สุดสัปดาห์ที่ Bloomington

[๒๔-๒๕ มิถุนายน ๒๕๖๐] ฤกษ์งามยามดี เสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมา เราขับรถไปเที่ยวเมือง Bloomington  (หรือที่ฝรั่งบางคนเรียก Bloomy) มลรัฐอินเดียนา กัน

จุดมุ่งหมายหลักคืออยากไปเห็นมหาวิทยาลัย Indiana University, Bloomington ที่แม่เคยมาเรียนเมื่อเกือบห้าสิบปีที่แล้ว อันที่จริงควรจะได้มานานแล้ว โอไฮโอกับอินเดียนาก็อยู่ติดกันแท้ ๆ ทำไมถึงเพิ่งจะได้มาเอาตอนนี้ก็ไม่แน่ใจ อาจจะเป็นเพราะอินเดียนาไม่ได้เป็นทางผ่าน ถ้าจะออกเดินทางแล้ว ก็ต้องมุ่งหน้าตรงมาบลูมิงตันสถานเดียว

แม่บอกว่าสมัยก่อนบลูมิงตันมีแต่ป่า ปรากฏว่าตอนนี้ก็ยังเป็นป่าเอาอยู่มาก แต่เห็นได้ชัดว่ามีตึกเรียนใหม่มากมาย สร้างด้วยหินไลม์สโตน ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักของบริเวณนี้ เราขับรถทะลุป่าไปเรื่อย ๆ จนถึงบริเวณแคมปัสของมหาวิทยาลัย เห็นแล้วต้องร้องว่า นี่คือเมืองลับแลหรือนี่ เมื่อกี้ยังเป็นป่าอยู่แท้ ๆ ไหงตอนนี้มีแต่ตึกรามบ้านช่อง สนามฟุตบอลใหญ่อลังการ ทีมกีฬาของมหาวิทยาลัยใช้ชื่อว่า Hoosier ซึ่งคงเอามาจากชื่อเล่นของรัฐอินเดียนา (เหมือนที่ Buckeye เป็นชื่อเล่นของรัฐโอไฮโอ) ใช้สัญลักษณ์เป็นนกฮูก เราขับรถผ่านถนน North Jordan เห็นบ้านพักของพวก Fraternity (ชมรมกรีก) เรียงรายเป็นทิวแถว ใหญ่โตมโหฬาร แถมมีสิงโตทองคำประดับเฝ้าประตูอยู่หน้าบ้านด้วย

เดินเล่นในแคมปัสแล้วชวนให้คิดถึงรัทเกอร์ เพราะทั้งเมืองเป็นมหาวิทยาลัย และใช้บ้านคนมาเป็นออฟฟิศ มีกิจกรรม New Student Orientation ช่วงที่เราไปพอดี พี่เอ็นโซประหลาดใจว่าเขาจัดปฐมนิเทศกันเร็วจัง แต่เดาว่าคงแบ่งจัดเป็นหลายกลุ่ม เพราะนักเรียนน่าจะเยอะมาก

เมืองบลูมิงตันเล็กพริกขี้หนู มีทุกอย่างที่ต้องการ มีโรงแรมหรูตั้งอยู่ในไอเอ็มยู หรือ ยูเนี่ยน (Indiana Memorial Union) ร้านขายของ ไปรษณีย์ โรงหนัง โรงละคร พิพิธภัณฑ์ (มากกว่าหนึ่งแห่ง) มีศูนย์สนับสนุนสำหรับคนรักร่วมเพศหลายแห่ง ซึ่งออกจากแตกต่างไปจากนโยบายของรัฐอินเดียนาโดยสิ้นเชิง มีร้านอาหารนานับชนิด โดยเฉพาะบนถนนสายที่ 4 มีร้านอาหารเอเชียตั้งเรียงรายติด ๆ กัน ตั้งแต่ร้านอาหารไทย (ซึ่งคาดว่าทั้งเมืองน่าจะมีอย่างน้อยสิบร้าน) อาหารอินเดีย ตุรกี เกาหลี อาหารพม่า(!!!) และอาหารธิเบต

ขับรถจากคลีฟแลนด์มาบลูมิงตันใช้เวลาประมาณ 7 ชั่วโมงกว่า ๆ (รวมเวลาพักกินข้าวและเข้าห้องน้ำระหว่างทางด้วย) ดูจากแผนที่แล้วไม่น่าจะไกล จากคลีฟแลนด์ขับลงมาทางใต้ เจอโคลัมบัสปุ๊ปก็ให้เลี้ยวขวา ขับมาเรื่อย ๆ ผ่านเดย์ตัน ไปจนเข้ามลรัฐอินเดียนา พอจะถึงแยกจะไปอินเดียนาโพลิส ก็ให้เลี้ยวซ้ายลงใต้ เกาะทางหลวงสาย 37 มาประมาณชั่วโมงนึง ก็ถึงบลูมิงตันแล้ว ดูง่าย ๆ แต่พอเอาระยะทางมาเทียบแล้ว ไกลกว่าขับรถไปหาพี่ตุ๊ที่ลีส์เบิร์ก (เวอร์จิเนีย) อีกแฮะ

แนะนำว่าก่อนเดินทางมาบลูมิงตัน ควรเตรียมตัวหาข้อมูลโดยเข้าเว็บไซต์ https://www.visitbloomington.com/ เขียนไปขอคู่มือเดินทางมาบลูมิงตันได้เลย มีประโยชน์มากจริง ๆ

อย่างเดียวที่ยังคาใจคือ บลูมิงตันในฤดูหนาวจะหน้าตาเป็นอย่างไร ทรมานมากน้อยขนาดไหน


ที่พัก

Holiday Inn Bloomington
1710 North Kinser Pike, Bloomington, IN 47404
(812) 334-3252

อาหารการกิน

Anyetsang’s Little Tibet Restaurant (อร่อยและอัธยาศัยดี ควรไปลอง เมนูมีอาหารไม่มาก มีทั้งอาหารธิเบต อินเดีย และอาหารไทย)
415 E 4th St, Bloomington, IN 47408
(812) 331-0122

Runcible Spoon (ร้านเก่าแก่ น่ารัก มีที่นั่งทั้งในสวนหน้าบ้าน และข้างใน ซึ่งตกแต่งเป็นห้องสมุด)
412 E 6th St, Bloomington, IN 47408
(812) 334-3997

Hartzell’s Ice Cream (ไม่ได้เข้าไปกิน แต่เห็นคนต่อคิวยาวเชียว)
107 N Dunn St, Bloomington, IN 47408
(812) 332-3502

Advertisements

สมุดปกเขียว

The Negro Motorist Green Book[๖ มิถุนายน ๒๕๖๐] ปีสองปีทีผ่านมา มีโอกาสได้ทำงานให้กับองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในคลีฟแลนด์ไฮท์ เป้าหมายขององค์กรคือการส่งเสริมให้คนทุกคนมีโอกาสได้เป็นเจ้าของหรือเช่าอยู่ในที่พักอาศัยได้อย่างเท่าเทียมกัน (เช่นในกรณีที่บ้านเช่าบางแห่ง เลือกผู้เช่า กีดกันไม่อยากให้ต่างสีผิว คนพิการ คนต่างศาสนา หรือคนรักร่วมเพศมาเช่าบ้าน ) ในขณะเดียวกันก็สนับสนุนสังคมให้ยอมรับความหลากหลายของผู้คน (เช่น คนต่างชาติพันธุ์ ต่างเพศสภาพ เป็นต้น) ฉันไม่เคยเห็นองค์กรลักษณะอย่างนี้ในเมืองไทย ที่อเมริกา ประเทศที่เต็มไปด้วยคนจากร้อยพ่อพันแม่ ต่างสีผิว ต่างภาษา องค์กรลักษณะนี้มีให้พบเห็นได้ทั่วไป

ฉันชอบทำงานนี้ เพราะเป็นงานที่มีลักษณะค่อนข้างใกล้เคียงกับงานประจำที่เคยทำสมัยอยู่เมืองไทย คือทำเรื่องการประชาสัมพันธ์ผ่านโซเชียลมีเดีย และสื่ออื่น ๆ ให้คนมาร่วมกิจกรรมที่องค์กรจัดขึ้น ผลพลอยได้คือทำให้ได้เรียนรู้เรื่องประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ด้านสิทธิมนุษยชนในอเมริกาไปพร้อม ๆ กัน ได้รู้จัก Justice Thurgood Marshall ได้รู้จัก Emmett Till ได้เข้าใจความหมายของ “Separate but equal” และได้รับฟังเรื่องราวของความไม่เท่าเทียมกันที่เกิดจากการเลือกปฏิบัติมากมาย

กิจกรรมล่าสุดที่องค์กรจัดขึ้น เป็นกิจกรรมเกี่ยวเนื่องจากหนังสือ The Negro Motorist Green Book ซึ่งจะขอเรียกสั้นๆ ว่า The Green Book หนังสือหรือนิตยสารนี้ออกเป็นรายปี ระหว่าง ปี 1936 ถึง 1966  หรือ พ.ศ. 2479 – 2509 (ระงับการพิมพ์ไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง) ผู้จัดพิมพ์เป็นพนักงานไปรษณีย์ชื่อ วิกเตอร์ ฮิวโก กรีน (ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ The Green Book ประกอบกับหน้าปกหนังสือก็ใช้สีเขียวเป็นหลัก) จัดรวบรวมข้อมูลทุก ๆ ปี รวมเล่มเพื่อเป็นคู่มือการเดินทางของคนผิวดำในยุคนั้น ฟังดูเผิน ๆ ก็ไม่น่าจะมีอะไรน่าสนใจ แค่ไกด์บุ๊กทั่ว ๆ ไป แต่อย่าลืมว่า เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว การกีดกันสีผิวยังเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วไป คนผิวดำที่เดินทางโดยรถยนต์จากชิคาโก (ซึ่งค่อนข้างเปิดเสรี) ลงไปเยี่ยมญาติทางใต้ (ซึ่งไม่เสรีเลย) จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรู้ว่า จะแวะพักเติมน้ำมัน พักค้างแรมที่ไหนได้อย่างปลอดภัย ให้มั่นใจว่าจะไม่โดนยิง หรือถูกจับไปฆ่า

จัดกิจกรรมครั้งนี้ โชคดีมาก เพราะผู้ที่เคยใช้สมุดปกเขียวเป็นคู่มือเดินทางจริง ๆ มาเล่าเรื่องแลกเปลี่ยนประสบการณ์ จำไม่ได้แน่ชัดว่าจะเดินทางจากเมืองไหนไปเมืองไหน จำได้แต่ว่าเดินทางไปกับครอบคัว เปิดหนังสือดู พบที่พักสามแห่ง ไปถึงที่แรก ปรากฏว่าโดนเผาทิ้งไปเสียแล้ว ที่ที่สอง ดูท่าทีแล้ว ไม่น่านอนเลย ที่ที่สาม ยังไม่ได้สร้าง สุดท้ายเลยต้องขับรถออกนอกเส้นทางไปสองชั่วโมงกว่า ๆ เพื่อไปนอนบ้านป้าอีกรัฐหนึ่งแทน

เรื่องกีดกันสีผิวนี่ บางเรื่องฟังแล้วก็คิดว่าอะไรจะขนาดนั้นหรือ เช่น คนผิวดำแวะพักโรงแรมในทางใต้ของอเมริกา และว่ายน้ำในสระ หลังจากนั้นปรากฏกว่าเจ้าของโรงแรมปล่อยน้ำในสระทิ้ง และทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรคในสระอย่างจริงจัง อีกเรื่องคือ เรื่องนักวางผังเมืองสมัยก่อน ออกแบบสะพานสำหรับรถข้ามไฮเวย์ (Overpasses) ในนิวยอร์ก ให้ความสูงไม่มากนัก เพื่อที่จะกีดกันไม่ให้คนดำ (ซึ่งมักจะเดินทางโดยรถบัส หลังคาสูงกว่ารถเก๋ง) ไม่ให้ใช้ถนนเส้นนั้น ซึ่งเป็นทางไปสู่สถานที่พักผ่อนหย่อนใจริมชายทะเล เป็นต้น

มาถึงสมัยนี้ เรื่องสีผิวก็ยังเป็นประเด็นสำคัญของสังคม ในขณะที่ประเด็นของการเลือกปฏิบัติกับคนรักร่วมเพศก็ร้อนแรงตามมาติด ๆ คนอเมริกันส่วนใหญ่จะถือแนวความคิดสองด้าน คือ (1) รัฐบาลกลางควรเป็นคนออกกฏไม่ให้มีการกีดกันคนกลุ่มน้อยเหล่านี้ หรือ (2) ควรจะเป็นหน้าที่ของรัฐบาลรัฐเป็นคนตัดสินใจ

ฉันเคยคิดว่าจริง ๆ น่าจะเป็นบทบาทของรัฐบาลของแต่ละรัฐมากกว่า เพราะรัฐแต่ละรัฐก็ยังมีความคิดไม่เหมือนกัน จะไปบังคับฝืนใจเขาได้อย่างไร คุณสามีบอกว่า ถ้าอย่างนั้น ป่านนี้คนผิวดำในรัฐทางใต้ก็คงยังไม่ได้ลืมตาอ้าปากแน่นอน

เขียนเรื่องนี้แล้วชวนให้คิดถึงวันวานในอดีต สมัยที่ยังไม่มี GPS และต้องใช้แผนที่ Rand McNally วางแผนการเดินทาง นึกไม่ออกเหมือนกันว่าสมัยก่อนทำได้อย่างไร เก่งขนาดนั้นเชียวหรือ สมัยนี้เปิด Google Map ใส่ที่อยู่เข้าไปป๊ป แป๊ปเดียวก็ได้คำตอบออกมาแล้วว่าต้องเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวาตรงไหนจึงจะถึงที่หมายได้

เพื่อนบ้าน

Nextdoor.com

[๑๘ พฤษภาคม ๒๕๖๐] ยุคนี้เป็นยุคโซเชียลมีเดีย อะไร ๆ ก็เชื่อมโลกให้เข้าหากัน ทั้งเฟซบุ๊ค อินสตาแกรม สแนปแชท นักการตลาดมองเห็นโอกาสว่าการที่ผลิตภัณฑ์หรือการบริการได้รับการเผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดียจะช่วยให้ยอดขายดีขึ้น ขนาด Starbucks กาแฟเจ้าเก๋าเจ้าดังยังเล่นกับเขาด้วย เมื่อหลายอาทิตย์ที่แล้ว สตาร์บั๊กประกาศเมนูตัวใหม่ Unicorn Frappuccino สีสวยจ๊าดถูกใจวัยรุ่น ออกมาขายเฉพาะกิจแค่ช่วงวันสุดสัปดาห์เดียว แม้นักวิจารณ์อาหารจะบอกว่ารสชาติไม่ได้เรื่องแม้แต่น้อย แต่เครื่องดื่มนี้ก็ได้รับความนิยมมาก สำนักข่าวหลาย ๆ แห่งวิเคราะห์ออกมาว่า “Starbucks’ new Unicorn Frappuccino was made to be Instagrammed” โดยเฉพาะ อย่าว่าแต่ใครเลย ฉันเองร้อยวันพันปีไม่เคยกินสตาร์บั๊ก ก็ยังโดนดูดไปที่ร้านด้วย คนขายบอกว่า ไม่มีแล้ว หมดแล้ว ทั่วคลีฟแลนด์ขายหมดเลย สรุปว่าเลยต้องสั่งอย่างอื่นกินแทน ลองคิดดูแล้วถือเป็นกลยุทธ์ในการดึงคนเข้าร้านได้ดีมาก

starbucks-unicorn-frappuccino-looks-shockingly-different-from-its-advertising

เครื่องดื่มยูนิคอร์นของสตาร์บั๊ก

วันนี้อยากเล่าเรื่องโซเชียลมีเดียอีกเจ้าหนึ่งที่(เข้าใจว่ายัง) ไม่มีในเมืองไทย แต่กำลังได้รับความนิยมเงียบ ๆ ในอเมริกา ชื่อว่า Nextdoor.com หน้าตาเจ้า Nextdoor นี่คล้าย ๆ เว็บบอร์ดอย่างพันทิป แต่ลักษณะที่โดดเด่นคือจะจัดสมาชิกเป็นกลุ่มย่อย ๆ ตามบริเวณที่อยู่อาศัย (Neighborhood) การสมัครเป็นสมาชิกก็ต้องได้รับการตรวจสอบว่าเราพักอาศัยอยู่ในบริเวณนี้จริงหรือไม่ ซึ่งทำได้หลายวิธี เช่นใช้เบอร์โทรศัพท์ ใช้ที่อยู่จากเครดิตการ์ด เป็นต้น เรื่องที่พูดคุยกันก็มีตั้งแต่ไม้จิ้มฟัน ยันเรือรบ เช่น ประกาศหมาแมวหาย หรือพบหมาแมวหลงจากเจ้าของ ขายของใช้แล้ว หรือ อยากซื้อของใช้แล้ว มีใครจะขายบ้างไหม ขอคำแนะนำว่าจะจ้างบริษัทไหนมาทำสวน เปลี่ยนพรม หรือทาสีบ้าน ไปจนถึงว่าจะไปหาหมอฟันคนไหนดี และที่ขาดไม่ได้คือการบ่น ด่าทอ ประจานบริษัทที่ให้บริการห่วย ๆ

ส่วนที่ฉันชอบมากคือ มีการอัพเดทสถานการณ์ต่าง ๆ ในบริเวณบ้านเรา เช่น ไฟดับ ต้นไม้ล้ม มีคนทำท่าไม่ชอบมาพากลมาด้อม ๆ มอง ๆ บริเวณถนนสายนั้นสายนี้ เมื่อคืนตอนตีสาม ได้ยินเสียงปืนดัง มีใครได้ยินบ้างไหม วันหนึ่งฉันขับรถผ่านถนนใกล้บ้าน เห็นรถตำรวจมาจอดอยู่เรียงรายหลายคัน เช็คใน Nextdoor พบว่ามีคนโพสต์ถามแล้วว่ามีตำรวจมามายขนาดนี้ มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ทำไมมีตำรวจจากเมืองอื่นมาด้วย (คนแถวนี้ช่างสังเกตเป็นอย่างมาก)

เรื่องประหลาด ๆ และน่ารัก ๆ ที่โพสต์กันยังมีอีกมากมาย อย่างเช่น มีคนเข้ามาบ่นว่า กวางเยอะจริง ๆ เข้ามากินดอกไม้ต้นไม้ในสวนหลังบ้านหมดเกลี้ยง แถมยังมาข่มขู่หมาเขาด้วย มีคนเข้ามาตอบแสดงความเห็นใจมากมาย เพื่อนบ้านคนหนึ่งเข้ามาอธิบายว่า เหตุผลที่เรามีกวางเยอะ เพราะตอนนี้หมาป่า (Coyote) มันหายไปหมดแล้ว ถ้าจะต้องการกำจัดประชากรกวาง ก็ต้องเอาหมาป่าเข้ามาปล่อย – สรุปคือต้องเลือกว่าจะเอากวางหรือหมาป่า

เรื่องที่ฉันประทับใจมากคือ  มีคนเข้าโพสต์เรื่อง นกฮัมมิงเบิร์ดเบอร์ 514 คนโพสต์บอกว่า ตารางการอพยพของนกที่เขามีอยู่บอกว่า พรุ่งนี้นกฮัมมิงเบิร์ดสายพันธุ์ 514 จะบินมาจากอเมริกากลาง มาถึงคลีฟแลนด์วันพรุ่งนี้แล้วนะ  ขอแนะนำให้เอาน้ำหวาน (Nectar – แถมอธิบายเสร็จสรรพว่าให้เอาน้ำเปล่า 16 ออนซ์ ผสมน้ำตาล 4 ออนซ์) ใส่ผสมไว้ในที่ให้อาหารนกด้วย เวลานกบินมาถึง ได้กินแล้วจะได้ชื่นใจ

ล่าสุดคุณสามีเล่าว่า มีคนเข้ามาโพสต์เรื่องประหลาดว่าตื่นมา 9 โมงเช้า แล้วเจอรถใครก็ไม่รู้มาจอดทิ้งไว้ในทางขับรถเข้าบ้านเฉยเลย สุดท้ายต้องแจ้งตำรวจให้มาลากไป แปลกดี เดากันว่าคงเป็นรถของเด็กมหาวิทยาลัยใกล้ ๆ ที่หาที่จอดรถในโรงเรียนไม่เจอ เลยต้องมาทิ้งรถไว้ตามบ้านคนแปลกหน้าแทน

ที่น่าสนใจคือไม่ค่อยมีคนบ่นเรื่องการเมืองเท่าไร เข้าใจว่าเป็นนโยบายของ Nextdoor ที่ห้ามไม่ให้พาดพิงถึงการเมือง ถ้ามีใครเข้ามาบ่นโวยวายมาก ๆ (rant) ก็จะมีผู้คุมกฎมาเชิญให้ออกไปจากกลุ่ม

The Guardian รายงานว่า ปัจจุบัน Nextdoor ค่อย ๆ ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ (แนวสโลว์บัทชัวร์)  เมื่อตอนที่เปิดตัวใหม่ ๆ ห้าปีที่แล้ว มีชุมชมเข้าร่วมเพียง 7,000 ชุมชน ปัจจุบัน มีมากถึงเกือบ 140,000 ชุมชน มีผู้ใช้กว่าสิบล้านคน และกำลังจะขยายตลาดไปสู่ยุโรปต่อไป

ข้อมูลบน Nextdoor น่าติดตามกว่าบนโซเดียมีเดียอื่น ๆ เพราะเป็นเรื่องใกล้ตัวที่มีผลกระทบกับชีวิตความเป็นอยู่ของเราจริง ๆ การที่ระบบบังคับให้ใช้ชื่อในการลงทะเบียนเป็นชื่อจริง และตรวจสอบได้ว่าใครอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่เท่าไร ทำให้ข่าวสารที่แลกเปลี่ยนกันในเว็บบอร์ดมีความน่าเชื่อถือ ไม่เหมือนในเฟซบุ๊คหรืออินสตาแกรม ที่เราแทบไม่รู้เลยว่าคนที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นใครมาจากไหน ข่าว Fake News จากการเลือกตั้งในอเมริกา ทำให้ฉันสูญเสียศรัทธาและเกิดวิจิกิจฉาในการอ่านความคิดเห็นในเฟซบุ๊คมากขึ้นทวีคูณ

เอวังก็เป็นด้วยประการฉะนี้แล

ประสบการณ์ดูละครเวทีที่คลีฟแลนด์

[๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๐]  ในคลีฟแลนด์มีโรงละครดี ๆ หลายแห่ง ทั้งเล็ก ทั้งใหญ่ โรงละครที่อยู่ใกล้บ้านหน่อยชื่อ โดบามา ใหญ่ประมาณโรงละครคณะอักษรฯ มีละครดี ๆ ที่ได้รางวัลพูลิเซอร์มาให้ดูตลอดทั้งปี ฉันเคยไปดูมา 2-3 ครั้ง ชอบมาก เพราะขนาดโรงไม่ใหญ่เกินไป นั่งดูแบบใกล้ชิดนักแสดงแบบติดขอบ และราคาค่าตั๋วไม่แพง พอไหว

ปลายปีที่ผ่าน นัยว่าจิตตกจากหลาย ๆ เรื่องที่เกิดขึ้นในปลายปี 2016 ส่งผลให้ต้องแสวงหาความบันเทิงมาชะโลมใจ โชคดีว่าเป็นช่วงเทศกาลพอดี เลยมีบัลเลต์เรื่อง The Nutcracker -ของไชคอฟสกี้มาเปิดแสดงที่ Playhouse Square ตั๋วราคาสูงหน่อย แต่คุ้ม ดนตรีบรรเลงโดยวงออเคสตร้าประจำเมืองคลีฟแลนด์ เนื้อเรื่องแฟนตาซี แต่งตัวสวยงาม ช่วงแรกอาจจะน่าเบื่อหน่อย แต่ช่วงหลังพักครึ่งเต้นระบำกันสนุกสุด ๆ

ภายใน State Theatre ตกแต่งสไตล์บารอค

ภายใน State Theatre ตกแต่งสไตล์บารอค

เพลยเฮาส์สแควร์ที่ว่านี่ตั้งอยู่ในดาวน์ทาวน์เมืองคลีฟแลนด์ เป็นโรงละครเก่าแก่ อายุเกือบ 100 ปี สร้างตั้งแต่ปี 1922 (หลังสงครามโลกครั้งที่ 1) เป็นสถานบันเทิงที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองในสหรัฐอเมริกา จะเป็นรองก็แค่ Lincoln Center ในนิวยอร์กเท่านั้นเอง เพลยเฮาส์สแควร์ประกอบด้วยโรงละครย่อย ๆ ถึง 5 โรง คือ โรงละคร Ohio โรงละคร Connor Place โรงละคร State โรงละคร Allen และ โรงละคร Hanna แต่ละโรงมีการตกแต่งหรูหรา สวยสดงดงาม ทั้งแชนเดอเลียร์ ทั้งหินอ่อน และม่านปักลายดอกประดับตามผนังและบนเวที

ตามประวัติแล้ว เพลยเฮาส์สแควร์นี้ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมาย เมื่อครั้งที่เปิดใหม่ ๆ ช่วงนั้นคลีฟแลนด์กำลังรุ่งเรื่องเฟื่องฟู เพลยเฮาส์สแควร์ก็เป็นสถานที่ยอดฮิตสำหรับผู้คนที่ม่พักผ่อนหย่อนใจ ดูหนังเงียบ ดูละคร และโวดวิล (Vaudeville = แปลเป็นไทย น่าจะหมายถึงการแสดงแบบปกิณกะ หลาย ๆ แบบมารวมกัน มีทั้งละครสัตว์ รายการตลก การแสดงร้องเพลง) ผ่านไป 40 ปี สังคมเปลี่ยนไป มีการย้ายถิ่นฐานออกจากดาวน์ทาวน์ไปอยู่ตามชานเมืองมากขึ้น ประกอบกับโทรทัศน์เริ่มเข้ามามีบทบาทในฐานะเครื่องมือให้ความบันเทิงในราคาที่ถูกกว่าการซื้อตั๋วดูละคร สุดท้ายโรงละครก็ค่อย ๆ ทยอยปิดตัวลงในปี 1968-1969 หลังจากถูกทิ้งให้เสื่อมโทรมและถูกรุมทึ้งอยู่ 10 ปี กลุ่มประชาชนรากหญ้าในคลีฟแลนด์ก็รวมตัวกัน จับมือช่วยกันระดมทุนปรับปรุงและเปิดโรงละครขึ้นมาใหม่ และเปิดการแสดงมาจนถึงปัจจุบัน

ลวดลายสวยงามบนเพดานของ ก่อนเข้า Allen Theatre

ฉันเคยเข้าไปชมการแสดงในเพลยเฮาส์สแควร์ 3 ครั้ง ครั้งแรกก็คือไปดูบัลเล่ต์เรื่อง The Nutcracker ใน State Theatre ตามที่กล่าวไว้ในตอนต้น อีก 2 ครั้งไปดูละครเวที ใน Allen Theatre เรื่องแรกที่ดูคือเรื่องเชอร์ล๊อก โฮลม์ ตอน สุุนัขล่าเนื้อแห่งบัสเกอร์วิลล์ (เวอร์ชั่นของ Ken Ludwig) ซึ่งสนุกมาก ใช้คนเล่นแค่ 5 คน แต่ผลัดกันเล่นเป็นตัวละครมากมายสะท้อนให้เห็นถึงธีมแห่งการหลอกหลวงและกลอุบายของเรื่อง เป็นละครนักสืบที่ขนาดเรารู้ตอนจบไปก่อนแล้ว ไปนั่งดูก็ยังลุ้นได้ไม่เบื่อ อีกเรื่องหนึ่งที่ไปดูคือ How I Learned To Drive ไปดูพร้อมกับมาร์ธา ฟังแค่ชื่อเรื่องก็คิดว่าคงเป็นละครธรรมดา ไม่น่าจะมีอะไรหวือหวา ปรากฏว่าเอาเข้าจริง ๆ  เป็นละครสะท้อนเนื้อหาสังคมเกี่ยวกับเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศผู้เยาว์ในครอบครัว ฉันยังจำฉากที่คุณลุงขยำหน้าอกหลานสาวขณะที่สอนขับรถได้อย่างติดตา

ล่าสุดคือสองอาทิตย์ที่แล้ว หมอหวานชวนไปดูโอเปร่าเรื่อง Le Nozze di Figaro ที่โรงละครคลีฟแลนด์เมซอนนิก (Cleveland Masonic Auditorium) ฉันขับรถผ่านโรงละครนี้หลายครั้ง แต่ไม่เคยมีโอกาสได้เข้าไป จนกระทั่งคราวนี้เอง โรงละครนี้ยิ่งเก่ากว่าโรงละครอื่น ๆ เป็นไหน ๆ เพราะสร้างตั้งแต่ปี 1918 ปีสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่ 1 พอดี มีที่จอดรถให้จอดฟรีสะดวกสบาย ไม่เหมือนเพลย์เฮาส์สแควร์ที่ต้องเสียเงิน(แอบแพง) ข้างในเก่าหน่อย แต่ก็ยิ่งใหญ่อลังการ เหมาะกับระบบเสียงอะคุสติกแบบธรรมชาติยิ่งนัก ยิ่งพอได้ฟังเพลงโหมโรงของโอเปร่าเรื่องนี้ ก็ยิ่งทำให้ขนลุก

แอบสงสารหมอหวานเหมือนกัน เพราะฉันขอออกมาก่อนช่วงพักครึ่ง มีข้ออ้างมากมาย แต่เอาเป็นว่าเราเข้าใจตรงกันแล้วกัน ถ้าใครเคยดูหนังเรื่อง Amadeus คงจำได้ถึงฉากที่ซาเลียรี่ลิงโลดเมื่อเห็นจักรพรรดิแห่งออสเตรียทรงหาวขณะทอดพระเนตรโอเปร่าเรื่องนี้ของโมซาร์ทได้บ้าง


[เพิ่มเติม: ๗ มิถุนายน ๒๕๖๐] โรงละครเล็ก ๆ อีกโรงหนึ่งในคลีฟแลนด์ไฮท์คือ Ensemble Theatre  ได้ยินชื่อเสียงมานาน และถึงแม้จะอยู่ไม่ไกลจากบ้าน ก็เพิ่งมีโอกาสได้ไปชมละครเรื่อง The North Pool เมื่อเดือนที่แล้วนี่เอง

ปกิณกะกับวันสนุก ๆ ใน NOLA (2)

ต้นโอ๊คต้นใหญ่ยักษ์

ความอลังการของต้นโอ๊ค

[๘-๑๑ เมษายน ๒๕๖๐] โรงแรมที่เราพักชื่อว่า Omni Riverfront (701 Convention Center Blvd, New Orleans, LA 70130) ทำเลใช้ได้เลย แม้ไม่ได้ตั้งอยู่ใจกลาง French Quarter แต่ก็ไม่ไกลจากรถรางทั้งสามสายเท่าไหร่ อยู่่ใกล้คาสิโนและข้อสำคัญคืออยู่ติดกับ Outlet ขนาดใหญ่ เดินข้ามถนนไปก็ถึง

การเดินทางส่วนใหญ่ เราใช้เท้าเป็นหลัก พี่พิมอึดมาก ๆ ขนาดว่าเท้าเจ็บเล็กน้อย ยังเดินร่าเริงได้ไม่บ่นเลย ฉันเองวันไปสวนสัตว์แทบแย่ เพราะใส่รองเท้าไม่ดี นอกจากเดินแล้ว เราก็ยังขึ้นรถราง (ที่ไม่ใช่ชื่อสายปรารถนา) ค่าขึ้นเที่ยวละ $1.25 บาท เงินสดเท่านั้นและไม่มีทอน ขึ้นรถแล้วหยอดเงินจ่ายตรงเครื่องได้เลย ไม่ต้องรีบ คนที่นี่ใจเย็นและเฮฮามาก นอกจากนี้ระหว่างทางที่นั่งรถจากสนามบิน หรือนั่งรถไปชมไร่ ก็จะได้เห็นส่วนอื่น ๆ ของเมืองในวาระเดียวกัน ไม่แนะนำให้เช่ารถ ค่าจอดรถแพงมาก และที่จอดรถหายากสุด ๆ

สำหรับผู้ที่กำลังตัดสินใจว่าจะเสียตังค์ร้อยกว่าเหรียญ ลงเรือกินข้าวท่องแม่น้ำมิสซิสซิปปี้ดีหรือไม่ ขอแนะนำทางเลือกอีกทาง คือ New Orleans Ferry   สะดวกสบายมาก สามารถขึ้นจากท่าเรือตรงถนน Canal ข้ามแม่น้ำไปอีกฝั่งหนึ่งที่ท่า Algiers Point  ไป 2 เหรียญ กลับ 2 เหรียญ วิวสวยขาดใจ

***ว่าด้วยเรื่องปากท้อง***

ซากเบนเยต์

อาหารการกินที่นี่ไม่อั้น นอกจากอาหารที่หารับประทานได้ในงานเทศกาลแล้ว เรายังไปกินเบนเยต์ที่ใคร ๆ ก็บอกให้ไปกินกัน Cafe Du Monde (800 Decatur St, New Orleans, LA 70116)  โชคดีที่นอกจากโดนัทกับกาแฟแล้ว ที่ร้านยังมีน้ำส้มเสิร์ฟด้วย คนไม่กินคาเฟอีนอย่างฉันเลยได้อิ่มเอมอย่างเต็มที่ Cafe Du Monde กับเบนเยต์นี่ เป็นสัญลักษณ์แห่งการตลาดอันเฉียบคมอย่างแท้จริง เป็นสิ่งที่ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า มานิวออร์ลีนส์แล้วไม่ได้กินเบนเย่ต์ ก็ยังมาไม่ถึง แม้ว่าจะมีร้านกาแฟร้านอื่น ๆ ที่ขายเบนเย่ต์ เช่น Cafe Beignet หรืออย่าง Cafe Du Monde เองก็มีอีกสาขาหนึ่งตั้งอยู่ใน Outlet ข้าง ๆ โรงแรม แต่ผู้คนก็ยังแห่กันมาเข้าคิวรอเข้าไปกินที่สาขาถนน Decatur อยู่ที่เดียว ชวนให้คิดถึงหอเอนปิซา  (ที่คนอิตาเลียนบางคนไม่เคยไปเลยแม้แต่ครั้งเดียว) เป็นอย่างยิ่ง

พูดถึงอาหารแล้ว มานิวออร์ลีนส์นี่ รายการอาหารที่ต้องกินยาวยืดไปหมด ทั้ง Po’Boy // Étouffée // Gumbo // Beignet // Muffuletta // Craw Fish // Oyster และอื่น ๆ อีกมากมาย ร้านอาหารคลาสสิกชื่อดังของเมืองที่ได้รับขนานนามว่าเป็น Le Grande Dame มีหลายร้าน คงต้องอยู่กันเป็นอาทิตย์และมีเงินเยอะ ๆ (และบางร้านต้องแต่งตัวดี ๆ เขาถึงจะให้เข้า) ถึงจะกินได้ครบ ร้านที่คุณน้าของจูดิธแนะนำมาให้ไปกิน (แต่ไม่ได้ไปกิน) คือ Galatoire’s (209 Bourbon St, New Orleans, LA 70130) และ Felix’s (739 Iberville St, New Orleans, LA 70130)

ร้านอาหารอร่อยใน French Market

แต่ร้านที่อร่อยที่สุดคือร้านที่เราค้นพบโดยบังเอิญในตลาด French Market ชื่อร้าน Meals From The Heart Cafe  (1100 N Peters St #13, New Orleans, LA 70116) พี่พิมได้กิน Crab cake ที่อุดมไปด้วยเนื้อปู ส่วนฉันกิน Okra gumbo อร่อยจริง ๆ

อีกทีนึงที่ไม่ใช่ร้านอาหาร แต่อยากให้ไปแวะคือร้านขายขนมเพรลีน (Praline – ขนมหวานทำจากคาราเมลใส่ถั่ว) ชื่อร้าน Southern Candy Makers (800 Decatur St, New Orleans, LA 70116) มีสองสาขา ขนมหวานได้ใจจริง ๆ ซื้อกลับมาฝากคนคลีฟแลนด์ ใคร ๆ ก็ชมว่าอร่อยเหาะ

Pralines จากร้าน Southern Candymakers

***Epilogue***
มีคำกล่าวที่ว่า “America has only three cities: New York, San Francisco, and New Orleans. Everywhere else is Cleveland.”  ไม่แน่ใจว่าใครเป็นคนพูดไว้ หนังสือบางเล่มบอกว่าเป็นคำพูดของ Tennessee Williams ซึ่งฉันยังไม่สามารถหาหลักฐานมายืนยันได้ แต่ก็ถือเป็นประเด็นที่น่าเก็บมาคิดทีเดียว

วันที่เราเดินทางออกจากนิวออร์ลีนส์ ข่าว United Airlines กระชากลากถููผู้โดยสารลงจากเครื่องกำลังเป็นเรื่องใหญ่ ฉันนึกในใจว่าเป็นโชคของ Delta Airlines เพราะถ้าใครบินเดลต้าช่วง 3-4 วันก่อนหน้านั้น จะรู้ว่าเดลต้าถูกตำหนิเรื่องการยกเลิกและเลื่อนเที่ยวบินอย่างรุนแรง

กลับจากนิวออร์ลีนส์ได้ไม่กี่อาทิตย์ ก็มีข่าวใหญ่เรื่องการรื้อ The Liberty Monument ซึ่งเป็นอนุสาวรีย์รำลึกถึงกลุ่ม Confederate (หรือสมาพันธรัฐอเมริกา) กลุ่มคอนเฟดเดอเรทนี้แยกตัวออกมาปกครองทางใต้ของอเมริกาสมัยสงครามกลางเมือง (1861–1865) ข่าวว่าบรรดาคนงานที่เป็นคนรื้ออนุสาวรีย์ต้องปิดหน้าปิดตา พร้อมมีตำรวจคอยคุ้มกัน ในขณะเดียวกันกลุ่มลูกหลานของกลุ่มคอนเฟดเดอเรทมารวมตัวประท้วงกันยกใหญ่ กระแสต่อต้านสัญลักษณ์ของกลุ่มคอนเฟดเดอเรทนี่ สืบเนื่องมาจากกรณีโศกนาฎกรรมที่วัยรุ่นผิวขาวเข้าไปยิงพระและคนผิวสีในโบสถ์ที่ เมืองชาร์ลสตัน รัฐเซาท์แคโรไลนา ในปี 2015 (พ.ศ. 2558)

Image_08cbf1c

ระเบียงสวย เหล็กดัดมีเอกลักษณ์งดงาม พบได้ทั่วไป

อยากเขียนต่ออีก แต่หมดแรง ถึงแม้นิวออร์ลีนส์จะไม่ใช่เมืองใหญ่ แต่ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 4-5 วันถึงจะเที่ยวทำกิจกรรมได้ครบถ้วน นักท่องเที่ยวหลาย ๆ คนพากันไป Swamp Tour หลาย ๆ คน เชียร์ให้ไปพิพิธภัณฑ์สงครามโลกครั้งที่สอง แต่ฉันขอผ่าน คราวนี้ดีใจมากที่ได้สัมผัสมนต์ขลังของแม่น้ำมิสซิสซิปปี้ หลังจากที่อ่านนิยายของมาร์ก เทวนมาหลายสิบปี และยังจำได้ติดตาถึงภาพนิวออร์ลีนส์ที่มองจากเครื่องบิน ขณะที่เครื่องกำลังจะลงจอด เห็นสะพานทอดยาวข้าม Lake Pontchatrain ตื่นตาตื่นใจเป็นที่สุด

สัญญาว่าคราวหน้า จะไปช่วงที่ไม่มีเทศกาล จะไป Garden District จะไปเยี่ยมบ้าน William Faulkner (624 Pirate Alley, New Orleans, LA 70116) และ Tennessee Williams (1014 Dumaine St, New Orleans, LA 70116) จะหาโอกาสไปลองกินก๊วยเตี๋ยวเฝอของเวียดนามดูบ้าง เชื่อหรือไม่ว่า นิวออร์ลีนส์มีชุมชนคนเวียดนามขนาดใหญ่ ซึ่งอพยพมาอยู่อเมริกาตั้งแต่สมัยสงครามเวียดนามทีเดียว

สุสาน บ้านไร่ และสวนสัตว์ กับวันสนุก ๆ ใน NOLA (1)

Jackson Square

Jackson Square

[๘-๑๑ เมษายน ๒๕๖๐] สงกรานต์/อีสเตอร์ปีนี้ดวงดี พี่พิมแวะมาเที่ยวอเมริกาเกือบสองอาทิตย์ เลยได้โอกาสชวนกันล่องใต้ไปเยี่ยมเยียนนิวออร์ลีนส์ นิวออร์ลีนส์ หรือที่คนทั่วไปเรียกกันว่า NOLA (New Orleans, LA (=Louisiana) เป็นเมืองที่ฉันใฝ่ฝันจะไปหามานานแสนนาน จำได้ว่าพี่โอเคยไปเที่ยวนิวออร์ลีนส์คนเดียวสมัยมาเรียนหนังสือ ส่งโปสการ์ดมาเล่าว่าสนุกมาก

ทัวร์ไปเที่ยวโรงงานทำทาบาสโก้

ทัวร์ไปเที่ยวโรงงานทำทาบาสโก้

สำหรับฉันแล้ว นิวออร์ลีนส์สนุกกว่าเมืองอื่น ๆ ในอเมริกามากมาย เที่ยวนิวออร์ลีนส์เหมือนเที่ยวเมืองนอก ไม่เหมือนอยู่ในอเมริกา (อันนี้ฝรั่งหลายคนเห็นด้วย) นิวออร์ลีนส์มีทุกอย่าง เป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์เก่าแก่แห่งหนึ่งในประเทศสหรัฐอเมริกา ปีหน้าเค้าจะฉลองครบรอบก่อตั้งครบ 300 ปี (ตั้งแต่ปี 1718 หรือ พ.ศ. 2261 ตรงกับสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช) มีบ้านสวย ๆ เก๋ ๆ มีดนตรีแจ๊สเก๋า ๆ อย่าง Preservation Jazz Hall Band  มีของกินอร่อย ๆ  เป็นเมืองที่นักเขียนดัง ๆ อย่าง William Faulkner และ Tennessee Williams  เคยมาใช้ชีวิตอยู่ เป็นเมืองแห่งบทละครเรื่อง The Streetcar Named Desire (ที่จนบัดนี้ก็ยังมีการแข่งขันตะโกน Stellaaaaaa ในงานเทศกาลของเทนเนสซี่ วิลเลี่ยมที่จัดเป็นประจำทุกปีในเดือนมีนาคม)

เราเดินทางถึงนิวออร์ลีนส์ในวันเสาร์ที่ 8 เมษายน พี่พิมบินมาจากดีซี ฉันบินไปจากคลีฟแลนด์ ตามกำหนดแล้วควรจะถึงเวลา11 โมงใกล้ ๆ กัน แต่เดลต้าแอร์ไลน์ก็ได้ถือวิสาสะเปลี่ยนแปลงโปรแกรมการท่องเที่ยวของฉันอีกครั้ง – ครั้งที่สามแล้วนะ!!!- เล่นเอากว่าฉันจะไปถึงก็เกือบห้าโมงเย็น

***French Quarter***
เที่ยวกับพี่พิมทีไร โชคดีมาก ๆ ทุกที ครั้งนี้พบว่าช่วงที่เราจะไปเป็นช่วงที่มีงาน French Quarter Festival ประจำปี ครั้งที่ 34 คนจัดประกาศว่าเป็น “Largest Showcase of Louisiana Music in the World” ตอนที่เราจองตั๋วเครื่องบินไปนิวออร์ลีนส์ในเดือนกุมภาพันธ์ เราใช้วันเดินทางของพี่พิม และวันหยุดของฉันเป็นหลัก ไม่รู้เสียด้วยซ้ำไปว่าวันที่เราจะไปตรงกับเทศกาลนี้ เพิ่งมารู้ก็ตอนเดือนมีนาคมที่ฉันเริ่มมองหาโรงแรม แล้วพบว่าโรงแรมแพงมาก ๆ อย่างไรก็ดี French Quarter Festival นี่อลังการยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง ปิดเมืองตั้งเวทีเล่นดนตรีกัน 23 เวที!!! ข้อสำคัญคือมีร้านอาหารดัง ๆ มาออกร้านกว่า 70 กว่าร้าน ทั้ง Antoine’s Galatoire’s Muriel’s ทำให้เราได้มีโอกาสลิ้มรสอาหารท้องถิ่นของนิวออร์ลีนส์ที่ใคร ๆ ลงความเห็นกันว่าอร่อยที่สุดในอเมริกา (และก็จริงอย่างที่เขาว่ากัน) อาหารที่ขายก็เป็นขนาดเล็ก ๆ ราคาไม่แพงมาก ทำให้เราได้กินของอร่อย ๆ ได้มากมายหลายชนิดในเวลาอันสั้น

วันอาทิตย์ที่เราไปตรงกับวัน Palm Sunday พอดี (พี่พิมถ่ายจาก St. Louis Cathedral)

ขอบันทึกเป็นหลักฐานว่าอาหารที่ได้ลิ้มลองจากงานเทศกาลนี้ประกอบด้วย — ไก่ทอดกับข้าว (พี่พิมบอกว่าอร่อยมาก ๆ) // Deep-fried Oyster Po’ Boy Sandwich (หอยนางรมหวานสุด ๆ) // Duck Po’Boy Sandwich // Gator Kabobs (เนื้อจระเข้เสียบไม้) // Bread Pudding // Snoballs (น้ำแข็งไสบ้านเราดี ๆ นี่เอง ถ้าต้องการหวานมากขึ้นอีก ก็ขอให้คนขายราดนมข้นเพิ่มให้ได้) // Chicken & Waffles // Pulled Chicken Sandwich (หรืออะไรซักอย่าง) // Crawfish crepe กับ Eggplant (อะไรซักอย่าง)

บรรยากาศในงานเต็มไปผู้คนจากทั่วทุกสารทิศ เข้าใจว่าเป็นช่วง Spring Break ของนักเรียนนักศึกษาในรัฐหลุยเซียนาพอดี ทุกคนเฮฮา เดินไปมาพร้อมกับถือแก้วดริงก์ ดูสุขสันต์สำราญใจเป็นอย่างยิ่ง (ซึ่งเป็นภาพแปลกตาในอเมริกา) เรื่องคนเมากับนิวออร์ลีนส์นี่เป็นโจ๊กที่ใคร ๆ ก็พูดถึงกัน ประหนึ่งว่ามานิวออร์ลีนส์เพื่อจะมาเสพเหล้ายาปลาปิ้งโดยเฉพาะ (รวมไปถึงกลิ่นกัญชาที่ลอยมาตามลมเป็นระยะ ๆ) คนที่พูดเรื่องนี้มีตั้งแต่คนรถจากสนามบิน ไปจนถึงไบรอันคนรถที่ขับพาไปเที่ยวไร่อ้อย ที่บอกว่าให้ติดสติกเกอร์ประจำคณะไว้ให้ดี เผื่อว่าไปดื่มดริงก์ที่ทางไร่อ้อยมีขายจนเมาหมดสติ พนักงานไร่อ้อยจะได้พากลับมาส่งได้ถูก

นิวออร์ลีนส์ก็เหมือนกับเมืองท่องเที่ยวใหญ่ ๆ ทั่วไป ที่การต่อคิวสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่าง Preservation Jazz Hall ที่ดังมาก ๆ คนจะไปรอเข้าคิวกันแต่หัววัน ร้านอาหารไหนที่ว่าดัง ก็จะมีคนไปรอเข้าคิวกันยาวเฟื้อย

ขอแสดงความชื่นชมคณะจัดงานว่าเก็บขยะได้เก่งมาก ช่วงกลางคืนขยะเต็มงานไปหมด ทั้งภาชนะใส่อาหาร แก้วน้ำ ขวดน้ำ เช้ามากวาดเกลี้ยงเกลา แต่เวลาเดิน ๆ ต้องระวังอยู่เหมือนกัน ดีไม่ดีอาจจะไปเหยียบอ้วกคนเมาได้ง่าย ๆ

***สุสาน St Louis No. 1***
ฉันเองก็เพิ่งมาสังเกตคราวนี้เองว่าคนอเมริกันหลายคนมีรสนิยมชอบไปเที่ยวสุสาน แถวบ้านฉันที่คลีฟแลนด์ มีสุสานชื่อ Lakeview Cemetery มีที่เก็บศพของประธานาธิบดีการ์ฟิลด์ อยู่มาหลายปีก็ไม่เคยคิดจะไปเยี่ยมชมเลย ส่วนของนิวออร์ลีนส์นี่ อ่านข้อมูลท่องเที่ยวฉบับไหน ก็มีแต่คนบอกว่าห้ามพลาดทั้งนั้น

สุสานยุคดั้งเดิมสีสันสวยงาม เพราะทาสีแบบเดียวกับสีบ้านของเจ้าของสุสาน เพื่อให้พนักงาน (ซึ่งอ่านป้ายไม่ออก) รู้ว่าสุสานใดเป็นของตระกูลไหน

สุสานในนิวออร์ลีนส์ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมมีหลายแห่ง เราเลือกไป St Louis No. 1 ตามคำแนะนำของคุณเรน Concierge ของโรงแรมที่พักอยู่ นัยว่าสุสานนี้ดังมาก เพราะเป็นสุสานที่ยัง active (คือยังมีการเปิดให้เก็บศพอยู่) ที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศสหรัฐอเมริกา นอกยังนี้ยังมีหลุมเก็บศพของผู้ก่อตั้งเมืองนิวออร์ลีนส์รุ่นบุกเบิก มีหลุมเก็บศพของสมาชิกสมาคมชาวอิตาเลียนที่ใช้หินอ่อนจาก Carrara และที่พลาดไม่ได้คือหลุมของคุณนาย Marie Laveau เจ้าแม่วูดูที่มีชี่อเสียงโด่งดังก้องโลก ฟังประวัติแล้วแอบภูมิใจว่าเป็นผู้หญิงเก่งในสมัยนั้น คุณนายลาโวนี่ดังจริง ๆ ตรงหน้าหลุมมีคนนำยาสูบ หนังยางรัดผมและกิ๊บมาวางเป็นการแสดงความไว้อาลัยเต็มไปหมด อลีน่า ไกด์สาวผู้พาเราเข้าชมสุสานเล่าว่า ที่คนเอาอุปกรณ์เสริมสวยมาวาง เพราะอาชีพดั้งเดิมของคุณลาโวคือช่างทำผม ส่วนยาสูบหรือบุหรี่ เข้าใจว่าเป็นเพราะเป็นธุรกิจของครอบครัว (ถ้าจำไม่ผิด)

โปรดสังเกตว่าฉันใช้คำว่าหลุม “เก็บ” ศพ ไม่ใช่ หลุม “ฝัง”ศพ เหตุผลที่ดึงดูดใคร ๆ ให้มาชมสุสานที่นิวออร์ลีนส์ เพราะเค้าใช้วิธีเก็บศพไม่ได้ฝังลงดินลึกลงไป 6 ฟุตแบบทั่ว ๆ ไป อลีน่าเล่าว่า เพราะสภาพที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของนิวออร์ลีนส์ที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล ทำให้ฝังศพไม่ได้ ไม่งั้นน้ำจะพัดศพขึ้นมาลอยอืด ไม่น่าดูไม่น่าชมเป็นอย่างยิ่ง จนชาวนิวออร์ลีนส์ต้องทำเรื่องไปขออนุญาตพระสันตปาปาว่าขอเก็บศพบนดินแทนที่จะฝังได้หรือไม่ ทางวาติกันพิจารณาแล้ว ก็อนุญาตให้เป็นกรณีพิเศษ (เพราะแม้แต้พระเยซุเอง ศพของท่านก็ถูกเก็บไว้ในถ้ำ ไมได้รับการฝังลงดิน) ฉันฟังแล้วก็เออออตามไกด์ไป แต่ในใจก็แอบคิดว่าสุสานของตระกูลพี่เอ็นโซที่กันยาโนก็เก็บศพไว้ในอาคารบนดินเหมือนกันนี่นะ

ได้เรียนรู้ประวัติความเป็นมาของนิวออร์ลีนส์จากอลีน่าด้วยว่า กลุ่มคนกลุ่มแรก ๆ ที่มาสร้างเมือง คือนักโทษจากคุกในฝรั่งเศส (ทำนองเดียวกับที่นักโทษอังกฤษเป็นคนสร้างออสเตรเลีย)

ขากลับออกจากสุสาน อลีน่าแนะนำให้ทุกคนถอยหลังออกมา บอกว่าเป็นเคล็ด (เหมือนคนไทยเลยแฮะ)

*** สวนสัตว์ Audobon*** 
เหตุผลดั้งเดิมที่มานิวออร์ลีนส์ เพราะคิดว่าจะไปแวะเยี่ยมอ๋อและครอบครัวที่ฟลอริด้า อยากไปอุดหนุนร้านอาหารไทยของอ๋อที่ชื่อ Thailand’s Best ดูแผนที่ไปดูแผนที่มา เมืองที่อ๋ออยู่ (Navarre) ไม่ห่างจากนิวออร์ลีนส์เท่าไหร่แฮะ (ขับรถข้ามสี่รัฐ คือฟลอริด้า อัลบามา มิสซิสซิปปี้ และ หลุยส์เซียนาใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง) สุดท้ายจากที่กลายเป็นว่าจะไปหาอ๋อ อ๋อและครอบครัว อันประกอบด้วย คริส แอสตัน แอนนาเบล เลยต้องขับรถมาเราที่นิวออร์ลีนส์แทน กินข้าวกลางวันที่ร้าน NOLA เสร็จแล้ว เรากับเด็ก ๆ ก็มุ่งหน้าสู่ส่วนสัตว์ Audobon กัน เด็ก ๆ ตื่นเต้นมาก ได้เห็นช้าง ลิง ยีราฟ เสือ จระเข้ นกสวย ๆ ในระยะประชิด ฉันเองก็ตื่นเต้น เพราะระหว่างทางไปสวนสัตว์ ได้นั่งรถผ่านถนน Carrollton ซึ่งมีบ้านสไตส์เก๋ ๆ แบบนิวออร์ลีนส์สวยงามมากมาย

***Oak Alley Plantation***
ฉันชอบไปเที่ยวบ้านสวย ๆ อย่างแมนชั่นที่เมืองนิวพอร์ท โรดไอส์แลนด์นี่ชอบมาก ๆ พอเห็นรูป Plantation หรือถ้าแปลเป็นภาษาไทยก็คงเข้าข่าย บ้านไร่บ้านสวน(อ้อย) ในนิวออร์ลีนส์แล้วก็ใฝ่ฝันว่าจะไปเยี่ยมชมให้ได้

บ้านไร่(อ้อย)ในนิวออร์ลีนส์มีหลายแห่ง ตั้งอยู่บนถนนเก่าแก่เลียบแม่น้ำมิสซิสซิปปีชื่อ River Road เลือกมา Oak Alley Plantation เพราะดูแล้วว่าสวยสง่า ถ่ายรูปขึ้นที่สุด โดยเฉพาะเวลาที่มองเข้าไปแล้วเห็นต้นโอ๊คอายุนับร้อย ๆ ปี เรียงแถวเป็นแนวเป็นทางไปจนถึงตัวบ้าน ไม่มีใครรู้ว่าต้น Virginia Live Oak เหล่านี้ ปลูกเมื่อไร ใครเป็นคนปลูก ไกด์เล่าว่าสมัยก่อนเมื่อมองจากตัวบ้านออกไปทางถนน จะเห็นแม่น้ำมิสซิสซิปปี้ แต่ปัจจุบันน้ำท่วมทำให้ต้องสร้างทำนบขึ้นมากั้นมา บดบังวิวไปอย่างน่าเสียดาย — ที่โอ๊คแอลลี่ย์นี้ เราได้เดินสวนกับคนไทยด้วย ทักทายกันจนได้รู้ว่าคุณเค้ามาจากบุรีรัมย์

เหนือโต๊ะกินข้าว คือพัดลมขนาดใหญ่ ใช้แรงงานทาสเด็ก ๆ ให้เป็นคนดึงเชือก บนโต๊ะมีโถแก้ว เอาไว้ดักจับแมลงที่บินเข้ามารบกวน

อย่างไรก็ตามหากใครสนใจประวัติศาสตร์การใช้แรงงานทาส ขอแนะนำให้ไป Whitney Plantation  ฉันเห็นว่า Oak Alley จะเน้นความหรูหรามั่งคั่งของฝ่ายเจ้าของไร่ (เช่น การใช้สับปะรดไล่แขกที่มาพักที่บ้านนานเกินไป) ในขณะที่ Whitney จะแสดงให้เห็นถึงชีวิตที่ถูกกดขี่ข่มเหงของทาสผิวสี ที่จริงแล้ว Oak Alley ก็มีส่วนที่จัดแสดงนิทรรศการแสดงความเป็นอยู่ของทาสเหมือนกัน แต่ก็อะนะ…  (ไกด์เล่าว่าสมัยก่อนเจ้าของบ้านปลูกต้นโอ๊คไว้ด้านหลังบ้านด้วย เพื่อจะให้ปกปิดสายตาจากส่วนที่อยู่ของทาส)

ที่นิวออร์ลีนส์นี้ อะไร ๆ ก็ Whitney มีธนาคารชื่อวิทนีย์ มีโรงแรมชื่อวิทนีย์ ไร่ก็ชื่อวิทนีย์อีก ตระกูลวิทนีย์นี่มาจากนิวยอร์ก เข้ามาทำธุรกิจในนิวออร์ลีนส์ช่วงยุคสงครามกลางเมือง Whitney Bank นี่ เค้าบอกว่าบริหารจัดการกันเก่งมาก เพราะเป็นธนาคารเดียวที่อยู่รอดผ่าน The Great Depression ในช่วงปี 1930’s มาได้

จากตัวเมืองนิวออร์ลีนส์ เดินทางมายังแพลนเทชั่นใช้เวลาประมาณ 50 นาที ระหว่างทางเราต้องผ่าน Lake Pontchatrain คนขับรถชื่อไบรอัน เล่าว่าเป็นทะเลสาบที่น้ำตื้นมาก ๆ (เฉลี่ยความลึกประมาณ 4 เมตรเท่านั้นเอง) อย่างไรก็ดี ตอนหลังฉันมาหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตพบว่า จริง ๆ ตรงนี้ไม่ใช่ Lake หรือทะเลสาบ ตามชื่อ แต่เป็น Estuary หรือ ชะวากทะเล (ปากน้ำ) เป็นเครื่องอธิบายได้เป็นอย่างดีว่า ทำไมพื้นที่ตรงนี้จึงได้อุดมสมบูรณ์เพียงนี้

ผู้ใดสนใจจะไปเยี่ยมเยือนนิวออร์ลีนส์  ควรศึกษาเว็บไซต์การท่องเที่ยวของ New Orleans: http://www.neworleansonline.com/ที่ทำไว้ดีมาก ถ้าให้ดีควรเข้าไปดาวน์โหลดไกด์บุ๊คมาศึกษาก่อนเดินทาง มีคูปองลดราคาสินค้าและอาหารเพียบ

ของกินบนถนนลี

[๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐]  หลายปีที่แล้วครั้งที่ฉันย้ายมาอยู่คลีฟแลนด์ใหม่ ๆ ถ้าจะออกไปกินอาหารนอกบ้าน ส่วนใหญ่จะไปหาของกินที่ถนนโคเวนทรี เพราะมีร้านอาหารหลายร้าน ทั้งร้านไทย ร้านเกาหลี ร้านญี่ปุ่น/มาเลย์ และร้านอาหารอเมริกันร้านโปรดอย่างร้าน Tommy’s

อย่างไรก็ดี ปีสองปีที่ผ่านมา เริ่มมีร้านอาหารแปลก ๆ (และดี ๆ) มาเปิดบนถนนลีซึ่งอยู่ไม่ห่างจากบ้าน ขับรถไป 5 นาทีก็ถึง ของดีของถนนลีคือ มีโรงภาพยนต์ฉายหนังอินดี้แนว RCA พระรามเก้า สมัยก่อนนี่ถนนลีเป็นถนนได้ชื่อว่าไม่ค่อยปลอดภัยเท่าไร พัฒนาได้ขนาดนี้ส่วนหนึ่งต้องขอบคุณรัฐบาลเมืองคลีฟแลนด์ไฮท์ที่ปรับปรุงถนนหนทางให้ดูน่าเดินน่าเที่ยวมากขึ้น มีการลาดยางถนนใหม่ เปลี่ยนป้ายบอกชื่อถนน ปรับปรุงเสาไฟฟ้าทำให้ถนนดูสว่างขึ้น

ร้านบนถนนลีที่พี่เอ็นโซมักจะพาฉันไปกินคือ “อนาโตเลีย(2270 Lee Rd, Cleveland Heights, OH 44118 Phone: (216) 321-4400) เป็นร้านอาหารเตอร์กิช อร่อยมาก โดยเฉพาะของหวาน ร้านนี้เป็นร้านใหญ่และมีชื่อเสียงประจำเมือง มีอาหารให้เลือกรับประทานมากมาย ไปกินมาหลายรอบแล้วก็ยังกินได้ไม่ครบทุกอย่างบนเมนู ทุกครั้งที่ไปกินก็จะอดเสียดายไม่ได้ว่า ตอนที่ไปเที่ยวตุรกีกับทัวร์ ไม่ได้กินของอร่อย ๆ อย่างนี้เลย

เมื่อสองปีที่แล้ว มีร้านอาหารโมรอกโคชื่อ “โมโม เคบับ” มาเปิด (2199 Lee Rd, Cleveland Heights, OH 44118 Phone: (216) 932-3512) เป็นร้านเล็ก ๆ คูหาเดียว เมนูมีแค่หน้าเดียว ไม่มีอาหารให้เลือกมากมายเหมือน อนาโตเลีย แต่อร่อยและเน้นคุณภาพ ทุกครั้งที่ไป พ่อครัว/เจ้าของร้าน จะออกมาต้อนรับพูดคุยเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด ร้านนี้อบขนมปังเอง เข้าใจว่าเป็นขนมปังเฉพาะแบบของโมรอกโค เพราะไม่เคยกินที่ไหนมาก่อน อร่อยและไม่หวาน (ไม่เหมือนร้านอาหารทั่ว ๆ ไปในอเมริกา ที่ขนมปังหวานจนบางทีเกือบจะเป็นกลายเป็นเค้ก) ส่วนใหญ่ฉันจะสั่งแกะย่าง ที่เสิร์ฟพร้อมข้าวและผัก ส่วนพี่เอ็นโซจะสั่ง Tagine คล้าย ๆ กับสตูว์ อบในภาชนะที่ทำจากดินที่เรียกว่า Tagine เช่นกัน เจ้าของร้านอธิบายว่า Tagine นี่ใช้เวลาปรุงนานมาก ต้องทำล่วงหน้ากันเป็นวัน ๆ  อย่างเดียวที่ยังไม่เคยกินคือ คูสคูส ซึ่งเป็นอาหารพิเศษประจำคืนวันศุกร์ พูดกันหลายครั้งว่าต้องกลับไปกิน ก็ยังไม่มีโอกาสเสียที

ล่าสุดได้มีโอกาสไปกินอาหารเอธิโอเปียบนถนนลี ร้านชื่อ โซมา (2240 Lee Rd, Cleveland, OH 44118 Phone: (216) 465-3239) ก่อนไปก็แอบสงสัย (ด้วยนิสัยไม่ดี) ว่า เขามีอะไรกินกันด้วยหรือ ประเทศแถวนั้นไม่น่าจะอุดมสมบูรณ์เท่าไร ปรากฏว่าดีมาก เหมาะสำหรับคนรักษาสุขภาพ เป็นอาหารที่เน้นถั่วและแป้ง หรือถ้าจะเลือกกินเนื้อ ก็มีสตูว์ทั้งเนื้อวัว เนื้อไก่ (ที่เสิร์ฟพร้อมไข่ต้ม) และ แกะ วิธีการเสิร์ฟก็ตื่นตาตื่นใจเป็นที่สุด คือ เสิร์ฟอาหารด้วยจานใบเบ้อเริ่ม ปูด้วยแผ่นแป้งที่เรียกว่า Injera ซึ่งเป็นขนมปังพื้นเมืองของเอธิโอเปีย ทำมาจากเมล็ด Teff (ซึ่งเป็นพืชที่ปลูกในเอธิโอเปีย) แผ่น Injera มีสีเทาเข้ม หน้าตาคล้าย ๆ เครปบวกแพนเค้ก นิ่ม ๆ ไม่หวาน มีรู ๆ เหมือนฟองน้ำ (กินไปเรื่อย ๆ จะได้อารมณ์ขนมถ้วยฟูของโปรด) บนแป้งจะมีกับข้าวตักวางเป็นหย่อม ๆ ส่วนใหญ่จะเป็นถั่วปรุงผสมเครื่องเทศต่าง ๆ นานา วิธีกินก็ง่าย ๆ ใช้มือบิดแป้งกินกับกับข้าวไปเรื่อย ๆ

ตอนแรกเห็นอาหารแล้ว คิดในใจว่าจะอิ่มไหมนี่ ปรากฏว่ากินไปได้แค่ครึ่งจาน แป้งยังไม่ได้จะหมดแผ่น ก็อิ่มจุกเสียแล้ว แถมยังอิ่มยาวมาถึงวันรุ่งขึ้นอีกด้วย

ร้านโซมานี่ถือเป็นร้านยอดฮิต เพิ่งเปิดมาได้แค่สองเดือนกว่า ๆ แต่ลูกค้าแน่นขนัด ถ้าไม่ได้จองก่อน ก็คงไม่ได้กิน และท่าทางคงจะเป็นที่ถูกใจคนแถวนี้ไปอีกนาน

%d bloggers like this: