So God Help Me

abc-blocks-1424464[๒๔ กันยายน ๒๕๕๙] ปลายปีที่แล้ว ฉันมีโครงการเล็ก ๆ ในใจ ตั้งใจจะสอบเป็นล่ามภาษาไทยกับศาลฏีกาของรัฐโอไฮโอให้ได้ ฉันไม่ค่อยมีโอกาสได้เป็นล่ามในศาลบ่อยครั้งเท่าไร แต่คิดว่าถ้าสอบได้ก็คงจะดี เป็นศรีแก่ตัว

การเป็นล่ามในศาลหรือในการให้การต่อหน้าทนายมีแบบแผนและกฏเกณฑ์ที่เข้มงวดมากกว่าการเป็นล่ามในสถานการณ์อื่น ๆ  (เช่น โรงพยาบาล สถานสงเคราะห์ หรือ โรงเรียน) ประมาณว่า ถ้าทำไม่ถูกแบบแผนแล้วจะทำให้เสียรูปคดี ขัดขวางกระบวนการยุติธรรม อาจจะเป็นผลร้ายหรือผลดีกับจำเลยหรือโจทก์ได้ หลักการง่าย ๆ ของการเป็นล่ามในศาลที่ฉันใช้คือ ปฏิบัติตนราวกับตัวเป็นเครื่องแปล ไม่มีตัวตน ได้ยินคนพูดมาอย่างไร ก็แปลไปตามนั้น ใช้คำสรรพนามบุุรุษที่ 1 ในการแทนตนเอง ห้ามอธิบายเพิ่มเติม ศาลใช้คำยากอย่างไร ก็รักษาระดับของภาษาไว้ ไม่ต้องไปกังวลว่าคนฟังจะฟังเข้าใจหรือไม่ และที่สำคัญคือต้องรักษาหลักจริยธรรมของความเป็นล่ามให้ครบถ้วนสมบูรณ์

สิ่งที่ดีอย่างหนึ่งของการตัดสินใจเข้าสอบครั้งนี้คือคือทำให้ฉันมีโอกาสได้เข้าอบรมการเป็นล่ามหลายครั้ง ได้ความรู้ดี ๆ มากมาย ได้รู้ว่าที่ผ่านมาเข้าใจอะไรผิด ๆ และที่สิ่งถูกต้องคืออะไร

ประโยคหนึ่งที่ล่ามในศาลต้องแปลเป็นประจำ คือคำสาบานก่อนที่จะขึ้นให้การต่อหน้าศาล คนที่ดูหนังนักสืบบ่อย ๆ คงคุ้นเคยกันดี คือ “Do you solemnly swear that you will tell the truth, the whole truth, and nothing but the truth, so help you God?”

ตรงส่วนแรก ไม่มีปัญหา แปลได้ตรง ๆ ทำนอง ว่าคุณสาบานว่าจะพูดแต่ความจริงเท่านั้นหรือไม่ ส่วนที่เป็นปัญหาสำหรับฉันคือ So help me God อ่านดูเผิน ๆ เดาเอาว่า คงขอประมาณว่าขอให้พระเจ้าช่วยเป็นบันดาลใจให้พูดแต่ความจริง แต่จริง ๆ ไม่ใช่อย่างนั้น ที่ถูกต้องคือ So help me God แปลว่า ถ้าผิดคำสาบานขอให้มีอันเป็นไป (ขอให้พระเจ้าลงโทษฉันด้วย)

ฉันเข้าใจคำนี้ผิดอยู่หลายปีทีเดียว

หลังจากที่ไปฝึกอบรมเตรียมตัวสอบข้อเขียนที่โคลัมบัส (ซึ่งอยู่ทางใต้ของคลีฟแลนด์ ขับรถไปประมาณ 2 ชั่วโมง) ช่วงต้นเดือนธันวาคม กลับมาอ่านหนังสือติวกับพี่เอ็นโซอีกเป็นเดือน ๆ เพื่อกลับไปสอบข้อเขียน (ปรนัย) ที่ศาลในเดือนมีนาคมของปีถัดไป ผลออกมาว่าสอบผ่านข้อเขียน  (เย้) เผอิญว่าศาลโอไฮโอได้แค่รับลงทะเบียนว่าเราเป็นล่ามภาษาไทยได้เท่านั้น (Registered Interpreter) แต่ไม่สามารถจะรับรองวิทยฐานะ (Certified Interpreter) ได้ เส้นทางการสอบของชั้นเลยจบแค่สอบข้อเขียนและทดสอบระดับภาษาไทย ในขณะที่ล่ามภาษาอื่น ๆ เช่น สเปน จีน หรือ เวียดนาม ต้องผ่านการทดสอบการแปลสด ๆ ด้วย

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสอบเป็นล่ามของศาลในโอไฮโอ ค้นหาได้ที่ http://www.supremecourt.ohio.gov/JCS/interpreterSvcs/ ค่ะ

พี่เลี้ยงหมา (ชั่วคราว)

chihuahua-624924_960_720[๒๕ กันยายน ๒๕๕๙] อยู่ดี ๆ ฉันก็จับพลัดจับผลูได้เป็นพี่เลี้ยงหมาถึงอาทิตย์กว่า ๆ โดยไม่ตั้งใจ เรื่องมีอยู่ว่า คนรู้จักคนหนึ่งเกิดมีธุระต้องไปค้างที่อื่น จำเป็นทิ้งหมาไว้เฝ้าบ้านหนึ่งตัว เลยขอให้ฉันไปให้ข้าวกลางวันหมาวันละมื้อ พาออกไปเดินเพื่อให้หมาได้ฉี่และอึวันละสองรอบ (กลางวันและหกโมงเย็น) ฟังดูไม่น่าจะมีอะไรมาก บ้านเค้าก็ห่างจากเราไปแค่ 12 นาที ขับรถไปแป๊ปเดียวก็ถึงละ การเตรียมอาหารให้ก็ง่าย ๆ มีสูตรตั้งไว้แล้วตามขั้นตอนหนึ่ง-สอง-สาม ว่าเอาอันนี้ผสมอันนี้เป็นจำนวนเท่านี้ ให้กินเวลานี้ ประกอบกับตอนแรกคิดว่าแค่วันสองวันเอง ไม่น่าจะเป็นปัญหา

เอาเข้าจริง ๆ ธุระเกิดยืดยาวไม่จบภายในวันสองวันอย่างที่คาดไว้ สรุปว่าฉันต้องไปเป็นพี่เลี้ยงหมาอยู่อาทิตย์กว่า ๆ ช่วงแรก ๆ ก็ปกติดี ทุกอย่างเป็นไปตามกำหนดเวลา กินเสร็จ รอซัก 5 นาที หมาก็ออกไปอึไปฉี่ แต่ผ่านไป 5 วัน ชักไม่ง่ายอย่างนั้น หมาเริ่มแข็งข้อ เข้าใจว่าคงเครียดที่ถูกทิ้งให้อยู่บ้านคนเดียวนาน ๆ บางวันไปถึง ก็พบว่ามีอึหมากองรออยู่ในบ้านแล้ว แถมยังฉี่เลอะเต็มพื้นครัวอีกด้วย โชคดีที่อึหมาแข็ง ไม่นิ่มเละ ๆ เลยเก็บง่าย ไม่เลอะ ไม่ยุ่งยาก

ถามเพื่อน ๆ คนอื่นในคลีฟแลนด์ว่า เวลาเค้ามีธุระต้องทิ้งบ้านไปหลาย ๆ วัน และเอาสัตว์เลี้ยงไปด้วยไม่ได้ เค้าทำกันอย่างไร ส่วนใหญ่จะใช้วิธีจ้าง House sitter คือให้คนมานอนค้างที่บ้าน ดูแลบ้านด้วย ดูแลสัตว์เลี้ยงด้วย หรือไม่อย่างนั้นก็ส่งสัตว์เลี้ยงไปที่ที่เค้ารับ pet boarding ถ้าที่ไหนราคาไม่แพง เค้าก็รับหมาไปนอนไม่คิดมาก แต่ถ้าทีราคาแพงหน่อย เค้าจะพิถีพิถันมาก ต้องขอใบรับรองกาารฉีดวัคซีน ต้องให้หมาทำหมันให้เรียบร้อย จากนั้นทั้งเจ้าของและสัตว์ต้องไปทำ Assessment ประเมินว่าบุคลิกของห้หมาเป็นอย่างไร จะเข้ากับสัตว์เลี้ยงตัวอื่น ๆ ที่ถูกนำไปฝากไว้ได้หรือไม่ ฯลฯ

ฉันไม่เคยเลี้ยงหมาจริงจัง อยู่ที่บ้าน แม่และพี่ ๆ เป็นคนเลี้ยง ฉันเป็นแค่คนชื่นชมอยู่ห่าง ๆ พอต้องมาดูแลให้ข้าวให้นำอย่างใกล้ชิด ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า ตกลงใครเป็นเจ้าของใครกันแน่ หมาเป็นเจ้าของคน หรือคนเป็นเจ้าของหมา ดาราตลก เจอรี่ ไซน์เฟล เคยพูดว่า ถ้ามนุษย์ต่างด้าวมาเยือนโลกนี้ และเห็นคนคอยเดินตามเก็บอึหมาต้อย ๆ มนุษย์ต่างด้าวคงเข้าใจผิดแน่ ๆ ว่าหมาเป็นเจ้าโลก ไม่ใช่คน

อย่างไรก็ดี ฉันขอชื่นชมว่าเจ้าของหมาที่ฉันไปดูแลให้เลี้ยงหมา (Housing training) ได้ดีมาก คือเลี้ยงให้เป็นหมา เลี้ยงให้มันเป็นลูกน้องเรา ไม่ใช่เจ้านายเรา ถ้าหมาปวดท้องจะต้องเข้าห้องน้ำตอนที่เจ้าของหมาติดธุระอยู่ หมาก็ต้องอั้นรอให้เจ้าของหมาว่างเสียก่อน ถึงจะไปทำธุระได้ ข้อสำคัญ ทุกอย่างต้องเป็นตามเวลา ให้กินตอนนี้ ถ้ากินไม่หมด ก็ต้องรอกินวันรุ่งขึ้น ฉี่ตอนนี้ อึตอนนี้เท่านั้น หมาก็ฉลาด ทำตามกติกาที่ตั้งไว้ได้อย่างเหมาะเจาะ น่าภูมิใจแทนเจ้าของ

เรียนภาษาอิตาเลียนจากร้านทำผม

img_20160522_095653677[๒๔ กันยายน ๒๕๕๙] ไปอิตาลีช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา มีภาระกิจสำคัญคือไปร่วมงาน Prima comunione ของเอเลโอนอรา ในวันที่ 22 พฤษภาคม (หลังจากที่พลาดงานของเฟเดริโกไปแล้วในปีที่ผ่านมา)

งาน Prima comunione หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า First Communion สำหรับฉันแล้ว คล้าย ๆ กับพิธีพุทธมามกะของบ้านเรา ก่อนจะผ่านพิธีนี้ เอเล ซึ่งอายุครบ 9 ขวบในปีนี้ ต้องเข้าคอร์สเรียนเกี่ยวกับคริสตศาสนา (นิกายแคทอลิก) อยู่หลายเดือน ในพิธีนี้เอเลจะมีโอกาสได้กินขนมปัง (ซึ่งถือกันว่าเป็นเนื้อหนังของพระเยซู) เป็นครั้งแรก ถือเป็นแคทอลิกเต็มตัวและเต็มใจ

งานนี้เป็นงานใหญ่และสำคัญของครอบครัว ประหนึ่งงานโกนจุกของเมืองไทยสมัยก่อน มีญาติทั้งพ่อและฝั่งแม่แต่งตัวสวยสดงดงามมาร่วมงานอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง คุณยายดูหน้าบานภูมิใจในหลานสาวเป็นที่สุด งานของเอเลมีช่วงเช้า ใกล้ ๆ เที่ยงเสร็จงาน เสร็จแล้วทุกคนไปรวมตัวกันที่บ้านเอเลซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโบสถ์ มอบของขวัญให้สาวน้อยเจ้าของงาน และรอเวลาออกไปกินข้าวเที่ยง (ซึ่งเริ่มกินจริง ๆ ตอนใกล้บ่ายสองโมง) ที่ร้าน  Ristorante Casale di Tor di Quinto (via Casale Tor di Quinto, 1, 00191 Roma, Italy) ทุกอย่างได้รับการจัดอย่างมีพิธีรีตรอง เริ่มจากเสิร์ฟอาหารเรียกน้ำย่อยบนลานกว้างมองเห็นวิวชานเมืองกรุงโรม กินเสร็จก็ย้ายเข้ามานั่งในร้าน ซึ่งมี Seating plan ว่าใครนั่งโต๊ะไหนอย่างไร อาหารเสิร์ฟสามคอร์ส หรูหรา กินกันยาวไปจนถึงเกือบสี่โมงเย็น จากนั้นย้ายออกมาที่ลานด้านนอก เสิร์ฟเค้กและไวน์ กินกันไป ยืนคุยกันไปจนถึงหกโมงเย็น!!!

เล่ามายาว แค่จะบอกว่าด้วยความที่งานนี้เป็นงานพิเศษ ก่อนวันงานหนึ่งวัน ฉันเลยขอติดสอยห้อยตามซินยอราไปทำผมที่ร้านทำผมร้านเล็ก ๆ ใกล้บ้าน เลียนแบบพี่เอ็นโซที่ตามพ่อไปร้านทำผมในซอยเซ็นหลุยส์มาหลายปี (และชอบมาก ตอนนี้กลายเป็นว่า กลับเมืองไทยเมื่อใด ต้องไปตัดผมทุกครั้ง)

ร้านทำผมนี้ตั้งอยู่ในตึกเดียวกับซุปเปอร์มาณเก็ตโคนาด อย่างไรก็ตามจะเรียกว่าเป็นประสบการณ์ครั้งแรกในร้านทำผมอิตาเลียนก็ไม่เชิง เพราะร้านนี้บริหารงานด้วยคนจีนทั้งร้าน ซินยอราบอกว่าเค้าไดร์ผมดีมาก ทำเร็วและเรียบร้อย

img_20160522_092507841วันที่เราไปเป็นวันเสาร์ คนนั่งรอต่อคิวอยู่ประมาณ 5-6 คน มีทั้งเด็กสาวมารอถักเปียเกล้าผมและอีกหลาย ๆ คนที่รอสระผมและไดร์ รวมถึงทำเล็บ ลูกค้าจัดคิวกันเอง รู้ว่าใครมาก่อนมาหลัง ทั้งร้านมีช่าง 4 คน จำได้คุ้น ๆ ว่ามีช่างผู้ชายสองคน ผู้หญิงสองคน ทำเร็วมากจริง ๆ ทำดี นั่งดูเค้าทำผมแล้วเพลิน ฆ่าเวลาได้ดีอย่างยิ่ง

ถึงตาฉัน ช่างก็เรียกไปสระผม คนอิตาเลียนออกเสียงคำว่า แชมพู ว่าแชมโปว (Shampoo) ฉันพยายามบอกช่างว่าสระหนเดียวพอ  Uno shampoo, per favore แต่ช่างก็ไม่เข้าใจ ไม่เป็นไรสระสองครั้งก็ได้ สระเสร็จ ช่างถามว่าจะทำอะไร คำตอบที่ถูกต้องก็คือ จัดแต่งทรงผม ภาษาอิตาเลียนเรียกว่า “mess in piega” (เม ซิม ปิเอกา) ไม่ตัดผมนะ (Non tagliare i capelli)

สนุกดีค่ะ ไว้ปีหน้าจะไปลองร้านที่เป็นช่างอิตาเลียนบ้าง


ศัพท์ภาษาอิตาเลียนเกี่ยวกับร้านทำผม

  • ร้านทำผม = La parrucchiere
  • ไดร์ผม จัดแต่งผม = Mess in piega (Piegare คือการพับผ้า)
  • ตัดผม = Tagliare i capelli
  • ทรงผม = La pettinatura (Che bella pettinatura ไปทำผมใหม่มา ผมสวยจัง!)

เลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2016

american-flag-1150851[๒๔ กันยายน ๒๕๕๙] พี่เอ็นโซเล่าว่าสองสามวันที่ผ่านมาที่ออกไปขี่จักรยานตอนบ่าย ๆ เริ่มเห็นป้ายหาเสียงเลือกตั้งปักหน้าบ้านคนมากขึ้น มีคละกันไปทั้งป้ายเชียร์ทรัมป์ ฮิลลารี่ คลินตัน และแกรี่ จอห์สัน (จากพรรคลิเบอร์แทเรียน)

ฉันตั้งใจจะเขียนเล่าเรื่องการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีตั้งแต่เดือนกรกฏาคม เพราะปีนี้พรรครีพับลิกันมาประชุมพรรคกันถึงคลีฟแลนด์ (ซึ่งเป็นพื้นที่เดียวในรัฐโอไฮโอที่ถือเสียงข้างเคโมแครต) ปีที่แล้วคนคลีฟแลนด์ตื่นเต้นกันมาก เพราะเชื่อว่า การประชุมพรรค (Republican National Convention) จะนำรายได้มหาศาลมาให้เมือง ทางรัฐบาลของเมืองลงทุนเม็ดเงินมากมาย ใช้เวลาเตรียมตัวเป็นปีเพื่อปรับปรุงตบแต่งเมืองให้สวยงาม พอถึงเวลาจริง ๆ กลับต้องปิดคลุมทุกสิ่งทุกอย่าง เอาแท่งคอนกรีตมากั้น เพราะกลัวคนประท้วงทรัมป์จะทำลายข้าวของ สมาชิกของพรรคก็มาร่วมประชมน้อยกว่าปกติมาก ได้ยินว่าตอนแรกสั่งอาหารเลี้ยงคนไว้จำนวนหนึ่ง สุดท้ายต้องลดลงเหลือ 1 ใน 3 เพราะไม่มีคนมาร่วมงานเท่าที่คิดไว้ นี่ไม่รวมถึงเงินสนับสนุนจากธุรกิจห้างร้านต่าง ๆ ที่ลดลงไปเป็นจำนวนมาก เพราะคนไม่เอาทรัมป์มีมากโขอยู่ ถ้ามาโฆษณาให้งานทรัมป์ อาจจะถูกลูกค้าเกลียดเอาได้ง่าย ๆ

ที่แย่หน่อยคือมาจัดตรงกับช่วงวันเกิดของฉันพอดี ข่าวออกเตือนว่า ถ้าไม่มีอะไรให้อยู่บ้าน เพราะอาจจะเกิดการปะทะระหว่างคนรักทรัมป์และคนไม่รักทรัมป์ สรุปว่าเลยไม่ได้ทำอะไรพิเศษฉลองวันเกิดไปโดยปริยาย

เรื่องที่ตลกที่สุดก็คือว่า ถึงแม้ว่าจอห์น เคสิก ผู้ว่าการของรัฐโอไฮโอจะเป็นสมาชิกพรรครีพับลิกัน และหนึ่งในวุฒิสมาชิกของรัฐ (ซึ่งมีทั้งหมดสองคน) ก็เป็นคนพรรครีพับลิกัน แต่ NPR รายงานว่า ไม่มีใครพูดถึงหรือสรรเสริญทรัมป์เลยแม้แต่น้อย ผู้ว่าการรัฐโอไฮโอเองยังไม่ปรากฎตัวในการประชุมพรรคเลยเสียด้วยซ้ำไป

ข่าวบอกว่าการประชุมพรรครีพับลิกันเหมือนรายการมวยปล้ำ คือดูเร้าใจตื่นเต้น รุนแรงถึงใจ แต่จริง ๆ เป็นการแสดง ในขณะที่การประชุมพรรคเดโมแครตออกแนวเฮฮาปาร์ตี้ ดารานักร้องเพียบ

คนที่เห็นความประพฤติของทรัมป์และความเคลื่อนไหวของพรรครีพับลิกันคงคิดว่า ลงอีหรอบนี้ พรรคเดโมแครตส่งเสาไฟฟ้ามาลงแข่ง ก็คงชนะทรัมป์แน่นอน แต่เอาเข้าจริง ๆ ไม่ยักกะเป็นอย่างนั้น ผลการสำรวจความคิดเห็นคนอเมริกันยังออกมาสูสีว่าจะเลือกฮิลลารี หรือโดนัลด์ ทรัมป์ดี เพื่อน ๆ หลายคนบอกว่า เซ็งมาก เผลอ ๆ จะไม่ไปลงคะแนนเสียด้วยซ้ำ

วันจันทร์นี้จะมีโต้วาทีของผู้สมัครประธานาธิบดีรอบแรก ยังแอบสงสัยว่าจะออกมาแนวไหน จะหาสาระได้หรือไม่ จะเอาอะไรมาโต้กัน (ปกติทรัมป์พูดไม่เน้นสาระ เน้นอารมณ์เป็นหลัก)

ฉันยอมรับว่าช่วงแรก ๆ ข่าวเลือกตั้งปีนี้สนุกมาก เพราะทรัมป์สร้างสีสัน พวกรายการปกิณกะบันเทิงตอนดึกก็มีเรื่องมาเล่าเสียดสีให้หัวเราะได้ทุกวัน แต่ตอนนี้ชักเบื่อ บางวันถึงกับปิดวิทยุ เลิกฟังข่าวไปพักใหญ่

อีกเดือนกว่า ๆ เราคงได้รู้กัน

 

ไข่เค็ม

received_509484609222457

ดองไข่เค็ม

[๑๓ มีนาคม ๒๕๕๙] สมัยเด็ก ๆ ช่วงที่อยู่สุราษฏร์ธานี ฉันได้กินไข่เค็มอร่อย ๆ เป็นประจำ สุราษฏร์ฯ เป็นเมืองมีชื่อเรื่องของกินอร่อย ๆ เป็นเมืองที่เต็มไปด้วย หอย(นางรม)ใหญ่ ไข่(เค็ม)แดง แหล่งธรรมะ (สวนโมกข์) พ่อเล่าว่าที่ไข่เค็มสุราษฏร์ฯ สีแดงอร่อย เพราะเป็ดที่นั่นกินเปลือกกุ้ง หัวกุ้งเป็นประจำ

เดือนที่แล้ว พลอยเล่าให้ฟังว่าที่ร้านทำน้ำพริกลงเรือ พร้อมส่งรูปประกอบ ดูน่ากินมาก เป็นรูปน้ำพริกลงเรือมีผักประกอบสวยงามโปะหน้าด้วยไข่เค็ม พลอยเล่าต่อว่าพอดีเป็ดที่เลี้ยงไว้ออกไข่เยอะ แม่ครัวที่ร้านเลยเอามาทำไข่เค็ม

ฟังแล้วเกิดไอเดีย เราทำไข่เค็มกินเองบ้างก็น่าจะสนุกและอร่อยดี แม่บอกว่าซื้อเอาน่าจะง่ายกว่า แต่ก็นั่นแหละ ซื้อจากที่ร้านเอเชียแถวนี้ เราก็ไม่รู้ว่าเขาใส่อะไรในไข่บ้าง ร้านพวกนี้เวลาซื้อของต้องดูดี ๆ วันก่อนซื้อน้ำพริกเผามา กะว่าจะทาขนมปังกินให้สะใจ มาถึงบ้าน พลิกดูใต้ขวด ปรากฏว่าหมดอายุไปเมื่อปีที่แล้ว (เซ็ง)

พลอยให้สูตรทำไข่เค็มมาอย่างดี หาเพิ่มจากอินเทอร์เน็ตบ้าง ปัญหาอย่างแรกคือ ไม่มีไข่เป็ด แต่ไม่เป็นไร ใช้ไข่ไก่น่าจะพอถูไถไปได้บ้าง ปัญหาต่อมาคนไทยทำกับข้าวเก่ง แต่ไม่มีการอธิบายปริมาณชั่งตวงที่แน่นอน ในอินเทอร์เน็ตมีแต่เขียนว่า ต้มน้ำกับเกลือ แต่ไม่ยักกะบอกว่าสัดส่วนเกลือต่อน้ำเท่าไร ตอนแรกต้มน้ำ 1 ถ้วย ต่อเกลือ 1/2 ถ้วย ปรากฏว่าเกลือไม่ยอมละลาย ต้องเพิ่มน้ำแทบแย่เชียว

IMG_20160313_092603533

ไข่เค็มทอด อร่อย

สรุปว่าวิธีทำก็ง่าย ๆ คือ ต้มน้ำ 1 ถ้วยต่อเกลือ 1/4 ถ้วย จากนั้นทิ้งให้น้ำเย็น เอาไข่ใส่โหล แล้วเทน้ำเกลือให้กลบไข่ให้มิด จากนั้นเอาถุงน้ำใส่แหมะกดไข่ไว้ อย่าให้ลอย ปิดฝา และทิ้งไว้ประมาณ 30 วัน

ไข่เค็มของฉันออกมา ไม่ค่อยเค็มเท่าไร ต้มกินไม่อร่อย แต่ทอดเป็นไข่ดาวกินกับข้าวสวยร้อน ๆ ใช้ได้เลยทีเดียว

ช่วงนี้ดูท่าว่าดวงทำกับข้าวกำลังมาแรง สองวันที่แล้วทำไข่พะโล้กิน ในที่สุดก็ฉันก็สามารถทำออกมาคล้ายๆ กับของต้นตำรับที่เมืองไทย I nailed it! ดีใจมาก หลังจากหัดทำมาเกือบ 3 ปี เคล็ดลับคือ อย่าไปทำตามวิธีที่เขียนหลังซองโลโบ้โดยเด็ดขาด ใช้ผงพะโล้นิดเดียว ละลายน้ำร้อนก่อนใส่ในหม้อ ใส่ซีอิ๊วดำและขาว น้ำตาลทรายแดงอีกนิดหน่อย อร่อยแล้ว

Anti-Establishmentism

วิลลี่ วองก้า กับอุมป้าลุมป้า

[๑๐ มีนาคม ๒๕๕๙] อีก 9 เดือนก็จะถึงเวลาเลือกตั้งประธานาธิบดีอเมริกา กลางปีที่แล้ว ่ช่วงที่ผู้สมัครเปิดตัวหาเสียงกันใหม่ ๆ ฉันเดาในใจว่าเลือกตั้งอเมริกาครั้งนี้ คงหนีไปพ้นคู่กัดตลอดกาลอย่าง (Jeb) Bush กับ (Hillary) Clinton เสียอีก – สองตระกูลนี้ เคยสู้กันมาแล้วสมัยปี 2535 ที่ประธานาธิบดีบุชคนพ่อ ลงเลือกตั้งแข่งกับ ประธานาธิบดีวิลเลียม เจฟเฟอร์สัน คลินตัน –  ตอนที่เห็นมิสเตอร์โดนัลด์ ทรัมป์ประกาศจะชิงชัยเข้าลงสมัครเป็นประธานาธิบดี ฉันก็ว่าฮาดี ถือเป็นการสร้างสีสรร นึกในใจว่าถ้าไม่เกิดเหตุการณ์ลักษณะ”ตกม้าตาย” กระแสของคุณทรัมป์ก็คงจะซาไปเอง ปรากฏว่าเกือบหนึ่งปีผ่านไป ชักตลกไม่ออก กลายเป็นพลิกโผไปเสียนี่

สังเกตว่าปีนี้ฉันไม่ได้เขียนเล่าถึงบรรยากาศการหาเสียงของผู้สมัครเท่าไร ไม่เหมือนเมื่อ 4 ปีที่แล้ว เพราะเบื่อกระแสคุณทรัมป์เหลือเกิน เวลามีถ่ายทอดการโต้วาทีของผู้สมัครพรรครีพับลิกัน (ซึ่งปีนี้จัดบ่อยมาก แทบจะทุกเดือน) แทนที่จะได้ยินว่านโยบายหรือแนวความคิดของผู้สมัครเป็นอย่างไร กลับได้ยินแต่คำวิพากษ์วิจารณ์เหน็บแหนม ดูถูกซึ่งกันและกัน คุณทรัมป์เองก็ใช้ภาษาได้ง่าย ๆ พื้น ๆ พูดอยู่ไม่กี่คำ เช่น Huge Great Good  แน่นอนว่าสื่อแฮปปี้มาก เพราะช่วยทำให้บรรยากาศคึกคัก แถมขายโฆษณาได้มากมาย เพราะคนติดตามชมการโต้วาทีเป็นจำนวนมาก  คนส่วนใหญ่ชอบดูคนอื่นยืนทะเลาะกันเพื่อความบันเทิงส่วนตัว ฉันว่าที่คุณทรัมป์ดังมาได้ยาวขนาดนี้ ต้องถือว่าเป็นเพราะสื่อมวลชนที่ขยันตีพิมพ์ข่าว (ซึ่งถ้าข่าวไม่ออกมาเป็นด้านลบ ก็เป็นกลาง ๆ ยังไม่เคยเห็นสื่อไหนเขียนชมคุณทรัมป์เลย)

feelthebern-magnet_grandeกระแสความนิยมของคุณทรัมป์จากพรรครีพับลิกัน ไปจนถึง ความฮ๊อตฮิตของวุฒิสมาชิกเบอร์นี่ แซนเดอร์ เจ้าของสโลแกน “Feel the Bern” จากพรรคเดโมแครต ในขณะนี้ เกิดขึ้นเพราะคนอเมริกันเกิดอาการแบบเดียวกับคนไทย คือเบื่อนักการเมือง อยากได้คนนอกเข้ามาบริหารประเทศ คนไทยเราหันไปหารัฐบาลทหาร เพราะเชื่อมั่นในความซื่อสัตย์สุจริต คนอเมริกันหลาย ๆ คน ก็เหม็นขี้หน้าพวกพรรคการเมืองกันเต็มแก่ ทำให้เกิดกระแส Anti-Establishmentism และเชื่อหมดใจว่าคุณทรัมป์คงจะบริหารประเทศได้รุ่งเรืองอย่างที่เขาบริหารธุรกิจของของเขาเอง ในขณะที่หนุ่ม ๆ สาว ๆ ก็จะชื่นชมวุฒิสมาชิกแซนเดอร์เป็นอย่างมาก ตามทฤษฎีส่วนตัว ฉันคิดว่าเป็นเพราะคนอเมริกันรุ่นนี้เริ่มไม่แน่ใจในอนาคต และอยากให้รัฐบาลมีนโยบายสวัสดิการช่วยเหลือ (ออกแนวสังคมนิยม) คนมาก ๆ ซึ๋งตรงกับที่แซนเดอร์หาเสียงไว้

ฉันไม่ขอออกความเห็นว่าคุณทรัมป์เป็นคนอย่างไร เพราะไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัว เคยเป็นแฟนติดตามรายการ The Apprentice แต่ก็เลิกดูไปนานหลายปีแล้ว ฉันว่ารายการข่าวตลกของ Stephen Colbert  ข้างล่างนี้อธิบายความเป็นทรัมป์ได้ตลกถึงใจจริง ๆ

อังคารนี้ (15 มีนาคม) ที่โอไฮโอก็จะลงคะแนนไพรมารี่แล้ว ต้องคอยลุ้นว่าใครจะชนะ

 

 

ว่าด้วยแอปเปิ้ล

IMG_20160209_170914293

กะบะขายแอปเปิ้ลนานาชนิดที่ Whole Foods

[๘ มีนาคม ๒๕๕๙] ได้ไอเดียการเขียนเรื่องแอปเปิ้ลจากการพูดคุยกับฝรั่งที่ไปพบโดยบังเอิญ ระหว่างรออาหารที่จาไมก้า อย่างที่เคยเล่าว่า เราต้องใช้เวลารออาหารในร้านจาไมก้ายาวนานมาก เลยได้โอกาสคุยกันยาวเลย

ฝรั่งสองคนที่ได้เจอ เค้ามาจากมิดเวสต์ของสหรัฐอเมริกา เขาบอกว่ามาเที่ยวจาไมก้าเป็นประจำทุกปีเลย และก็ตื่นเต้นมากที่ได้เห็นต้นกล้วยเป็นครั้งแรก เขาเพิ่งรู้ว่า ต้นกล้วยนี่ พอออกลูกปุ๊ป ก็ตายเลย แล้วเขาก็ถามเราเพื่อหาข้อมูลว่า รู้ไหมว่า เวลาปลูกกล้วย แล้วจะใช้เวลานานเท่าไรกว่าจะออกลูก ฉันเองก็ไม่รู้ ต้องไลน์มาถามพ่อและแม่ทีหลัง ถึงได้รับคำตอบว่าเป็นปี

ฝรั่งถามต่อด้วยความไม่รู้ว่า กล้วยนี่มันมีแบบเดียวสินะ เราเลยโวยวายตอบว่่า ใครบอกกัน กล้วยมีหลายพันธุ์ หลายชนิดมาก แต่ละชนิดก็มีรสชาติและหน้าตาต่างกันไป

ฝรั่งได้ยินก็เกิดอาการทึ่งเป็นอย่างมาก

IMG_20160306_165340627พูดเรื่องกล้วย แล้วทำให้นึกถึงแอปเปิ้ล ตอนเด็ก ๆ ฉันนึกว่า แอปเปิ้ลนี่มีแค่แบบสีแดงและสีเขียว ไม่เคยรู้ว่า มันมีพันธุ์อะไรแตกต่างกันอย่างไร เพิ่งได้มาเรียนรู้ไม่นานนี่เอง จากถุงกระดาษใส่แอปเปิ้ลที่เขาขายที่ Whole Foods ว่า ฝรั่งเค้ามีการจัดลำดับความหวานของแอปเปิ้ลไว้ด้วยนะ โดยหากจะเรียงจากความหวานมาก ไปถึงหวานน้อย (หรือเปรี้ยว) ก็จะเรียงตามพันธุ์ได้ประมาณนี้

  1. Kiku (หวานอร่อยกรอบ พันธุ์โปรดประจำครอบครัว)
  2. Fuji
  3. Ambrosia
  4. Gala
  5. Jonagold
  6. Cameo
  7. Golden Delicious
  8. Red Delicious
  9. Honeycrisp
  10. Kanzi
  11. Braeburn
  12. Pink Lady
  13. Granny Smith (แอปเปิ้ลเขียว ใช้ทำพายแอปเปิ้ลกำลังดี)

ฉันยังไม่เคยกินแอปเปิ้ลครบทุกชนิด แต่ก่อนซื้อกินแต่ Gala เพราะเห็นเจ้านายที่ทำงานกิน ตอนนี้หันมากิน Kiku อย่างเดียว เพราะอร่อยและหวาน Braeburn และ Pink Lady ก็อร่อยดี เวลากินกับ Oatmeal

สงสัยว่ากลับเมืองไทยคราวนี้ จะหาโอกาสลองไปจัดอันดับกล้วย (หรือแม้แต่ ส้ม และ ทุเรียน) ตามความหวานดูบ้าง น่าสนุกดี

%d bloggers like this: