เพื่อนบ้าน

Nextdoor.com

[๑๘ พฤษภาคม ๒๕๖๐] ยุคนี้เป็นยุคโซเชียลมีเดีย อะไร ๆ ก็เชื่อมโลกให้เข้าหากัน ทั้งเฟซบุ๊ค อินสตาแกรม สแนปแชท นักการตลาดมองเห็นโอกาสว่าการที่ผลิตภัณฑ์หรือการบริการได้รับการเผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดียจะช่วยให้ยอดขายดีขึ้น ขนาด Starbucks กาแฟเจ้าเก๋าเจ้าดังยังเล่นกับเขาด้วย เมื่อหลายอาทิตย์ที่แล้ว สตาร์บั๊กประกาศเมนูตัวใหม่ Unicorn Frappuccino สีสวยจ๊าดถูกใจวัยรุ่น ออกมาขายเฉพาะกิจแค่ช่วงวันสุดสัปดาห์เดียว แม้นักวิจารณ์อาหารจะบอกว่ารสชาติไม่ได้เรื่องแม้แต่น้อย แต่เครื่องดื่มนี้ก็ได้รับความนิยมมาก สำนักข่าวหลาย ๆ แห่งวิเคราะห์ออกมาว่า “Starbucks’ new Unicorn Frappuccino was made to be Instagrammed” โดยเฉพาะ อย่าว่าแต่ใครเลย ฉันเองร้อยวันพันปีไม่เคยกินสตาร์บั๊ก ก็ยังโดนดูดไปที่ร้านด้วย คนขายบอกว่า ไม่มีแล้ว หมดแล้ว ทั่วคลีฟแลนด์ขายหมดเลย สรุปว่าเลยต้องสั่งอย่างอื่นกินแทน ลองคิดดูแล้วถือเป็นกลยุทธ์ในการดึงคนเข้าร้านได้ดีมาก

starbucks-unicorn-frappuccino-looks-shockingly-different-from-its-advertising

เครื่องดื่มยูนิคอร์นของสตาร์บั๊ก

วันนี้อยากเล่าเรื่องโซเชียลมีเดียอีกเจ้าหนึ่งที่(เข้าใจว่ายัง) ไม่มีในเมืองไทย แต่กำลังได้รับความนิยมเงียบ ๆ ในอเมริกา ชื่อว่า Nextdoor.com หน้าตาเจ้า Nextdoor นี่คล้าย ๆ เว็บบอร์ดอย่างพันทิป แต่ลักษณะที่โดดเด่นคือจะจัดสมาชิกเป็นกลุ่มย่อย ๆ ตามบริเวณที่อยู่อาศัย (Neighborhood) การสมัครเป็นสมาชิกก็ต้องได้รับการตรวจสอบว่าเราพักอาศัยอยู่ในบริเวณนี้จริงหรือไม่ ซึ่งทำได้หลายวิธี เช่นใช้เบอร์โทรศัพท์ ใช้ที่อยู่จากเครดิตการ์ด เป็นต้น เรื่องที่พูดคุยกันก็มีตั้งแต่ไม้จิ้มฟัน ยันเรือรบ เช่น ประกาศหมาแมวหาย หรือพบหมาแมวหลงจากเจ้าของ ขายของใช้แล้ว หรือ อยากซื้อของใช้แล้ว มีใครจะขายบ้างไหม ขอคำแนะนำว่าจะจ้างบริษัทไหนมาทำสวน เปลี่ยนพรม หรือทาสีบ้าน ไปจนถึงว่าจะไปหาหมอฟันคนไหนดี และที่ขาดไม่ได้คือการบ่น ด่าทอ ประจานบริษัทที่ให้บริการห่วย ๆ

ส่วนที่ฉันชอบมากคือ มีการอัพเดทสถานการณ์ต่าง ๆ ในบริเวณบ้านเรา เช่น ไฟดับ ต้นไม้ล้ม มีคนทำท่าไม่ชอบมาพากลมาด้อม ๆ มอง ๆ บริเวณถนนสายนั้นสายนี้ เมื่อคืนตอนตีสาม ได้ยินเสียงปืนดัง มีใครได้ยินบ้างไหม วันหนึ่งฉันขับรถผ่านถนนใกล้บ้าน เห็นรถตำรวจมาจอดอยู่เรียงรายหลายคัน เช็คใน Nextdoor พบว่ามีคนโพสต์ถามแล้วว่ามีตำรวจมามายขนาดนี้ มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ทำไมมีตำรวจจากเมืองอื่นมาด้วย (คนแถวนี้ช่างสังเกตเป็นอย่างมาก)

เรื่องประหลาด ๆ และน่ารัก ๆ ที่โพสต์กันยังมีอีกมากมาย อย่างเช่น มีคนเข้ามาบ่นว่า กวางเยอะจริง ๆ เข้ามากินดอกไม้ต้นไม้ในสวนหลังบ้านหมดเกลี้ยง แถมยังมาข่มขู่หมาเขาด้วย มีคนเข้ามาตอบแสดงความเห็นใจมากมาย เพื่อนบ้านคนหนึ่งเข้ามาอธิบายว่า เหตุผลที่เรามีกวางเยอะ เพราะตอนนี้หมาป่า (Coyote) มันหายไปหมดแล้ว ถ้าจะต้องการกำจัดประชากรกวาง ก็ต้องเอาหมาป่าเข้ามาปล่อย – สรุปคือต้องเลือกว่าจะเอากวางหรือหมาป่า

เรื่องที่ฉันประทับใจมากคือ  มีคนเข้าโพสต์เรื่อง นกฮัมมิงเบิร์ดเบอร์ 514 คนโพสต์บอกว่า ตารางการอพยพของนกที่เขามีอยู่บอกว่า พรุ่งนี้นกฮัมมิงเบิร์ดสายพันธุ์ 514 จะบินมาจากอเมริกากลาง มาถึงคลีฟแลนด์วันพรุ่งนี้แล้วนะ  ขอแนะนำให้เอาน้ำหวาน (Nectar – แถมอธิบายเสร็จสรรพว่าให้เอาน้ำเปล่า 16 ออนซ์ ผสมน้ำตาล 4 ออนซ์) ใส่ผสมไว้ในที่ให้อาหารนกด้วย เวลานกบินมาถึง ได้กินแล้วจะได้ชื่นใจ

ล่าสุดคุณสามีเล่าว่า มีคนเข้ามาโพสต์เรื่องประหลาดว่าตื่นมา 9 โมงเช้า แล้วเจอรถใครก็ไม่รู้มาจอดทิ้งไว้ในทางขับรถเข้าบ้านเฉยเลย สุดท้ายต้องแจ้งตำรวจให้มาลากไป แปลกดี เดากันว่าคงเป็นรถของเด็กมหาวิทยาลัยใกล้ ๆ ที่หาที่จอดรถในโรงเรียนไม่เจอ เลยต้องมาทิ้งรถไว้ตามบ้านคนแปลกหน้าแทน

ที่น่าสนใจคือไม่ค่อยมีคนบ่นเรื่องการเมืองเท่าไร เข้าใจว่าเป็นนโยบายของ Nextdoor ที่ห้ามไม่ให้พาดพิงถึงการเมือง ถ้ามีใครเข้ามาบ่นโวยวายมาก ๆ (rant) ก็จะมีผู้คุมกฎมาเชิญให้ออกไปจากกลุ่ม

The Guardian รายงานว่า ปัจจุบัน Nextdoor ค่อย ๆ ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ (แนวสโลว์บัทชัวร์)  เมื่อตอนที่เปิดตัวใหม่ ๆ ห้าปีที่แล้ว มีชุมชมเข้าร่วมเพียง 7,000 ชุมชน ปัจจุบัน มีมากถึงเกือบ 140,000 ชุมชน มีผู้ใช้กว่าสิบล้านคน และกำลังจะขยายตลาดไปสู่ยุโรปต่อไป

ข้อมูลบน Nextdoor น่าติดตามกว่าบนโซเดียมีเดียอื่น ๆ เพราะเป็นเรื่องใกล้ตัวที่มีผลกระทบกับชีวิตความเป็นอยู่ของเราจริง ๆ การที่ระบบบังคับให้ใช้ชื่อในการลงทะเบียนเป็นชื่อจริง และตรวจสอบได้ว่าใครอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่เท่าไร ทำให้ข่าวสารที่แลกเปลี่ยนกันในเว็บบอร์ดมีความน่าเชื่อถือ ไม่เหมือนในเฟซบุ๊คหรืออินสตาแกรม ที่เราแทบไม่รู้เลยว่าคนที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นใครมาจากไหน ข่าว Fake News จากการเลือกตั้งในอเมริกา ทำให้ฉันสูญเสียศรัทธาและเกิดวิจิกิจฉาในการอ่านความคิดเห็นในเฟซบุ๊คมากขึ้นทวีคูณ

เอวังก็เป็นด้วยประการฉะนี้แล

ประสบการณ์ดูละครเวทีที่คลีฟแลนด์

[๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๐]  ในคลีฟแลนด์มีโรงละครดี ๆ หลายแห่ง ทั้งเล็ก ทั้งใหญ่ โรงละครที่อยู่ใกล้บ้านหน่อยชื่อ โดบามา ใหญ่ประมาณโรงละครคณะอักษรฯ มีละครดี ๆ ที่ได้รางวัลพูลิเซอร์มาให้ดูตลอดทั้งปี ฉันเคยไปดูมา 2-3 ครั้ง ชอบมาก เพราะขนาดโรงไม่ใหญ่เกินไป นั่งดูแบบใกล้ชิดนักแสดงแบบติดขอบ และราคาค่าตั๋วไม่แพง พอไหว

ปลายปีที่ผ่าน นัยว่าจิตตกจากหลาย ๆ เรื่องที่เกิดขึ้นในปลายปี 2016 ส่งผลให้ต้องแสวงหาความบันเทิงมาชะโลมใจ โชคดีว่าเป็นช่วงเทศกาลพอดี เลยมีบัลเลต์เรื่อง The Nutcracker -ของไชคอฟสกี้มาเปิดแสดงที่ Playhouse Square ตั๋วราคาสูงหน่อย แต่คุ้ม ดนตรีบรรเลงโดยวงออเคสตร้าประจำเมืองคลีฟแลนด์ เนื้อเรื่องแฟนตาซี แต่งตัวสวยงาม ช่วงแรกอาจจะน่าเบื่อหน่อย แต่ช่วงหลังพักครึ่งเต้นระบำกันสนุกสุด ๆ

ภายใน State Theatre ตกแต่งสไตล์บารอค

ภายใน State Theatre ตกแต่งสไตล์บารอค

เพลยเฮาส์สแควร์ที่ว่านี่ตั้งอยู่ในดาวน์ทาวน์เมืองคลีฟแลนด์ เป็นโรงละครเก่าแก่ อายุเกือบ 100 ปี สร้างตั้งแต่ปี 1922 (หลังสงครามโลกครั้งที่ 1) เป็นสถานบันเทิงที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองในสหรัฐอเมริกา จะเป็นรองก็แค่ Lincoln Center ในนิวยอร์กเท่านั้นเอง เพลยเฮาส์สแควร์ประกอบด้วยโรงละครย่อย ๆ ถึง 5 โรง คือ โรงละคร Ohio โรงละคร Connor Place โรงละคร State โรงละคร Allen และ โรงละคร Hanna แต่ละโรงมีการตกแต่งหรูหรา สวยสดงดงาม ทั้งแชนเดอเลียร์ ทั้งหินอ่อน และม่านปักลายดอกประดับตามผนังและบนเวที

ตามประวัติแล้ว เพลยเฮาส์สแควร์นี้ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมาย เมื่อครั้งที่เปิดใหม่ ๆ ช่วงนั้นคลีฟแลนด์กำลังรุ่งเรื่องเฟื่องฟู เพลยเฮาส์สแควร์ก็เป็นสถานที่ยอดฮิตสำหรับผู้คนที่ม่พักผ่อนหย่อนใจ ดูหนังเงียบ ดูละคร และโวดวิล (Vaudeville = แปลเป็นไทย น่าจะหมายถึงการแสดงแบบปกิณกะ หลาย ๆ แบบมารวมกัน มีทั้งละครสัตว์ รายการตลก การแสดงร้องเพลง) ผ่านไป 40 ปี สังคมเปลี่ยนไป มีการย้ายถิ่นฐานออกจากดาวน์ทาวน์ไปอยู่ตามชานเมืองมากขึ้น ประกอบกับโทรทัศน์เริ่มเข้ามามีบทบาทในฐานะเครื่องมือให้ความบันเทิงในราคาที่ถูกกว่าการซื้อตั๋วดูละคร สุดท้ายโรงละครก็ค่อย ๆ ทยอยปิดตัวลงในปี 1968-1969 หลังจากถูกทิ้งให้เสื่อมโทรมและถูกรุมทึ้งอยู่ 10 ปี กลุ่มประชาชนรากหญ้าในคลีฟแลนด์ก็รวมตัวกัน จับมือช่วยกันระดมทุนปรับปรุงและเปิดโรงละครขึ้นมาใหม่ และเปิดการแสดงมาจนถึงปัจจุบัน

ลวดลายสวยงามบนเพดานของ ก่อนเข้า Allen Theatre

ฉันเคยเข้าไปชมการแสดงในเพลยเฮาส์สแควร์ 3 ครั้ง ครั้งแรกก็คือไปดูบัลเล่ต์เรื่อง The Nutcracker ใน State Theatre ตามที่กล่าวไว้ในตอนต้น อีก 2 ครั้งไปดูละครเวที ใน Allen Theatre เรื่องแรกที่ดูคือเรื่องเชอร์ล๊อก โฮลม์ ตอน สุุนัขล่าเนื้อแห่งบัสเกอร์วิลล์ (โปรดักชั่นของ Ken Ludwig) ซึ่งสนุกมาก ใช้คนเล่นแค่ 5 คน แต่ผลัดกันเล่นเป็นตัวละครมากมายสะท้อนให้เห็นถึงธีมแห่งการหลอกหลวงและกลอุบายของเรื่อง เป็นละครนักสืบที่ขนาดเรารู้ตอนจบไปก่อนแล้ว ไปนั่งดูก็ยังลุ้นได้ไม่เบื่อ อีกเรื่องหนึ่งที่ไปดูคือ How I Learned To Drive ไปดูพร้อมกับมาร์ธา ฟังแค่ชื่อเรื่องก็คิดว่าคงเป็นละครธรรมดา ไม่น่าจะมีอะไรหวือหวา ปรากฏว่าเอาเข้าจริง ๆ  เป็นละครสะท้อนเนื้อหาสังคมเกี่ยวกับเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศผู้เยาว์ในครอบครัว ฉันยังจำฉากที่คุณลุงขยำหน้าอกหลานสาวขณะที่สอนขับรถได้อย่างติดตา

ล่าสุดคือสองอาทิตย์ที่แล้ว หมอหวานชวนไปดูโอเปร่าเรื่อง Le Nozze di Figaro ที่โรงละครคลีฟแลนด์เมซอนนิก (Cleveland Masonic Auditorium) ฉันขับรถผ่านโรงละครนี้หลายครั้ง แต่ไม่เคยมีโอกาสได้เข้าไป จนกระทั่งคราวนี้เอง โรงละครนี้ยิ่งเก่ากว่าโรงละครอื่น ๆ เป็นไหน ๆ เพราะสร้างตั้งแต่ปี 1918 ปีสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่ 1 พอดี มีที่จอดรถให้จอดฟรีสะดวกสบาย ไม่เหมือนเพลย์เฮาส์สแควร์ที่ต้องเสียเงิน(แอบแพง) ข้างในเก่าหน่อย แต่ก็ยิ่งใหญ่อลังการ เหมาะกับระบบเสียงอะคุสติกแบบธรรมชาติยิ่งนัก ยิ่งพอได้ฟังเพลงโหมโรงของโอเปร่าเรื่องนี้ ก็ยิ่งทำให้ขนลุก

แอบสงสารหมอหวานเหมือนกัน เพราะฉันขอออกมาก่อนช่วงพักครึ่ง มีข้ออ้างมากมาย แต่เอาเป็นว่าเราเข้าใจตรงกันแล้วกัน ถ้าใครเคยดูหนังเรื่อง Amadeus คงจำได้ถึงฉากที่ซาเลียรี่ลิงโลดเมื่อเห็นจักรพรรดิแห่งออสเตรียทรงหาวขณะทอดพระเนตรโอเปร่าเรื่องนี้ของโมซาร์ทได้บ้าง

ปกิณกะกับวันสนุก ๆ ใน NOLA (2)

ต้นโอ๊คต้นใหญ่ยักษ์

ความอลังการของต้นโอ๊ค

[๘-๑๑ เมษายน ๒๕๖๐] โรงแรมที่เราพักชื่อว่า Omni Riverfront (701 Convention Center Blvd, New Orleans, LA 70130) ทำเลใช้ได้เลย แม้ไม่ได้ตั้งอยู่ใจกลาง French Quarter แต่ก็ไม่ไกลจากรถรางทั้งสามสายเท่าไหร่ อยู่่ใกล้คาสิโนและข้อสำคัญคืออยู่ติดกับ Outlet ขนาดใหญ่ เดินข้ามถนนไปก็ถึง

การเดินทางส่วนใหญ่ เราใช้เท้าเป็นหลัก พี่พิมอึดมาก ๆ ขนาดว่าเท้าเจ็บเล็กน้อย ยังเดินร่าเริงได้ไม่บ่นเลย ฉันเองวันไปสวนสัตว์แทบแย่ เพราะใส่รองเท้าไม่ดี นอกจากเดินแล้ว เราก็ยังขึ้นรถราง (ที่ไม่ใช่ชื่อสายปรารถนา) ค่าขึ้นเที่ยวละ $1.25 บาท เงินสดเท่านั้นและไม่มีทอน ขึ้นรถแล้วหยอดเงินจ่ายตรงเครื่องได้เลย ไม่ต้องรีบ คนที่นี่ใจเย็นและเฮฮามาก นอกจากนี้ระหว่างทางที่นั่งรถจากสนามบิน หรือนั่งรถไปชมไร่ ก็จะได้เห็นส่วนอื่น ๆ ของเมืองในวาระเดียวกัน ไม่แนะนำให้เช่ารถ ค่าจอดรถแพงมาก และที่จอดรถหายากสุด ๆ

สำหรับผู้ที่กำลังตัดสินใจว่าจะเสียตังค์ร้อยกว่าเหรียญ ลงเรือกินข้าวท่องแม่น้ำมิสซิสซิปปี้ดีหรือไม่ ขอแนะนำทางเลือกอีกทาง คือ New Orleans Ferry   สะดวกสบายมาก สามารถขึ้นจากท่าเรือตรงถนน Canal ข้ามแม่น้ำไปอีกฝั่งหนึ่งที่ท่า Algiers Point  ไป 2 เหรียญ กลับ 2 เหรียญ วิวสวยขาดใจ

***ว่าด้วยเรื่องปากท้อง***

ซากเบนเยต์

อาหารการกินที่นี่ไม่อั้น นอกจากอาหารที่หารับประทานได้ในงานเทศกาลแล้ว เรายังไปกินเบนเยต์ที่ใคร ๆ ก็บอกให้ไปกินกัน Cafe Du Monde (800 Decatur St, New Orleans, LA 70116)  โชคดีที่นอกจากโดนัทกับกาแฟแล้ว ที่ร้านยังมีน้ำส้มเสิร์ฟด้วย คนไม่กินคาเฟอีนอย่างฉันเลยได้อิ่มเอมอย่างเต็มที่ Cafe Du Monde กับเบนเยต์นี่ เป็นสัญลักษณ์แห่งการตลาดอันเฉียบคมอย่างแท้จริง เป็นสิ่งที่ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า มานิวออร์ลีนส์แล้วไม่ได้กินเบนเย่ต์ ก็ยังมาไม่ถึง แม้ว่าจะมีร้านกาแฟร้านอื่น ๆ ที่ขายเบนเย่ต์ เช่น Cafe Beignet หรืออย่าง Cafe Du Monde เองก็มีอีกสาขาหนึ่งตั้งอยู่ใน Outlet ข้าง ๆ โรงแรม แต่ผู้คนก็ยังแห่กันมาเข้าคิวรอเข้าไปกินที่สาขาถนน Decatur อยู่ที่เดียว ชวนให้คิดถึงหอเอนปิซา  (ที่คนอิตาเลียนบางคนไม่เคยไปเลยแม้แต่ครั้งเดียว) เป็นอย่างยิ่ง

พูดถึงอาหารแล้ว มานิวออร์ลีนส์นี่ รายการอาหารที่ต้องกินยาวยืดไปหมด ทั้ง Po’Boy // Étouffée // Gumbo // Beignet // Muffuletta // Craw Fish // Oyster และอื่น ๆ อีกมากมาย ร้านอาหารคลาสสิกชื่อดังของเมืองที่ได้รับขนานนามว่าเป็น Le Grande Dame มีหลายร้าน คงต้องอยู่กันเป็นอาทิตย์และมีเงินเยอะ ๆ (และบางร้านต้องแต่งตัวดี ๆ เขาถึงจะให้เข้า) ถึงจะกินได้ครบ ร้านที่คุณน้าของจูดิธแนะนำมาให้ไปกิน (แต่ไม่ได้ไปกิน) คือ Galatoire’s (209 Bourbon St, New Orleans, LA 70130) และ Felix’s (739 Iberville St, New Orleans, LA 70130)

ร้านอาหารอร่อยใน French Market

แต่ร้านที่อร่อยที่สุดคือร้านที่เราค้นพบโดยบังเอิญในตลาด French Market ชื่อร้าน Meals From The Heart Cafe  (1100 N Peters St #13, New Orleans, LA 70116) พี่พิมได้กิน Crab cake ที่อุดมไปด้วยเนื้อปู ส่วนฉันกิน Okra gumbo อร่อยจริง ๆ

อีกทีนึงที่ไม่ใช่ร้านอาหาร แต่อยากให้ไปแวะคือร้านขายขนมเพรลีน (Praline – ขนมหวานทำจากคาราเมลใส่ถั่ว) ชื่อร้าน Southern Candy Makers (800 Decatur St, New Orleans, LA 70116) มีสองสาขา ขนมหวานได้ใจจริง ๆ ซื้อกลับมาฝากคนคลีฟแลนด์ ใคร ๆ ก็ชมว่าอร่อยเหาะ

Pralines จากร้าน Southern Candymakers

***Epilogue***
มีคำกล่าวที่ว่า “America has only three cities: New York, San Francisco, and New Orleans. Everywhere else is Cleveland.”  ไม่แน่ใจว่าใครเป็นคนพูดไว้ หนังสือบางเล่มบอกว่าเป็นคำพูดของ Tennessee Williams ซึ่งฉันยังไม่สามารถหาหลักฐานมายืนยันได้ แต่ก็ถือเป็นประเด็นที่น่าเก็บมาคิดทีเดียว

วันที่เราเดินทางออกจากนิวออร์ลีนส์ ข่าว United Airlines กระชากลากถููผู้โดยสารลงจากเครื่องกำลังเป็นเรื่องใหญ่ ฉันนึกในใจว่าเป็นโชคของ Delta Airlines เพราะถ้าใครบินเดลต้าช่วง 3-4 วันก่อนหน้านั้น จะรู้ว่าเดลต้าถูกตำหนิเรื่องการยกเลิกและเลื่อนเที่ยวบินอย่างรุนแรง

กลับจากนิวออร์ลีนส์ได้ไม่กี่อาทิตย์ ก็มีข่าวใหญ่เรื่องการรื้อ The Liberty Monument ซึ่งเป็นอนุสาวรีย์รำลึกถึงกลุ่ม Confederate (หรือสมาพันธรัฐอเมริกา) กลุ่มคอนเฟดเดอเรทนี้แยกตัวออกมาปกครองทางใต้ของอเมริกาสมัยสงครามกลางเมือง (1861–1865) ข่าวว่าบรรดาคนงานที่เป็นคนรื้ออนุสาวรีย์ต้องปิดหน้าปิดตา พร้อมมีตำรวจคอยคุ้มกัน ในขณะเดียวกันกลุ่มลูกหลานของกลุ่มคอนเฟดเดอเรทมารวมตัวประท้วงกันยกใหญ่ กระแสต่อต้านสัญลักษณ์ของกลุ่มคอนเฟดเดอเรทนี่ สืบเนื่องมาจากกรณีโศกนาฎกรรมที่วัยรุ่นผิวขาวเข้าไปยิงพระและคนผิวสีในโบสถ์ที่ เมืองชาร์ลสตัน รัฐเซาท์แคโรไลนา ในปี 2015 (พ.ศ. 2558)

Image_08cbf1c

ระเบียงสวย เหล็กดัดมีเอกลักษณ์งดงาม พบได้ทั่วไป

อยากเขียนต่ออีก แต่หมดแรง ถึงแม้นิวออร์ลีนส์จะไม่ใช่เมืองใหญ่ แต่ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 4-5 วันถึงจะเที่ยวทำกิจกรรมได้ครบถ้วน นักท่องเที่ยวหลาย ๆ คนพากันไป Swamp Tour หลาย ๆ คน เชียร์ให้ไปพิพิธภัณฑ์สงครามโลกครั้งที่สอง แต่ฉันขอผ่าน คราวนี้ดีใจมากที่ได้สัมผัสมนต์ขลังของแม่น้ำมิสซิสซิปปี้ หลังจากที่อ่านนิยายของมาร์ก เทวนมาหลายสิบปี และยังจำได้ติดตาถึงภาพนิวออร์ลีนส์ที่มองจากเครื่องบิน ขณะที่เครื่องกำลังจะลงจอด เห็นสะพานทอดยาวข้าม Lake Pontchatrain ตื่นตาตื่นใจเป็นที่สุด

สัญญาว่าคราวหน้า จะไปช่วงที่ไม่มีเทศกาล จะไป Garden District จะไปเยี่ยมบ้าน William Faulkner (624 Pirate Alley, New Orleans, LA 70116) และ Tennessee Williams (1014 Dumaine St, New Orleans, LA 70116) จะหาโอกาสไปลองกินก๊วยเตี๋ยวเฝอของเวียดนามดูบ้าง เชื่อหรือไม่ว่า นิวออร์ลีนส์มีชุมชนคนเวียดนามขนาดใหญ่ ซึ่งอพยพมาอยู่อเมริกาตั้งแต่สมัยสงครามเวียดนามทีเดียว

สุสาน บ้านไร่ และสวนสัตว์ กับวันสนุก ๆ ใน NOLA (1)

Jackson Square

Jackson Square

[๘-๑๑ เมษายน ๒๕๖๐] สงกรานต์/อีสเตอร์ปีนี้ดวงดี พี่พิมแวะมาเที่ยวอเมริกาเกือบสองอาทิตย์ เลยได้โอกาสชวนกันล่องใต้ไปเยี่ยมเยียนนิวออร์ลีนส์ นิวออร์ลีนส์ หรือที่คนทั่วไปเรียกกันว่า NOLA (New Orleans, LA (=Louisiana) เป็นเมืองที่ฉันใฝ่ฝันจะไปหามานานแสนนาน จำได้ว่าพี่โอเคยไปเที่ยวนิวออร์ลีนส์คนเดียวสมัยมาเรียนหนังสือ ส่งโปสการ์ดมาเล่าว่าสนุกมาก

ทัวร์ไปเที่ยวโรงงานทำทาบาสโก้

ทัวร์ไปเที่ยวโรงงานทำทาบาสโก้

สำหรับฉันแล้ว นิวออร์ลีนส์สนุกกว่าเมืองอื่น ๆ ในอเมริกามากมาย เที่ยวนิวออร์ลีนส์เหมือนเที่ยวเมืองนอก ไม่เหมือนอยู่ในอเมริกา (อันนี้ฝรั่งหลายคนเห็นด้วย) นิวออร์ลีนส์มีทุกอย่าง เป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์เก่าแก่แห่งหนึ่งในประเทศสหรัฐอเมริกา ปีหน้าเค้าจะฉลองครบรอบก่อตั้งครบ 300 ปี (ตั้งแต่ปี 1718 หรือ พ.ศ. 2261 ตรงกับสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช) มีบ้านสวย ๆ เก๋ ๆ มีดนตรีแจ๊สเก๋า ๆ อย่าง Preservation Jazz Hall Band  มีของกินอร่อย ๆ  เป็นเมืองที่นักเขียนดัง ๆ อย่าง William Faulkner และ Tennessee Williams  เคยมาใช้ชีวิตอยู่ เป็นเมืองแห่งบทละครเรื่อง The Streetcar Named Desire (ที่จนบัดนี้ก็ยังมีการแข่งขันตะโกน Stellaaaaaa ในงานเทศกาลของเทนเนสซี่ วิลเลี่ยมที่จัดเป็นประจำทุกปีในเดือนมีนาคม)

เราเดินทางถึงนิวออร์ลีนส์ในวันเสาร์ที่ 8 เมษายน พี่พิมบินมาจากดีซี ฉันบินไปจากคลีฟแลนด์ ตามกำหนดแล้วควรจะถึงเวลา11 โมงใกล้ ๆ กัน แต่เดลต้าแอร์ไลน์ก็ได้ถือวิสาสะเปลี่ยนแปลงโปรแกรมการท่องเที่ยวของฉันอีกครั้ง – ครั้งที่สามแล้วนะ!!!- เล่นเอากว่าฉันจะไปถึงก็เกือบห้าโมงเย็น

***French Quarter***
เที่ยวกับพี่พิมทีไร โชคดีมาก ๆ ทุกที ครั้งนี้พบว่าช่วงที่เราจะไปเป็นช่วงที่มีงาน French Quarter Festival ประจำปี ครั้งที่ 34 คนจัดประกาศว่าเป็น “Largest Showcase of Louisiana Music in the World” ตอนที่เราจองตั๋วเครื่องบินไปนิวออร์ลีนส์ในเดือนกุมภาพันธ์ เราใช้วันเดินทางของพี่พิม และวันหยุดของฉันเป็นหลัก ไม่รู้เสียด้วยซ้ำไปว่าวันที่เราจะไปตรงกับเทศกาลนี้ เพิ่งมารู้ก็ตอนเดือนมีนาคมที่ฉันเริ่มมองหาโรงแรม แล้วพบว่าโรงแรมแพงมาก ๆ อย่างไรก็ดี French Quarter Festival นี่อลังการยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง ปิดเมืองตั้งเวทีเล่นดนตรีกัน 23 เวที!!! ข้อสำคัญคือมีร้านอาหารดัง ๆ มาออกร้านกว่า 70 กว่าร้าน ทั้ง Antoine’s Galatoire’s Muriel’s ทำให้เราได้มีโอกาสลิ้มรสอาหารท้องถิ่นของนิวออร์ลีนส์ที่ใคร ๆ ลงความเห็นกันว่าอร่อยที่สุดในอเมริกา (และก็จริงอย่างที่เขาว่ากัน) อาหารที่ขายก็เป็นขนาดเล็ก ๆ ราคาไม่แพงมาก ทำให้เราได้กินของอร่อย ๆ ได้มากมายหลายชนิดในเวลาอันสั้น

วันอาทิตย์ที่เราไปตรงกับวัน Palm Sunday พอดี (พี่พิมถ่ายจาก St. Louis Cathedral)

ขอบันทึกเป็นหลักฐานว่าอาหารที่ได้ลิ้มลองจากงานเทศกาลนี้ประกอบด้วย — ไก่ทอดกับข้าว (พี่พิมบอกว่าอร่อยมาก ๆ) // Deep-fried Oyster Po’ Boy Sandwich (หอยนางรมหวานสุด ๆ) // Duck Po’Boy Sandwich // Gator Kabobs (เนื้อจระเข้เสียบไม้) // Bread Pudding // Snoballs (น้ำแข็งไสบ้านเราดี ๆ นี่เอง ถ้าต้องการหวานมากขึ้นอีก ก็ขอให้คนขายราดนมข้นเพิ่มให้ได้) // Chicken & Waffles // Pulled Chicken Sandwich (หรืออะไรซักอย่าง) // Crawfish crepe กับ Eggplant (อะไรซักอย่าง)

บรรยากาศในงานเต็มไปผู้คนจากทั่วทุกสารทิศ เข้าใจว่าเป็นช่วง Spring Break ของนักเรียนนักศึกษาในรัฐหลุยเซียนาพอดี ทุกคนเฮฮา เดินไปมาพร้อมกับถือแก้วดริงก์ ดูสุขสันต์สำราญใจเป็นอย่างยิ่ง (ซึ่งเป็นภาพแปลกตาในอเมริกา) เรื่องคนเมากับนิวออร์ลีนส์นี่เป็นโจ๊กที่ใคร ๆ ก็พูดถึงกัน ประหนึ่งว่ามานิวออร์ลีนส์เพื่อจะมาเสพเหล้ายาปลาปิ้งโดยเฉพาะ (รวมไปถึงกลิ่นกัญชาที่ลอยมาตามลมเป็นระยะ ๆ) คนที่พูดเรื่องนี้มีตั้งแต่คนรถจากสนามบิน ไปจนถึงไบรอันคนรถที่ขับพาไปเที่ยวไร่อ้อย ที่บอกว่าให้ติดสติกเกอร์ประจำคณะไว้ให้ดี เผื่อว่าไปดื่มดริงก์ที่ทางไร่อ้อยมีขายจนเมาหมดสติ พนักงานไร่อ้อยจะได้พากลับมาส่งได้ถูก

นิวออร์ลีนส์ก็เหมือนกับเมืองท่องเที่ยวใหญ่ ๆ ทั่วไป ที่การต่อคิวสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่าง Preservation Jazz Hall ที่ดังมาก ๆ คนจะไปรอเข้าคิวกันแต่หัววัน ร้านอาหารไหนที่ว่าดัง ก็จะมีคนไปรอเข้าคิวกันยาวเฟื้อย

ขอแสดงความชื่นชมคณะจัดงานว่าเก็บขยะได้เก่งมาก ช่วงกลางคืนขยะเต็มงานไปหมด ทั้งภาชนะใส่อาหาร แก้วน้ำ ขวดน้ำ เช้ามากวาดเกลี้ยงเกลา แต่เวลาเดิน ๆ ต้องระวังอยู่เหมือนกัน ดีไม่ดีอาจจะไปเหยียบอ้วกคนเมาได้ง่าย ๆ

***สุสาน St Louis No. 1***
ฉันเองก็เพิ่งมาสังเกตคราวนี้เองว่าคนอเมริกันหลายคนมีรสนิยมชอบไปเที่ยวสุสาน แถวบ้านฉันที่คลีฟแลนด์ มีสุสานชื่อ Lakeview Cemetery มีที่เก็บศพของประธานาธิบดีการ์ฟิลด์ อยู่มาหลายปีก็ไม่เคยคิดจะไปเยี่ยมชมเลย ส่วนของนิวออร์ลีนส์นี่ อ่านข้อมูลท่องเที่ยวฉบับไหน ก็มีแต่คนบอกว่าห้ามพลาดทั้งนั้น

สุสานยุคดั้งเดิมสีสันสวยงาม เพราะทาสีแบบเดียวกับสีบ้านของเจ้าของสุสาน เพื่อให้พนักงาน (ซึ่งอ่านป้ายไม่ออก) รู้ว่าสุสานใดเป็นของตระกูลไหน

สุสานในนิวออร์ลีนส์ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมมีหลายแห่ง เราเลือกไป St Louis No. 1 ตามคำแนะนำของคุณเรน Concierge ของโรงแรมที่พักอยู่ นัยว่าสุสานนี้ดังมาก เพราะเป็นสุสานที่ยัง active (คือยังมีการเปิดให้เก็บศพอยู่) ที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศสหรัฐอเมริกา นอกยังนี้ยังมีหลุมเก็บศพของผู้ก่อตั้งเมืองนิวออร์ลีนส์รุ่นบุกเบิก มีหลุมเก็บศพของสมาชิกสมาคมชาวอิตาเลียนที่ใช้หินอ่อนจาก Carrara และที่พลาดไม่ได้คือหลุมของคุณนาย Marie Laveau เจ้าแม่วูดูที่มีชี่อเสียงโด่งดังก้องโลก ฟังประวัติแล้วแอบภูมิใจว่าเป็นผู้หญิงเก่งในสมัยนั้น คุณนายลาโวนี่ดังจริง ๆ ตรงหน้าหลุมมีคนนำยาสูบ หนังยางรัดผมและกิ๊บมาวางเป็นการแสดงความไว้อาลัยเต็มไปหมด อลีน่า ไกด์สาวผู้พาเราเข้าชมสุสานเล่าว่า ที่คนเอาอุปกรณ์เสริมสวยมาวาง เพราะอาชีพดั้งเดิมของคุณลาโวคือช่างทำผม ส่วนยาสูบหรือบุหรี่ เข้าใจว่าเป็นเพราะเป็นธุรกิจของครอบครัว (ถ้าจำไม่ผิด)

โปรดสังเกตว่าฉันใช้คำว่าหลุม “เก็บ” ศพ ไม่ใช่ หลุม “ฝัง”ศพ เหตุผลที่ดึงดูดใคร ๆ ให้มาชมสุสานที่นิวออร์ลีนส์ เพราะเค้าใช้วิธีเก็บศพไม่ได้ฝังลงดินลึกลงไป 6 ฟุตแบบทั่ว ๆ ไป อลีน่าเล่าว่า เพราะสภาพที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของนิวออร์ลีนส์ที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล ทำให้ฝังศพไม่ได้ ไม่งั้นน้ำจะพัดศพขึ้นมาลอยอืด ไม่น่าดูไม่น่าชมเป็นอย่างยิ่ง จนชาวนิวออร์ลีนส์ต้องทำเรื่องไปขออนุญาตพระสันตปาปาว่าขอเก็บศพบนดินแทนที่จะฝังได้หรือไม่ ทางวาติกันพิจารณาแล้ว ก็อนุญาตให้เป็นกรณีพิเศษ (เพราะแม้แต้พระเยซุเอง ศพของท่านก็ถูกเก็บไว้ในถ้ำ ไมได้รับการฝังลงดิน) ฉันฟังแล้วก็เออออตามไกด์ไป แต่ในใจก็แอบคิดว่าสุสานของตระกูลพี่เอ็นโซที่กันยาโนก็เก็บศพไว้ในอาคารบนดินเหมือนกันนี่นะ

ได้เรียนรู้ประวัติความเป็นมาของนิวออร์ลีนส์จากอลีน่าด้วยว่า กลุ่มคนกลุ่มแรก ๆ ที่มาสร้างเมือง คือนักโทษจากคุกในฝรั่งเศส (ทำนองเดียวกับที่นักโทษอังกฤษเป็นคนสร้างออสเตรเลีย)

ขากลับออกจากสุสาน อลีน่าแนะนำให้ทุกคนถอยหลังออกมา บอกว่าเป็นเคล็ด (เหมือนคนไทยเลยแฮะ)

*** สวนสัตว์ Audobon*** 
เหตุผลดั้งเดิมที่มานิวออร์ลีนส์ เพราะคิดว่าจะไปแวะเยี่ยมอ๋อและครอบครัวที่ฟลอริด้า อยากไปอุดหนุนร้านอาหารไทยของอ๋อที่ชื่อ Thailand’s Best ดูแผนที่ไปดูแผนที่มา เมืองที่อ๋ออยู่ (Navarre) ไม่ห่างจากนิวออร์ลีนส์เท่าไหร่แฮะ (ขับรถข้ามสี่รัฐ คือฟลอริด้า อัลบามา มิสซิสซิปปี้ และ หลุยส์เซียนาใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง) สุดท้ายจากที่กลายเป็นว่าจะไปหาอ๋อ อ๋อและครอบครัว อันประกอบด้วย คริส แอสตัน แอนนาเบล เลยต้องขับรถมาเราที่นิวออร์ลีนส์แทน กินข้าวกลางวันที่ร้าน NOLA เสร็จแล้ว เรากับเด็ก ๆ ก็มุ่งหน้าสู่ส่วนสัตว์ Audobon กัน เด็ก ๆ ตื่นเต้นมาก ได้เห็นช้าง ลิง ยีราฟ เสือ จระเข้ นกสวย ๆ ในระยะประชิด ฉันเองก็ตื่นเต้น เพราะระหว่างทางไปสวนสัตว์ ได้นั่งรถผ่านถนน Carrollton ซึ่งมีบ้านสไตส์เก๋ ๆ แบบนิวออร์ลีนส์สวยงามมากมาย

***Oak Alley Plantation***
ฉันชอบไปเที่ยวบ้านสวย ๆ อย่างแมนชั่นที่เมืองนิวพอร์ท โรดไอส์แลนด์นี่ชอบมาก ๆ พอเห็นรูป Plantation หรือถ้าแปลเป็นภาษาไทยก็คงเข้าข่าย บ้านไร่บ้านสวน(อ้อย) ในนิวออร์ลีนส์แล้วก็ใฝ่ฝันว่าจะไปเยี่ยมชมให้ได้

บ้านไร่(อ้อย)ในนิวออร์ลีนส์มีหลายแห่ง ตั้งอยู่บนถนนเก่าแก่เลียบแม่น้ำมิสซิสซิปปีชื่อ River Road เลือกมา Oak Alley Plantation เพราะดูแล้วว่าสวยสง่า ถ่ายรูปขึ้นที่สุด โดยเฉพาะเวลาที่มองเข้าไปแล้วเห็นต้นโอ๊คอายุนับร้อย ๆ ปี เรียงแถวเป็นแนวเป็นทางไปจนถึงตัวบ้าน ไม่มีใครรู้ว่าต้น Virginia Live Oak เหล่านี้ ปลูกเมื่อไร ใครเป็นคนปลูก ไกด์เล่าว่าสมัยก่อนเมื่อมองจากตัวบ้านออกไปทางถนน จะเห็นแม่น้ำมิสซิสซิปปี้ แต่ปัจจุบันน้ำท่วมทำให้ต้องสร้างทำนบขึ้นมากั้นมา บดบังวิวไปอย่างน่าเสียดาย — ที่โอ๊คแอลลี่ย์นี้ เราได้เดินสวนกับคนไทยด้วย ทักทายกันจนได้รู้ว่าคุณเค้ามาจากบุรีรัมย์

เหนือโต๊ะกินข้าว คือพัดลมขนาดใหญ่ ใช้แรงงานทาสเด็ก ๆ ให้เป็นคนดึงเชือก บนโต๊ะมีโถแก้ว เอาไว้ดักจับแมลงที่บินเข้ามารบกวน

อย่างไรก็ตามหากใครสนใจประวัติศาสตร์การใช้แรงงานทาส ขอแนะนำให้ไป Whitney Plantation  ฉันเห็นว่า Oak Alley จะเน้นความหรูหรามั่งคั่งของฝ่ายเจ้าของไร่ (เช่น การใช้สับปะรดไล่แขกที่มาพักที่บ้านนานเกินไป) ในขณะที่ Whitney จะแสดงให้เห็นถึงชีวิตที่ถูกกดขี่ข่มเหงของทาสผิวสี ที่จริงแล้ว Oak Alley ก็มีส่วนที่จัดแสดงนิทรรศการแสดงความเป็นอยู่ของทาสเหมือนกัน แต่ก็อะนะ…  (ไกด์เล่าว่าสมัยก่อนเจ้าของบ้านปลูกต้นโอ๊คไว้ด้านหลังบ้านด้วย เพื่อจะให้ปกปิดสายตาจากส่วนที่อยู่ของทาส)

ที่นิวออร์ลีนส์นี้ อะไร ๆ ก็ Whitney มีธนาคารชื่อวิทนีย์ มีโรงแรมชื่อวิทนีย์ ไร่ก็ชื่อวิทนีย์อีก ตระกูลวิทนีย์นี่มาจากนิวยอร์ก เข้ามาทำธุรกิจในนิวออร์ลีนส์ช่วงยุคสงครามกลางเมือง Whitney Bank นี่ เค้าบอกว่าบริหารจัดการกันเก่งมาก เพราะเป็นธนาคารเดียวที่อยู่รอดผ่าน The Great Depression ในช่วงปี 1930’s มาได้

จากตัวเมืองนิวออร์ลีนส์ เดินทางมายังแพลนเทชั่นใช้เวลาประมาณ 50 นาที ระหว่างทางเราต้องผ่าน Lake Pontchatrain คนขับรถชื่อไบรอัน เล่าว่าเป็นทะเลสาบที่น้ำตื้นมาก ๆ (เฉลี่ยความลึกประมาณ 4 เมตรเท่านั้นเอง) อย่างไรก็ดี ตอนหลังฉันมาหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตพบว่า จริง ๆ ตรงนี้ไม่ใช่ Lake หรือทะเลสาบ ตามชื่อ แต่เป็น Estuary หรือ ชะวากทะเล (ปากน้ำ) เป็นเครื่องอธิบายได้เป็นอย่างดีว่า ทำไมพื้นที่ตรงนี้จึงได้อุดมสมบูรณ์เพียงนี้

ผู้ใดสนใจจะไปเยี่ยมเยือนนิวออร์ลีนส์  ควรศึกษาเว็บไซต์การท่องเที่ยวของ New Orleans: http://www.neworleansonline.com/ที่ทำไว้ดีมาก ถ้าให้ดีควรเข้าไปดาวน์โหลดไกด์บุ๊คมาศึกษาก่อนเดินทาง มีคูปองลดราคาสินค้าและอาหารเพียบ

ของกินบนถนนลี

[๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐]  หลายปีที่แล้วครั้งที่ฉันย้ายมาอยู่คลีฟแลนด์ใหม่ ๆ ถ้าจะออกไปกินอาหารนอกบ้าน ส่วนใหญ่จะไปหาของกินที่ถนนโคเวนทรี เพราะมีร้านอาหารหลายร้าน ทั้งร้านไทย ร้านเกาหลี ร้านญี่ปุ่น/มาเลย์ และร้านอาหารอเมริกันร้านโปรดอย่างร้าน Tommy’s

อย่างไรก็ดี ปีสองปีที่ผ่านมา เริ่มมีร้านอาหารแปลก ๆ (และดี ๆ) มาเปิดบนถนนลีซึ่งอยู่ไม่ห่างจากบ้าน ขับรถไป 5 นาทีก็ถึง ของดีของถนนลีคือ มีโรงภาพยนต์ฉายหนังอินดี้แนว RCA พระรามเก้า สมัยก่อนนี่ถนนลีเป็นถนนได้ชื่อว่าไม่ค่อยปลอดภัยเท่าไร พัฒนาได้ขนาดนี้ส่วนหนึ่งต้องขอบคุณรัฐบาลเมืองคลีฟแลนด์ไฮท์ที่ปรับปรุงถนนหนทางให้ดูน่าเดินน่าเที่ยวมากขึ้น มีการลาดยางถนนใหม่ เปลี่ยนป้ายบอกชื่อถนน ปรับปรุงเสาไฟฟ้าทำให้ถนนดูสว่างขึ้น

ร้านบนถนนลีที่พี่เอ็นโซมักจะพาฉันไปกินคือ “อนาโตเลีย(2270 Lee Rd, Cleveland Heights, OH 44118 Phone: (216) 321-4400) เป็นร้านอาหารเตอร์กิช อร่อยมาก โดยเฉพาะของหวาน ร้านนี้เป็นร้านใหญ่และมีชื่อเสียงประจำเมือง มีอาหารให้เลือกรับประทานมากมาย ไปกินมาหลายรอบแล้วก็ยังกินได้ไม่ครบทุกอย่างบนเมนู ทุกครั้งที่ไปกินก็จะอดเสียดายไม่ได้ว่า ตอนที่ไปเที่ยวตุรกีกับทัวร์ ไม่ได้กินของอร่อย ๆ อย่างนี้เลย

เมื่อสองปีที่แล้ว มีร้านอาหารโมรอกโคชื่อ “โมโม เคบับ” มาเปิด (2199 Lee Rd, Cleveland Heights, OH 44118 Phone: (216) 932-3512) เป็นร้านเล็ก ๆ คูหาเดียว เมนูมีแค่หน้าเดียว ไม่มีอาหารให้เลือกมากมายเหมือน อนาโตเลีย แต่อร่อยและเน้นคุณภาพ ทุกครั้งที่ไป พ่อครัว/เจ้าของร้าน จะออกมาต้อนรับพูดคุยเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด ร้านนี้อบขนมปังเอง เข้าใจว่าเป็นขนมปังเฉพาะแบบของโมรอกโค เพราะไม่เคยกินที่ไหนมาก่อน อร่อยและไม่หวาน (ไม่เหมือนร้านอาหารทั่ว ๆ ไปในอเมริกา ที่ขนมปังหวานจนบางทีเกือบจะเป็นกลายเป็นเค้ก) ส่วนใหญ่ฉันจะสั่งแกะย่าง ที่เสิร์ฟพร้อมข้าวและผัก ส่วนพี่เอ็นโซจะสั่ง Tagine คล้าย ๆ กับสตูว์ อบในภาชนะที่ทำจากดินที่เรียกว่า Tagine เช่นกัน เจ้าของร้านอธิบายว่า Tagine นี่ใช้เวลาปรุงนานมาก ต้องทำล่วงหน้ากันเป็นวัน ๆ  อย่างเดียวที่ยังไม่เคยกินคือ คูสคูส ซึ่งเป็นอาหารพิเศษประจำคืนวันศุกร์ พูดกันหลายครั้งว่าต้องกลับไปกิน ก็ยังไม่มีโอกาสเสียที

ล่าสุดได้มีโอกาสไปกินอาหารเอธิโอเปียบนถนนลี ร้านชื่อ โซมา (2240 Lee Rd, Cleveland, OH 44118 Phone: (216) 465-3239) ก่อนไปก็แอบสงสัย (ด้วยนิสัยไม่ดี) ว่า เขามีอะไรกินกันด้วยหรือ ประเทศแถวนั้นไม่น่าจะอุดมสมบูรณ์เท่าไร ปรากฏว่าดีมาก เหมาะสำหรับคนรักษาสุขภาพ เป็นอาหารที่เน้นถั่วและแป้ง หรือถ้าจะเลือกกินเนื้อ ก็มีสตูว์ทั้งเนื้อวัว เนื้อไก่ (ที่เสิร์ฟพร้อมไข่ต้ม) และ แกะ วิธีการเสิร์ฟก็ตื่นตาตื่นใจเป็นที่สุด คือ เสิร์ฟอาหารด้วยจานใบเบ้อเริ่ม ปูด้วยแผ่นแป้งที่เรียกว่า Injera ซึ่งเป็นขนมปังพื้นเมืองของเอธิโอเปีย ทำมาจากเมล็ด Teff (ซึ่งเป็นพืชที่ปลูกในเอธิโอเปีย) แผ่น Injera มีสีเทาเข้ม หน้าตาคล้าย ๆ เครปบวกแพนเค้ก นิ่ม ๆ ไม่หวาน มีรู ๆ เหมือนฟองน้ำ (กินไปเรื่อย ๆ จะได้อารมณ์ขนมถ้วยฟูของโปรด) บนแป้งจะมีกับข้าวตักวางเป็นหย่อม ๆ ส่วนใหญ่จะเป็นถั่วปรุงผสมเครื่องเทศต่าง ๆ นานา วิธีกินก็ง่าย ๆ ใช้มือบิดแป้งกินกับกับข้าวไปเรื่อย ๆ

ตอนแรกเห็นอาหารแล้ว คิดในใจว่าจะอิ่มไหมนี่ ปรากฏว่ากินไปได้แค่ครึ่งจาน แป้งยังไม่ได้จะหมดแผ่น ก็อิ่มจุกเสียแล้ว แถมยังอิ่มยาวมาถึงวันรุ่งขึ้นอีกด้วย

ร้านโซมานี่ถือเป็นร้านยอดฮิต เพิ่งเปิดมาได้แค่สองเดือนกว่า ๆ แต่ลูกค้าแน่นขนัด ถ้าไม่ได้จองก่อน ก็คงไม่ได้กิน และท่าทางคงจะเป็นที่ถูกใจคนแถวนี้ไปอีกนาน

St Croix วิตามินดี จิจี้ และ เปโดร

stcroix_jan2017-15

จากซ้ายไปขวา – จิจี้ เปโดร อาจารย์ มองลงไปจากเนินเขาจะเห็น Isaac Bay

[๘ – ๑๕ มกราคม ๒๕๖0] เริ่มต้นรับปีใหม่ด้วยทริปสั้น ๆ ๘ วัน ๗ คืน ที่ St Croix (หมายเหตุ: คนอเมริกันอ่านออกเสียงว่าเซนต์ครอย เวลาอ่านออกเสียงตามภาษาฝรั่งเศส คนฟังจะงงมาก ว่าพูดถึงอะไร) 

เซนต์ครอยเป็นหนึ่งในเกาะ ๓ เกาะของ US Virgin Islands อยู่ในอาณาเขตของสหรัฐอเมริกา (ไม่ต้องแสดงพาสปอร์ตขาไป แต่ขากลับเข้ามาแผ่นดินใหญ่ต้องแสดงหลักฐานการเป็นพลเมืองอเมริกัน) อยากรู้ว่าอยู่ตรงไหนของโลก ก็หาเมืองไมอามี่ รัฐฟลอริดาในแผนที่ให้เจอก่อน จากนั้นก็ค่อย ๆ เลื่อนสายตาลงมาด้านล่างตรงทะเลคาริเบียน มองไปทางขวามือเล็กน้อย ถ้าเจอ Puerto Rico ปุ๊ป ก็ให้รีบหาจุดเล็ก ๆ ทางขวามือของ Puerto Rico เพ่งดี ๆ ก็จะเห็นเซนต์ครอย ขนาดใหญ่ประมาณเกาะช้างของเมืองไทย

stcroix_jan2017-7

สติกเกอร์ติดหน้ากระจกรถ เตือนคนขับให้ขับชิดซ้าย

ความรู้สึกกับเซนต์ครอยคือ ถึงจะเป็นเกาะของอเมริกา ใช้เงินยูเอสดอลลาร์ พูดภาษาอังกฤษ ใช้เวลาตาม Atlantic Standard Time (AST) (ซึ่งเร็วกว่าคลีฟแลนด์ 1 ชั่วโมง ช่วงที่ไม่เป็น Daylight Saving Time) แต่เซนต์ครอยก็มีความเป็นยูโรเปียนสูงมาก ผู้คนทักทายกันด้วยคำว่า Good morning, Good afternoon ไม่มีการทักว่า Hi How are you? และถึงจะใช้รถพวงมาลัยซ้ายแบบในอเมริกา แต่ระบบการจราจรที่นี่เป็นเหมือนเมืองไทยคือขับชิดซ้าย (มีเว็บไซต์อธิบายว่าเป็นเพราะเกาะนี้ยังรักษาระบบการขับขี่รถยนต์ตามเดนมาร์ก ซึ่งเป็นเจ้าของดั้งเดิมของเกาะนี้ ก่อนที่จะขายให้อเมริกาเมื่อหนึ่งร้อยปีที่แล้ว ว่าแต่ตอนนี้คนเดนมาร์กเขาก็ขับรถชิดขวากันไม่ใช่หรือ)

stcroix_jan2017-39

With Pedro – at our log in Jack Bay

หนีหนาวที่เซนต์ครอยเที่ยวนี้ เราตัดสินใจใช้บริการจองที่พักผ่าน Airbnb เป็นครั้งแรก หลังจากกล้า ๆ กลัว ๆ จากทริปไปจาไมก้าเมื่อปีที่แล้ว สุดท้ายกลายเป็นว่าถูกรางวัลที่ 1 เพราะพี่เอ็นโซไปค้นเจอบ้านริมผา ตั้งชื่อได้เก๋ไก๋ว่า 30 Steps to Paradise บ้านหลังนี้ตั้งอยู่บริเวณ East End ของเกาะ ใกล้ ๆ กับ East End Marine Park และ Point Udall ซึ่งถือว่าเป็นจุดตะวันออกสุดของสหรัฐอเมริกา (ซึ่งเราไม่ได้ไปเยี่ยมชม) เป็นบริเวณที่พักอาศัยที่เงียบเชียบมากถึงมากที่สุด ปราศจากรถราวิ่งผ่าน เสียงเดียวที่ได้ยินคือเสียงคลื่นซัดกระทบฝั่ง (และอาจจะมีเสียงนกเพ-ลิกันบ้าง) บ้านหลังไม่ใหญ่ แต่มีสิ่งอำนวยความสะดวกเพียบพร้อม มีครัว มีหม้อไหกะทะ จานชามช้อนส้อมให้หมด มีห้องน้ำในตัว พร้อมด้วยราวตากผ้านอกบ้าน

กิจวัตรประจำวันคือ ทุก ๆ เช้าจะมีลูกสมุนสองตัวคือ มิสจิจิ้ และคุณเปโดร (หมาดูโอของเจ้าของบ้าน) เดินนำขึ้นเขาฝ่าดงไป Jack Bay  (เดินไปประมาณ ๑๐ นาที) หรือไม่ก็ไป Isaac Bay (ซึ่งต้องปีนเนินไปอีกลูก เดินต่อไปอีก ๑๕ นาที) ทางเดินไปอ่าวก็ไม่ใช่เดินได้ง่าย ๆ (แนวเดียวกับตอนเดินขึ้นเขาอกทะลุที่พัทลุงเมื่อสามสิบกว่าปีที่แล้ว) ถ้าไม่สังเกตดี ๆ จะไม่รู้เลยว่าตรงนี้มี trail แถมยังมีพุ่มไม้หนามแหลมซุ่มรอเราอยู่เป็นระยะ ๆ แต่ก็คุ้มค่า เพราะหาดทรายสวย เป็นหาดทรายดิบ ๆ ไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกใด ๆ สะอาด ไม่มีขยะ เงียบสงบ นาน ๆ ทีจะมีคนเดินผ่านมาสักคน เจอขอนไม้ถูกใจ ฉันก็นั่งอ่านหนังสือได้เป็นนาน พี่เอ็นโซได้ว่ายน้ำวันละ ๓ รอบ ว่ายเสร็จรอบหนึ่งก็เดินฝ่าดงพงหญ้า ขึ้นเนินกลับมากินข้าวบ้าน กินเสร็จกลับไปว่ายต่อ จนพระอาทิตย์ตกดิน (เดินจนจำได้ว่าตรงไหนมีหนาม ตรงไหนมีหลุม)

คนที่เซนต์ครอยบอกว่า อาทิตย์ที่เราไป โชคไม่ดีหน่อย เพราะทะเลไม่สงบ คลื่นลมรุนแรง แต่ก็ไม่เห็นพี่เอ็นโซจะบ่นอะไร ก็ยังว่ายน้ำได้อย่างปกติดี ฉันเองก็ว่าทะเลสวยดีเป็นปกติ (แต่แอบมีหอยเม่น (Sea urchins) เยอะ ต้องระวังเหมือนกัน)

ด้วยความที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ริมทะเล เราเลยไม่ได้ไปเดินเล่นในเมืองมากเท่าไร เมืองใหญ่ของเกาะคือ Christiansted ซึ่งอยู่ทางตะวันออก เป็นที่ตั้งของหน่วยงานราชการ ที่ทำการของผู้ว่าฯ เมืองนี้ห่างจากบ้านที่พักไปประมาณ 20 นาที และ Frederiksted ทางฝั่งตะวันตก เป็นเมืองที่บรรดาเรือลำใหญ่ ๆ จะมาขึ้นฝั่งกัน และอยู่ไม่ไกลจากสนามบินเท่าไรนัก

stcroix_jan2017-12

Christiansted

โชคของฉันคือ ช่วงเช้าของวันพุธมีประกาศเตือนภัยเรื่องกระแสน้ำ Rip Current พี่เอ็นโซออกไปว่ายน้ำไม่ได้ เลยพาฉันมาเดินเล่นในเมืองคริสเตียนเสตทแทน ได้มีโอกาสเดินชม Boardwalk ริมทะเลแคริเบียน เดินซื้อของที่ระลึก และกินข้าวกลางวัน ขากลับแวะซื้อกับข้าวกลับบ้าน เมืองนี้น่ารักมาก คล้าย ๆ ตะกั่วป่าที่พังงา เงียบ ๆ ดูเหมือนทุกคนจะรู้จักทักทายกันเป็นอย่างดี มีสถานที่ประวัติศาสตร์สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงร่องรอยความยิ่งใหญ่และรุ่งเรืองทางการค้าจากการส่งออกน้ำตาลและอ้อยของชาวเดนมาร์ก เมื่อหลายร้อยปีที่แล้วอยู่หลายแห่ง ถ้าใครที่เป็นแฟนละครบรอดเวย์สุดพีคอย่าง Hamilton ก็คงตื่นเต้นเป็นพิเศษ เพราะ Alexander Hamilton รัฐมนตรีคลังคนแรกของอเมริกา ใช้ชีวิตในวัยเด็กที่เซนต์ครอยนี่เอง

เราแวะเฟเดอริกเสตทก่อนจะขึ้นเครื่องกลับ ด้วยความที่เป็นวันอาทิตย์ เมืองจึงเงียบเหงาเป็นพิเศษ ร้านเกือบทุกร้านปิดหมด แต่ก็ยังพอมีร่องรอยให้เห็นถึงความคึกคักในยามที่เรือเดินสมุทรเข้าเทียบท่า หาดทรายฝั่งนี้คลื่นลมสงบกว่าฝั่งที่เราอยู่ หาดทรายสวยมากโดยเฉพาะตรงที่เป็นอุทยานแห่งชาติ Sandy Point

stcroix_jan2017-34

Fredericksted

ที่เซนต์ครอยนี่ เราต้องใช้น้ำจืดและไฟฟ้าอย่างประหยัด อาหารการกินที่นี่แพงนิดหนึ่ง เพราะต้องนำเข้ามาจากแผ่นดินใหญ่ พี่เอ็นโซผิดหวังเล็กน้อยเพราะนึกว่าจะมีผลไม้พื้นเมืองและอ้อยให้กิน ได้ยินว่าคนพื้นเมืองที่นี่มีความรู้สึกไม่ค่อยดีกับอ้อย เพราะทำให้นึกถึงความรุนแรงจากการใช้แรงงานทาสทำไร่อ้อยในอดีต อ้อยไม่ค่อยมีแล้ว เหล้ารัมที่ผลิตบนเกาะ ก็ไม่ได้ทำจากอ้อย อย่างไรก็ดี เราก็ได้กิน Baccalà หรือปลาเค็มเกือบทุกมื้อ พี่เอ็นโซซื้อมาทำให้กิน โดยปรุงกับซอสมะเขือเทศ อร่อยมาก

เที่ยวคราวนี้มีเรื่องให้ตื่นเต้นอีกตามเคย เริ่มจากพลาดไฟลท์ไปไมอามี่ ในเช้าวันอาทิตย์ ดันเอากระเป๋าเดินทางโหลดขึ้นเครื่องไม่ทัน สายการบินให้ทางเลือกสองทางคือ รอไปไฟลท์วันรุ่งขึ้น หรือว่า รอ Standby ไปไมอามี่ในเย็นวันนั้น ไปนอนค้างไมอามี่ก่อนหนึ่งคืน และรอ Standby (อีกครั้ง) สำหรับไฟลท์ไปเซนต์ครอยในวันรุ่งขึ้น

เลือกอย่างหลัง อารมณ์ตอนนั้นคือไม่อยากทนอากาศหนาวอีกต่อไปแล้ว (และถ้าโชคดีจะได้เห็นฟลอริดาสักที เกิดมายังไม่เคยไปเลย)

stcroix_jan2017-36

Rhythms at Rainbow Beach

สุดท้ายเราก็ได้บินไปไมอามี่ในคืนนั้น (หลังจากนั่งรอลุ้นอยู่เป็นชั่วโมง ๆ เพราะไฟลท์ดีเลย์จากห้าโมงครึ่งเป็นทุ่มครึ่ง นั่งฟังประกาศห้ามไม่ให้นำซัมซุงกาแล๊กซี่โน๊ต 7 เป็นสิบ ๆ รอบ เพราะพนักงานต้องประกาศทุกครั้งและหลาย ๆ ครั้ง ก่อนจะให้ผู้โดยสารขึ้นเครื่อง  – แปลกที่ว่า ที่สนามบินไมอามี่หรือที่เซนต์ครอย ไม่ยักกะได้ยินประกาศนี้แฮะ) และได้ที่นั่งไปเซนต์ครอยในวันรุ่งขึ้น เมาเครื่องเล็กน้อย (ตามปกติ) แต่พอได้ลมเย็น ๆ (ที่ไม่ใช่ลมหนาว) อาการป่วยก็หายเป็นปลิดทิ้ง แต่การผจญภัยก็ไม่ได้จบแค่นั้น ปรากฏว่าหลงทาง หาบ้านไม่เจอ เพียงเพราะไปเห็นป้าย Private Property ห้ามเข้า (ซึ่งถ้าผ่านเข้าไป ก็หมดเรื่อง แต่ก็ไม่กล้า กลัวลูกปืน) มือถือ (T-Mobile) ไม่มีสัญญาณ (มีเฉพาะ AT&T) ไม่สามารถโทรหาเจ้าของบ้าน ต้องวนรถกลับมาที่คาสิโนใกล้ ๆ ขอใช้โทรศัพท์โทรหาเจ้าของบ้าน จึงจะหมดปัญหา

ดีใจที่ได้ไปเซนต์ครอย ดีใจที่ได้ไปรับวิตามินดี ดีใจที่ได้เห็นต้นมะขามและต้นกระถินเต็มเกาะไปหมด ดีใจที่มีเวลาอ่านหนังสือที่ทิ้งค้างไว้เกือบปีได้จบ ดีใจที่ได้เจอซอสเผ็ดอร่อยยี่ห้อ Alvin’s และดีใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้รู้จักมิสจิจี้กับคุณเปโดร – เซเลบแถบ East End เดินไปไหน ทุกคนก็กรี๊ดกร๊าดทักทายหมาสองตัวนีักันทั้งบาง


ที่พัก

Arawak Bay The Inn at Salt River (ได้แต่จองและจ่ายเงิน แต่ไม่ได้ไปนอน เพราะพลาดเครื่องวันแรก)
62 Salt River, Christiansted, 00851-3475, VI

Aloft Miami Doral 
3265 NW 107th Avenue, Doral, FL, 33172

30 Steps to Paradise
Waterfront Cottage, St. Croix US VI
East End, St. Croix, U.S. Virgin Islands

ร้านอาหาร

Cafe Fresco (ร้านน่ารัก อาหารอร่อย สั่ง “i vote veggie!” กับ “fresco phatty”)
1138 King St, Christiansted, St Croix 00820, USVI

Zion Modern Kitchen (ร้านนี้มีเมนูทั้งเป็นภาษาอังกฤษและภาษาแดนิช ถือเป็นร้านดังของเกาะ)
2132 Company St, Christiansted, St Croix 00820, U.S. Virgin

Rhythms at Rainbow Beach (ร้านนี้ฮิปปี้หน่อย แต่อาหารอร่อยมาก บรรยากาศสวยริมทะเล)
Frederiksted, St Croix 00840, USVI

Polly’s At the Pier  (ว่าจะไปกินร้านนี้ แต่เกิดปิดวันอาทิตย์ เลยไปที่ Rhythms แทน)
3A Strand St, Frederiksted, St Croix 00840, USVI

ร้านขายของชำ

*** เนื่องจากคราวนี้ทำกับข้าวกินเองเยอะมาก เลยเพิ่มข้อมูลส่วนที่เป็นร้านขายของชำไว้ด้วย

Plaza Extra East  (ร้านค้าใหญ่ประจำเมือง มีของให้เลือกซื้อแทบทุกชนิด)
4 C & D, Christiansted, VI 00820, U.S. Virgin Islands

Seaside Market & Deli  (ร้านเล็กกว่า Plaza หน่อย แต่ก็มีสินค้าทุกชนิดที่ร้านซุปเปอร์มาร์เก็ตในอเมริกามี เช่น Hummus เป็นต้น)
2001, Mt Welcome Rd, Christiansted, St Croix 00824, U.S. Virgin Islands

Go Tribe!

[๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๙] ปีนี้มีอะไร ๆ เกิดขึ้นหลายสิ่งหลายอย่าง เลวร้ายบ้าง ดีบ้างคละเคล้ากันไป โดยเฉพาะที่คลีฟแลนด์ มีข่าวใหญ่โตหลาย ๆ เรื่องตลอดปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ทีมบาสเก็ตบอล Cleveland Cavaliers (#AllIn — หมายถึงสู้กันสุด ๆ ไปเลย) ชนะเลิศได้เป็นแชมป์ประเทศ ต่อเนื่องด้วยการประชุมใหญ่ของพรรครีพับลิกันในเดือนกรกฏาคม  คั่นด้วยเหตุการณ์วิปโยคในเมืองไทย ***วันที่ ๑๓ ตุลาคม***  จากนั้นทีมเบสบอล Cleveland Indians (#GoTribe — หมายถึงทีมคลีฟแลนด์ ซึ่งมีสัญลักษณ์และชื่อทีมเป็นอินเดียนแดง) ได้ผ่านเข้าไปรอบชนะเลิศของ World Series ในปลายเดือนตุลาคม ซึ่งถึงแม้คลีฟแลนด์จะแพ้ Chicago Cubs ไปในเกมส์สุดท้าย แต่ก็ชนะใจแฟน ๆ อย่างล้นหลาม จบปีด้วยการเลือกตั้งทั่วประเทศอเมริกาต้นเดือนพฤศจิกายน ที่ทำให้เราได้รับรู้ว่า Orange Is The New Black อย่างแท้จริง

ช่วงที่มีการแข่งเบสบอล ทั้งเมืองคลีฟแลนด์และเมืองใกล้เคียงตื่นเต้นมากถึงมากที่สุด แต่ที่ฉันประทับใจมากก็คือ พิพิธภัณฑ์ศิลปะของทั้งชิคาโกและคลีฟแลนด์ ผลัดกันส่งข้อความตลก ๆ ท้าทายกันทางเฟซบุ๊ค (ฝรั่งเรียกว่า Banter) โดยดัดแปลงภาพศิลปะระดับโลกอายุเป็นร้อย ๆ ปีให้เข้ากับทีมเบสบอลของตนเอง

เริ่มจาก The Art Institute of Chicago ก่อน โปรดสังเกตว่าตัวละครในภาพวาดใส่เสื้อหรือถือสิ่งของที่มีสัญลักษณ์ของทีมเบสบอล  Chicago Cubs และ เนื่องจาก World Series แข่งกันหลายวัน (ใครชนะ 4 เกมส์ก่อน ก็ชนะเลิศไป) เราเลยได้ดูภาพวาดสวย ๆ ขำ ๆ กันหลายรูปอยู่

American Gothic (วาดในปี 1930)
ศิลปิน: Grant Wood ชาวอเมริกัน
มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1891–1942

A Sunday on La Grande Jatte (วาดในปี 1884, 1884/86)
ศิลปิน: Georges Seurat ชาวฝรั่งเศส
มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1859-1891

Barroom Scene (วาดในปี 1835)
ศิลปิน:  William Sidney Mount ชาวอเมริกัน
มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1807–1868

Paris Street; Rainy Day (วาดในปี 1877)
ศิลปิน: Gustave Caillebotte ชาวฝรั่งเศส
มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1848-1894

The Song of the Lark (วาดในปี 1884)
ศิลปิน:  Jules Adolphe Breton ชาวฝรั่งเศส
มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1827-1906

Woman Reading (วาดในปี 1879/80)
ศิลปิน:  Édouard Manet ชาวฝรั่งเศส
มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1832-1883

The Crystal Palace (วาดในปี 1871)
ศิลปิน: Camille Pissarro  ชาวฝรั่งเศส
มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1830-1903

คราวนี้ถึงตา Cleveland Museum of Art บ้าง

Portrait of Catherine Grey, Lady Manners (วาดในปี 1794)
ศิลปิน: Thomas Lawrence ชาวบริติช
มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1769-1830

Portrait of a Man, possibly Girolamo Rosati (วาดในช่วงปี 1533-1534)
ศิลปิน: Lorenzo Lotto ชาวอิตาเลียน
มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1480-1556

Nathaniel Olds (วาดในปี 1837)
ศิลปิน: Jeptha Homer Wade ชาวอเมริกัน
มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1811-1890

Half Armor for the Foot Tournament จากสมัยปี 1590
ได้มาจาก Pompeo della Cesa (Italian)

George Washington at the Battle of Princeton (วาดในปี 1779)
ศิลปิน: Charles Willson Peale ชาวอเมริกัน
มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1741-1827

A Woman’s Work (วาดในปี 1912) *** ภาพนี้ทำได้น่ารักมาก ดูดี ๆ จะเห็นว่าทางพิพิธภัณฑ์เติมถุงเท้าสีแดงไว้บนราวผ้าด้วย ซึ่งเป็นการพาดพิงถึงทีมเบสบอล Red Sox อันโด่งดังของเมืองบอสตัน
ศิลปิน: John Sloan ชาวอเมริกัน
มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1871-1951

พิพิธภัณฑ์แต่ละแห่งโพสต์ภาพเหล่านี้ทางเฟซบุ๊คทีละภาพ ทีละวัน เฉพาะวันที่มีการแข่งขัน แฟน ๆ ต้องคอยจับตาดูว่า วันนี้จะเอาภาพไหนขึ้นมาเล่น ทำอย่างนี้ถือเป็นกุโศลบายเรียกลูกค้าได้ดียิ่ง เพราะใคร ๆ ก็บ้าเบสบอล ดึงความสนใจคนที่ไม่รู้ ไม่สนใจศิลปะได้มากโขอยู่ อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าอยู่เมืองไทย จะได้ทำอย่างนี้หรือไม่ ขนาดเอาทศกัณฐ์ไปแคะขนมครก คนยังบ่นกันแล้วบ่นกันอีก

ฉันรู้สึกว่าคลีฟแลนด์ออกจะคึกคักกับ World Series กว่าสมัยตอนแข่งบาสเก็ตบอลช่วงเดือนกรกฏาคมเสียอีก (เดาว่าเป็นเพราะเดือนกรกฏาคมตรงกับช่วงซัมเมอร์ โรงเรียนปิด คนไม่อยู่ หนีไปเที่ยวที่อื่นกันเยอะ แต่ตอนนี้เป็นฤดูใบไม้ร่วง โรงเรียนเปิด คนเลยเต็มเมือง) ห้องสมุดเอย ซิติ้ฮอล์เอยต้องพากันเลื่อนหรือยกเลิกการประชมและการสัมมนา เพื่อไม่ให้ชนกับเวลาที่่มีการแข่งขัน ช่วงนั้นจะเห็นคนคลีฟแลนด์ดูอิดโรยเป็นพิเศษ เพราะกว่าจะจบเกมส์แต่ละเกมส์ก็ปาเข้าไปห้าทุ่ม เที่ยงคืน ติดต่อกันอยู่หลายคืน

ฉันเองไม่รู้เรื่องเบสบอลเลย อเมริกันฟุตบอลยังพอดูเป็น แต่เบสบอลนี่ ฟังกติกาที่พี่เอ็นโซอธิบายแล้วก็ยังงง ๆ อยู่ (เคยเรียนซอฟท์บอลตอนมัยธยม แต่ก็จำอะไรแทบไม่ได้เลย)

%d bloggers like this: