริง ๆ เสียดายว่ามาคราวนี้ไม่ได้กิน Plantains (กล้วยดิบ) มากเท่าที่คิดไว้

12654591_10153907583816672_7372323904493123688_nอาหารเช้ามักจะประกอบไปด้วย Ackee and salted fish เจ้า Ackee นี่เป็นผลไม้ชนิดหนึ่ง ว่ากันหาได้ทั่วไปในคาริเบียน แต่มีเฉพาะคนจาไมก้าเท่านั้นที่เอามาต้มและปรุงเป็นอาหารเช้า โดยจะผัดกับปลาเค็ม เจ้าอาคี่นี่มองตอนแรก นึกว่าเป็น Scrambled egg เพราะสีเหลืองเหมือนไข่เป็นอย่างยิ่ง (ดูภาพประกอบด้านขวามือ) นอกจากอาคี่แล้ว ยังมี Yam ต้ม (เป็นพืชประเภทมันชนิดหนึ่ง) Fried dumpling ที่เหมือนปาท่องโก๋ไส้หวานยิ่งนัก เพียงแต่เขาจะปั้นแป้งเป็นกลม ๆ บ้าง สี่เหลี่ยมบ้าง และเอาไปทอดให้กรอบแต่ข้างในยังนุ่ม ๆ อยู่ นอกจากนั้นก็มี Boiled dumpling ก็ใช้แป้งปั้นเป็นรูปขนมเปี๊ยะและเอาไปต้ม อีกอย่างที่แปลกคือกล้วยต้ม (ทางขวามือสุดในภาพ) แต่เป็นกล้วยลูกเล็ก เรียวยาวที่จืดชืดเอามาก ๆ ขนาดคนรักกล้วยอย่างฉันยังไม่ค่อยอยากจะกิน

IMG_20160226_115923964

ราคาเนื้อสัตว์ในซูเปอร์มาร์เก็ต อาหารทะเลแพง

เล่าให้พลอยฟังว่าไปกินอาหารจาไมก้ามา พลอยบอกว่า อ๋อ เขาเอาทุก ๆ อย่างสับ ๆ แล้วปรุงรวมกันใช่ไหม สังเกตไปนาน ๆ แล้วก็เห็นอย่างที่พลอยว่าจริง ๆ ทุกอย่างสับเป็นชิ้นเล็ก ๆ หมด ทั้งไก่ ทั้งผัก หรือแม้กระทั่งแกงกระหรี่แพะ (Curry Goat) เค้าก็เอาเนื้อแพะสับ ๆ พร้อมกระดูกลงไปต้ม หรือ Oxtail (ทำเป็นสตูว์ เปรี้ยวหวาน กินกับข้าวและถั่วเช่นกัน)  นอกจากนี้ก็มี Conch (อ่านออกเสียงว่า “ค้อง” รสชาติคล้าย ๆ กับเอ็นหอย) เอามาผัดกับหัวหอมบ้าง หรือไม่ก็ทำเป็นซุป จำได้เลา ๆ ว่า คนจาไมก้าจะทำซุปกินเฉพาะวันเสาร์ (ไม่แน่ใจว่าจำผิดรึเปล่า) ที่ประหลาดสำหรับฉันคือ อาหารทะเลแพงมาก และไม่มีปลาสดให้กินอย่างแพร่หลาย อย่างที่คาดไว้

พี่เอ็นโซติดใจผลไม้ที่เมืองไทย มาจาไมก้าคราวนี้ ก็หวังว่าจะได้กินผลไม้เยอะแยะเหมือนที่เมืองไทยบ้าง แต่ฉันว่าสู้บ้านเราไม่ได้ อย่างไรก็ตามผลไม้ถึงจะไม่มีหลากหลาย แต่ก็อร่อยพอใช้เลย ที่เห็นคนกินเยอะ ๆ คือ Sour Sop หน้าตาเป็นน้อยหน่า (ซึ่งที่นี่เรียกว่า Sweet Sop) แต่มีรสชาติค่อนข้างฝาดและลูกโต มีกล้วย มีมะละกอลูกเล็ก ๆ เท่ากำปั้นมือ มีชมพู่มะเหมี่ยว มีละมุดซึ่งเปลือกอ่อนกว่าบ้านเราและหวานมาก ส้มเป็นส้มเช้งซะส่วนใหญ่ ที่พี่เอ็นโซชอบและติดใจที่สุดเห็นจะเป็นอ้อย แทะเช้าแทะเย็นเลยทีเดียว แถมยังถามฉัน(แบบแอบเคือง)ด้วยว่า ทำไมอยุ่เมืองไทยถึงไม่ได้เคยกินอ้อยอย่างนี้

IMG_20160222_124041357เล่าเรื่องกินอาหารที่จาไมก้าแล้ว ถ้าจะไม่พูดถึงบริการเลยก็คงจะไม่ได้ อาหารที่นี่เสิร์ฟช้ามาก ใช้เวลาตั้งแต่ 10-100 นาที (ตามที่พี่เอ็นโซว่า) ตอนแรกฉันเข้าใจว่าคงเป็นเฉพาะที่โรงแรมที่บริการไม่ดี เพราะสั่งอาหารและรอนานมาก ปรากฏว่าเป็นอย่างนี้เหมือนกันแทบทุกที่ จนสุดท้าย เราต้องเอาไพ่ไปนั่งเล่นรออาหาร หรือไม่ก็ต้องสั่งเครื่องดื่มหรือของว่างกินแก้หิวไปก่อน

กินอาหารที่เนกริลนึกว่าอร่อยแล้ว ปรากฏว่าไปเจออาหารที่โรงแรมที่โอชี่ ถึงได้รู้ว่าของอร่อยจริง ๆ รสชาติเป็นอย่างนี้นี่เอง อาหารเช้าที่โรงแรม Kaz Kreol ดีมาก ๆ ถึงจะไม่ได้เป็นบุฟเฟต์แบบที่ Travellers’ Beach Resort ที่เนกริล แต่ก็ทำได้อร่อยเหาะ (แต่ก็ต้องรออาหารนานหน่อย) โดยแต่ละวันจะเขาจะเสิร์ฟอาหารเช้าแบบจาไมกันต่าง ๆ กันไป

ก่อนกลับ เควิน คนขับรถที่โอชี่ ถามว่าได้ไปกิน Jerk ที่ร้าน Scotchies ชื่อดังหรือยัง ฉันตอบว่าไม่ได้ไปกิน เพราะอยู่ไกลโรงแรมเหลือเกิน ถามกลับไปว่า มันอร่อยมากเหรอ เควินตอบว่า Yeah Man (คนที่นี่ชอบพูดว่าเย้แมน แทนที่จะตอบว่า Yes เฉย ๆ ) และบอกว่าน่าเสียดาย เพราะร้านนี่ดังมาก เป็นที่ชื่นชอบของทั้งคนจาไมก้าและนักท่องเที่ยว

เรื่องประหลาด คือมีร้านอาหารไทยที่เนกริลด้วย ชื่อร้าน Sing U อยู่ไม่ไกลจากโรงแรมเลย แต่ไม่ได้ไปอุดหนุน

ร้านอาหารที่ไปกินกัน
3 Dives Restaurant
*** เป็นร้านแบบบ้าน ๆ  เข้าไปถึงก็ต้องไปสั่งอาหารที่เคาน์เตอร์ และไปนั่งรออีกเกือบสองชั่วโมงกว่าจะได้กิน คนเยอะมาก อร่อยจริง ๆ
West End Road/just west of Extabi | West End, Negril, Jamaica
876-344-6850 / 782-9990

Chicken Lavish
West End Road, Negril, Jamaica
876-957-4410

Cosmo’s
*** ร้านนี้คนเสิร์ฟ มีเพื่อนเป็นคนไทยด้วย พูด “ขอบคุณครับ”ได้ด้วย
Norman Manley Blvd, Negril, Jamaica
876-957 4784

Miss T’s
65 Main Street, Ocho Rios, Jamaica
876-795-0099

Juici Patties
1 Newlin St, Ocho Rios, Jamaica

 

 

 

12 วันกับ One Love ที่จาไมก้า (1)

Kaz Kreol Hotel, Ocho Rios, Jamaica

Kaz Kreol Hotel, Ocho Rios, Jamaica

[๖ มีนาคม ๒๕๕๙]  เราออกเดินทางกันตั้งแต่เช้าวันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ ทนใส่แจ๊กเก็ตตัวบางรับอากาศติดลบของคลีฟแลนด์เพื่อเตรียมรับอากาศอันอบอุ่นของจาไมก้า ใช้เวลาบินชั่วโมงนิดๆ ถึงชาร์ลอตต์ นอร์ทแคโรไลนา (Charlotte, North Carolina) ต่อเครื่องมาสนามบินมอนทีโกเบย์ (Montego Bay หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า Mobay) อีก 2 ชั่วโมงนิดๆ กัปตันของอเมริกันแอร์ไลน์กล่าวติดตลกระหว่างประกาศต้อนรับก่อนจะเดินทางมาว่า อากาศที่จาไมก้าดูพิกลอยู่ๆ (Questionable) เพราะ….. แดดจ้า อุณหภูมิประมาณ 28 องศา ต่างกับอากาศที่ ชาร์ลอตตโดยสิ้นเชิง

หาดสวย ดนตรีดัง กัญชาและบุหรี่ที่เนกริล (Negril: 19 -24 กุมภาพันธ์)
ออกจากสนามบินมอนทีโกเบย์มาเนกริลใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ๆ นิด แทนที่จะเป็นชั่วโมงครึ่ง เพราะรถติดมาก น้องคนขับรถแท๊กซี่อธิบายว่าวันนี้วันศุกร์ ช่วงเย็น (ประมาณบ่ายสามโมง) เป็นเวลาเร่งด่วน เด็กเลิกเรียน ผู้ใหญ่เลิกงาน กลับบ้านกัน ถนนที่เราใช้มุ่งหน้าสู่เนกริลเป็นถนนเล็ก ๆ สวนไปสวนมาเลนเดียว แถมต้องผ่านย่านชุมชนของหลาย ๆ เมืองอย่าง Lucea ทำให้รถวิ่งได้ช้า บางช่วงทำให้นึกว่าตัวเองอยู่เก้าเส้ง ถามน้องแทกซี่อีกว่าคนที่นี่กลัว Zika Virus ที่กำลังเป็นข่าวอยู่ไหม น้องหัวเราะบอกว่าไม่เห็นมีใครสนใจเลย ฟังแล้วก็หายกังวล หลังจากไปเที่ยวหาซื้อที่ฉีดกันยุงมาหลายวัน (ที่อเมริกา ที่ฉีดยากันยุงดี ๆ ขาดตลาด)

White Sand Beach (7-Mile Beach), Negril, Jamaica

White Sand Beach (7-Mile Beach), Negril, Jamaica

แอบสังเกตเห็นว่าคนจาไมก้าไม่ขับมอเตอร์ไซค์กันเลยแฮะ แถมในรถแท๊กซี่ก็มีคนนั่งเบาะหลังกันตรึม เค้าพาครอบครัวไปเที่ยวกันหรืออย่างไร สุดท้ายถึงได้รู้ว่าที่นี่ไม่ค่อยมีรถประจำทาง คนส่วนใหญ่นิยมเรียกแท๊กซี่ (Route Taxi) เหมือนเวลาเราเรียกสองแถว แล้วก็จ่ายแชร์กันไปคนละ 1-2 เหรียญ  ที่เห็นนั่งอัดกันที่เบาะหลังนั่นคือผู้โดยสารทั้งนั้น แต่ละคนไม่ได้รู้จักกัน (แต่ก็ดูพูดคุยกันดี)

เราจองโรงแรมริมหาด White Sand หรือหาดเจ็ดไมล์ที่มีชื่อเสียงของเนกริล อยู่ในทำเลดี อยู่ริมถนน Norman Manley Blvd แถว ๆ  น้ำใส ฟ้าสวย นึกชื่นชมเทศบาล (หรือรัฐบาล) ในใจว่าเค้าดูแลหาดได้ดีจริง ๆ ขยะนี่มีแน่ เพราะนักท่องเที่ยวเต็มไปหมด แต่เขาก็จัดการทำความสะอาดเช้า ทำความสะอาดเย็น หมาข้างถนนมีบ้าง แต่ไม่มาก เย็น ๆ ก็เช่ารถแท๊กซี่ไปกินข้าวแถว West End (ฟังแล้วนึกว่าอยู่ในลอนดอน) สองวันแรกเคนเนธ (คนขับแท๊กซี่คนแรก) คิด $20 ไปกลับ วันสุดท้ายเปลี่ยนมาใช้บริการของเดสมอนด์ ปรากฏว่าแค่ $15 เองแฮะ

IMG_0258

วณิกพกแรกเก้ริมหาด

ใกล้ ๆ โรงแรมก็มีร้านมินิมาร์ทให้ซื้อน้ำ ซื้อขนม ซื้อแพทตี้ (คล้าย ๆ กระหรี่ปั๊ปบ้านเรา) ได้สะดวก บรรยากาศรื่นรมย์ สะอาดและปลอดภัย มีคุณรปภ. ร่างใหญ่คอยเดินถือกระบอง ไม่ให้พ่อค้าแม่ค้ามาขายของยุ่งกับแขกของโรงแรมมาก แต่พอเดินบนถนน ข้ามสะพานเข้าเมือง เมืองสวรรค์สวย  ๆ ที่เราอยู่ก็หายวับกลายเป็นโลกธรรมดาไปเสียเฉย ๆ กลิ่นขยะโชยมาแต่ไกล รถราแน่นขนัด คนเต็มไปหมด

โรงแรมค่อนข้างใช้ได้ สมกับราคาที่เราจ่ายไป แต่โชคร้ายของเราคือเราเกิดไปเข้าพักช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ เนกริลนี่เป็นที่รู้กันว่าเป็นย่านฮิปปี้ เน้นเฮฮาปาร์ตี้เป็นหลัก ช่วงศุกร์ เสาร์ อาทิตย์  ที่โรงแรมจัดปาร์ตี้ เสียงดนตรีดังตะลุ้งตุ้งแช่ไปจนถึงเกือบตีหนึ่ง ขนาดฉันซึ่งโตมากับงานประจำปีหน้าศาลากลาง ยังแทบนอนไม่ได้ ไม่นับว่ากลิ่นกัญชา (ซึ่งคนจาไมก้าก็เรียกว่า “Ganja” เช่นกัน) ฉุนจัดโดยเฉพาะแถวชายหาด อย่างไรก็ตาม กลิ่นกัญชาก็ยังถือว่าหอม เมื่อเทียบกับกลิ่นบุหรี่ที่นักท่องเที่ยวสูบทั้งริมหาดและบริเวณโรงแรม ที่แย่ทีสุดคือ ห้องพักที่เราจองเป็นห้องบังกาโลพัดลม คืนสุดท้ายก่อนจะออกจากเนกริล เพื่อนข้างห้อง (ซึ่งเดาว่าคงนอนไม่หลับ) ออกมาสูบบุหรี่หน้าห้องตอนตีสอง กลิ่นบุหรึ่โชยเข้ามาในห้องนอนเราและค้างอยู่จนรุ่งเช้า ทำเอาปวดหัวไปหมด

แม่น้ำแปดสายที่โอโชริโอส (Ocho Rios: 24 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม)

แวะเยี่ยมชมโรงเรียน

แวะเยี่ยมชมโรงเรียน

เราเช่ารถแท๊กซี่จากโรงแรมที่เนกริลมาส่งที่โอโชริโอส (หรือที่เรียกกันติดปากว่า โอชี่ มาจากภาษาสเปน แปลว่าแม่น้ำแปดสาย) คนขับรถเป็นสาวร่างท้วมชื่อ แจกกี้ นัดกันไว้ 11 โมง กว่าจะมารับจริง ๆ ก็ปาเข้าไปเกือบเที่ยง บอกว่ารถตู้พัง เอารถเก๋งมารับ แจกกี้พาลูกสาวมาเป็นเพื่อน แถมยังแวะรับลูกสาวอีกคนจากโรงเรียนระหว่างทาง จะพาลูกไปเที่ยวโอชี่ด้วย แล้วเฉไฉกับเราว่า อยากให้เราได้เห็นโรงเรียนจาไมก้าว่าหน้าตาเป็นอย่างไร  โรงเรียนที่ลูกแจกกี้เรียนอยู่เป็นโรงเรียนมัธยมชื่อ Rusea เด็กนักเรียนจาไมก้าแต่งชุดนักเรียนน่ารักมาก เป็นชุดคล้าย ๆ โรงเรียนเซนโยเซฟต์ประถม  เด็กจะใส่เข็มขัด และแถบที่เข็มขัดจะบอกว่าอยู่ชั้นไหน แถบเดียวก็ม. 4 สองแถบ ก็ม. 5 เป็นต้น

เรานั่งรถจากจากเนกริลมาโอชีประมาณ 4 ชั่วโมง รถติดแถวโมเบย์ (ตามเคย) พอผ่านเข้ามาถึงโอชี่แล้วรู้สึกเหมือนมาอีกประเทศหนึ่ง เพราะถนนกว้างใหญ่ สี่เลนสวนไปมา ทำให้นึกถึงเวลาออกจากด่านสะเดาสงขลา และขับรถเข้าอาณาเขตประเทศมาเลเซียอย่างนั้นเลย

IMG_20160301_103153103_HDRโรงแรมที่โอชี่เก่าหน่อย (แอบให้อารมณ์โรงแรมในหนังเรื่อง The Shining) อยู่ไกลตัวเมือง ไกลร้านอาหารอื่น ๆ ไม่มีร้านมินิมาร์ทใกล้ ๆ แต่เราสองคนประทับใจมาก ๆ เพราะหาดสวย เงียบสงบ ห้องหับใหญ่โต เห็นวิวทะเลชัดเจน ทิศตะวันออกของหาดติดกับ Nudist colony อีกต่างหาก พี่เอ็นโซมีความสุขมาก ว่ายน้ำวันละสามเวลา (แอบเสียดายที่ฝนตกไปสองวัน ทำให้คลื่นแรงไปหน่อย) และอาหารอร่อยมากถึงมากที่สุด เขาเสิร์ฟอาหารเช้าแบบจาไมกันมีให้กินหลายแบบ สลับกันแต่ละเช้า แถมโรงแรมนี้เจ้าของเป็นคนกรีก เราเลยได้กินอาหารกรีกอร่อย ๆ เกือบทุกวัน ห้องที่เราพักอยู่ชั้นบนสุด อยู่เหนือห้องครัวพอดี กลิ่นอาหารโชยเข้าห้องบ้าง แต่ก็ไม่เป็นปัญหาอะไร  ไม่มีกลิ่นกัญชา ไม่มีกลิ่นบุหรี่ เพลงที่เปิดก็เป็นเพลงแรกเก้น่ารัก ๆ ของ Bob Marley เพลงแรกเก้นี่ ฟังเพลินจริง ๆ กลับมาคลีฟแลนด์แล้ว พี่เอ็นโซก็งัดเอาซีดีเก่า ๆ ของบ๊อบ มาร์เลย์ ออกมาเปิดฟัง ฟังแล้วจะรู้ว่าเขาร้องซ้ำไปซ้ำมา เนื้อหาไม่ค่อยมีอะไรมากเท่าไร

ช่วงที่พักที่โอชี่ เป็นช่วงวันเลือกตั้งพอดี (25 กุมภาพันธ์) เย็นนั้นตั้งใจว่าจะออกไปกินข้าวเย็นนอกโรงแรม พนักงานบอกห้ามไว้ว่าอย่าออกไปเลย เผื่อมีเหตุการณ์ตึงเครียดระหว่างสองพรรคการเมือง พรรครัฐบาล คือ พรรค People’s National party (PNP) กำลังขับเคี่ยวกับพรรคฝ่ายค้านอย่าง Jamaica Labour Party (JLP) คุยกับคนที่เนกริล เขาบอกว่าเขาเชียร์พรรค JLP คนโอชี่บอกว่าเชียร์พรรค PNP  สุดท้ายพรรคแรงงาน JLP ชนะไปอย่างฉิวเฉียด แค่ที่นั่งเดียว

เข้าไปเดินเที่ยวเมืองโอชี่หนึ่งครั้ง ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่พัทยา เพราะมีห้างขายของที่ระลึกเต็มไปหมด (และราคาแพงมาก) ที่โอชี่ มีท่าเรือสำหรับเรือเดินสมุทร (Cruise Ship) ลำใหญ่มาจอดเทียบท่า ให้นักท่องเที่ยวเดินเที่ยว นั่งริมหาดที่โรงแรม ก็จะเห็นเรือลำโต ๆ แล่นมาเทียบท่าตอนเช้า และแล่นจากไปในตอนเย็น

ทั้งที่เนกริลและโอชี่ มีที่พักแบบ All Inclusive Resort สำหรับนักท่องเที่ยวที่ไม่ต้องการความยุ่งยากได้เลือกพัก ที่พักแบบนี่ราคาค่อนข้างสูง (ตกคืนละ $350-$500 หรืออาจจะสูงกว่านั้น ในขณะที่ที่เราเลือกพักจะตกอยู่ประมาณ $80-$90) เพราะรวมอาหารสามมื้อและสิ่งอำนวยความสะดวกไว้ครบถ้วน พี่เอ็นโซและฉันได้มีโอกาสเข้าไปเดินชมรีสอร์ทประเภทนี้อยู่วันหนึ่ง และก็นึกดีใจที่เราไม่มีตังค์มากพอที่จะมาพักที่นี่ ชีวิตในนั้นน่าเบื่อมาก เต็มไปด้วยคนอเมริกัน อาหารก็เป็นอาหารแบบอเมริกัน เหมือนไม่ได้เหยียบเท้าออกนอกประเทศอเมริกาเลย น่าเสียดายเวลาเป็นที่สุด

ปิดท้ายเล่าเรื่องตอนบินกลับบ้าน มีเรื่องตื่นเต้นเล็กน้อย เพราะสนามบินคลีฟแลนด์ลมแรง มีหิมะตกปรอย ๆ กัปตันพยายามจะนำเครื่องลงตอนเที่ยงคืน ปรากฏว่าครั้งแรกลมแรงเกินไป นำเครื่องลงไม่ได้ ต้องกลับขึ้นไปบินวนรอให้ลมเบากำลังลง สุดท้ายก็นำเครื่องแตะลงพื้นดินได้อย่างสวัสดิภาพ คนปรบมือกันเกรียว พี่เอ็นโซหลับสนิทไม่รู้เรื่องอะไรเลย

ที่พัก

Travellers Beach Resort
*** เจอฝรั่งอเมริกันเข้ามาทักว่าเป็นคนไทยหรือเปล่า เพราะเขาได้ยินเราพูดไทยตอนเฟซไทม์กับพ่อและแม่ ปรากฏว่าเขาและสามีเคยมาเป็นอาสาสมัครที่พนัสนิคมเมื่อนานมาแล้ว
Norman Manley Blvd, Negril JMDWD14, Jamaica, W.I.
(718) 514-6031

Kaz Kreol Beach Lodge
Old Road, Ocho Rios, Jamaica, W.I.

 

ผัดสะตอ

IMG_20160211_132813612[๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙] ได้ฤกษ์ลงมือทำผัดสะตอกุ้งสดเสียที หลังจากกลัว ๆ กล้า ๆ มาหลายวัน

จริง ๆ ฉันไม่่ได้เป็นคนชอบกินสะตอเท่าไรนัก กินแบบจิ้มน้ำพริก 2-3 เม็ดพอเป็นพิธีก็สุขใจเสียแล้ว แต่วันก่อนไปเดินตลาดเอเชียแถวบ้านแล้วเหลือบไปเห็นสะตอแช่แข็ง นึกในใจด้วยความตื่นเต้นว่า คลีฟแลนด์มีสะตอขายด้วยหรือนี่ เห็นท่าจะต้องลองซื้อไปกินเสียหน่อย

เล่าให้พ่อและแม่ฟังถึงแผนการณ์ที่จะผัดสะตอ แม่ห้ามเสียงหลง บอกว่าอย่าทำเลย สงสารพี่เอ็นโซคงเหม็นน่าดู เล่าให้พี่เอ็นโซฟัง พี่เอ็นโซบอกว่าเชิญตามสบาย

IMG_20160211_123848664

สะตอแช่แข็ง ราคา $3.29 (ประมาณ 100 บาท)

ฉันนำสะตอไปแช่น้ำทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง ตามตำราว่าจะช่วยให้สะตอกรุบกรอบยิ่งขึ้น ปรึกษาพี่แมวแล้ว ได้รับคำแนะนำว่าให้ใช้สูตรเดียวกับเวลาทำผัดกระเพราะคือ ผัดพริกตำกับกระเทียม เสร็จแล้วใส่กุ้ง ตามด้วยสะตอ เสียดายที่ไม่มีกะปิ ไม่งั้นคงเหม็นได้มากกว่านี้เยอะ

สรุปว่าผัดออกมาอร่อยดี แต่กินไม่หมด เพราะท้องไส้ไม่เป็นใจ แถมกลิ่นสะตอยังสิงอยู่ในตัวและลมหายใจอยู่หลายวัน ทำอย่างไรก็ไม่หาย แปรงฟัน แปรงลิ้น บ้วนลิสเตอรีนก็ไม่ช่วย สุดท้ายต้องกินโยเกิร์ตดับกลิ่นไป

ส่วนพี่เอ็นโซนั้นไม่ต้องพูด คงรู้สึกเซ็งเอาเรื่องว่าไม่น่ายอมปล่อยให้เมียผัดสะตอในบ้านเลย

นิทรรศการโมเนต์

Monet Painting in His Garden at Argenteuil, 1873. Pierre-Auguste Renoir (French, 1841–1919). Oil on canvas; 46.7 x 59.7 cm. Wadsworth Atheneum Museum of Art, Hartford, CT, Bequest of Anne Parrish Titzell 1957.614. Photo: Allen Phillips/Wadsworth Atheneum.

ภาพโมเนต์ขณะกำลังวาดภาพในสวนที่เมือง Argenteuil วาดโดย Pierre-Auguste Renoir (French, 1841–1919) ในปี 1873 หรือ พ.ศ. 2416

[๙ มกราคม ๒๕๕๙] เวลาคุยกับเพื่อน ๆ ที่เมืองไทย ฉันมักจะออกตัวเสมอว่าคลีฟแลนด์นี่บ้านนอก เปรียบเป็นเมืองไทยก็คงได้อารมณ์ประมาณสุราษฏร์ธานี คิดอีกที ดูจะเป็นคำพูดที่เกินจริงไปหน่อย เพราะถึงแม้ว่าคลีฟแลนด์จะไม่ได้เป็นเมืองใหญ่ขนาดแอลเอ ชิคาโก นิวยอร์ก หรือ เดนเวอร์ แต่คลีฟแลนด์ก็เป็นเมืองที่มีความเป็นผู้ดีเก่า มีความสมบูรณ์เพียงพอในตัวเอง มีทีมอเมริกันฟุตบอล เบสบอล และบาสเก็ตบอล (ที่เก่งระดับต้น ๆ ของประเทศ) มีวงออเคสตร้าประจำเมือง และยังมีพิพิธภัณฑ์ศิลป์ประจำเมือง ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ศิลปะชั้นนำของประเทศเลยทีเดียว ข้อสำคัญคือเข้าชมได้ฟรี ไม่ต้องเสียเงิน ยกเว้น กรณีที่มีนิทรรศการพิเศษ อย่างที่กำลังจะเล่าในวันนี้

ทีผ่าน ๆ มา ฉันเป็นแฟนประจำของพิพิธภัณฑ์ ติดตามดูนิทรรศการของเขาเกือบทุกปี ตั้งแต่หัวข้อ Rembrandt in America เอย Yoga: The Art of Transformation เอย ปีนี้เป็นนิทรรศการพิเศษหัวข้อ “Painting the Modern Garden: Monet to Matisse” ต้องขอสารภาพว่าฉันไม่ใช่แฟนของศิลปะแบบอิมเพรสชั่นนิสม์ ที่ไปดูนี่ เพราะฮันน่ามาเปรยว่าน่าสนใจ พอได้ไปดูแล้วพบว่าตื่นตาตื่นใจมาก เพราะผู้จัดได้รวบรวมภาพวาดดัง ๆ ของ โคลด โมเนต์ (Claude Monet) และศิลปินอื่น ๆ ในยุคเดียวกัน มาจากพิพิธภัณฑ์ทั่วโลก โดยเฉพาะจาก Musee d’Orsay มาจัดแสดง กลับบ้านมาเล่าให้พี่เอ็นโซฟัง พี่เอ็นโซก็พลอยตื่นเต้นไปด้วย แถมมีการแสดงตัวว่าเป็นแฟนคลับโมเนต์อีกต่างหาก อยู่กันมาหลายปี ฉันก็เพิ่งรู้ครั้งนี้นี่เองว่าสามีชอบศิลปะยุคอิมเพรสชั่นนิสม์

สรุปว่าฉันได้ไปดูนิทรรศการนี้ถึงสองครั้ง ครั้งแรกไปกับฮันน่า คนเยอะมาก เพราะเป็นวันสำหรับผู้สูงอายุ (Senior Appreciation Day) ครั้งที่สองไปดูกับพี่เอ็นโซ ซึ่งเกือบจะไม่ได้ไปดู เพราะต้องรอให้ปิดเทอมก่อน ถึงตอนนั้นก็เป็นช่วงเทศกาลวันหยุดปีใหม่แล้ว แถมยังเป็นอาทิตย์หลัง ๆ ของนิทรรศการ บัตรเข้างานขายหมดเกลี้ยง หาบัตรได้จริง ๆ ก็วันสุดท้ายของนิทรรศการพอดี

นิทรรศการนี้จัดดีมาก ทำเอาคนที่ไม่รู้จักโมเนต์อย่างฉันเกิดอาการซาบซึ้งกับงานของโมเนต์ และศิลปินท่าน ๆ อื่นอย่างจับใจ เนื้อหาของนิทรรศการแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของธรรมชาติและสวนดอกไม้ที่มีต่อผลงานของศิลปินอิมเพรสชั่นนิสตม์ มีการจัดแสดงภาพวาดตั้งแต่ปี ค.ศ. 1890 หลังสงคราม Franco-Prussian War ไปจนถึงช่วงปกครองตนเองของปารีส หรือ Paris Commune (ประมาณสมัยรัชกาลที่ 5) ไปจนถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 (ประมาณสมัยรัชกาลที่ 6)

ได้เรียนรู้จากนิทรรศการว่า โมเนต์เป็นคนที่เอาใจใส่กับการจัดสวนมาก จะตั้งใจเลือกดอกไม้ต่างสีสัน นำมาปลูกและจัดวางในที่ต่าง ๆ กัน เพื่อให้ดอกไม้ต่างสีบานเป็นสีตัดกันสวยงาม (ในขณะที่เรนัวร์จะชอบสวนที่เป็นธรรมชาติ ไม่เติมแต่ง ออกแนวรก ๆ หน่อย) นอกจากนี้โมเนต์ก็ยังชื่นชอบศิลปะสไตล์ญี่ปุ่น ถึงขนาดสร้างสะพานข้ามคลองแบบญี่ปุ่นในสวนของเขาที่เมือง Giverny ซึ่งอยู่ในแคว้นนอร์มังดีทางตอนเหนือของฝรั่งเศส

สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ เหตุการณ์ในยุคนั้น ๆ มีอิทธิพลต่อภาพวาดของโมเนต์มาก อย่างเช่นภาพสะพานข้ามคลองแบบญี่ปุ่น ภาพด่านล่างสองภาพนี้วาดสะพานเดียวกัน ภาพทางซ้ายนี้วาดเสร็จในปี 1899 หรือ พ.ศ. 2442 ในขณะที่ภาพทางขวาวาดช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 (เสร็จในปี 1924)

          

สงครามนี้นอกจากจะนำความหดหู่มาให้แล้ว ยังทำให้อุปกรณ์ที่ใช้ในการวาดภาพหายากมาก ไม่ว่าจะเป็นสีหรือกระดาษ

พี่เอ็นโซเล่าเกร็ดให้ฟังเพิ่มเติมหลายอย่าง เช่น เมื่อเปรียบเทียบภาพวิวของ Camille Pissaro และภาพของ Paul Cezanne แล้ว จะเห็นได้ว่าภาพของ Cezanne จะเริ่มเน้นเส้นตรงและรูปเรขาคณิต ฉันว่าภาพอิมเพรสชั่นนิสต์นี่วาดยากจัง ด้วยความที่ภาพมันมัว ๆ ไปหมด ไม่เส้นแบ่งชัดเจน ศิลปินต้องแม่นยำกับการเลือกใช้สี ต้องใช้ฝีมือการแต้มพู่กันขั้นเทพ เห็นโมเนต์วาดภาพเงาสะท้อนในคลองที่ปลูกดอกบัวแล้ว ทึ่งจนพูดไม่ออกทีเดียว

ชมนิทรรศการเสร็จแล้ว ฉันเปรยกับพี่เอ็นโซว่า น่าไปดูสวนดอกไม้จริง ๆ ของโมเนต์ ที่จิแวร์นี่นะ คงจะสวยมากดีเทียว แต่พอได้เห็นวิดีโอทางยูทูป (ด้านล่าง) แล้ว ฉันว่าสวนของโมเนต์ในภาพวาดสวยกว่าสวนจริง ๆ เป็นกอง

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 32 other followers

%d bloggers like this: